Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (23)
“ทางนี้คือไกด์ระดับ A0 ที่พลังตื่นขึ้นใหม่ คุณอียอนอี จากนี้ไปก็น่าจะได้พบกันบ่อย ๆ หวังว่าจะสนิทกันไว้นะคะ”
โรส หัวหน้าทีมไกด์ระดับ A เป็นผู้หญิงอ่อนหวานและมีความสามารถ ห้องทำงานของยอนอีอยู่หน้าห้องปฏิบัติการของแทฮาจิน แต่วันนี้เขาได้มาเยี่ยมเยียน ณ ชั้น 9 ของอาคารส่วนกลางเพื่อมาทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานพร้อมหัวหน้าทีมที่เพิ่งรู้จักกัน
เมื่อยอนอีเข้ามาในห้อง ไกด์ส่วนหนึ่งก็เข้ามาทำความรู้จักกับเขา ส่วนบางคนก็เกาะกลุ่มกระซิบกระซาบคุยกัน
“เห็นว่าได้เลื่อนขึ้นมาเป็นระดับ A0 เพราะพลังตื่นขึ้นใหม่ละ”
“บุญหล่นทับแท้ ๆ คนที่พลังตื่นใหม่แล้วสูงกว่าระดับ B นี่หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก”
“ต่อไปฉันคงมีกำลังใจมาทำงานที่ศูนย์ แค่หน้าตาไกด์คนนี้ก็เป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งแล้ว…”
บทสนทนาหลากหลายเรื่องถูกแลกเปลี่ยนกันไปมาพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก มีเพียงคนเดียวในห้องนั้นที่ปิดบังใบหน้าอารมณ์เสียไว้ไม่มิด
ยอนอีเบนสายตาไปเห็นเจ้าของใบหน้าอันแสนคุ้นเคยซึ่งกำลังแสดงออกว่าหงุดหงิดเสียเต็มประดา
จองอูชอล
รูมเมตของเขานั่นเอง
นิสัยของเขาเรียกได้ว่าสุนัขไม่รับประทานแถมยังน่ารำคาญสุด ๆ หลังจากใช้ชีวิตด้วยกันมาสักพัก ยอนอีก็เลือกที่จะเมินอีกฝ่ายไปเสีย ต่างคนต่างก็เป็นแค่สัมภเวสีผีในห้องของกันและกัน หมอนั่นมักจะแก้เผ็ดด้วยวิธีการหน่อมแน้มอย่างการปิดประตูดังโครมครามหรือล้างจานแบบรุนแรงเป็นบางครั้ง
หลังจากที่ยอนอีพลังตื่นขึ้นใหม่เป็นระดับ A เขาก็ไม่ได้กลับเข้าไปที่หอหลายวันแล้ว
“หัวหน้าทีม คงไม่จำเป็นจะต้องดูแลหมอนั่นหรอกมั้งครับ มันเป็นพวกอวดดี เห็นหัวชาวบ้านเขาซะที่ไหนกัน”
ก็ไม่ผิดจากที่คาดไว้สักเท่าไหร่ อีกฝ่ายเริ่มสาดสีใส่เขาอย่างเปิดเผยต่อหน้ากลุ่มไกด์ระดับ A ในห้อง พอหัวหน้าทีมตั้งท่าจะกล่าวตักเตือน ยอนอีกลับหัวเราะในลำคอพลางยกมือขึ้นมาห้ามปราม
“ขอบคุณที่ช่วยแนะนำนะครับ ฝากตัวด้วยครับทุกคน”
ยอนอียิ้มกว้างก่อนจะก้มหัวลงเป็นการโค้งคำนับ เขาร่ำลาหัวหน้าทีมแล้วเดินออกไปจากชั้น 9 ทันที ใบหน้าของจองอูชอลแดงลามไปจนถึงหูเมื่อเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
ถูกเมินอีกแล้ว
เมินกันต่อหน้าคนอื่นแบบนี้เลย
ตอนนี้พวกไกด์ต่างก็กำลังจ้องมองมาทางเขาพร้อมกับกระซิบกระซาบกัน จองอูชอลกำหมัดแน่น
“ไอ้เวรนี่…!”
ตั้งแต่ตอนได้เห็นขี้หน้าหมอนั่นครั้งแรกก็ไม่ถูกชะตาแล้ว เหตุผลที่ต้องปิดบังหน้าตาแบบนั้นด้วยหน้ากากกับหมวกคืออะไรกันแน่? เป็นพวกชอบเรียกร้องความสนใจเหรอ?
การที่ได้เข้าสังกัดของเอสเปอร์แทฮาจินทันทีที่ถูกตัดสินว่าพลังตื่นขึ้นใหม่นั่นก็น่าสงสัย มันอาจจะหลอกล่อเขาด้วยหน้าตาหรือไม่ก็เล่นตุกติกอะไรลับหลังก็ได้
ไกด์ในสังกัดของแทฮาจินงั้นเหรอ
เป็นตำแหน่งที่เหมาะเจาะกับการเป็นคนดังพอดีเลย
การได้อยู่ในสังกัดของเอสเปอร์ระดับ S เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับไกด์ แม้เป็นไกด์ระดับ A0 ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คนที่เคยเป็นแค่ระดับ B0 จนถึงก่อนหน้านี้ไม่นานกลับสอยไปหน้าตาเฉย…
จองอูชอลไม่ชอบอียอนอี
ไม่ชอบมาก แบบมหาศาล แบบเข้าไส้
ยอนอีลงจากลิฟต์แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานชั้น 20 แต่แล้วกลับต้องหยุดชะงักกลางทาง เนื่องจากบริเวณทางเดินไปยังห้องปฏิบัติการของแทฮาจินมีฉากที่คุ้นตากลับมาฉายซ้ำให้ดูอีกครั้ง คลีนเนอร์ผู้รับหน้าที่จัดระเบียบสถานการณ์กำลังจัดแถวให้ไกด์แล้วส่งตัวเข้าไปในห้องปฏิบัติการทีละคน
สีหน้าของไกด์เหล่านั้นดูอมทุกข์ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะถ้าไกด์ดิงให้แทฮาจินด้วยภาชนะเล็ก ๆ นั่นก็น่าจะกลับออกมาในสภาพถูกดูดพลังไปจนเกลี้ยงแบบนี้แหละ
ปราดตามองแวบหนึ่งก็เห็นว่ามีไกด์ระดับ C ปะปนอยู่ในแถวด้วย ยังใช้คนเป็นสินค้าใช้แล้วทิ้งไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ ยอนอีส่ายหน้าไปมาขณะเดินไปตรงหน้าประตูห้องปฏิบัติการ ทันใดนั้น คลีนเนอร์ชายที่ไม่ได้เจอหน้ากันเสียนานก็เลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นเขา
โดยส่วนตัวแล้ว ยอนอีไม่ชอบคลีนเนอร์คนนี้เอาเสียเลย เพราะอีกฝ่ายเคยทำกับเขาไว้แสบด้วยการปิดประตูไม่ให้เขาออกจากห้องในวันที่ไกด์ดิงให้แทฮาจินครั้งแรก
“คุณไกด์ในสังกัดสินะครับ”
ดูท่าอีกฝ่ายจะรู้จักเขาแล้ว ยอนอีรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งจะมาที่นี่ในฐานะสินค้าใช้แล้วทิ้งเมื่อวานนี้เอง แต่ตอนนี้กลับได้มาเจอคลีนเนอร์คนนี้ในฐานะไกด์ในสังกัดเสียอย่างนั้น ชีวิตช่างเป็นสิ่งไม่แน่นอนเหลือเกิน
“ดูท่าเมื่อเช้าคงมีดอร์ปรากฏขึ้นสินะครับ”
“ครับ เป็นไวท์ดอร์ที่มีขนาดใหญ่ทีเดียว คุณไม่ได้รับการแจ้งเตือนเลยเหรอครับ?”
“อ๋อ ผมมัวแต่ทำงานไกด์ดิงอยู่ตลอดก็เลยปิดไว้น่ะครับ”
คำพูดของยอนอีทำให้คลีนเนอร์หนุ่มฉีกยิ้มแบบที่ไม่เข้ากับรูปร่างอันบึกบึนของเขาสักนิด
“เป็นไกด์ในสังกัดแล้วก็ควรเปิดการแจ้งเตือนไว้เสมอนอกเหนือจากวันหยุดสิครับ ถ้าคุณจัดความสำคัญให้การไกด์ดิงคุณเอสเปอร์แทฮาจินมาเป็นอันดับหนึ่ง ผมคงไม่ต้องพาไกด์คนอื่น ๆ มารวมตัวกันแบบนี้หรอกครับ”
ยอนอีสบตากับอีกฝ่ายนิ่ง ๆ
ช่างชี้แนะในฐานะรุ่นพี่ได้ยอดเยี่ยมเสียจริง
ตอนนี้เขายังไม่ชินกับคำว่า [สังกัด] เท่าไหร่นัก ว่ากันตามตรงคือยังไม่รู้เหมือนกันว่าการเข้าสังกัดกับไม่ได้เข้าสังกัดมีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะแบบนั้น ตอนไกด์ดิงจึงปิดการแจ้งเตือนในนาฬิกาของตัวเองไปตามความเคยชิน เมื่อเสร็จกำหนดการตอนเช้าแล้วถึงเพิ่งจะนึกออก แต่ก็มัวยุ่งกับการไปเจอหัวหน้าทีมคนใหม่เลยลืมไปซะสนิท
ถ้าเขามาตามที่อีกฝ่ายเรียก คนพวกนี้คงไม่ต้องมายืนต่อแถวกันอยู่บนทางเดินเย็นเยียบเพื่อรอถูกใช้แล้วทิ้งเช่นนี้
ยอนอีผงกศีรษะให้อีกฝ่ายอย่างนุ่มนวลก่อนจะเอ่ยตอบ
“ขอบคุณที่ตักเตือนกันนะครับ ต่อไปผมจะระวังตัวให้มากขึ้น คุณช่วยส่งไกด์พวกนี้กลับไปทีได้หรือเปล่าครับ?”
อันที่จริงคลีนเนอร์หนุ่มคนนี้จงใจใช้น้ำเสียงกระแทกกระทั้นเพื่อให้คู่สนทนาเกิดอารมณ์ขุ่นเคือง แต่ไกด์ในสังกัดคนใหม่ตรงหน้ากลับยอมขอโทษง่าย ๆ เสียอย่างนั้น พอทุกอย่างไม่เป็นไปตามคาด เขาจึงได้แต่ทำหน้าเหลอหลาพลางยกมือขึ้นมาเกาตรงหว่างคิ้วตัวเองแก้เก้อ
“ถ้าคุณพูดขนาดนั้นผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อแล้วละครับ รีบเข้าไปดีกว่า เขาน่าจะกำลังรอคุณอยู่”
“ครับ ถ้างั้นผมขอตัวก่อน”
เดินต่อเข้าไปด้านในห้องปฏิบัติการอีกนิด เตียงหลังกว้างและฉากอันคุ้นเคยก็ปรากฏให้เห็นราวกับภาพเดจาวู
เหมือนเดิมแม้กระทั่งแทฮาจินที่กำลังเอนหลังในท่าทางกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียงในชุดวันเกิด
ถ้าจะมีอะไรที่ต่างจากครั้งนั้น…
ก็คงเป็นสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่ของแทฮาจินละมั้ง?
มิหนำซ้ำ คราวนี้ไกด์ที่นั่งอยู่ในห้องก็ไม่ได้กำลังใช้ปากปรนเปรอแต่กำลังแตะข้อมือของแทฮาจินอย่างกระอักกระอ่วนแทน ยอนอีอดนึกขำในใจไม่ได้ เมื่อเห็นว่าไกด์คนนั้นทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะทำการไกด์ดิงแทบไม่ได้เลย
‘วันนี้เขาไม่ทำอะไรที่มันได้ประสิทธิภาพเหมือนเคยแฮะ’
ยอนอีกอดอกจับตาดูสถานการณ์อยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเคาะกำแพงดังก๊อก ๆ
ดวงตาสีแดงของแทฮาจินตวัดมามองทางต้นเสียงทันที หว่างคิ้วเกลี้ยงเกลาของอีกฝ่ายขมวดเป็นรอยย่นลึกขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย
“การเรียกตัวของผมมันไม่สำคัญเลยหรือไง” เอสเปอร์หนุ่มพูดเสียงลอดไรฟัน
ชายหนุ่มบนเตียงนั่งนิ่งด้วยใบหน้าขึงขังน่าเกรงขาม เมื่อไกด์ที่กำลังทำการไกด์ดิงสังเกตเห็นบรรยากาศหนักอึ้งระหว่างทั้งคู่ เขาจึงรีบวิ่งผ่านด้านข้างของยอนอีออกไปจากห้องอย่างรีบร้อน เสี้ยวหนึ่งของใบหน้าบ่งบอกว่าจวนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
“เฮ้อ”
ยอนอีถอนหายใจสั้น ๆ ขณะสาวเท้าเข้าไปในห้องน้ำเพื่อที่จะล้างมือก่อนเป็นอย่างแรก คิดว่าจะล้างมือแค่ไม่นานจึงไม่ได้เปิดไฟทิ้งไว้ ในตอนนั้นเองชายหนุ่มร่างยักษ์กลับมายืนจังก้าขวางประตูห้องน้ำตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ยอนอีกำลังฟอกสบู่ที่มือหันไปเหลือบมองอีกฝ่ายน้อย ๆ เป็นเชิงถาม
ร่างกายใหญ่โตของแทฮาจินบดบังแสงจากภายนอกไว้จนมองเห็นเป็นภาพย้อนแสง ยอนอีรับรู้เพียงเค้าโครงแต่มองไม่เห็นว่าแทฮาจินกำลังทำหน้าอย่างไรอยู่
“สบู่หอมดีจังนะครับ ใครเป็นคนเลือกเหรอครับ?”
แทฮาจินแค่นหัวเราะให้คำถามไม่สนเหนือสนใต้ของไกด์ในสังกัดคนใหม่ เอสเปอร์หนุ่มกัดฟันกรอดขณะพูดตอบกลับมา
“จะรับผิดชอบยังไง”
“…อะไรครับ?”
เขาดูโกรธนิดหน่อย แต่ไม่รู้ทำไมถึงดูไม่น่ากลัวเลยสักนิดทั้งที่พลังของเขากำลังกระหน่ำซัดเข้ามาไม่หยุด แทฮาจินสูดหายใจเข้าลึก ๆ อย่างสะกดกลั้นอารมณ์แล้วก้าวพ้นจากกรอบประตูห้องน้ำเข้ามาประชิดตัวยอนอี มือหนาใหญ่ผลักอกของคนร่างเล็กกว่าให้กระแทกกับผนัง
ยอนอีรู้สึกว่าหลังของตัวเองเจ็บระบมเพราะอีกฝ่ายไม่ได้เบาแรงเลย
“บ้าฉิบ…พอรับการไกด์ดิงจากนาย ฉันก็ไม่พอใจการไกด์ดิงของใครอีกเลย นายคิดจะรับผิดชอบยังไง?”
เลิกวางฟอร์มจนได้สินะ
แต่เรื่องนั้นช่างก่อน ยอนอีไม่เข้าใจคำพูดของแทฮาจินเท่าไหร่นัก เท่าที่รู้มาคือการไกด์ดิง ไม่ว่าใครเป็นคนทำก็เหมือน ๆ กันหมดไม่ใช่เหรอ ต่างกันแค่การโอนถ่ายพลังเท่านั้นเอง
ภาชนะมีขนาดใหญ่ แข็งแรง ปริมาณน้ำเยอะ มีความบริสุทธิ์ใสไม่ขุ่นมัว
ถ้าสี่ลำดับนี้ลงตัวกันพอดีระดับของไกด์ก็จะสูง ยิ่งระดับสูงก็จะไกด์ดิงได้ในปริมาณมากอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น
เพราะฉะนั้น ยอนอีจึงคิดว่าการที่ไกด์หลากหลายคนใช้พลังเหมือนเมื่อครู่นี้ก็มีเพียงประสิทธิภาพเท่านั้นที่ลดลง แต่ผลลัพธ์ยังเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
กล่าวคือไม่ว่าเขาจะเป็นคนทำให้ตัวเลขลดลง 5 เปอร์เซ็นต์ หรือไกด์คนอื่น ๆ เป็นคนทำให้ลดลง 5 เปอร์เซ็นต์ ก็มีข้อแตกต่างแค่เรื่องของเวลาเท่านั้นเอง
ไม่เข้าใจเลยว่าเขาไม่พอใจเรื่องอะไร
เวลา? หรือประสิทธิภาพ?
“อ๋อ คุณคงจะอึดอัดเพราะพวกเขาไกด์ดิงช้าสินะครับ”
แทฮาจินขบกรามแน่นก่อนจะยกมือขึ้นมาบีบที่คางของยอนอี เดิมทีมือของอีกฝ่ายก็ใหญ่มากอยู่แล้วจึงกอบกุมใบหน้าของคนตัวเล็กกว่าได้เกือบถึงใบหูทีเดียว
“ปัญหาดูเหมือนเป็นเรื่องนั้นหรือไง?”
“ถ้างั้น… เรื่องเวลาเหรอ?”
‘ฉันควรจะอธิบายยังไงดี’
คราวนี้แทฮาจินหัวเสียขึ้นมาจริง ๆ แล้ว เมื่อครู่นี้เขาทำเป็นไม่ใส่ใจเรื่องที่ยอนอีปิดการแจ้งเตือนจากนาฬิกาและเมินคำเรียกตัวของเขาไป เอสเปอร์หนุ่มระดมไกด์มารักษาให้อย่างที่เคยทำมาตลอดในกรณีที่ไกด์ในสังกัดไม่ว่าง ทั้งที่ต้องการรับการไกด์ดิงแบบเร่งด่วน แต่ให้ตายสิวะ…ไม่เห็นจะได้เรื่องเลยสักนิด
จะเป็นเพราะรู้สึกไปเองหรืออะไรก็ตาม แต่เขารู้สึกเหมือนค่ามลพิษลดลงช้าเหมือนเต่าคลานแถมรู้สึกอึดอัดใจจนแทบบ้า แค่นึกถึงสัมผัสที่ชวนให้รำคาญใจของไกด์พวกนั้นแล้ว ศีรษะก็ปวดแปลบขึ้นมาฉับพลัน
ระหว่างรับการไกด์ดิงอันไร้ประสิทธิภาพแบบที่ไม่ได้เจอมาเสียนานอย่างไม่มีทางเลือก แทฮาจินก็พานนึกถึงไกด์ในสังกัดหมาด ๆ คนนั้น
อียอนอีไม่เห็นต้องบอกอะไรก็ยังไกด์ดิงได้สมบูรณ์แบบเลย
การไกด์ดิงของเขาอบอุ่นราวกับได้อาบไล้แสงแดดจากดวงอาทิตย์
พลังที่ได้รับคืนมาจากอียอนอีก็แสนจะสดชื่นสบายตัว…
ทุกเหตุการณ์เริ่มต้นจากอียอนอีแล้วก็จบลงด้วยอียอนอี เรื่องนั้นยิ่งทำให้แทฮาจินหัวเสียเข้าไปใหญ่ สมองของเขาอัดแน่นไปด้วยความคิดที่ว่า แค่มีอียอนอีคนเดียว เรื่องน่ารำคาญใจพวกนี้ก็จะหายไปตลอดกาล
มาทำให้คนอื่นเขาอยู่ในสภาพนี้แล้วยังจะกล้ามาพูดเล่น ๆ ว่า สบู่หอมดีจังนะครับ อีกเนี่ยนะ?