Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (3)
ยอนอีไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะต้องมาประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ในชีวิต ถ้าให้ว่ากันตามจริง การไกด์ดิงมีพื้นฐานมาจากการสัมผัสทางร่างกายอยู่แล้ว ดังนั้นการร่วมเพศทางปากหรือการมีเพศสัมพันธ์จึงถือว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไป เพราะถ้าหากเทียบกันในด้านประสิทธิภาพ ไม่มีสิ่งใดที่จะมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมไปกว่านี้อีกแล้ว
แต่การเปิดเผยกิจกรรมใต้ร่มผ้าให้คนอื่นได้ชมอย่างอล่างฉ่างเช่นนี้ไม่มีทางเป็นเรื่องปกติไปได้ อย่างน้อยทางศูนย์ก็ควรหาผ้ามาคลุมหรือจัดเตรียมม่านบังสายตาไว้หน่อยก็ยังดี แบบนี้มันเปิดเผยเกินไป เห็นชัดจนแทบจะกระแทกตาอยู่แล้ว
‘ไม่รู้จักอายบ้างหรือไง?’
เมื่อไกด์คนนั้นดูท่าว่าจะทำการชำระล้างต่อไปไม่ไหวแล้ว เอสเปอร์แทฮาจินก็กระชากศีรษะของไกด์คนนั้นออกไปให้ห่างตัวอย่างไม่ไยดี
“แค่ก แฮ่ก แฮ่ก.…..”
“ทำได้ดีมากครับ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยไร้อารมณ์ ถึงแม้ว่าจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระแล้ว ไกด์คนนั้นก็ยังคงขยับร่างกายไม่ได้ดั่งใจคิด ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มขณะกอบโกยลมหายใจเข้าปอด ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดูแล้วคงถูกดูดพลังไปจนเกลี้ยงเป็นแน่
แทฮาจินทอดสายตามองอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเอ่ยปากถาม
“อยากทำต่อเหรอ?”
“ปะ เปล่า……! เปล่าครับ ไม่ครับ”
ไกด์คนนั้นลนลานถลาลงจากเตียง สองเท้าวิ่งตรงไปที่ประตูในสภาพล้มลุกคลุกคลาน โดยไม่กล้าแม้แต่จะหยุดเช็ดน้ำลายที่ไหลย้อยลงมาถึงคางเสียด้วยซ้ำ
ในตอนนั้นเอง ยอนอีก็ปะติดปะต่อสถานการณ์ของเรื่องทั้งหมดเข้าด้วยกันจนได้
เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมไกด์คนอื่น ๆ ถึงได้คลานออกมาจากห้องด้วยสีหน้าราวกับกำลังจะตายหลังจากทำการไกด์ดิงเสร็จ
ยอนอีหยุดความคิดไร้สาระไว้ตรงนั้นเมื่อแทฮาจินกวักมือเบา ๆ เป็นเชิงเรียกให้เขาเข้าไปใกล้ แต่ตัวเองไม่คิดจะหันหน้ามาทางนี้เลยด้วยซ้ำ ใบหน้าของชายหนุ่มที่เอนศีรษะพิงกับหัวเตียงมีร่องรอยความอ่อนเพลียเล็กน้อย
‘ทำไมพวกคนในเมืองหลวงถึงเป็นแบบนี้กันหมด’
เป็นเพราะงานพวกเขายุ่งมากนักหรือไง ผู้คนที่นี่จึงได้เร่งรีบกันจนน่าโมโห
ไอพลังอันรุนแรงของชายหนุ่มยังคงอยู่ แม้จะได้รับการไกด์ดิงมาหลายคนแล้วก็ตาม พลังที่ไม่คุ้นเคยทำให้การคาดคะเนระดับมลพิษเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย
“ฮู่ว”
ยอนอีถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินตรงไปหาเขา มือขาวเอื้อมหยิบผ้าห่มที่หล่นกองอยู่บนพื้นขึ้นมาคลุมบริเวณท่อนล่างของอีกฝ่าย ทำให้แก่นกายซึ่งเคยดึงดูดสายตาถูกบดบังเอาไว้ แต่ยังไม่วายแผลงฤทธิ์ด้วยการดันผ้าห่มขึ้นเป็นกระโจมแทน
คิ้วข้างหนึ่งของแทฮาจินเลิกขึ้นเล็กน้อย ในที่สุดเอสเปอร์หนุ่มก็เบนสายตาจากหน้าต่างหันมามองไกด์ผู้มาใหม่จนได้
ยอนอีไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขาเริ่มลงมือทำงานโดยแตะที่นาฬิกาของแทฮาจินทันที
ระดับมลพิษ 57 เปอร์เซ็นต์
‘ตอนแรกมันสูงขนาดไหนกันเนี่ย?’
ยอนอีตะลึงจนพูดไม่ออก เพราะแค่เท่าที่ตัวเองเห็น ไกด์ที่เข้า ๆ ออก ๆ ห้องนี้ก็มีจำนวนเกินเจ็ดคนเข้าไปแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่คงไม่พ้นต้องไกด์ดิงด้วยวิธีใช้ปากกันหมด แต่ถึงอย่างนั้น ระดับมลพิษก็ยังสูงถึง 57 เปอร์เซ็นต์เนี่ยนะ
‘ระดับ S เป็นอย่างนี้หมดทุกคนหรือเปล่าเนี่ย’
เรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าหากพูดถึงความแข็งแกร่งของเอสเปอร์แล้ว แทฮาจินแทบจะเป็นผู้มีความสามารถที่ถูกเอ่ยถึงเป็นอันดับแรกเสมอ อีกทั้งระดับมลพิษที่ว่านี่ก็เป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น บอกอะไรชัดเจนไม่ได้จริง ๆ หรอก
ดังนั้น 「57 เปอร์เซ็นต์ของเอสเปอร์ระดับ B」 กับ 「57 เปอร์เซ็นต์ของเอสเปอร์ระดับ S」 จึงมีช่องว่างแห่งความแตกต่างอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะในเชิงคุณภาพหรือในเชิงปริมาณก็ตาม
“อาการเจ็บปวดเป็นยังไงบ้างครับ?”
“ปวดหัวนิด ๆ น่ะครับ”
ยอนอีครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่งว่า ตนเองจะต้องไกด์ดิงชายคนนี้อย่างไรดี?
แน่นอนว่าเขาคิดที่จะไกด์ดิงแค่พอประมาณอย่างที่เคยทำเป็นประจำ แต่เมื่อหวนนึกถึงฉากการใช้ปากปรนเปรอให้แทฮาจินของไกด์คนก่อนหน้าแล้ว หากทำไปแบบส่ง ๆ คงได้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยขึ้นกับตัวเขาเองอย่างแน่นอน
ยอนอีไม่เคยมีแม้แต่เศษเสี้ยวความคิดที่จะทำการไกด์ดิงด้วยวิธีนั้นเลย ที่ซ้ำร้ายยิ่งกว่าคือ ถ้าเป็นผู้ชายอวดดีคนนี้ด้วยแล้ว ต่อให้คุกเข่าอ้อนวอนแทบตายก็คงไม่ได้รับความเห็นใจ
ด้วยเหตุนั้น ยอนอีจึงตัดสินใจตรวจดูค่าความเข้ากันเสียก่อน ขณะที่รอผลก็ได้แต่อธิษฐานอยู่กับตัวเองซ้ำ ๆ
‘ขอร้องล่ะ ช่วยเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ทีเถอะ……!’
ยอนอีแนบนาฬิกาของตัวเองเข้ากับของอีกฝ่าง เสียง ปี๊บ ดังขึ้นในจังหวะที่ความเครียดเริ่มถาโถม ค่าความเข้ากัน 81 เปอร์เซ็นต์ปรากฏหราขึ้นบนหน้าปัดนาฬิกา แม้แต่แทฮาจินยังขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจหลังจากเห็นตัวเลขดังกล่าว
‘เฮ้อ……โล่งอกไปที ไม่ได้เจอคนที่มีค่าความเข้ากันเกิน 80 มานานแล้ว แต่ทำไมต้องเกิดขึ้นกับไอ้หมอนี่ด้วย’
ยอนอีคิดเช่นนั้นพร้อมกับวางนิ้วชี้และนิ้วกลางบนข้อมือของอีกฝ่าย เป็นการสัมผัสอย่างแผ่วเบาที่เพียงแค่ขยับนิดเดียวก็น่าจะหลุดออกจากกันทันที
“จะเริ่มแล้วนะครับ”
“จะทำอย่างนี้เหรอ”
เอสเปอร์หนุ่มพูดพลางจ้องมองนิ้วสองนิ้วซึ่งถูกวางอยู่บนข้อมือเขม็ง
ยอนอีคือไกด์ระดับ B0 อย่างเป็นทางการ จึงไม่แปลกที่เขาจะคิดว่าการสัมผัสเพียงแค่นี้ไม่น่าจะทำการไกด์ดิงอย่างมีประสิทธิภาพได้
นั่นฟังดูเหมือนเป็นประโยคคำถาม แต่ทว่าเสียงของชายหนุ่มกลับราบเรียบไม่มีสูงต่ำ โทนเสียงทุ้มเย็นเยียบพานให้ขนลุกเมื่อแว่วมากระทบหู ยอนอีซึ่งกำลังจะทำการไกด์ดิงเบนสายตาไปสบประสานกับคนป่วย ทั้งคู่จ้องกันอย่างไม่ลดละจนเกิดเป็นศึกจ้องตาขนาดย่อม ๆ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมหลบสายตากันเลย
นอกจากจะไม่กลัวแล้ว สิทธิ์ทั้งหมดในการเลือกว่าจะไกด์ดิงด้วยวิธีใดยังเป็นของไกด์อีกด้วย พวกก่อนหน้านี้อาจจะหวาดกลัวเมื่อเห็นระดับ S อยู่ต่อหน้า แต่ยอนอีไม่ใช่หมูในอวยที่จะมาข่มเหงกันได้ง่าย ๆ
“ครับ”
“อยู่ระดับ B ไม่ใช่เหรอครับ”
“ถูกต้องครับ”
“อย่าทำให้เสียเวลากันทั้งคู่ดีกว่านะครับ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ ผ้าห่มที่ยอนอีนำมาคลุมส่วนล่างไว้ถูกปัดออกจนร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น
แก่นกายของชายหนุ่มยังคงตั้งชูชันดังเดิม แท่งเนื้อสีคล้ำที่มีขนาดเกือบเท่าท่อนแขนปรากฏขึ้นในคลองตากว่าครึ่ง
ยอนอีขมวดคิ้วมุ่นและยกมือซ้ายขึ้นมาบังสายตาจากสิ่งที่น่าหวาดผวานั่น
“ครับ อย่าทำให้เสียเวลากันทั้งคู่ดีกว่า”
ที่แทฮาจินพูดก็มีส่วนถูก ยอนอียกมือข้างที่ยังว่างไปแตะลงบนข้อมือหนาของแทฮาจินกระทั่งสัมผัสได้ถึงชีพจร โดยปกติหากระดับมลพิษมากถึง 57 เปอร์เซ็นต์ ชีพจรน่าจะเต้นเร็วและอยู่ในสภาพคลุ้มคลั่งไปแล้ว แต่คนตรงหน้าเขากลับสงบนิ่งอย่างมาก
ในที่สุดการไกด์ดิงก็เริ่มต้นขึ้นเสียที
ยอนอีฝืนใช้กำลังทะลวงเส้นทางใหม่ที่ไม่ได้เชื่อมต่อเอาไว้ เขามักจะสร้างเส้นทางใหม่ขึ้นมาเองเสมอ เพราะไม่ค่อยชอบไล่หาทีละอันเท่าไหร่นัก
‘เท่านี้จะดูเหมือนระดับ B+ หรือยังนะ’
มวลพลังของแทฮาจินพุ่งทะยานเข้ามาด้านในอย่างรุนแรงทันทีที่สร้างเส้นทางสำเร็จ กระแสพลังที่ไหลผ่านเข้ามาทางฝ่ามือนั้นรุนแรงกว่าที่คาดคิดเอาไว้ ยอนอีชะงักไปในทีแรกแต่ต่อมาเขาก็ลอบยิ้มกับตัวเองเงียบ ๆ นี่แหละความสนุกของคนที่ต้องใช้ชีวิตแบบอดทนอดกลั้นมานาน กระแสพลังของเอสเปอร์แทฮาจินน่าสนใจพอที่จะทำให้เขาลองเล่นด้วยสักครั้ง พอพยายามจะจับ มันก็สะบัดออก และถ้าพยายามจะจัดการ มันก็จะมุดหนีออกไป อย่างที่เขาว่า พลังก็มักจะมีอุปนิสัยคล้ายกันกับเจ้าของนั่นแหละ
และแล้วยอนอีก็ใส่บังเหียนให้กับเจ้ากระแสพลังจอมพยศได้สำเร็จ แต่ในเมื่อต้องทำตัวเหมือนอยู่ระดับ B การไปงัดข้อกับมันจึงไม่มีประโยชน์ เพราะยังไงนี่ก็เป็นการต่อสู้ที่กำหนดให้เขาต้องแพ้อยู่แล้วแต่แรก
ดังนั้นยอนอีจึงจับพลังที่กำลังจะหนีไว้มั่น แล้วยัดลงไปในภาชนะของตัวเอง เขารู้ตัวดีว่าภาชนะของตัวเองมีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งขนาดไหน ถึงแม้จะมองไม่เห็น แต่ความรู้สึกบอกมาเช่นนั้น
ภาชนะคือสิ่งที่ผู้ซึ่งมีระดับสูงกว่าสามารถมองเห็นได้ ไม่มีใครสามารถแอบดูภาชนะของยอนอีได้ทั้งนั้น มีหลายคนที่พยายามจะลองและยอนอีก็รู้สึกได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จ
ชายตรงหน้าที่กำลังพยายามทำแบบนั้นก็เช่นกัน
ยอนอีรู้สึกได้เลยว่า แทฮาจินดีดตัวออกมาเพื่อแอบดูภาชนะของเขา
“นาย……”
ดวงตาสีโกเมนของอีกฝ่ายเบิกโพลง แต่ยอนอีกลับไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร เนื่องจากการแอบดูภาชนะคนอื่นเป็นการกระทำที่ไร้มารยาทและไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง
‘ถึงยังไงนายก็พูดมันออกมาไม่ได้อยู่แล้ว’
และต่อให้พูด ก็คงไม่มีใครเชื่ออยู่ดี
เป็นถึงเอสเปอร์ระดับ S แต่กลับอ่านภาชนะของไกด์ระดับแค่ B ไม่ได้
‘ใครมันจะไปเชื่อ?’
ในตอนนั้นเอง ความสงสัยใคร่รู้ก็ผุดขึ้นในหัวของยอนอี
แทฮาจิน เอสเปอร์ผู้ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด
คนแบบเขาจะครอบครองภาชนะแบบไหนอยู่กันนะ? ขนาดจะใหญ่และแข็งแกร่งแค่ไหน น้ำมีสีอะไร และความลึกประมาณไหนกัน
ถึงแม้ยอนอีจะถูกความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำ แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกความคิด เพราะทันทีที่เข้าใกล้คงจะถูกจับได้ แถมยังไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงอีกด้วย
การไกด์ดิงเป็นไปอย่างราบรื่น แม้ว่ากระแสพลังของอีกฝ่ายจะรุนแรงถึงขั้นอาจถูกกลืนกินได้หากพลาดไปแม้แต่นิดเดียว พลังที่ไหลออกมาจากตัวแทฮาจินถูกชำระล้างอย่างรวดเร็วภายในภาชนะของยอนอี ก่อนจะไหลกลับเข้าไปยังร่างของเขาเหมือนเดิม คล้ายกับการรับบริจาคเกล็ดเลือด
“โชคดีนะครับที่มีค่าความเข้ากันสูง”
ยอนอีเริ่มปูทางเพื่อหลอกล่อให้เขาเชื่อว่า ที่ผลลัพธ์ออกมาดีเป็นเพราะมีค่าความเข้ากันสูงล้วน ๆ
เหลือบตาดูอีกที ค่ามลพิษก็ลดลงจาก 57 เปอร์เซ็นต์เป็น 51 เปอร์เซ็นต์แล้ว ประมาณนี้ก็น่าจะเพียงพอต่อการพ้นจากข้อสงสัย และการปรนเปรออีกฝ่ายด้วยปากก็คงไม่จำเป็นอีกต่อไป
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ยอนอีจึงผละมือออกจากข้อมือของเอสเปอร์หนุ่ม
“โอย เวียนหัวจังเลยครับ”
ยอนอีแกล้งยกมือกุมหน้าผากทั้งที่จริงแล้วเขาสบายดีสุด ๆ แสร้งทำเป็นเดินโซเซอีกนิดจะได้ดูเนียน นี่เป็นท่าทางที่เขาได้ลอกเลียนแบบมาจากไกด์คนอื่น ๆ เวลาทำไกด์ดิงเสร็จ
การแสดงของเขาน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการตบตาคนที่อยู่บนเตียง ร่างสูงโปร่งของไกด์หนุ่มจึงหันหลังกลับไปทางประตูอย่างย่ามใจ
ทันใดนั้นเอง
“ถอดหน้ากากออกครับ”
คำพูดที่ได้ยินเป็นประจำทำให้ยอนอีคิดว่าตัวเองหูฝาดไป เขาหันหลังกลับและสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีแดงก่ำของอีกคนพอดี
“คุณยังไกด์ดิงไม่เสร็จเลยนี่ครับ”
แทฮาจินเอียงคอพร้อมกับกดสายตาลงต่ำ ทั้งที่คนยืนคือยอนอี แต่เอสเปอร์หนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้ากลับมีสายตาที่ทำให้คนถูกมองกลายเป็นฝ่ายที่อยู่ต่ำกว่าตนเองได้อย่างน่าประหลาด
“ให้เป็นหน้าที่ของคนถัดไปได้เลยครับ ส่วนของผมขอจบลงแค่นี้”
“ถอดหน้ากาก แล้วเดินมาหาผมครับ”
เขายื่นท่อนแขนยาว ๆ มาทางยอนอีราวกับจะบอกให้ไกด์หนุ่มเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของตนซะ
ยอนอีจ้องมองดวงตาสีโกเมนของอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ดูเหมือนคุณจะฟังที่ผมพูดไม่รู้เรื่องนะครับ ผมเวียนหัวจนทำต่อไม่ไหวแล้วครับ ขอตัวก่อน”
ยอนอีหมุนตัวกลับเพื่อที่จะเดินออกไปจากห้องอีกครั้ง แต่คลีนเนอร์ระดับสูงที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ตรงหน้ากลับปิดประตูใส่หน้าเขาดังครืด
“……?” คิดจะขังกันงั้นเหรอ?