Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (4)
ปกติแล้วยอนอีไม่ใช่คนขวัญอ่อนอะไร แต่ทำไมวันนี้ถึงได้ขยันมีเรื่องมาให้ตกใจเยอะเหลือเกิน หลังจากรู้ตัวว่ากำลังถูกขังไว้ในห้อง ยอนอีก็ได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ และแค่นหัวเราะในลำคอ
คลีนเนอร์คนนั้นคงไม่ได้ปิดประตูตามใจตัวเองหรอก แต่ไอ้ตัวร้ายด้านหลังเขานี่แหละที่น่าจะเป็นคนส่งสายตาสั่งให้ปิด ยอนอีหันหลังกลับมาและยืนพักขาข้างเดียวอย่างไม่สบอารมณ์ ทว่ามันกลับดูตลกสำหรับอีกฝ่ายมากกว่า เมื่อมีการผสมผสานกันระหว่างหน้ากาก แว่นตาทรงเหลี่ยมและหมวกสีดำบนตัวของไกด์คนนี้
“คุณจะบังคับให้ผมไกด์ดิงเหรอครับ?”
“ผมบอกให้คุณทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ในฐานะไกด์ต่างหากครับ”
“แต่ผมทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองเสร็จแล้วนะครับ”
“เรื่องนั้น ผมจะเป็นคนตัดสินเอง”
“ไกด์มีสิทธิ์ในการเลือกว่าจะไกด์ดิงด้วยวิธีไหนและทำให้ใคร กรุณาอย่าละเมิดสิทธิ์กันนะครับ”
“ตามกฎหมายไกด์มาตราที่ 2 วรรค 3 ไกด์ต้องรับผิดชอบการไกด์ดิงซึ่งเริ่มต้นขึ้นแล้วจนกระทั่งสิ้นสุด กฎหมายไกด์มาตราที่ 1 วรรค 4 ไกด์มีอิสระในการไกด์ดิงอย่างเต็มที่ แต่มีข้อยกเว้นตามกรณีดังกล่าว ข้อที่หนึ่ง กรณีที่เกิดภัยคุกคามระดับชาติ ยกตัวอย่างเช่น เอสเปอร์ระดับ S ตกอยู่ในภาวะอันตราย ข้อที่สอง……”
แทฮาจินกอดอกท่องประมวลกฎหมายออกมาไม่หยุด
แน่นอนว่าที่เขาพล่ามมาล้วนเป็นสิ่งที่ยอนอีรู้ดีอยู่แล้วทั้งหมด แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มาเผชิญหน้ากับเอสเปอร์ระดับ S ที่ตรงกับข้อยกเว้นพอดิบพอดีแบบนี้
เพราะแบบนี้นี่เอง หมอนี่ถึงได้ปรามาสว่าเขาไม่ยอมทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ
“ถ้าอย่างนั้น ผมต้องไกด์ดิงจนกว่าจะถูกหามออกไป ถึงจะเรียกได้ว่าทำเต็มที่อย่างนั้นเหรอครับ?”
“อย่างน้อยก็ไม่ควรแกล้งทำเป็นเวียนหัวนี่ครับ”
การแสดงของเขาห่วยขนาดนั้นเชียวเหรอ
อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยแกล้งทำเป็นเวียนหัวมาก่อนก็เลยทำได้ไม่เนียนเท่าไหร่ ถึงใจจริงจะไม่ได้ตั้งใจแสดงแต่แรกแล้วก็เถอะ ยอนอีคิดพลางใช้ลิ้นดุนดันที่ฟันกรามอย่างครุ่นคิด
‘ทำยังไงดี’
ถ้าปฏิเสธและชิ่งหนีไป ก็มีโอกาสสูงที่จะได้ปวดหัวกว่าเดิมถ้าดูจากนิสัยกัดไม่ปล่อยของชายตรงหน้า บอกตามตรงว่าไม่กลัวถูกฟ้อง แต่กลัวว่าจะถูกกลั่นแกล้งด้วยวิธีการแปลก ๆ หลังจากนี้มากกว่า
เหมือนกับที่หัวหน้าศูนย์เก่าทำยังไงล่ะ
ความซวยพุ่งเข้าเล่นงานแบบไม่ให้ตั้งตัว ถ้าไกด์ดิงโดยการจับชีพจรอีกรอบก็จะดูเก่งกาจมากเกินไปสำหรับไกด์ระดับ B แต่หัวเด็ดตีนขาดยังไงยอนอีก็ไม่มีทางยอมไกด์ดิงโดยการอมของหมอนั่นโดยเด็ดขาด
ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกเสียจากต้องยอมไกด์ดิงผ่านทางการสัมผัสร่างกายแบบพอประมาณ เพื่อเป็นข้ออ้างในการผละออกไปหลังจากทำให้เขาพึงพอใจได้แล้ว
ยอนอีทำหน้านิ่วคิ้วขมวดขณะกระชากหน้ากากอนามัยที่สวมอยู่ออก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีวันที่เขาต้องเปิดเผยใบหน้าในศูนย์ที่ทำงานด้วยมือของตัวเองแบบนี้ ปกติเขาถึงกับลงทุนกินข้าวในห้องคนเดียวเป็นประจำเพื่อที่จะได้ไม่ต้องถอดหน้ากากออกให้ใครได้เห็นด้วยซ้ำ แต่แล้วปณิธานของเขากลับถูกทำลายลงอย่างง่ายดายเพราะไอ้จอมตื๊อนี่คนเดียว
“ต้องทำให้ลดลงเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ครับ คุณถึงจะปล่อยผมไป”
เขาจ้องหน้ายอนอีเขม็งอยู่อึดใจหนึ่ง
“คุณทำให้มันลดลงเหลือตามที่ต้องการได้ด้วยเหรอ?”
“ทำได้ก็บ้าแล้วครับ คุณจะมาคาดหวังอะไรกับไกด์ระดับ B กันล่ะ”
ยอนอีเร่งเร้าเพื่อให้เขาระบุตัวเลขที่น่าจะเหมาะสมกับระดับ B ที่สุดออกมาด้วยตัวเอง เอสเปอร์กลอกตาไปมาราวกับครุ่นคิดสักพักหนึ่ง
“40 เปอร์เซ็นต์”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบยอนอีก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างเสียสติ ตอนนี้ค่ามลพิษของอีกฝ่ายมีอยู่ตั้ง 51 เปอร์เซ็นต์แต่กลับบอกให้ไกด์ดิงจนกว่าจะเหลือ 40 เปอร์เซ็นต์ แถมไกด์คนนั้นยังเป็นแค่ไกด์ระดับ B อีก
“ประสาทว่ะ”
โอ๊ะ เผลอหลุดปากพูดออกไปซะแล้ว
ยอนอีเริ่มจะอารมณ์เสียได้ที่ กับคนแบบนี้ฝืนคุยไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เมื่อคิดได้เช่นนั้น ชายหนุ่มก็ถอดหมวกออกและขยี้เส้นผมสีน้ำตาลของตัวเองด้วยความหงุดหงิด เจ้าของร่างสูงโปร่งเดินตรงดิ่งไปหาแทฮาจินและแนบริมฝีปากเข้ากับส่วนเดียวกันของอีกฝ่ายอย่างปราศจากความลังเล
ริมฝีปากอ่อนนุ่มสัมผัสกันอย่างแข็งทื่อไม่เป็นธรรมชาติ
เอสเปอร์หนุ่มเกร็งตัวด้วยความตกตะลึง คิ้วหนาขมวดมุ่นจนเกิดรอยยับย่น เพราะไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะกล้ารุกใส่เขาก่อนแบบนี้
‘แล้วคิดว่าฉันอยากทำนักหรือไงเล่า’
ยอนอีกัดริมฝีปากล่างของเอสเปอร์หนุ่มอย่างไม่ยั้งแรง กระทั่งกลีบปากนุ่มปริแตกจนได้รสคาวเลือดจาง ๆ แต่ถึงกระนั้น การไกด์ดิงก็เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก
คนใจกล้าสอดแทรกเรียวลิ้นเข้าไปคล้ำคลึงในโพรงปากของเอสเปอร์หนุ่มอย่างไม่รอช้า อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายเพิ่งสูบบุหรี่จึงได้รสขมฝาดปนหวานของบุหรี่จาง ๆ ในขณะที่กำลังตวัดเกี่ยวโรมรันกันอยู่นั้น ยอนอีก็ดูดพลังของเขาเข้าไปอย่างรุนแรง
การจูบนี่แหละคือหนึ่งในวิธีที่ได้ผลดีและง่ายที่สุด บางทีการจูบอาจจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการปนเปรอด้วยปากเสียด้วยซ้ำ
ขณะนี้ทั่วทั้งห้อง 702 เต็มไปด้วยเสียงเฉอะแฉะที่ดังออกมาจากริมฝีปากของทั้งคู่ ดูเหมือนว่าแทฮาจินจะถูกมัวเมาด้วยความรู้สึกที่ถูกชำระล้าง จึงเปลี่ยนจากฝ่ายถูกกระทำมาเป็นฝ่ายรุกโดยคว้าหมับเข้าที่ต้นคอของยอนอีแทน
ฝ่ายคนถูกรุกคืนได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น เพราะแทฮาจินกำลังตะโบมจูบราวกับจะกลืนเขาเข้าไปก็มิปาน
“อุ๊บ.…..!”
ป้าบ ป้าบ!
แผ่นอกหนาถูกทุบจนเกิดเสียงเพื่อเรียกสติ แต่ทว่าแทฮาจินกลับเพิ่มดีกรีความร้อนแรงให้กับจูบยิ่งกว่าเดิม เขาวางมือบนไหล่ของยอนอีและออกแรงกดลง จนกระทั่งร่างสูงโปร่งทรุดนั่งลงบนเตียงโดยไม่ตั้งใจ
แทฮาจินเอียงศีรษะเพื่อปรับองศาจูบและสอดลิ้นเข้ามาลึกกว่าเก่า ในขณะเดียวกัน มือใหญ่ก็เลื่อนขึ้นมากุมแก้มและใบหูขาวนวลไว้ แต่ดูท่าแว่นตาทรงเหลี่ยมที่ไม่มีเลนส์ของยอนอีจะกวนใจเอสเปอร์หนุ่มเข้า เขาจึงพยายามถอดมันออกด้วยความรำคาญ
ยอนอีสะดุ้งเฮือกแล้วผลักแทฮาจินออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี ริมฝีปากของอีกฝ่ายผละออกไปอย่างง่ายดายไร้การขัดขืน
“แฮ่ก แฮ่ก.…..”
ไกด์ผู้ถูกเอาเปรียบมีสีหน้าบูดบึ้งขณะใช้แขนเสื้อปาดเช็ดริมฝีปากชื้นแฉะอย่างลวก ๆ ก่อนจะจัดแว่นที่เอียงกระเท่เร่ให้เข้ารูปเข้ารอยโดยมีสายตาของอีกฝ่ายจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา
“ทำอะไรของคุณ? มาถอดแว่นคนอื่นทำไม”
“แล้วคุณจะใส่ทำไม มันไม่มีเลนส์ด้วยซ้ำ”
“ไม่ใช่เรื่องของคุณครับ”
ยอนอีพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ หลังจากเบือนหน้าหนีจากสายตาของแทฮาจินแล้ว เขาก็แตะที่นาฬิกาอีกฝ่ายเพื่อเช็กค่ามลพิษปัจจุบัน
44 เปอร์เซ็นต์
บัดซบ……ขาดไปอีกตั้ง 4 เปอร์เซ็นต์
ระหว่างทำการไกด์ดิง หมอนั่นรุกเขามากเกินไปจนหายใจหายคอแทบไม่ทัน ถึงจะเห็นว่าเปอร์เซ็นต์ยังไม่ถึงตามที่ชายหนุ่มตกลงเอาไว้ แต่ยอนอีก็ไม่คิดจะจูบกับอีกฝ่ายต่อ เขาตั้งใจทำอย่างเต็มที่ที่สุดในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาแล้ว มือขาวนวลสวมหน้ากากอนามัยและหมวกกลับเข้าไปอย่างเดิม ในขณะที่แทฮาจินจับตาดูทุกการกระทำของเขาอยู่เงียบ ๆ
“จะฟ้องหรือจะบังคับให้ลาออกก็เชิญตามสบายเลยครับ แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ช่วยทำแบบหลังจะดีกว่า เพราะผมขี้เกียจไปขึ้นโรงขึ้นศาล”
ยอนอีพูดด้วยน้ำเสียงแห้งแล้งไร้อารมณ์ ก่อนจะสะบัดคอไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นพร้อมกับเปิดประตูออกไป
ด้านนอกห้องมีไกด์ที่กำลังต่อแถวรอเข้าห้องเป็นสิบคนเข้าไปแล้ว ทุกคนกวาดมองยอนอีตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาพินิจพิจารณาโดยพร้อมเพรียงกัน ความอัศจรรย์ใจฉายชัดในแววตาของพวกเขา เมื่อเห็นว่ายอนอีเดินออกมาด้วยสภาพเหมือนคนปกติอย่างเหลือเชื่อ
‘กล้าดียังไงมาปิดประตูขังฉัน?’
เขาไม่ลืมที่จะมองค้อนคลีนเนอร์ชายคู่กรณีตรงหน้าประตูและเดินผละออกมาจากตรงนั้น
คลีนเนอร์จ้องมองแผ่นหลังของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งไปจนลับสายตา ก่อนจะเคาะประตูห้อง 702 และเดินเข้าไป
เอสเปอร์แทฮาจินกำลังนั่งพิงหัวเตียง ชายหนุ่มคลึงริมฝีปากตัวเองโดยมีรอยยิ้มลึกลับปรากฏชัดบนใบหน้า นับเป็นเป็นภาพที่ไม่คุ้นตาเอาเสียเลยสำหรับคลีนเนอร์อย่างเขา
ไกด์ระดับ B คนนั้นเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของเอสเปอร์แทฮาจินนานกว่า 30 นาที
ระยะเวลานานขนาดนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะปกติแล้วมักจะถูกไล่ออกภายใน 1 นาทีหรืออย่างเก่งหน่อยก็แค่ประมาณ 5 นาทีเท่านั้น
“แสดงว่าค่าความเข้ากันของพวกคุณคงจะสูงสินะครับ”
นั่นคือเหตุผลเดียวที่พอจะคาดเดาได้
หลังจากได้ยินเช่นนั้น แทฮาจินก็จมดิ่งสู่ห้วงความคิดในอึดใจหนึ่ง ความคิดมากมายผุดขึ้นในหัว ทว่าสิ่งที่ฝังลึกในความทรงจำของเขามากที่สุดคือใบหน้าของคนที่เรียกตัวเองว่าไกด์ระดับ B
ตอนแรกก็สงสัยอยู่ว่าทำไมไกด์คนนั้นถึงต้องใส่ทั้งหน้ากากอนามัย หมวก และแว่นตาครบชุดเสียขนาดนั้น แต่เมื่อใบหน้าของเขาปรากฏต่อสายตา แทฮาจินก็เข้าใจถึงเหตุผลที่อีกฝ่ายต้องปิดหน้าปิดตาไว้ทันที
โดยปกติแล้วแทฮาจินเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจรูปร่างหน้าตาของคนอื่นเท่าไหร่นัก
ดังคำเรียกที่ว่า สายเลือดผู้ได้รับพรจากพระเจ้า ยิ่งเป็นผู้มีพลังพิเศษระดับสูงเท่าไหร่ รูปร่างหน้าตาก็จะยิ่งโดดเด่นขึ้นตามไปด้วยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองบุคคลระดับสูงที่แทฮาจินพบในแต่ละวันจึงล้วนแล้วแต่มีรูปลักษณ์ยอดเยี่ยมกันทั้งสิ้น
แต่ไกด์คนนั้น……
เขาดึงดูดสายตาของแทฮาจินได้อย่างน่าประหลาดนับตั้งแต่วินาทีที่หน้ากากถูกปลดเปลื้อง ดวงหน้าขาวใสและเครื่องหน้าคมชัดปรากฏออกมาให้เห็นหลังจากที่หมวกถูกถอดออก ทึ่มจริง ๆ ที่คิดว่าใบหน้าอย่างนั้นจะสามารถปกปิดได้ด้วยแว่นตาเพียงแค่หนึ่งอันได้
แต่ดูจากที่เขาสวมทั้งหน้ากากทั้งหมวกแล้ว ก็พอจะดูออกว่าอีกฝ่ายต้องใช้ความพยายามมากขนาดไหน
ทันทีที่แว่นตาเผยอขึ้นไปกว่าครึ่งหนึ่งในระหว่างที่พวกเขาจูบกัน แทฮาจินก็ต้องกำหมัดแน่นอย่างข่มกลั้น เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความต้องการหลังจากเห็นใบหน้าของใครบางคน
“เฮอะ”
พอนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ แทฮาจินก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด
ช่างเรื่องหน้าตาไปก่อน
ไกด์คนนั้นมีพิรุธแปลก ๆ อยู่หลายอย่าง เอสเปอร์ระดับ S อย่างแทฮาจินคนนี้ไม่สามารถอ่านภาชนะของคนอื่นได้ สาบานได้เลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องประสบความน่าอับอายเช่นนี้
แม้แต่ระดับ S ด้วยกันเอง การดูภาชนะของคนอื่นก็ยังเป็นเรื่องง่าย เพราะเขายังไม่เคยพบใครที่มีระดับสูงกว่าตัวเองเลย
ยิ่งไปกว่านั้น สายตาของไกด์ผู้น่าสงสัยยังเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในตอนที่แทฮาจินพยายามจะดูภาชนะของเขาอีกด้วย
ราวกับกำลังยิ้มเยาะอย่างไรอย่างนั้น