Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (35)
หลังจากครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้เรื่องที่อยู่ของคนทั้งสอง ยอนอีก็ตัดสินใจควักโทรศัพท์ออกมากดโทรออกไปหาใครคนหนึ่ง
– แทฮาจินครับ
“ผมไกด์อียอนอีครับ คุณยุ่งอยู่หรือเปล่า?”
– …รู้เบอร์ของผมได้ยังไงครับ
“ไกด์ในสังกัดจะไม่รู้เรื่องนั้นได้ยังไงล่ะครับ หัวหน้าทีมนั่นแหละที่ให้ผมมา”
– มีเรื่องอะไรครับ?
“จำได้ว่าคุณเอสเปอร์เคยบอกว่าห้องควบคุมกลางอยู่ในการดูแลของคุณใช่หรือเปล่าครับ?”
– ช่วยพูดธุระออกมาเถอะครับ
อีกฝ่ายคงขี้เกียจจะฟังคำพูดอ้อมค้อมของเขาถึงได้ตัดบทกันเสียดื้อ ๆ ปกติยอนอีมักหลีกเลี่ยงการขอร้องอะไรบางอย่างจากคนอื่นแบบซึ่ง ๆ หน้า แต่ครั้งนี้เขากลับรวบรวมความกล้าพูดออกมาตรง ๆ เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนรัก จะมัวชักช้าไม่ได้แล้ว
“คุณช่วยติดตามตำแหน่งของไกด์ระดับ B- คิมอึยบินให้ทีได้ไหมครับ? ผมรู้ว่านาฬิกาติดตั้ง GPS ไว้”
ปลายสายนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าเขาหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย
– ทีตอนนั้นคุณยังบอกเองว่าไม่ให้ผมใช้อำนาจตามอำเภอใจแท้ ๆ
“แต่คุณก็บอกผมกลับนี่ครับ ว่าอำนาจมันมีไว้เพื่อทำอะไรแบบนี้อยู่แล้ว”
– เชื่อฟังคำพูดของผมขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ
“ผมขอร้องละครับ”
-…
“นี่เป็นเรื่องด่วนมากจริง ๆ คนที่จะช่วยผมได้มีแค่คุณคนเดียวครับ”
– เฮ้อ
“ผมจะตอบแทนให้แน่นอนครับ ผมสัญญา”
พอพูดจบ เสียงสายถูกตัดก็ดังขึ้นทันที
ยอนอีจิ้มกดโทรศัพท์มือถือพร้อมกับรอคอยอย่างงุ่นง่านใจได้ยังไม่ถึง 1 นาทีก็มีข้อความเด้งเข้ามาหนึ่งฉบับ จากโดเบอร์แมน เลขาของแทฮาจินนั่นเอง
<สวัสดีครับคุณยอนอี ผมโดเบอร์แมนครับ^^ จากนี้ไปถ้าต้องการอะไรก็ติดต่อมาทางนี้ได้เลยนะครับ ตำแหน่งปัจจุบันของไกด์คิมอึยบินคือห้อง 3501 ของโรงแรม K ในเมืองหลวงครับ ขอให้มีค่ำคืนที่ดีนะครับ> 21 นาฬิกา 27 นาที
ถึงจะไม่เข้าใจคำอวยพรท้ายข้อความนัก แต่เมื่อรู้พิกัดแล้วยอนอีก็หักพวงมาลัยเพื่อเปลี่ยนเส้นทางโดยฉับพลัน
เสียงยางล้อรถบดกับพื้นถนนดังขึ้นเสียดหูพร้อมกับกลุ่มควันลอยกรุ่นขณะพุ่งทะยานไปยังจุดหมายที่เนวิเกเตอร์นำทาง เมื่อถึงอาคารยอนอีก็ตรงไปขึ้นลิฟต์ทันที มันเป็นโรงแรมชั้นหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างหรูหรา
ยอนอีขึ้นไปบนชั้น 35 พร้อมกับถอนหายใจออกมาเพราะคิดได้ว่าตัวเองกำลังทำเรื่องบ้าอะไรอยู่
ในขณะเดียวกันคำพูดของพนักงานที่เจอในห้องทำงานก็ฉายวาบเข้ามาในหัว
– ค่ะ น่าจะเป็นแบบนั้น แต่สีหน้าเธอดูไม่ค่อยแฮปปีเท่าไหร่เลย
ผนวกกับคำโกหกของคิมอึยบินและการใช้คำพูดประหลาด ๆ ไม่เหมือนตัวเธอ
‘ขอดูให้แน่ใจก่อนแล้วค่อยขอโทษอึยบินแล้วกัน’
ที่เขาไม่สามารถปล่อยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอึยบินไปแบบผ่าน ๆ ได้ คงเป็นเพราะนึกถึงการฆ่าตัวตายของจูมีฮุนกับน้ำตาของอึยบินในวันนั้นขึ้นมา
[ห้อง 3501]
ปัง ๆ!
ปัง ปัง ปัง!
ยอนอีได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเบา ๆ จากอีกฝั่งของประตูแต่กลับไม่มีใครมาเปิดเสียที ผู้มาเยือนจึงทุบประตูอีกครั้งด้วยความกระวนกระวายยิ่งขึ้น
ทันใดนั้น ประตูก็ถูกเปิดกระชากออกพร้อมเสียงพูดว่า “ปัดโธ่เว้ย แม่ง!” ชายหนุ่มที่กำลังเสยผมขึ้นด้านบนและสวมเพียงเสื้อคลุมคือจูแดยอง แฟนหนุ่มของอึยบิน
“อะไรของคุณเนี่ย?”
อีกฝ่ายมีสีหน้าสับสนเพราะเหมือนจะคุ้นหน้าแต่ก็ไม่น่าจะรู้จักมาก่อน ยอนอีผลักจูแดยองไปอัดกับผนังอย่างแรงแล้วก้าวเท้าเร็ว ๆ เข้าไปด้านในโดยไม่แม้แต่จะหยุดถอดรองเท้า เขาเดินตัดผ่านส่วนหน้าประตูอันกว้างขวาง ผ่านทางเดิน และมาถึงห้องรับแขกในที่สุด
“…คิมอึยบิน”
เธอนั่งตัวสั่นเทาอยู่บนโซฟา มองเห็นบาดแผลและรอยช้ำบริเวณมุมปาก หลังมือ และผิวทุกส่วนโผล่พ้นร่มผ้า ที่สำคัญคือคิมอึยบินกำลังร้องไห้
ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างขาดผึงในหัว ยอนอีเพิ่งเข้าใจก็วันนี้ว่าเลือดขึ้นหน้ามันเป็นอาการยังไง ความโกรธของของเขาพุ่งสูงทะลุปรอทจนหัวใจเต้นถี่ระรัว เขาเบือนหน้าไปด้านหลังอย่างเชื่องช้าแล้วจ้องมองจูแดยองที่มีสีหน้าลนลาน
“ขะ เข้าใจผิดแล้ว! ไม่รู้จักการเล่น BDSM[1] เหรอ? แกคิดว่าที่นี่คือที่ไหนถึงได้บุกเข้ามา อ๊ากกก!”
ยอนอีใช้มืออุดปากเน่า ๆ ที่กำลังพูดพล่ามแล้วอัดอีกฝ่ายเข้ากับผนัง
พลั่ก! เสียงทึบ ๆ ของเนื้อที่กระแทกกับของแข็งชวนหวาดเสียวดังขึ้น ชายหนุ่มส่งเสียงโอดโอย ในขณะที่อึยบินเริ่มปล่อยโฮออกมาเสียงดังจากทางด้านหลัง
ยอนอีพยายามปรับลมหายใจให้สงบแล้วเดินเข้าไปหาเธอ
“ยะ ยอนอี ฮึก ฉัน…”
“รู้แล้ว”
“หือ…?”
“ไอ้เวรนี่มันเป็นเดนนรกสินะ”
ยอนอีจับมือเธอให้ยกขึ้นมาปิดใบหูของตนเองไว้ จากนั้นก็ทาบฝ่ามือลงบนดวงตาชุ่มไปด้วยน้ำตา เพื่อบอกให้เธออุดหูและหลับตาเอาไว้สำหรับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
เขาย่างกรายเข้าไปหาจูแดยองที่กุมหัวและนอนกลิ้งอยู่บนพื้น จากนั้นก็ใช้แรงทั้งหมดเตะอัดเข้าที่กลางลำตัวของอีกฝ่าย
พลั่ก!
ผัวะ!
ทั้งกระทืบหลัง เตะอัดท้อง เหยียบขยี้ข้อมือให้มันดิ้นทุรนทุราย
“โอ๊ย! อ๊ากก! ไอ้เวรเอ๊ย อึก!”
“SM เหรอ? สมงสมองมึงไปหมดแล้วเหรอวะ”
พลั่ก! กร๊อบ!
“อย่าพูดอะไรหมา ๆ เลยว่ะ ลูกเขาพ่อแม่ยังไม่เคยตีเลยด้วยซ้ำ คิดว่าแฟนมึงเขาจะสนุกกับการเพลย์จนช้ำไปทั้งตัวขนาดนี้ไหม ท่าทางมึงคงอยากไปลงนรกสินะ”
ปั้ก! พลั่ก! โครม!
“อย่างมึงนี่น่าเอาไปโยนไว้ที่สถาบันวิจัยพ่อกูฉิบหาย สวะแบบมึงนี่แหละหนูทดลองชั้นยอดเลย ว่าไง? เอาไหมล่ะ?”
ยอนอีเล่นงานอีกฝ่ายอย่างไร้ความปรานี เขาดึงพลังของเอสเปอร์ออกมาแล้วใส่ไม่ยั้ง ตั้งหน้าตั้งตากระทืบคนบนพื้นแบบเอาเป็นเอาตาย ทุกครั้งที่เหวี่ยงขาเตะหนึ่งครั้งก็จะได้ยินเสียงกระดูกแตกตามมาอย่างน่าสยดสยอง
การที่เขาใช้ชีวิตโดยละทิ้งความรุนแรงไม่ใช่เพราะเป็นคนจิตใจดีหรืออะไรทั้งนั้น
แต่เพราะกลัวว่าคู่กรณีจะขาดใจตายไปเสียก่อนถ้าถูกเขากระทืบเข้า เขาไม่อยากให้เป็นแบบนั้นจึงยอมก้มหน้าอดทนมาตลอด ยอนอีเลือกที่จะเมินเฉยต่อการทะเลาะวิวาทอันน่ารำคาญ เพราะมันทำให้ชีวิตของเขาสงบสุขดี
‘แต่ไอ้เดนนรกแบบนี้ต้องตายเท่านั้น’
ยอนอีโมโหจนหน้ามืด เรียวขายาวเตะเสยคางจูแดยองที่แสดงท่าทีขัดขืน เขาขึ้นคร่อมบนหน้าอกของมันแล้วใช้ขากดแขนทั้งสองข้างไว้ไม่ให้ขยับก่อนจะอัดกำปั้นลงบนหน้ามันราวกับกำลังนวดแป้ง
“ตอนนั้นที่มึงคลุ้มคลั่ง กูน่าจะปล่อยให้มึงลงนรกไปซะ”
กำปั้นหนัก ๆ ถูกซัดเข้าที่ใบหน้าตามจังหวะคำพูดแต่ละวรรคตอน
“ไอ้สวะสารเลว มึงจะทดแทนบุญคุณกันแบบนี้สินะ”
เลือดสีแดงฉานไหลเยิ้มเป็นสายบนกำปั้น จูแดยองคงสติหลุดไปแล้วจึงได้แต่รองรับหมัดของเขาราวกับคนตายโดยไม่แม้แต่จะส่งเสียงออกมา ดวงตาเหลือกลานเหมือนกับวิญญาณหลุดลอยไปจากร่างเป็นที่เรียบร้อย ยอนอีเงื้อแขนขึ้นหวังจะซัดเข้าที่เบ้าตาอีกสักครั้งสองครั้งแต่ใครบางคนกลับพุ่งเข้ามาสวมกอดเขาจากทางด้านหลัง
เมื่อสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาจากเนื้อตัวอีกฝ่าย ยอนอีก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเพื่อนรักของเขานั่นเอง
“พอ พอแล้ว ยอนอี…”
“ปล่อย”
“ขืนทำต่อนายจะกลายเป็นฆาตกรนะ อย่าทำเลย นายจะเป็นแบบนั้นไม่ได้นะ ได้โปรดเถอะ…”
เธอเอาหน้าผากถูไถกับไหล่ของยอนอีพร้อมกับสะอึกสะอื้นร้องไห้ออกมาอย่างเศร้าสร้อย
ทั้งที่เธอบอกเองว่ากลับบ้านไม่ได้เพราะมีงานล่วงเวลา บอกว่าคุยโทรศัพท์ไม่สะดวกเพราะหวัดลงคอ บอกว่าไม่เป็นไร ไว้ค่อยเจอกัน
แต่ตอนนี้กลับมีสภาพราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
คิมอึยบินโกหกได้เก่งขนาดนี้เชียวเหรอ แม้ในตอนนี้ยอนอีจะโกรธจนแทบคลั่ง แต่เขาก็ยอมคลายกำปั้นออกเพราะเพื่อนรักของเขากำลังตัวสั่นขึ้นทุกที
ยอนอีตัดสินใจผละออกจากร่างแน่นิ่งของจูแดยองและหันมาปลอบโยนอึยบิน ผู้หญิงตัวเล็กในอ้อมกอดร้องไห้เงียบ ๆ ราวกับลูกนกที่ได้พบรังอันอบอุ่นปลอดภัย
“ยอนอี ฮึก จริง ๆ แล้วฉัน…”
กลัว
ทั้งกลัวทั้งเจ็บ
“…ไม่เป็นไรแล้วนะ”
เขาปลอบอึยบินอยู่พักใหญ่ โอบกอดเพื่อนรักที่เริ่มอ่อนเพลียจากการร้องไห้อย่างหนักพลางเรียกนามบัตรของคุณหมอชเวซารังที่ดูดกลืนไว้ออกมาจากมือซ้าย เมื่อกดโทรไปยังปลายสาย เสียงสัญญาณยาว ๆ ก็ดังต่อเนื่องจนกระทั่งหยุดลง
– สวัสดีค่ะ
น้ำเสียงไพเราะนั้นอ่อนโยนและสงบนิ่ง ติดตรงที่แหบพร่าอยู่สักเล็กน้อย ทำให้ยอนอีอดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้
“สวัสดีครับ ต้องขอโทษจริง ๆ ที่โทรมาดึกดื่น ผมคือคนไข้ที่เข้ารับการรักษาเมื่อก่อนหน้านี้น่ะครับ ชื่ออียอนอี”
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียงกระแอมในลำคอเพื่อปรับเสียง จากนั้นจึงตอบกลับอย่างสดใส
– อ๋อ ค่ะ คุณอียอนอี สบายดีไหมคะ? ทานยาแล้วได้ผลหรือเปล่าคะ?
“ผมยังไม่ได้ทานยากล่อมประสาทเลยครับ พอดีมีเรื่องนิดหน่อยก็เลยกินยากดประสาทเข้าไปก่อนแล้ว”
– อืม อย่างนี้นี่เอง… เรื่องนั้นไม่เป็นไรหรอกค่ะ โทรมาเพราะมีผลข้างเคียงหรือเปล่าคะ?
“เอ่อ คือว่า…”
เขาอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้อย่างรวบรัด บอกว่าเพื่อนเป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรงระหว่างคู่รัก และตัวเองมาพบเห็นเข้าจึงเผลอเล่นงานตัวการจนหมดสติไป
“ผมคิดว่าถ้าส่งตัวหมอนี่ไปห้องฉุกเฉินก็คงจะได้รับการรักษาที่ดีเกินไปหน่อย ยังไงขอฝากหมอช่วยปฐมพยาบาลแค่พอไม่ให้ตายเฉย ๆ ได้ไหมครับ? ค่าใช้จ่ายจะคิดยังไงเดี๋ยวผมจ่ายให้เอง ต้องขอโทษจริง ๆ ที่เสียมารยาทตอนดึกป่านนี้ครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น คุณหมอชเวซารังก็หัวเราะเสียงใสกลับมา
– ฉันเพิ่งเคยได้ยินคำขอที่จริงใจแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยนะคะเนี่ย ถึงจะแค่ปฐมพยาบาลแต่เครื่องมือก็อยู่ที่โรงพยาบาลอยู่ดี คุณช่วยมาที่นี่หน่อยได้หรือเปล่าคะ? ฉันเข้าเวรดึกอยู่ที่โรงพยาบาลน่ะค่ะ
“ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้ ขอบคุณมากนะครับ”
– ไม่เป็นไรค่ะ แล้วพบกันนะคะ!
ไม่นึกเลยว่าความวู่วามของเขาจะทำให้คนหลายคนต้องเดือดร้อนแบบนี้ โดยปกติแล้วยอนอีเป็นคนที่ไม่ขอความช่วยเหลือใครง่าย ๆ เสียด้วย เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วโน้มตัวลงตรงหน้าจูแดยอง
“ต้องไกด์ดิงให้ไอ้เวรนี่อีกสินะ”
[1] BDSM เป็นตัวย่อของ 5 คำ ประกอบด้วย ความเป็นทาส หรือสภาวะที่ถูกพันธนาการ (Bondage), การลงโทษ (Discipline), การปกครอง (Dominance) และการยอมจำนน (Submission), การมีความสุขจากการทำให้ผู้อื่นเจ็บปวด (Sadism) และการมีความสุขจากการถูกผู้อื่นทำให้เจ็บปวด (Masochism)