Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (36)
ถ้าไม่ทำแบบนั้นไอ้สวะนี่อาจจะเสียเลือดมากจนช็อกตายไประหว่างทางก็ได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าไกด์ดิงให้ มันก็จะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ยอนอีจึงตัดสินใจไกด์ดิงแค่ห้ามเลือดและทำให้เลือดหมุนเวียนได้คล่องขึ้นเท่านั้น เขาแบกคนทั้งสองไปขึ้นรถแล้วเคลื่อนย้ายไปยังโรงพยาบาลผู้มีพลังพิเศษในเมืองหลวงทันที
ช่างน่าประทับใจที่พอไปถึงก็พบว่าคุณหมอชเวซารังออกมารอถึงลานจอดรถแล้ว เมื่อเห็นยอนอีกำลังแบกม้วนผ้าห่มก้อนมหึมากับร่างสูงใหญ่โชกเลือดเดินตรงมา คุณหมอสาวก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“นี่คุณ… ไม่หนักเหรอคะ?”
“หนักสิครับ พาไปที่ห้องตรวจที่ไปครั้งก่อนเลยใช่ไหมครับ?”
“ไม่ค่ะ ไปที่ห้องผ่าตัดชั้น 2 ก่อนค่ะ ถึงจะไม่ได้ผ่าตัดแต่เราต้องใช้เครื่องมือที่นั่น”
เธอพิจารณาสภาพน่าสยดสยองของจูแดยองแล้วนำทางไปยังห้องผ่าตัด ชเวซารังเปิดไฟก่อนจะตรวจสภาพร่างกายของคนเจ็บโดยละเอียด แต่ยิ่งตรวจสีหน้าของคุณหมอสาวก็ยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ
“ไม่มีส่วนไหนเป็นปกติดีเลยค่ะ… คุณบอกให้ทำแค่ปฐมพยาบาลก็จริง แต่บาดแผลระดับนี้น่าจะต้องรับการรักษานะคะ ไม่งั้นคนไข้อาจเสียชีวิตได้”
“น่าเสียดายจังเลยนะครับ ถ้างั้นให้ผมส่งตัวลงไปให้ห้องฉุกเฉินไหมครับ?”
“ไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวฉันทำให้เอง ยังไงคุณคนนี้ก็ไม่ได้สติอยู่แล้ว น่าจะไม่จำเป็นต้องวางยาสลบหรอกค่ะ”
ชเวซารังตั้งอกตั้งใจอธิบายเหตุผลว่าทำไมตัวเองถึงผ่าตัดให้ได้ ถ้าจะเป็นแพทย์เฉพาะทางของโรงพยาบาลผู้มีพลังพิเศษ ก็ต้องเชี่ยวชาญทั้งด้านศัลยกรรมและอายุรกรรม อีกทั้งยังต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในวิชาแพทยศาสตร์ด้านผู้มีพลังพิเศษด้วย ซึ่งก่อนจะมาทำงานที่นี่ก็เธอเองก็เคยเป็นศัลยแพทย์มาก่อน
เป็นที่รู้กันว่าแพทย์ในโรงพยาบาลผู้มีพลังพิเศษเป็นบุคคลากรระดับหัวกะทิ แต่ไม่ว่าอย่างไร ในบรรดาผู้มีพลังพิเศษจะมีผู้มาจากตระกูลร่ำรวยอยู่เยอะ พวกเขาจึงคิดว่าการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นอะไรที่ยุ่งยาก
ยิ่งไปกว่านั้น ทฤษฎีเรื่องคุณสมบัติก็เป็นศาสตร์ที่ซับซ้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากวัดกันด้วยสมองก็ยังเป็นเรื่องยากไม่น้อยอยู่ดีที่จะคว้าเอาตำแหน่งแพทย์เฉพาะทางมา
ยอนอียอมรับข้อเสนอพร้อมกับพยักหน้า
“ถ้างั้นรบกวนด้วยนะครับ ส่วนเพื่อนผมก็น่าจะต้องเอ็กซเรย์ด้วยสักครั้งเหมือนกัน เพราะห้อเลือดไปทั้งตัวเลย อาจจะมีตรงไหนแตกหักด้วยก็ได้…”
ชเวซารังตัดสินใจจะรับผิดชอบจูแดยอง ส่วนคิมอึยบินถูกส่งตัวไปให้ห้องฉุกเฉินชั้นล่าง หมอห้องฉุกเฉินเขม้นมองยอนอีด้วยสายตาปรามาสอย่างรุนแรงแถมยังเข้าใจผิดไปกันใหญ่อีกต่างหาก ยอนอีจึงต้องอธิบายแก้ต่างว่าคนอื่นเป็นคนทำร้ายเธอ และแล้วคำวินิจฉัยของคุณหมอก็ออกมาแบบนี้
“ร่างกายมีรอยฟกช้ำทั้งตัวและมีอาการเลือดออกภายใน โชคดีที่อวัยวะภายในไม่เสียหายและไม่มีกระดูกหัก เดิมทีคนไข้คงไม่ค่อยได้ทานอะไรจึงมีอาการขาดสารอาหารเล็กน้อยและปริมาณธาตุเหล็กต่ำ… ตามความคิดเห็นของหมอแล้ว น่าจะต้องรักษาตัวสัก 6 สัปดาห์จนกว่าจะหายดีค่ะ”
หากใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์กว่าจะหายดีก็ถือว่าเป็นการบาดเจ็บที่หนักพอสมควร ฟังจบแล้วยอนอีก็ได้แต่คิดว่าจะกลับขึ้นไปชั้นสองอีกครั้งแล้วฆ่าจูแดยองทิ้งเสียเลยดีไหม
“ฉันช่วยแจ้งตำรวจให้ไหมคะ?”
“…เรื่องนั้นน่าจะต้องรออึยบินตื่นแล้วให้เขาตัดสินใจเองน่ะครับ”
“ได้เลยค่ะ ยังไงเชิญทำเรื่องเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่จุดเวชระเบียนเลยนะคะ”
“ครับ ขอบคุณครับ”
เขาให้อึยบินเข้ารักษาตัวในตึก VIP เพราะที่นั่นอาหารอร่อยกว่า ทั้งยังใส่ใจดูแลเรื่องการรักษามากกว่าห้องปกติ ยอนอีลงมาที่ห้องผ่าตัดชั้น 2 แล้วโทรหาจองซุกผู้เป็นแม่ของอึยบิน เผื่อว่าฝ่ายนั้นอาจจะยังรออยู่แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืนแล้วก็ตาม
– ว่าไง ยอนอี จะกลับมาเมื่อไหร่ลูก?
“รออยู่เหรอครับ? ผมบอกว่าให้นอนก่อนเลยไง”
– แหม แม่ไม่ได้รอหรอก แค่กำลังดูทีวีอยู่ต่างหาก
ปลายสายพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ใจของเขารู้สึกเจ็บแปลบขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เขาคิดว่าจะไม่เล่าเรื่องสภาพของอึยบิน เพราะเจ้าตัวเองน่าจะไม่ต้องการและหากคุณแม่รู้เข้าก็อาจเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกก็ได้
เรื่องแบบนี้ไม่รู้เสียยังดีกว่า
เขาเดินมาถึงหน้าห้องผ่าตัดโดยไม่รู้ตัว
“จู่ ๆ ก็มีงานเข้ามา คงจะไม่ได้กลับไปแล้วละครับ ยังไงช่วยเก็บเสื้อผ้าที่ผมวางไว้ให้ทีนะครับ แล้วก็อึยบิน... จะไปทำงานต่างเมืองกับผมตั้งแต่อาทิตย์หน้า เป็นการทำงานนอกสถานที่ระยะยาว อาจไม่ได้กลับบ้านหลายอาทิตย์น่ะครับ”
– อ้าว งั้นเหรอจ๊ะ? ทำไมเจ้าอึยบินไม่โทรมาบอกเองแต่ดันใช้ยอนอีของแม่มาบอกกันล่ะเนี่ย จริง ๆ เลย…
“ไม่ต้องเป็นห่วงอึยบินนะครับ ผมจะดูแลให้เป็นอย่างดีเลย”
– จ้า เข้าใจแล้ว อย่าลืมโทรมาหากันบ้างล่ะ
“ครับ คุณแม่ ช่วยบอกอึยจูด้วยนะครับ”
– ได้เลย งั้นแม่วางแล้วนะจ๊ะ!
ยอนอีวางสายก่อนจะหมุนตัวกลับไปยังทางเดินที่มีแสงไฟสลัว แต่กลับเจอหมอชเวซารังยืนอยู่ด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังนะคะ… รู้สึกผิดเลย ทำยังไงดีล่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก ว่าแต่จูแดยองตายหรือยังครับ?”
น้ำเสียงของชายหนุ่มราวกับปรารถนาให้เป็นแบบนั้นจริง ๆ ทำให้ชเวซารังยกมือขึ้นปิดริมฝีปากขณะหัวเราะ
“การช่วยชีวิตคือหน้าที่ของฉันนะคะ น่าจะต้องใช้เวลารักษาตัว 12 สัปดาห์ คุณจะไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”
เป็นคำถามที่สื่อว่าถึงหมอนั่นจะฟ้องเขาก็คงไม่เป็นไรใช่ไหม
ยอนอีเรียบเรียงความคิดในหัวอย่างอ่อนล้า ถึงมันจะเป็นเรื่องที่เขาอับอายจนไม่ต้องการให้ใครรู้ แต่พ่อของเขาเป็นถึงผู้อำนวยการสถาบันวิจัยกลางแห่งชาติ อีกทั้งยังขึ้นตรงกับราชวงศ์ด้วย แถมยังใช้อำนาจบาตรใหญ่ในหลาย ๆ ด้านได้อีกต่างหาก
ดังนั้นต่อให้ทำผิดกฎหมายสักกี่กระทงก็ยังทำการทดลองได้อย่างปกติสุขอยู่ดี เพราะเอาคำว่าเป็นโล่ป้องกันประเทศมาเป็นข้ออ้างบังหน้า
ถ้าเกิดเขาถูกฟ้องขึ้นมาจริง ๆ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยคนนั้นก็น่าจะยื่นมือลงมาจัดการก่อนใคร พ่อคงทนมองชื่อของตัวเองเสื่อมเสียไม่ได้แน่
เพราะอย่างนั้นพ่อจึงสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาตั้งแต่เด็ก อย่างการยิงปืนนี่ก็เช่นกัน ถ้าหากพ่อรู้ว่าเขามีคุณสมบัติระดับสูง มีหวังคงไม่พ้นถูกจับไปเป็นหนูทดลองอย่างแน่แท้
ยอนอีรังเกียจการอยู่ใต้ร่มเงาของพ่อจึงพยายามหลบหนีออกมาก แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่วายแผ่ขยายร่มเงาของตัวเองลงมาผ่านวิธีการอื่น ๆ อย่างเช่นเงินทองอยู่ดี
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ใช้บัตรพ่อมา 4 ปีแล้วก็เถอะ
“ครับ ก็… ไม่เป็นไรครับ วันนี้ขอบคุณมากเลยนะครับ ผมทำให้คุณหมอต้องใช้ความสามารถอันทรงคุณค่าไปกับเศษสวะแบบนั้นซะได้ น่าเสียดายจริง ๆ ครับ”
ชเวซารังที่กำลังเงยหน้ามองยอนอีไม่ละสายตา โบกมือเป็นพัลวัน
“แหม แค่นี้เองค่ะ เมื่อกี้เหมือนคุณจะพูดเรื่องค่าจ้างด้วย เรื่องเงินน่ะฉันมีเยอะแล้ว ไม่ต้องการของแบบนั้นหรอกค่ะ”
“ถึงยังไงผมก็ต้องตอบแทน…”
เมื่อเห็นยอนอีลูบหลังคอของตัวเองด้วยสีหน้าลำบากใจ ชเวซารังก็เดินเข้ามาหาเขาหนึ่งก้าวพร้อมรอยยิ้มบาง
“ถ้าอยากตอบแทนจริง ๆ คุณช่วยมาเดตกับฉันได้ไหมล่ะคะ แล้วก็ทานข้าวด้วยกันสักมื้อ”
“…ครับ?”
“อ้อ แน่นอนว่ายังไม่ใช่ตอนนี้หรอกนะคะ รอให้คนไข้คิมอึยบินดีขึ้นก่อนค่อยนัดกันก็ได้ ว่าไงคะ?”
หญิงสาวพูดขณะที่เบนหน้าเขินอายไปทางอื่นเล็กน้อย มือทั้งสองข้างขยับยุกยิกอยู่ไม่สุข ใบหูของเธอแดงแจ๋อย่างปิดไม่มิด
เมื่อยอนอีเอาแต่จ้องมองโดยไม่ได้ตอบอะไร คุณหมอสาวที่เริ่มกระวนกระวายขึ้นเรื่อย ๆ จึงชิงโพล่งขึ้นก่อน
“เอ่อ… ฉันไม่ได้อยากให้คุณลำบากใจนะคะ ถ้าคุณงานยุ่งจะปฏิเสธก็ได้ค่ะ”
‘ปฏิเสธตอนนี้ก็ดูไร้มารยาทน่ะสิ’
ยอนอีซ่อนความกลัดกลุ้มไว้ใต้รอยยิ้มอบอุ่น ร่วมรับประทานอาหารแค่มื้อเดียวมันจะไปยากอะไร เธอเป็นถึงผู้มีพระคุณที่ให้ความช่วยเหลือเขาเชียวนะ
“ไม่เลยครับ ผมไม่ได้ลำบากใจอะไร ไว้จะติดต่อไปหาทันทีที่อึยบินดีขึ้นนะครับ เอาเป็นวันที่คุณหมอสะดวกก็ได้ครับ”
“ค่ะ ฉันจะรอนะคะ”
เธอพยักหน้าตอบแล้วรีบเดินจ้ำออกไปราวกับต้องการจะหนี เพียงไม่นานพวกพยาบาลก็เข้ามาพาตัวจูแดยองไปยังห้องผู้ป่วยโคม่า ด้วยนโยบายของโรงพยาบาล พวกเขาไม่สามารถปล่อยปละละเลยคนไข้ที่ต้องรักษาตัวถึง 12 สัปดาห์จนกว่าจะหายสนิทได้ ต่อให้ยอนอีจะสั่งให้ทำแค่ปฐมพยาบาลก็ตาม
***
“อียอนอีโดนฟ้องงั้นเหรอ?”
ฮาจินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตกตะลึง ฟากโดเบอร์แมนเองก็คงตกใจเช่นกันจึงพยักหน้าตอบรับผู้เป็นนายอย่างงุนงง
เอสเปอร์หนุ่มพลิกหน้ากระดาษเอกสารรายงาน นัยน์ตาสีแดงก่ำกวาดอ่านเนื้อหาอย่างรวดเร็ว
บาดเจ็บสาหัสเนื่องจากโดนทำร้ายร่างกาย ต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 12 สัปดาห์… ณ โรงแรม K ห้อง 3501
จูแดยองซึ่งเป็นผู้ร้องทุกข์ได้บันทึกภาพร่างกายของตัวเองแล้วแนบมาเป็นเอกสารหลักฐาน ดูจากสภาพแล้ว เรียกได้ว่าถูกกระทืบมาก็คงไม่ผิดนัก
‘ฝีมืออียอนอีเหรอ?’
บอกตามตรงว่าผิดคาด เพราะเดิมทีเจ้าตัวดูสุภาพเรียบร้อยไม่เหมือนคนที่จะไปอัดใครได้เลยสักนิด แทฮาจินจึงรีบไล่สายตาอ่านคำให้การที่อียอนอีเขียนมา
[ผู้ร้องทุกข์จูแดยองกำลังแสดงพฤติกรรมใช้ความรุนแรงระหว่างคู่รักกับคิมอึยบิน ในฐานะผู้พบเห็นเหตุการณ์จึงไม่สามารถนิ่งเฉยและปล่อยผ่านไปได้ แม้ย้อนเวลากลับไปผมก็ยังยืนยันว่าจะทำเช่นเดิม ผมตัดสินใจไม่แจ้งความเพราะคำนึงถึงสถานะของคิมอึยบินซึ่งเป็นเหยื่อในเหตุการณ์ แต่ในเมื่อเรื่องเป็นแบบนี้แล้ว ผมจึงคิดว่าจะฟ้องกลับและสู้คดีในชั้นศาล ผมไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อยและไม่ต้องการประนีประนอมยอมความด้วยครับ]
“เฮอะ”
อ่านจบแล้วก็ได้แต่เสียงแค่นหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ทราบว่าไปเอาความมั่นใจมาจากไหนนักหนาถึงกล้าเขียนตอกกลับไปขนาดนี้ แทฮาจินหวนนึกย้อนไปถึงข้อมูลของอียอนอีที่แม้แต่เขาก็ไม่สามารถเข้าไปอ่านได้ เนื่องจากถูกระบุว่าเป็น [ข้อมูลลับสุดยอดระดับชาติ]
“เอาไงดีครับ? สั่งให้ปิดคดีเลยไหมครับ?”
โดเบอร์แมนเอ่ยถามราวกับหวังให้ผู้เป็นนายรับสั่งแบบนั้น แทฮาจินเป็นเอสเปอร์ระดับ S ทั้งยังขึ้นตรงกับราชวงศ์ เขาสามารถใช้อำนาจควบคุมห้องควบคุมกลางของศูนย์ รวมไปถึงเข้าแทรกแซงอำนาจศาลได้ แม้แต่เอกสารข้อมูลส่วนตัวทางกฎหมายก็ยังเรียกมาดูได้อย่างง่ายดาย
แค่เขาเอ่ยปากพูดคำเดียว คำฟ้องร้องของจูแดยองก็จะสูญเปล่า และการแก้แค้นของอียอนอีก็จะบรรลุผลสำเร็จ
แต่ทำไมเขาต้องทำแบบนั้นด้วย
“ไม่ละ ปล่อยไป”
“ครับ…?”
ทำมาเป็นพูดดีว่าจะไปช่วยคนแล้ว [ขอร้อง] กันอย่างนู้นอย่างนี้ แถมยังทำให้คนอื่นเขาหงุดหงิดตอนดึกดื่นอีก ที่ไหนได้ดันบึ่งไปกระทืบคนเพื่อผู้หญิงคนนั้นแล้วโดนฟ้องเสียนี่
เห็นได้ชัดว่าอียอนอีอ่อนไหวต่อไกด์ที่ชื่อคิมอึยบินคนนั้นเป็นพิเศษ บนดาดฟ้าตอนฝึกเสมือนจริงนั่นก็ทีหนึ่ง ทันทีที่ถามว่าเป็นแฟนกันเหรอ อีกฝ่ายก็โต้ตอบกลับมาอย่างหงุดหงิดแบบฉับพลัน แถมยังบอกว่ายอมยกธงขาว และขอร้องไม่ให้เขาไปยุ่มย่ามกับผู้หญิงคนนั้นอีกต่างหาก
‘ผู้พิทักษ์ความยุติธรรมออกโรงแล้วสิ’
แทฮาจินหย่อนเอกสารที่ถืออยู่ลงในเครื่องทำลายเอกสารแล้วเบนสายตาไปยังกระดาษแผ่นอื่น ๆ เห็นแบบนี้แล้วโดเบอร์แมนก็ได้แต่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ ทำอะไรไม่ถูก อุตส่าห์โชคดีได้ไกด์ระดับ S มาทำงานด้วยกันแล้วทั้งที จะปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
“แต่ว่าปกติเวลาไกด์ในสังกัดก่อปัญหาด้านกฎหมาย คุณเอสเปอร์ก็ช่วยปิดคดีให้มาตลอดเลยนี่ครับ แล้วทำไมไม่ช่วยคุณยอนอี…”
“นายอยากโดนจับแทนเขาไหมล่ะ?”
“…ไม่ครับ”
“งั้นก็เชิญออกไปได้แล้ว”
โดเบอร์แมนตัดสินใจว่าจะถอยฉากเพื่อเอาตัวรอด เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของผู้เป็นนายดูไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ ไว้รอให้อารมณ์เย็นกว่านี้ค่อยลองเสนอดูอีกรอบ เพราะถึงอย่างไรการดำเนินการฟ้องร้องก็น่าจะใช้เวลานานโขอยู่ดี