Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (37)
วันต่อมา
“อะไรนะ?”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ โดเบอร์แมนส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าตนก็ไม่รู้อะไรไปมากกว่านี้เช่นกัน เมื่อวานจูแดยองยังประกาศไปทั่วว่าจะฟ้องอยู่เลยแท้ ๆ แต่จู่ ๆ วันนี้กลับเพิกถอนคำฟ้องร้องไปเสียเฉย ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้ยินเรื่องที่ฝ่ายตุลาการได้รับคำสั่งลงมาจากเบื้องบนว่าไม่ให้รับฟ้องเรื่องที่เกี่ยวข้องกับไกด์อียอนอีทั้งหมด
คาดไม่ถึงเลยว่าแบ็กของอียอนอีจะดำเนินการโต้ตอบปัญหาได้รวดเร็วขนาดนี้ หากมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายตุลาการขึ้นไปอีก ก็คงจะมีแต่คนในราชวงศ์เท่านั้นที่ทำได้
ทว่า ทั้งดิออนและเอเลนาต่างก็ทำตัวเหมือนเพิ่งเคยพบกับยอนอีเป็นครั้งแรก แม้กระทั่งตัวเขาเองที่ทำงานขึ้นตรงกับราชวงศ์มานานก็เพิ่งเคยเจอคนคนนี้เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน
ตึก ตึก ตึก
แทฮาจินเคาะนิ้วเรียวยาวลงบนโต๊ะเป็นจังหวะอย่างใช้ความคิด จากนั้นก็ควักเอาโทรศัพท์มือถือออกมาและกดโทรออกไปที่ไหนสักแห่ง โดเบอร์แมนมองผู้เป็นนายด้วยความสงสัย และเขาคงไม่คิดจะปิดบังจึงเปิดลำโพงให้ได้ยินไปพร้อมกันเสียเลย
– โอ้โห คุณเอสเปอร์แทฮาจินเหรอครับ? โทรมาหากันซะด้วยนะครับเนี่ย
เสียงจากปลายสายเป็นเสียงของคนที่คุ้นเคย โดเบอร์แมนไม่อาจคาดเดาความคิดภายในใจของฮาจินได้เลย ในเมื่อเรื่องราวก็ถูกจัดการจนเรียบร้อยแล้ว ทำไมถึงต้องโทรหาอธิบดีกรมอัยการด้วย
ฮาจินมีหน้าตาเฉยเมยเฉกเช่นปกติขณะพูดตอบ
“ไม่ได้คุยกันนานนะครับ”
– ฮ่า ๆ นั่นสิครับ อันที่จริงผมควรจะติดต่อไปก่อนเสียด้วยซ้ำ แต่คุณเอสเปอร์ของพวกเรางานล้นมือเหลือเกิน จะโทรไปหาก็กระไรอยู่
เอสเปอร์หนุ่มเอนหลังพิงเก้าอี้จนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด นัยน์ตาคมปรือลงอย่างเหนื่อยอ่อน
“ดอร์เปิดออกแล้ว จำเป็นจะต้องเปิดช่องโหว่ให้กฎหมายตามไปด้วยเหรอครับ”
…เอ๋?
ความเงียบชวนอึดอัดโรยตัวลงมาที่ปลายสาย แม้จะมองไม่เห็นแต่โดเบอร์แมนมั่นใจว่าอธิบดีกรมต้องมีเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มหลังแน่นอน แทฮาจินบดกรามแน่นก่อนจะพูดเสียงลอดไรฟัน
“ผมคิดว่าคนที่กระทำผิด ก็ควรได้รับโทษอย่างเหมาะสมไม่ใช่เหรอครับ”
ทันใดนั้น อธิบดีกรมก็ลดเสียงลงอย่างพินอบพิเทาโดยไม่อาจซุกซ่อนความประหม่าไว้ได้เลย
– เอ่อ คุณเอสเปอร์ ไม่ทราบว่าผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่าครับ? คุณช่วยบอกผมมาตรง ๆ เถอะครับ ไม่ว่าจะเป็นอะไร ผมจะจัดการให้…
“ท่านอธิบดีครับ”
– …ครับ?
“ผมได้ยินมาว่าเอสเปอร์จูแดยองฟ้องร้องไกด์คนหนึ่ง โดนกระทืบเละขนาดนั้นแต่ศาลกลับไม่รับฟ้อง นี่มันหมายความว่ายังไงครับ”
– อ๋อ คดีนั้นคลี่คลายลงแล้วครับ ไม่ใช่คดีที่คุณเอสเปอร์จะต้องใส่ใจหรอกครับ ยังไงเรื่องก็จัดการเรียบร้อยไปแล้วด้วย ไม่ต้องเป็นห่วง…
“ก็นั่นแหละครับ ผมต้องการทราบว่าใครเป็นคนออกคำสั่งให้จัดการ”
ยิ่งพูดเสียงของเอสเปอร์หนุ่มก็ยิ่งกดต่ำลงจนแทบจะทะลุสู่แกนโลกก็มิปาน ในขณะที่อธิบดีกรมได้แต่ปิดปากสนิท
“คนที่ไปต่อยตีเขาก็ควรได้รับโทษสิครับ ไม่ใช่เหรอ?”
อธิบดีกรมประมวลคำพูดของอีกฝ่ายในสมองอย่างรวดเร็ว
‘ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ? คดีของไกด์ในสังกัดปิดลงได้ก็น่าจะเป็นเรื่องดีต่อเอสเปอร์แทฮาจินไม่ใช่หรือไง?’
แล้วทำไมตอนนี้ท่าทางของแทฮาจินถึงดูเหมือนกำลังต้องการให้ไกด์ในสังกัดคนนั้นถูกลงโทษให้ได้ด้วย
‘หรือว่า… กำลังหยั่งเชิงเราอยู่’
ถ้าตอบว่าเห็นด้วย มีหวังได้งานเข้าเพราะต้องรื้อหนังสือฟ้องร้องที่เพิ่งปัดตกไปกลับมาพิจารณาใหม่ นั่นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้อย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย เพราะเป็นคดีที่ปิดลงผ่านกระบวนการตามแบบแผนทุกอย่างไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น จูแดยองซึ่งเป็นผู้ร้องทุกข์ก็แสดงเจตจำนงเองว่าจะเพิกถอนการฟ้องร้อง มาถึงป่านนี้แล้วจะรื้อฟื้นอะไรได้อีก
แต่ในทางกลับกัน ถ้าบอกไปว่าไม่เห็นด้วย ตัวเขาเองก็จะกลายเป็นอธิบดีกรมผู้ผดุงกฎหมายที่กล้าตอบอะไรผิดศีลธรรมออกมาหน้าตาเฉย
เพราะแบบนี้ อธิบดีกรมผู้หลักแหลมจึงเลือกที่จะนิ่งเงียบแทนคำตอบไปเสีย
“ไม่ตอบซะด้วยนะครับ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าคุณจะปากหนักถึงขนาดนี้”
แทฮาจินปรือตาขึ้น คนตัวสูงโน้มร่างกายท่อนบนไปด้านหน้าก่อนจะเท้าแขนลงบนโต๊ะ ผมด้านหน้าถูกเสยขึ้นอย่างช้า ๆ
“ท่านอธิบดีไม่มีสิทธิที่จะไม่ตอบนะครับ ไม่มีสิทธิตั้งทนายด้วย เพราะฉะนั้นเลิกทำตัวน่าโมโหไปมากกว่านี้แล้วตอบมาเถอะครับว่าคนคนนั้นคือใคร?”
ในประเทศนี้ นอกจากคนที่ไม่ใช่สมาชิกราชวงศ์ก็ไม่น่าจะมีใครกล้าต่อว่าอธิบดีกรมอัยการซึ่ง ๆ หน้าอย่างแทฮาจินอีกแล้ว โดเบอร์แมนลอบส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา
แต่ที่ตลกที่สุดคงเป็นท่าทางตื่นกลัวจริง ๆ ของท่านอธิบดีกรมนี่แหละ
– จะ ใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ คุณเอสเปอร์ ผมก็เป็นคนรักษากฎหมาย เรื่องแบบนั้นมันทำได้ง่าย ๆ ซะที่ไหน คือ…… อันที่จริงผมได้รับคำสั่งมาจากทางราชวงศ์น่ะครับ กรณีที่เบื้องบนออกคำสั่งเองแบบนี้ คุณก็รู้นี่ครับว่าหายากแสนยาก เพราะยังไงราชวงศ์ก็ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับอำนาจศาลไม่ได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้…
“คิดว่าผมถามคุณเพราะไม่รู้เรื่องพวกนี้หรือไงครับ?”
– คุณเอสเปอร์ ช่วยเห็นใจกันหน่อยเถอะครับ ขืนผมพูดออกไป คนที่จะคอหลุดจากบ่าไม่ได้มีแค่ผมแต่รวมไปถึงครอบครัวของผมด้วย อย่าลืมว่ากำแพงมีหู ประตูมีช่องนะครับ
“ถ้างั้นผมจะถาม ส่วนอธิบดีก็แค่ตอบผมแล้วกัน ทำแบบนั้นได้ใช่ไหมครับ”
– นั่นมันก็…
“องค์หญิงเอเลนา?”
– มะ ไม่ใช่ท่านนั้นครับ ท่านไม่มีความสนใจในเรื่องอำนาจตุลาการหรอกครับ
“หัวหน้าหน่วยอัศวินประจำราชวงศ์ ไดเคน?”
– ท่านนั้นเป็นบุคคลตัวอย่างแห่งความซื่อสัตย์สุจริตเลยนะครับ จะเป็นไปได้…
“องค์ชายรัชทายาทริคาร์โด?”
– …ผมรู้มาว่าท่านไม่ค่อยชอบผมสักเท่าไหร่ครับ
“ถ้างั้นก็เป็นองค์จักรพรรดิสินะครับ”
– …
เหอะ
ฮาจินใช้ฝ่ามือใหญ่กุมใบหน้าส่วนล่างแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ เผยให้เห็นมุมปากที่เหยียดขึ้นเป็นรอยยิ้มชวนเสียวสันหลังระหว่างร่องนิ้ว
ไม่นึกเลยว่าคราวนี้จะเป็นองค์จักรพรรดิลงมือเอง
“หมอนั่นมันเป็นหัวหอมหรือไง? เป็นไปได้ยังไงวะ ปอกเท่าไหร่เปลือกก็ยังไม่หมดสักที”
ฮาจินพูดถึงยอนอีแต่อธิบดีคงคิดว่าพูดถึงองค์จักรพรรดิจึงส่งเสียงร้องตะโกนออกมา
ผู้มีวัยวุฒิสูงกว่าโวยวายว่าพูดแบบนั้นขณะคุยโทรศัพท์กับเขาอยู่ได้ยังไง พลางละล่ำละลักว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเอง ได้โปรดช่วยวางสายทีเถอะ
ด้วยสถานะของอธิบดีก็คงไม่แปลกที่จะลำบากใจ เพราะถึงอย่างไรอธิบดีก็เป็นแค่ผู้มีอำนาจในกลุ่มคนธรรมดา ถ้าเทียบกับศูนย์ที่คับคั่งไปด้วยผู้มีพลังพิเศษ เขาคงเป็นเพียงช้อนที่อยู่ต่อหน้ารถขุดเจาะเท่านั้น
อำนาจ สูญเสียคุณค่าในตัวมันไปเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่ไม่สามารถก้าวผ่านได้
แทฮาจินไม่รั้งต่อให้เสียเวลา ยอมกดวางสายให้แต่โดยดี
นัยน์ตาสีแดงก่ำเบนไปทางเลขาหนุ่มซึ่งยืนฟังบทสนทนาด้วยกันอยู่เมื่อสักครู่
“ตอนนี้อียอนอีไปหาไกด์คิมอึยบินใช่หรือเปล่า?”
“เอ่อ ครับ ทราบมาว่าลาครึ่งวันน่ะครับ”
“ตั้งแต่วันนี้ไปให้ผู้มีพลังเร้นกายเฝ้าติดตามอียอนอีซะ แล้วก็ไปค้นหอของหมอนั่นให้ทั่ว ค้นดูให้ละเอียดว่ามีอะไรน่าสงสัยบ้าง”
“…แต่รูมเมตของเขาน่าจะอยู่ที่หอนะครับ”
“แค่นี้จัดการเองไม่ได้หรือไง? หรือผมต้องสาธยายให้ทีละอย่าง…”
ยังพูดไม่ทันจบประโยคแทฮาจินก็เลือกที่จะเงียบ เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดต่อ โดเบอร์แมนรีบโค้งเป็นเชิงขอตัวแล้วเผ่นแน่บออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าเจ้านายหนุ่มของเขาเคียดแค้นอะไรไกด์อียอนอีนักหนา ทำไมพอเป็นเรื่องของคนคนนี้ถึงได้จุดเดือดต่ำอยู่เรื่อย
ระหว่างที่โดเบอร์แมนกำลังมุ่งหน้าไปที่ลิฟต์ชั้น 20 สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นคนแปลกหน้ากำลังเดินอยู่บนทางเดินบริเวณห้องปฏิบัติการพอดี
‘หน้าตาคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน’
ผมสีดำกับดวงตาสีดำ
ร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหมดจด
เป็นรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่ได้ดึงดูดความสนใจอะไรมากมายนัก หากเจอกันตามข้างทางก็น่าจะเดินผ่านไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ไม่ใช่บนชั้น 20 แห่งนี้
“มาพบคุณเอสเปอร์ดิออนเหรอครับ?”
ดิออนสามารถใช้ชั้น 20 ของอาคารส่วนกลางได้ตามต้องการในฐานะเอสเปอร์ระดับ S แต่เขาไม่ได้ชื่นชอบการอุดอู้อยู่ในที่พักเป็นหลักแหล่งสักเท่าไหร่ ชั้น 20 จึงกลายมาเป็นพื้นที่ส่วนตัวของแทฮาจินคนเดียวไปโดยปริยาย
คำถามของโดเบอร์แมนทำให้ชายหนุ่มชะงักฝีเท้า อีกฝ่ายทอดสายตามองโดเบอร์แมน พอดูใกล้ ๆ แล้วจึงเห็นว่าอีกฝ่ายก็หน้าตาดีไม่น้อยทีเดียว
“เขาออกไปทำงานนอกสถานที่ตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ ถึงคุณเข้าไปก็ไม่น่าจะเจอใครอยู่ดี”
โดเบอร์แมนพูดด้วยรอยยิ้มชวนมอง เมื่อฟังจบ ผู้มาเยือนก็พยักหน้ารับช้า ๆ
“งั้นเหรอครับ”
“ใช่แล้วครับ ว่าแต่ผมขอสอบถามชื่อสักหน่อยได้ไหมครับ? รู้สึกคุ้น ๆ หน้าคุณยังไงก็ไม่รู้”
เมื่อไม่มีธุระกับที่นี่แล้ว ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนเส้นทางเดินไปที่ลิฟต์พร้อมกับโดเบอร์แมน เขาแนะนำตัวเองด้วยท่าทีเฉยเมย
“ดีคอลครับ เป็นเอสเปอร์ที่ทำงานตำแหน่งผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพ ผมผ่านเข้าออกตำหนักสุริยันอยู่บ่อย ๆ คุณน่าจะคุ้นตาอยู่บ้าง”
“อ๋อ…! ผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพ! ใช่คนที่ช่วยฟื้นฟูห้องปฏิบัติการเมื่อคราวก่อนหรือเปล่าครับ? แหม ตอนนั้นคุณทำให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้เนี้ยบมากเลยนะ ฝีมือยอดเยี่ยมมาก ๆ ครับ”
“ไม่หรอกครับ”
ดีคอลลูบใบหูของตัวเองอย่างเขินอาย แม้จะดูเป็นคนนิ่ง ๆ เงียบ ๆ แต่เวลาโดนชมซึ่ง ๆ หน้าก็อดทำตัวไม่ถูกไม่ได้ เห็นแบบนั้นโดเบอร์แมนจึงได้ทีพูดขึ้นอย่างร่าเริงแบบที่ไม่ได้เป็นมานาน
“ถ้าจะมาหาคุณเอสเปอร์ดิออน แทนที่จะมาที่ศูนย์ผมว่าคุณไปที่วังหลวงน่าจะมีโอกาสได้เจอเขามากกว่านะครับ คุณดีคอลก็ทำงานที่วังไม่ใช่เหรอครับ?”
จู่ ๆ ดีคอลที่เพิ่งแสดงท่าทีกระตือรือร้นที่จะพูดคุยก็ปิดปากเงียบ เขาก้มลงมองพื้นครู่หนึ่งแล้วลูบจับใบหูตัวเองอีกครั้ง
“จากนี้ไปผมจะได้มาทำงานที่ศูนย์แล้วครับ ฝ่าบาททรงเห็นชอบว่าความสามารถของผมน่าจะจำเป็นต่อที่นี่มากกว่าน่ะครับ”
ยามใดที่ดอร์ปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะตึกรามบ้านช่องหรือที่ดินก็มักจะอยู่ในสภาพย่อยยับไม่มีชิ้นดี เพราะอย่างนั้น พลังของผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพจึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง โดเบอร์แมนคิดอยู่เสมอว่าการที่ผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพส่วนใหญ่พำนักอยู่ในพระราชวังหลวงเป็นการสิ้นเปลืองกำลังของชาติไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะในศูนย์มีผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพอยู่น้อยแสนน้อยเหลือเกิน
ไม่นึกว่าองค์จักรพรรดิจะยอมตัดสินใจเพื่อประเทศชาติแบบที่ไม่ได้เห็นมานานมากแล้ว
“แบบนั้นก็เยี่ยมไปเลยสิครับ ถ้าต้องการความช่วยเหลือก็ติดต่อมาได้เลยนะครับ เห็นแบบนี้ผมก็ค่อนข้างมีความสามารถนะ”
ว่าแล้วก็เอานามบัตรออกมาจากในกระเป๋าเสื้อหนึ่งใบก่อนจะส่งให้อีกคน ดีคอลพยักหน้าเงียบ ๆ ไม่ทันไรลิฟต์ก็พาคนทั้งสองลงมาถึงชั้น 1 หลังจากกล่าวร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว โดเบอร์แมนกลับต้องชะงักฝีเท้าลงหลังจากเดินห่างออกมาได้ไม่นาน
เลขาหนุ่มโคลงหัวไปมาขณะครุ่นคิดบางอย่าง
“เข้าออกตำหนักสุริยันงั้นเหรอ?”
…โดเบอร์แมนจำได้ว่าเขาไม่เคยไปที่ตำหนักสุริยันเลยสักครั้ง
ที่นั่นเป็นเขตพระราชฐานและเป็นเขตหวงห้าม ผู้ไม่ได้รับอนุญาตไม่สามารถเข้าไปที่นั่นได้ ต่อให้จะเป็นผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพอันล้ำค่าที่หายากมากแค่ไหนก็ไม่มีทางเข้านอกออกในตำหนักสุริยันได้บ่อย ๆ แน่นอน
หากเขาจะเห็นชายที่ชื่อดีคอลแบบผ่าน ๆ มาก่อนก็น่าจะต้องเป็นส่วนอื่นของพระราชวังไม่ผิดแน่
โดเบอร์แมนครุ่นคิดพลางหรี่ตาลง