Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (38)
แซ่ก แซ่ก
เสียงปอกแอปเปิลเป็นเสียงเดียวที่ดังก้องไปทั่วทั้งห้องผู้ป่วยอันเงียบสงัด อึยบินนั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยที่ถูกปรับให้เป็นเบาะตั้งขึ้นสำหรับนั่ง ห้องพักห้องนี้กว้างขวางราวกับห้องพักในโรงแรม อุปกรณ์เครื่องใช้อันหรูหรา เครื่องทำความชื้นก็เป็นสีทองอร่ามเสียจนไม่กล้าแตะต้อง
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้อึยบินรู้สึกอึดอัดใจ เธอไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย บ้านหลังเล็ก ๆ นอกเมืองหลวงคือทรัพย์สมบัติชิ้นเดียวที่ครอบครัวของเธอมี แต่ยอนอีไม่เคยคิดจะเสียดายเงินที่ใช้ไปกับเธอและครอบครัวของเธอเลย ดูจากห้องนี้ก็รับรู้ได้แล้ว
อันที่จริงเธอรู้สึกผิดมากกว่าอับอายที่ถูกยอนอีไปพบเข้าในสภาพเช่นนั้น เธอไม่ต้องการให้เขารู้จึงจงใจหลีกเลี่ยงการมาเจอกันในวันที่มีรอยแผลฟกช้ำค่อนข้างใหญ่ตามร่างกายและมักจะสวมเสื้อคอเต่าที่ปิดขึ้นมาถึงคอเสมอ
ส่วนสาเหตุที่ไม่ค่อยได้เจอกันภายในศูนย์หลังจากที่ยอนอีได้รับคำสั่งย้ายมายังศูนย์เมืองหลวงแล้ว ไม่ใช่เพราะศูนย์มีขนาดใหญ่ แต่เป็นเพราะอึยบินพยายามหลบหน้าเขาอย่างตั้งอกตั้งใจต่างหาก
เพราะเธอไม่อยากทำให้ยอนอีเป็นห่วงแม้เพียงนิดเดียวก็ตาม
จูแดยอง แฟนหนุ่มของเธอเป็นคนที่ค่อนข้างรุนแรงป่าเถื่อนอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ในตอนแรกเขาเริ่มจากการตีก้นในระหว่างที่มีอะไรกัน พอลองไปค้นหาในอินเทอร์เน็ตดูจึงได้คำตอบว่า พฤติกรรมแบบนั้นมักพบได้บ่อยในผู้ชายที่กำลังคึกจนลืมตัว
คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
เพราะยังไงเขาก็รักฉันนี่นา
เธอคิดเช่นนั้นให้ตัวเองสบายใจ เพราะถ้าหากไม่ใช่ตอนที่มีอะไรกัน เขาก็ไม่ใช่คนที่ชอบใช้ความรุนแรงอะไร ยกเว้นแค่ในวันนั้นที่เธอโมโหเพราะสงสัยว่าเขานอกใจจึงถูกจูแดยองตบหน้าเข้าให้
– เธอสงสัยฉันเรื่องอะไร! บอกมาสิ! บอกแล้วไงว่าคนที่ไปดื่มเหล้าด้วยกันเป็นลูกพี่ลูกน้องฉัน สมองเพี้ยนไปแล้วรึไงถึงได้เข้าใจผิดอะไรแบบนั้น? โคตรน่าสมเพชเลยว่ะ รู้ตัวบ้างไหม?
อย่างนี้นี่เอง ฉันเข้าใจผิดไปสินะ เป็นความผิดของฉันเอง
ตอนนั้นเธอไม่ทันได้คิดด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกปั่นหัวให้กลายเป็นฝ่ายผิด จะหาว่าโง่ก็ได้ เพราะเธอก็โง่จริง ๆ อึยบินเพิ่งรับรู้ความโง่เขลาของตัวเองได้เมื่อสายไปแล้ว แต่ก็กัดฟันฝืนอดทนอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้
– เคยได้ยินเรื่อง SM Play ไหม?
แน่นอนว่าเธอเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง แต่ไม่รู้โดยละเอียดว่ามันคืออะไร สิ่งเดียวที่รู้คือจูแดยองมักจะอ่อนโยนมากขึ้นทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนั้น ซึ่งมันทำให้อึยบินรู้สึกคล้อยตามไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม
ถ้าไม่รุนแรงมากเกินไปก็น่าจะไหวอยู่แหละมั้ง? เธอคิดเช่นนั้น
– ไม่ขัดเลยแฮะ ดูท่าทางอึยบินของฉันก็เป็นมาโซคิสม์เหมือนกันสินะ ไม่เจ็บเลยใช่ไหมล่ะ? แถมยังเร้าใจกว่าเดิมใช่ไหม?
ผ่านไปวันแล้ววันเล่ากระทั่งมาถึงจุดแตกหัก ทันทีที่รู้สึกว่าร่างกายกำลังจะแหลกสลาย หัวใจของเธอพลอยแหลกเป็นเสี่ยง ๆ ไปกว่าครึ่ง เธอทั้งไม่อยากอาหารและรู้สึกผิดที่จะกลับบ้านไปหาแม่ ตั้งแต่จำความได้อึยบินไม่เคยถูกตีเลยสักครั้ง แต่เธอกลับเอาร่างกายที่พ่อแม่เฝ้าถนอมอย่างดีมาให้คนอื่นทรมานเล่น ยิ่งนับวันการไปเจอยอนอีโดยต้องแกล้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ยิ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งวันหนึ่งที่จูมีฮุนเพื่อนของเธอได้ตัดสินใจจบชีวิตลงในห้องพัก
เขาเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง รู้จักรักและดูแลตัวเอง อีกทั้งยังได้รับความรักจากผู้คนมากมาย ทว่าคนอย่างเขากลับไม่สามารถเอาชนะความโศกเศร้าที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวได้และจากโลกนี้ไปคนเดียว อึยบินไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าความตายของคนเรามันเกิดขึ้นได้ง่ายขนาดนี้เชียวหรือ
เรื่องที่เกิดขึ้นได้สร้างสะเก็ดแผลอันมีความหมายบางอย่างขึ้นในใจของอึยบิน
‘ทำไมคุณถึงทำแบบนั้นกันนะ?’
ภาพจดหมายลาตายของจูมีฮุนหวนย้อนกลับมาสู่ความทรงจำ
「เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุด ผมรู้ว่าไม่ควรไปยุ่งกับเขา แต่ผมก็รักเขาไปแล้ว ผมขอแค่อยู่ข้าง ๆ ก็พอ แต่สุดท้ายผมก็โดนทิ้ง ผมไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว ผมคิดถึงเขาทุกวินาทีจนแทบจะหายใจไม่ออก หวังว่าการตายของผมจะทำให้เขาจดจำผมได้ตลอดไป」
น่าตกใจที่คนอย่างจูมีฮุนจะฆ่าตัวตายเพราะรักใครสักคน
พอรู้แล้วเธอก็รู้สึกเหมือนหัวใจร่วงหล่นไปถึงตาตุ่ม
คนที่มั่นใจในตัวเองยิ่งกว่าใคร ๆ อย่างเขา…
เหตุการณ์นั้นทำให้อึยบินสังหรณ์ใจขึ้นมาว่า อีกไม่นานเธอเองก็จะลงเอยไม่ต่างกัน เพราะอึยบินก็แอบร้องไห้เงียบ ๆ ในขณะคุยโทรศัพท์กับจูมีฮุนที่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ทุกคืนเช่นกัน
เธอเห็นเอสเปอร์แทฮาจินในงานศพ
ผู้ชายที่จูมีฮุนออกปากชมไม่หยุด ทั้งมีความสามารถ หน้าตาดี แม้จะกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ไว้อย่างชัดเจนแต่ก็อ่อนโยนกับเขา แถมยังเซ็กซี่…อึยบินมั่นใจว่าชายคนนั้นคือผู้ชายที่จูมีฮุนรักอย่างแน่นอน
ไม่คิดจะร้องไห้สักหน่อยเลยเหรอ?
เขาคือคนที่รักคุณเชียวนะ
เอสเปอร์หนุ่มคนนั้นไม่มีน้ำตาให้เห็นแม้แต่หยดเดียว ดอกเบญจมาศสีขาวดอกหนึ่งที่ถูกนำไปวางไว้อย่างเงียบ ๆ ดูหม่นหมองอย่างไม่น่าเชื่อ
เธอคิดไม่ตกว่าจะบอกยอนอีเสียตั้งแต่ตอนนี้ดีหรือไม่ เพราะตอนนี้ความรู้สึกของเธอที่มีต่อจูแดยองคือความหวาดกลัว บอกเพื่อนรักไปว่านับวันเขายิ่งรุนแรงมากขึ้นทุกที บอกออกไปว่ากลัวตัวเองจะ…ลงเอยเหมือนจูมีฮุน
สาเหตุที่ร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกในงานศพไม่ใช่เพียงเพราะเพื่อนที่ดีกับเธอได้ตายจากไป แต่เป็นเพราะเธอเข้าใจความรู้สึกนั้นดี เธอรู้สึกเจ็บปวดราวกับว่าตัวเองเป็นจูมีฮุน แต่จู่ ๆ ยอนอีที่ไม่ได้รับรู้เรื่องพวกนี้ก็พูดขึ้นมาว่า
‘มันอาจจะฟังดูเลือดเย็นแต่ฟังฉันเถอะ เรื่องที่จูมีฮุนไปแอบรักเขาข้างเดียวมันน่าเศร้าก็จริง แต่การตายของเขาไม่ใช่ความผิดของคนคนนั้นเลย เธอลองคิดกลับกันดูสิ ถ้าคนที่รักฉันฆ่าตัวตายเพราะทนการเมินเฉยของฉันไม่ได้ นั่นเป็นความผิดของฉันรึเปล่า? เธอจะโมโหและด่าว่าฉันมันแย่ไหม?’
ยอนอีเป็นคนที่มองโลกตามข้อเท็จจริงโดยไม่เอาความรู้สึกเข้ามาตัดสินและสิ่งที่เขาพูดมักจะเป็นความจริงซึ่งยากจะยอมรับ แฟนคนก่อน ๆ ถึงกับเรียกเขาว่าไอ้ขยะเสียด้วยซ้ำ ถึงเพื่อนรักของเธอจะชอบทำตัวแข็งกระด้างเย็นชาแต่อันที่จริงแล้วขี้ใจอ่อน เป็นคนประเภทที่จะไม่มองไปทางคนอ่อนแอเพราะกลัวว่าถ้าเห็นแล้วจะอดเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้
หลังจากได้ยินคนจิตใจดีอย่างยอนอีพูดแก้ตัวแทนในมุมมองของแทฮาจิน อึยบินจึงคิดว่าเธอไม่ควรพูดเรื่องจูแดยองกับเพื่อนรักจะดีกว่า
เธอมั่นใจว่าคนอ่อนโยนอย่างยอนอีจะเข้าข้างเธอโดยไม่ถามเซ้าซี้ว่าเหตุการณ์เป็นมายังไงอย่างแน่นอน
แต่ถ้ามันไม่เป็นแบบนั้นล่ะ?
ถ้าหากว่ายอนอีเข้าใจในมุมมองของจูแดยองมากกว่าเธอล่ะ?
แม้ว่ามันจะมีอัตราความน่าจะเป็นเพียงแค่ 0.1 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเกิดขึ้นนี่
‘ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ฉันเองก็อาจจะลงเอยไม่ต่างจากจูมีฮุนก็ได้’
และแล้วก็มาถึงวันนั้น วันที่เธอแสร้งทำตัวเหมือนปกติและเดินเข้าไปในโรงแรมด้วยความรู้สึกคล้ายกับสัตว์ที่ถูกลากเข้าโรงเชือด
เธอโกหกเพื่อนรักว่าทำงานล่วงเวลาและเป็นหวัด
เสี้ยววินาทีที่ความคิดที่ว่า หากตายไป ความเจ็บปวดที่ได้รับในวันนี้จะจบลงหรือเปล่า แวบผ่านเข้ามาในหัว
ยอนอีก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเธอ
อึยบินไม่อาจลืมช่วงเวลานั้นได้เลย ในตอนนั้นเธอไม่อับอายกับสภาพตัวเองเลยสักนิด แต่กลับรู้สึกสะใจเสียด้วยซ้ำหลังจากเห็นยอนอีกระทืบจูแดยองที่กำลังอาละวาดจนร่วงลงไปกองกับพื้น
ยอนอี นายอยู่ข้างฉันจริง ๆ ด้วย
นายช่วยฉันไว้ทุกรอบเลย
…ฉันไม่ต้องตายแล้วสินะ
บางทีเธออาจจะเป็นพวกซาดิสต์มากกว่ามาโซคิสม์ก็ได้
“คิดอะไรอยู่? คิมอึยบิน”
หลังจากคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย อึยบินเพิ่งสังเกตเห็นว่ายอนอียืนอยู่และเหลือบไปเห็นแอปเปิลสี่ลูกที่ถูกปอกอยางสวยงามในมือของเขา เขาปอกมันอยู่เงียบ ๆ อย่างนั้นเพื่อให้เธอได้เรียบเรียงความคิดอยู่กับตัวเอง
ความตื้นตันในอกกลั่นออกมาเป็นหยาดน้ำตาพรั่งพรู
ยอนอี
นายเป็นเพื่อนที่ดีมากเกินไปสำหรับฉันจริง ๆ
“อย่าร้องสิ อยากเห็นฉันฆ่าจูแดยองจริง ๆ เหรอ?”
“ฮึก ขอโทษ…ที่โกหก ขอโทษที่หลอกนาย ฮึก ขอโทษจริง ๆ นะ…”
ยอนอีวางจานแอปเปิลลงบนโต๊ะข้างเตียง รางสูงโปร่งหย่อนตัวลงนั่งหมิ่น ๆ บนขอบเตียงและลูบหัวลูบหลังปลอบประโลมอย่างอ่อนโยนโดยไม่ให้สะเทือนตรงที่เป็นรอยช้ำ
“เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลย”
เขาพูดสิ่งที่เธออยากได้ยินที่สุด
“ถ้าต้องการเมื่อไหร่ก็บอก ฉันไปฆ่าจูแดยองให้ได้ทุกเมื่อ”
ไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะรับฟังทุกอย่าง
“ฉันเคยได้ยินมาว่าแนวหน้าสุดของดอร์เป็นพื้นที่นอกกฎหมาย ใช้ปืนยิงให้ตายที่นั่นก็ไม่โดนลงโทษ ฉันฆ่าจูแดยองแบบไม่ต้องติดคุกได้นะ เธอก็รู้ดีนี่ว่าฉันยิงปืนแม่นขนาดไหน บอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
ช่วยชำระล้างบาดแผลที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนให้ด้วยความเต็มใจ
“ไม่ต้องห่วงเรื่องครอบครัวนะ ฉันรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรบอกคุณแม่ ก็เลยอ้างไปว่าเธอคงจะไม่ได้กลับบ้านสักพักเพราะต้องไปทำงานนอกสถานที่ระยะยาวกับฉัน สนใจแค่เรื่องรักษาตัวให้ดีขึ้นอย่างเดียวก็พอ ส่วนที่เหลือฉันจะจัดการให้เอง”
อึยบินเกิดความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ หลังจากเห็นยอนอีพยายามสรรหาคำพูดมาปลอบใจเธอต่าง ๆ นานาทั้งที่ปกติแล้วไม่ใช่คนพูดเก่งเลย
“อื้อ…ขอบใจนะ”
“ไม่เป็นไร ถ้าจะร้องไห้ก็ร้องมาเถอะ”
ใบที่สุดอึยบินก็ตัดสินใจเล่าเรื่องที่เก็บเอาไว้ในใจมาโดยตลอดให้เพื่อนรักฟัง เธอพรั่งพรูเรื่องราวอันแสนเจ็บปวดและทุกข์ทรมานออกมาอย่างนิ่งเฉยราวกับเป็นเรื่องของคนอื่น
ยอนอีฟังเธอพูดเงียบ ๆ ในใจคิดแต่ว่าจะฆ่าจูแดยองให้ได้ จะหาโอกาสยิงมันให้ดับในพื้นที่นอกกฎหมายแน่นอน
หญิงสาวร่างเล็กบนเตียงผล็อยหลับไปหลังจากเล่าเรื่องมาสักระยะหนึ่ง ยอนอีขมวดคิ้วจนแทบผูกกันเป็นปมและลุกออกมาจากตรงนั้นเพื่อให้คนป่วยได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
《ทำตัวไม่สมกับเป็นลูกเลยนะ จะไปทำร้ายใครก็เป็นเรื่องของลูกก็จริง แต่ฝ่ายตุลาการเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นหรอกนะ ต่อจากนี้ไปถ้าอยากจะชกต่อยกับคนอื่น สู้ฆ่าให้ตายโดยไม่ให้ใครรู้ยังจะดีซะกว่า หรือจะพามาที่ห้องแล็บของพ่อก็ได้ ยังขาดหนูทดลองอีกเยอะเลย》 15.55 น.
นี่เป็นข้อความที่เขาได้รับจากผู้เป็นพ่อ
ขนาดเป็นการติดต่อมาในรอบหลายปี ยังทำให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียนได้ไม่เปลี่ยน แต่ดูจากการที่พ่อส่งข้อความมาแบบนี้ แสดงว่าคำฟ้องร้องของจูแดยองคงจะถูกเพิกถอนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
‘จัดการไวใช้ได้’
ยอนอีชำเลืองมองโทรศัพท์ด้วยสายตาเย็นชาและกำลังจะยัดมันใส่ในกระเป๋าเหมือนเดิม แต่ดันมีสายโทรเข้ามาเสียก่อน เป็นเบอร์ที่ไม่รู้จัก ยอนอีเดินออกมาจากห้องผู้ป่วย ปิดประตูและยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
“ครับ อียอนอีครับ”
– สวัสดีครับคุณไกด์ โทรจากฝ่ายธุรการชั้น 1 อาคารบริหารส่วนกลางสำนักงานเขตเมืองหลวงของศูนย์ป้องกันภัยพิบัติครับ
“…ที่ไหนนะครับ?”
– ฝ่ายธุรการอาคารบริหารส่วนกลางศูนย์เมืองหลวงครับ
“…อ้อ ครับ”
– ไม่กี่วันก่อน มีผู้ไม่ประสงค์ออกนามได้ยื่นคำร้องการเรียกเก็บเงินจากคุณไกด์อียอนอีครับ เกี่ยวกับเรื่อง 「การซื้อรองเท้าบิน」 คุณทราบเรื่องนี้ไหมครับ?
แน่นอนว่าต้องรู้อยู่แล้ว แต่ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะยื่นคำร้องเรื่องนั้นไปที่ฝ่ายธุรการจริง ๆ เนี่ยสิ ตอนนี้รองเท้าคู่นั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับเขาแล้วจึงดูดกลืนเอาไว้ก่อน เผื่อว่าจะได้เอาคืนให้ถ้าหากเจอเจ้าของอีกครั้ง
“ครับ เข้าใจแล้วครับ เรียกเก็บเท่าไหร่เหรอครับ?
– เอ่อ มัน…ถูกบันทึกไว้ว่า 50 โกลด์ครับ
“ครับ? เท่าไหร่นะครับ?”
– ตอนแรกผมก็อ่านเป็น 50 ซิลเวอร์ครับ แต่พอดูดี ๆ อีกที ปรากฏว่าเป็น 50 โกลด์จริง ๆ…คุณโอเคหรือเปล่าครับ?
ยอนอีที่เดินวนไปวนมาระหว่างคุยโทรศัพท์ตรงบริเวณโถงทางเดิน ถึงกับชะงักฝีเท้ากึกและอ้าปากหวออย่างหมดมาด
ใครจะไปโอเค ไอ้หน้าเลือดนี่มันเรียกเก็บเงินจากเขาเป็นจำนวนเงินเกือบ 2 ใน 3 ของรายได้ทั้งปีเชียวนะ! เพียงแค่ 1 โกลด์ก็ทำให้ครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คนสามารถกินอยู่ได้อย่างสบายไปทั้งเดือนแล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าตัวจะบอกว่าเป็นรองเท้าบินระดับสูงก็เถอะ แต่ราคามันอลังการถึงขนาดนี้เชียวเหรอ?
แถมยังเป็นของมือสอง ไม่ใช่ของใหม่อีก
ก็บอกไปชัดเจนแล้วนี่ว่าให้เรียกเก็บเงินหลังจากหักค่าเสื่อมราคาไปแล้วน่ะ!
ขืนเป็นแบบนี้ มีหวังคงต้องซมซานกลับไปพึ่งพาบัตรของพ่ออีกแน่ ๆ ยอนอีลูบหน้าตัวเองอย่างหงุดหงิดเพราะตอนนี้เขาเพิ่งจ่ายค่าห้องผู้ป่วย VIP สำหรับหนึ่งเดือนไปแล้วเสียด้วย
“ขอข้อมูลติดต่อของคนคนนั้นหน่อยได้ไหมครับ? ผมอยากจะลองโทรไปคุยดู จำนวนเงินขนาดนั้นมันจงใจขูดรีดกันชัด ๆ ผมจะไปจ้างคนมาตีราคาใหม่ครับ”
– เอ่อ ขอโทษด้วยนะครับ พอดีตรงข้อมูลติดต่อได้ถูกเว้นว่างเอาไว้ เห็นว่าทางนั้นไม่มีเครื่องมือติดต่อสื่อสารที่ใช้ได้น่ะครับ”
“ไม่มีเครื่องมือติดต่อสื่อสารเหรอครับ?”
– ครับ
ครอบครองรองเท้าบินราคาแพงสุดล้ำสมัย แต่กลับไม่มีโทรศัพท์มือถือที่ชาวบ้านชาวช่องเขามีกันทั่วไปเนี่ยนะ? ล้อกันเล่นหรือไง?
ทันทีที่ยอนอีตั้งท่าจะถามสวนกลับไปชุดใหญ่ เจ้าหน้าที่ปลายสายก็รีบพูดเสริมขึ้นมาอย่างไว
– แต่เขาฝากข้อความไว้ในคุณด้วยนะครับ เขียนว่า 「ถ้าไม่พอใจกับจำนวนเงินก็มาหาผมได้นะครับ เพียงแค่แจ้งกับดีคอล เอสเปอร์ระดับ A+ ที่เพิ่งถูกสั่งย้ายมาที่ศูนย์เมืองหลวง เขาจะช่วยพาคุณมาหาผมเองครับ ฮ่าฮ่าฮ่า」 …น่ะครับ
เจ้าหน้าที่มีท่าทีสับสนหลังจากช่วยอ่านข้อความแทนให้
ยอนอีขบกรามแน่น พยายามควบคุมลมหายใจให้สงบลงและตอบกลับอย่างข่มอารมณ์
“ดีคอล เอสเปอร์ระดับ A+ สินะครับ เข้าใจแล้วครับ ยังไงก็ช่วยเลื่อนการเรียกเก็บเงินนี้ไปก่อนนะครับ ครับ ขอบคุณครับ”
ยอนอียกมือขึ้นเสยผมไปด้านหลังอย่างหัวเสีย
“ไอ้หน้าเลือดนี่…แค่นี้ก็ยุ่งจะตายอยู่แล้วโว้ย”
วันนี้เขาต้องสังเกตดูท่าทีของโรส หัวหน้าทีมระดับ A แถมยังต้องไปขอความเห็นใจจากโดเบอร์แมนอีกครั้งเพื่อขออนุญาตลาครึ่งวัน เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็คงแบ่งเวลามาหาอึยบินได้ลำบากและเขาก็ไม่อยากปล่อยให้คนที่ยังอยู่ในสภาพจิตใจย่ำแย่ไว้เพียงลำพังด้วย
แต่ไม่ว่าอย่างไร การบึ่งไปหาไอ้จอมขูดเลือดขูดเนื้อนั่นในตอนนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องยากอยู่ดี
“เฮอะ 50 โกลด์กับผีน่ะสิ”
ไม่มีใครทำให้ยอนอีเดือดจัดขนาดนี้มานานแล้ว ถ้าไม่นับพ่อกับแทฮาจิน อันที่จริงจองอูชอลที่เป็นรูมเมตก็ด้วยอีกคน แต่เขาไม่ค่อยมีตัวตนสำหรับยอนอีเท่าไหร่จึงไม่เก็บมาใส่ใจให้รกสมอง
ยอนอีผู้เกลียดชังการเป็นฝ่ายถูกไล่ต้อนจึงเริ่มครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรให้ไอ้นักรีดไถนั่นมันได้รับบทเรียนเสียบ้างดี
“คุณยอนอีคะ!”
หมอชเวซารังที่เพิ่งเดินพ้นจากหัวมุมทางเดินโบกมือให้เขาพลางเอ่ยทักทาย วันนี้เธอก็ยังมีรอยยิ้มสดใสประดับอยู่บนใบหน้าเหมือนเคย
“ฉันกำลังจะหาอะไรกิน ไปด้วยกันไหมคะ?”
ยอนอีเหลือบมองประตูห้องผู้ป่วยและครุ่นคิดสักพัก อึยบินเพิ่งหลับไปได้ไม่นาน แถมแอปเปิลที่ิปอกไว้ให้ก็มีอยู่ตั้งสี่ลูก ดูท่าคงไม่น่าจะได้กินข้าวกับเธอในเร็ว ๆ นี้แน่ แถมเขายังไม่ได้กินอะไรเลยตลอดทั้งช่วงเช้าเสียด้วย
เมื่อเห็นยอนอีพยักหน้าตอบรับ รอยยิ้มของคุณหมอชเวซารังก็ยิ่งสดใสกว่าเดิม
คุณหมอสาวถือวิสาสะเข้าไปคล้องแขนยอนอีทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดอะไร
“ไปกันเถอะค่ะ มีร้านอร่อย ๆ อยู่แถวนี้ด้วยนะคะ ชื่อร้านว่า 「ชองโซดัม」 รู้จักไหมคะ? เป็นร้านพาสตา แต่ของหวานร้านนี้ถือเป็นทีเด็ดเชียวแหละค่ะ ฉันอยากให้คุณได้ลองสุด ๆ”
การแตะเนื้อต้องตัวของเธอช่างดูเป็นธรรมชาติ ยอนอีจึงยอมถูกลากไปโดยที่ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ หมอบางคนที่กลับเข้ามาในโรงพยาบาลหลังจากรับประทานอาหารเสร็จกล่าวทักทายชเวซารังขณะเดินสวนกันที่ประตูหน้าพอดี
“คุณซารังจะออกไปกินข้าวเหรอ?”
“ค่ะ พอดีนัดวันนี้โดนเลื่อนออกไป ไปทานอะไรมากันล่ะคะเนี่ย?”
“ผมเพิ่งไปกินที่ร้านก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าโรงพยาบาลกับหัวหน้าแผนกคิมน่ะ”
ชายวัยกลางคนตรงหน้ากระชับเสื้อกาวน์ให้แนบตัวราวกับว่ารู้สึกหนาวก่อนจะกวาดตามองยอนอีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ชเวซารังตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย
“แหม…ผมก็สงสัยอยู่ว่าทำไมคุณชเวซารังถึงไม่มีแฟนสักที พอเห็นอย่างนี้แล้วคุณก็มาตรฐานสูงใช่ย่อยนะเนี่ย”
“ฮ่าฮ่า ฉันไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย แต่ก็คงจะสูงจริง ๆ นั่นแหละค่ะ”
ชเวซารังตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน เธอจบบทสนทนาภายในพริบตาเดียวและเดินนำไปยังรถของตัวเอง พร้อมกับหันมามองยอนอีด้วยสายตาที่รู้สึกผิดเล็กน้อย
“ท่านนั้นคือหัวหน้าแผนกคุณสมบัติเอสเปอร์ค่ะ เป็นคนขี้แกล้งนิดหน่อย พอเห็นฉันเดินควงแขนคุณก็เลยน่าจะเข้าใจผิดคิดว่าเราเป็นแฟนกัน ต้องขอโทษแทนเขาด้วยนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่เก็บมาใส่ใจหรอกครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็โล่งอกไปทีค่ะ”
หญิงสาวยิ้มร่าและขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งที่นั่งคนขับ ยอนอีกำลังจะเดินข้ามไปยังฝั่งที่นั่งข้างคนขับ จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงสายตาของใครบางคนจากด้านหลังจึงรีบหันไปมอง แต่กลับไม่พบอะไรเลย
‘อะไรน่ะ?’