Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (39)
ยอนอีรู้สึกเหมือนมีคนมอง แต่สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงแค่รถสองสามคันในลานจอดรถกับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่เดินผ่านไปผ่านมาเท่านั้น ชเวซารังลดกระจกลงและถามเขาว่ามีอะไรหรือเปล่าเมื่อเห็นยอนอีกวาดสายตามองรอบ ๆ อีกครั้ง
“อ๊ะ ไม่มีอะไรครับ ผมน่าจะคิดไปเอง”
เขาว่าพลางขึ้นไปบนรถ ผ่านไปสักพักหนึ่งหลังจากที่รถนอกสีแดงเคลื่อนตัวออกไปจากโรงพยาบาล พื้นที่ว่างเปล่าในมุมหนึ่งของลานจอดรถก็เกิดคลื่นกระเพื่อมไหวในอากาศพร้อมกับเค้าโครงของบางอย่างที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นมาก่อนโผล่พรวดออกมา เป็นร่างของชายหนุ่มที่กำลังยกมือขึ้นมาพัดหน้าตัวเองอย่างหัวเสีย
“เฮ้อ แม่งเอ๊ย…ไอ้หมอนั่นมันมีตาหลังด้วยหรือไงวะ”
ชายคนนี้คือโมแป คนที่ถูกยอนอีหลอกซ้ำหลอกซ้อนและถูกจัดการในห้องน้ำตอนการฝึกภาคปฏิบัติซึ่งถูกจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เอสเปอร์หนุ่มระดับ B+ ยังคงลืมเหตุการณ์ในวันนั้นไม่ลง เขาถูกจัดการเสียหมดสภาพภายใน 5 นาทีแรกหลังจากการฝึกเพิ่งเริ่มต้นขึ้น นี่มันไม่ต่างอะไรจากการดูถูกกันชัด ๆ มิหนำซ้ำเขายังต้องมาโดนเอสเปอร์คนอื่น ๆ หัวเราะเยาะซ้ำเติมอีก
ถ้าหากตอนนั้นไม่ใช่การฝึกที่ห้ามใช้พลังพิเศษละก็ เขาคงใช้พลังเร้นกายไปเป่าหัวพวกเอสเปอร์ที่เหลือหมดแล้ว
ไม่เพียงแค่นั้น เขายังถูกลากไปทำงานนอกสถานที่ระยะยาวนอกเวลาในพื้นที่ชนบทอันห่างไกล โทษฐานที่เปิดเผยข้อมูลว่าเอสเปอร์แทฮาจินอยู่บนดาดฟ้าให้กับไกด์อียอนอีอีกด้วย เมื่อเช้าวันนี้ก็เพิ่งไปจัดการไวท์ดอร์ในเมืองโรว์ลังมานี่เอง
หลังจากจัดการสัตว์ประหลาดระดับ 5 เสร็จ พอหันกลับมาด้านหลังก็ต้องสะดุ้งแทบสบถคำหยาบออกมา เบื้องหน้าเขาคือลุงวัย 30 สวมแว่นตาทรงกลมกำลังยืนยิ้มแป้นอย่างเป็นมิตรให้โดยไม่ได้สนใจเลยว่าทำคนอื่นเขาตกใจแทบตาย ชายคนนี้คือโดเบอร์แมน เอสเปอร์ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะเลขาของแทฮาจินนั่นเอง
ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาซึ่งเป็นผู้มีพลังพิเศษในการเคลื่อนย้ายจะปรากฏตัวขึ้นกะทันหันแบบนี้ แต่ก็เล่นเอาเกือบหัวใจวายได้เหมือนกัน
– โอ๊ย ตกใจหมดเลย! มาทำอะไรที่นี่ครับ?
– เบื่อการทำงานนอกสถานที่ระยะยาวแล้วใช่ไหมครับ? เอสเปอร์โมแป
– เฮ้อ…อย่าให้พูดเลยครับ เมื่อไหร่เอสเปอร์แทฮาจินจะยกเลิกการเนรเทศสุดน่าเบื่อนี้สักทีครับ? พอไม่ได้สูดอากาศปนมลพิษในเมืองหลวง ผมรู้สึกเหมือนจะเป็นมะเร็งเลย
– ฮ่าฮ่าฮ่า นั่นสินะครับ ก็คุณมีร่างกายที่ไม่เหมือนใครนี่นา
ความง่าย ๆ สบาย ๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวโดเบอร์แมนเป็นของจริงไร้ซึ่งการพยายามปรุงแต่ง เขาเป็นคนประเภทที่ต่อให้จับไปอยู่ต่อหน้าราชาแห่งสัตว์ร้ายก็ยังรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ ท่าทีของแขกผู้มาเยือนทำให้โมแปรู้สึกได้ถึงความหวังส่องแสงเรืองรอง เหมือนกับมองเห็นจุดจบของการลงโทษในครั้งนี้อยู่อีกไม่ไกลเกินเอื้อม โดเบอร์แมนแตะไหล่โมแปเบา ๆ ก่อนจะเริ่มพูดเข้าประเด็น
– ผมมีงานให้คุณโมแปทำครับ คุณเป็นผู้มีพลังเร้นกายใช่ไหมครับ?
– ครับ ก็ใช่ครับ…
– ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คุณโมแปคือผู้ติดตามใน 「สังกัด」 ของเอสเปอร์แทฮาจินครับ คุณได้เลื่อนขั้นแล้วนะครับ
– สะ สะ สะ สังกัดเหรอครับ?! ผมน่ะเหรอครับ?
ช่วงเวลาสุดทรหดที่ทดสอบเขามาตลอดก็เพื่อช่วงเวลานี้เองหรือนี่ สีหน้าของโมแปเบิกบานขึ้นอย่างทันตาเห็น
ชื่อเสียงของแทฮาจินแพร่กระจายไปนอกดิไอแลนและดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งทวีป การได้อยู่ใน 「สังกัด」 ของเขามีความหมายในหลาย ๆ ด้าน เพราะเขามีฝีมือโดดเด่นเหนือใคร แม้กระทั่งจากในบรรดาเอสเปอร์ระดับ S ด้วยกันเองซึ่งมีเพียงแค่สิบกว่าคนทั่วโลก ด้วยเหตุนั้นมันจึงเป็นข้อเสนอที่แทบเรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์สำหรับโมแปที่เป็นเพียงเอสเปอร์ระดับ B+ เลยก็ว่าได้
พอได้ยินคำว่าสังกัดในประโยค คำว่าผู้ติดตามจึงดูเลือนรางจนแทบจะเลือนหายไปจากหัวสมอง เอสเปอร์หนุ่มไม่ได้รั้งอยู่นานเพื่อรอฟังอะไรต่อ เขารีบพยักหน้ารัว ๆ กระโจนเข้างับเหยื่ออย่างเต็มใจที่สุด
และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ตรงนี้…
“แม่งเอ๊ย ชีวิตโคตรบัดซบ ไอ้เวรนั่นไปไหนของมันอีกเนี่ย”
โมแปรีบขึ้นรถและขับตามจี้ท้ายรถนำเข้าสีแดงไปอย่างรวดเร็ว ขอเพียงแค่มีร่างกายนี้อยู่ด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการมีตัวตน กลิ่น รวมถึงพลังจะถูกทำให้โปร่งใส ไม่สามารถมองเห็นได้เมื่อใช้พลังเร้นกาย หรือเรียกง่าย ๆ คือการล่องหนนั่นเอง
อันที่จริง เขาสามารถทำให้รถที่ขับอยู่ล่องหนได้เช่นกัน ติดก็ตรงที่อุบัติเหตุจากการจราจรมักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งบนถนน 8 เลน ส่งผลให้โมแปต้องสะกดรอยตามอียอนอีโดยที่ไม่ได้ปิดบังตัวตนอย่างเสียไม่ได้
โมแปนึกคร่ำครวญกับตัวเองในใจ
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า 「ผู้ติดตามในสังกัด」 อย่างเขากำลังสะกดรอยตาม 「ไกด์ในสังกัด」 ของแทฮาจินอยู่…
แม่งเอ๊ย รู้สึกเหมือนจะถูกโดเบอร์แมนหลอกยังไงก็ไม่รู้
“อร่อยใช่ไหมคะ?”
“ครับ”
รสชาติของพาสตาครีมนั้นยอดเยี่ยม ส่วนคุกกี้ที่ถูกเสิร์ฟเป็นของหวานก็มีรสชาติกลมกล่อม ยอนอีเลิกคิ้วสูง ทำตาโตขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับพยักหน้า ทำให้ชเวซารังที่ยกแขนขึ้นมาเท้าคางมองเขาบนโต๊ะยิ้มแย้มอย่างมีความสุข
“แค่มองคุณกินฉันก็อิ่มแล้วค่ะ เหมือนกระรอกหล่อ ๆ ไม่มีผิด”
“เพิ่งเคยได้ยินคำเปรียบเทียบแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยนะครับเนี่ย”
“ฮ่าฮ่า ฉันพูดจริงนะคะ”
ชเวซารังตักไอศกรีมในถ้วยเล็ก ๆ เข้าปากหนึ่งคำ ก่อนจะชวนอีกคนคุยโดยการถามนู่นถามนี่เพื่อให้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น หรือสรุปสั้น ๆ คือชวนมาผลัดกันถามตอบนั่นแหละ
จำเป็นต้องทำอะไรอย่างนี้ด้วยเหรอ ยอนอีครุ่นคิด แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจพยักหน้าตอบรับ หลังจากรู้สึกตัวได้ว่าคุณหมอสาวคงจะกำลังสนใจในตัวเขาอยู่
‘ยังไงก็เป็นหนี้บุญคุณเขา คงเสียมารยาทไม่ได้’
ไม่รู้ทำไมยอนอีถึงได้เคลือบแคลงใจเกี่ยวกับการคบกับชเวซารังขึ้นมา แฟนคนก่อน ๆ ของเขาต่างก็เรียกได้ว่าเป็นคนดี แต่ชเวซารังเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมจนเขาอยากมีเธอเป็นเพื่อนที่ดีมากกว่า
ถ้าคบกันขึ้นมาน่าจะจบไม่สวยแน่ ๆ
เขามักจะจบความสัมพันธ์ด้วยการสร้างบาดแผลในใจและทำให้อีกฝ่ายร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยอนอีเป็นแฟนที่อ่อนโยนก็จริง หากแต่เขาไม่ได้รักพวกเธอเลย เพียงแค่คบต่อไปเรื่อย ๆ เพราะรู้สึกดี ในทางกลับกัน สิ่งที่พวกเธอต้องการไม่ใช่แค่ความรู้สึกดี ๆ แต่เป็นอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น
การรักอยู่ฝ่ายเดียวย่อมทำให้ความไม่พอใจก่อเกิดขึ้นในความสัมพันธ์
และเมื่ออีกฝ่ายเริ่มแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมากจนเกินไป ยอนอีจะเป็นฝ่ายขอเลิกทันที แต่ถ้าหากไม่ใช่กรณีนั้น ยอนอีก็ไม่เคยเป็นฝ่ายขอเลิกก่อนเลยสักครั้ง ถึงแม้จะไม่ใช่การจากกันที่ดีเท่าไหร่ แต่เขาก็คิดว่าอีกฝ่ายก็ควรมีสิทธิ์ในการเลือกที่จะคบต่อหรือเลิกคบเช่นกัน
‘เพราะแบบนี้ไงคุณมันถึงได้เฮงซวย คุณไม่ได้รักฉันด้วยซ้ำ แต่ก็มาแกล้งทำดีคอยดูแลเอาใจใส่ คุณยอมคบกับฉันทำไม? คบเพราะต้องการที่ระบายความใคร่เหรอ? ตอบมาสิ คุณอียอนอี!’
คำพูดของเธอล้วนเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ ยอนอีไม่เคยบังคับใครไปเข้าโรงแรมหรือสถานที่หลับนอนเลยด้วยซ้ำ คนที่เซ้าซี้อยากไปเที่ยวและอ้อนให้ค้างคืนด้วยกันล้วนแล้วแต่เป็นการตัดสินใจของอีกฝ่ายทั้งสิ้น เขาเพียงแค่ใช้เวลาร่วมกันกับอีกฝ่ายอย่างให้เกียรติก็เท่านั้น
‘เหนื่อยจัง’
พอนึกย้อนไปถึงอดีตอันแสนขมขื่นเหล่านั้นขึ้นมา การผลัดกันถามตอบระหว่างเขากับชเวซารังก็ยิ่งทวีความอึดอัดมากกว่าเก่า แต่พอนึกถึงในมุมของชเวซารัง ยอนอีจึงยอมตอบคำถามต่อแต่โดยดี
“งานอดิเรกคือการยิงปืนครับ แต่ช่วงนี้ค่อนข้างยุ่งก็เลยไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ ที่นึกออกก็น่าจะมีแค่นี้แหละครับ”
“อ้อ งั้นเหรอคะ ฉันอยากเห็นคุณยิงปืนสักครั้งจังเลยค่ะ คราวหน้าถ้ามีเวลา ช่วยพาฉันไปด้วยได้หรือเปล่าคะ?”
แค่พาอึยบินไปสนามยิงปืนคนเดียวก็เกินพอแล้ว ก็อยากจะพูดแบบนี้แต่มันคงห่างไกลจากคำตอบที่อีกฝ่ายต้องการจะได้ยินอยู่มากโข
“ได้ครับ ไว้ผมจะนัดไปนะครับ”
“ว้าว ดีเลยค่ะ! อืม…ตอนนี้ถึงตาคุณยอนอีถามบ้างแล้วค่ะ”
การเล่นผลัดกันถามตอบของเธอเป็นอะไรที่ยากเหลือเกิน พอตอบเสร็จไปหนึ่งก็ต้องเตรียมถามต่ออีกหนึ่ง ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือยอนอีไม่ได้สงสัยใคร่รู้อะไรเกี่ยวกับชเวซารังเลยสักนิดเดียว เขากลอกตาไปมาทำท่าครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนจะถามคำถามทั่ว ๆ ไป
“อายุเท่าไหร่ครับ?”
คำถามที่ไม่ทันได้คาดคิดมาก่อนทำให้ชเวซารังยกมือขึ้นมาปิดปากขณะหลุดหัวเราะออกมา
“นี่ถ้าฉันอายุมากกว่าอีกสักหน่อย มันจะเป็นการเสียมารยาทเอานะคะ ฉันอายุยี่สิบแปดค่ะ ดูเหมือนอย่างนั้นไหมคะ?”
เป็นคำตอบที่เหนือความคาดหมายอยู่เหมือนกัน ใบหน้าสดใสของเธอดูอ่อนเยาว์มากเสียจนนึกว่าเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ปรากฏว่าเธออายุมากกว่าเขาตั้งสามปีเสียนี่ แต่พอลองมาคิดดู คนที่เป็นถึงแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลผู้มีพลังพิเศษก็ควรจะต้องมีอายุประมาณนี้เป็นอย่างต่ำนั่นแหละถูกแล้ว
“หน้าเด็กมากเลยครับ”
“จริงเหรอคะ?”
“ครับ”
“ฉันรู้อายุของคุณยอนอีอยู่แล้วค่ะ เพราะว่าคุณเป็นคนไข้ของฉัน ก็เลยได้ดูชาร์ตประวัติคร่าว ๆ คุณค่อนข้างดูเป็นผู้ใหญ่ แต่พอเห็นอายุถึงได้รู้ว่าเด็กกว่าที่คิด เล่นเอาฉันตกใจอยู่เหมือนกันนะคะเนี่ย”
หลังจากได้ยินอย่างนั้น ยอนอีจึงหัวเราะเบา ๆ และตอบกลับไปว่า
“นี่เป็นการบอกอ้อม ๆ ว่าผมหน้าแก่สินะครับ”
“คะ? ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่ใช่สักหน่อย ทำไมถึงพูดอย่างนั้นคะ”
ชเวซารังโบกไม้โบกมือปฏิเสธ คราวนี้ถึงตาเธอถามบ้าง หญิงสาวใช้ช้อนตักไอศกรีมที่เริ่มละลายเป็นน้ำขึ้นมา เธอก้มลงมองไอศกรีมคล้ายกำลังลังเลสักพักก่อนจะเริ่มเปิดปากพูด
“คุณเป็นอะไรกับคุณคิมอึยบินเหรอคะ? ฉันสงสัยเพราะว่าพวกคุณดูสนิทสนมกันมากเลย”