Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (40)
เขาเรียกคิมอึยบินว่า 「เพื่อน」 ไปตั้งหลายครั้งแล้วในระหว่างที่พูดคุยกับเธอ แต่เธอก็ยังถามซ้ำขึ้นมาอีกรอบราวกับต้องการจะยืนยันบางอย่างให้แน่ใจ ยอนอีชินชากับคำถามนี้ไปเสียแล้ว เพราะคนที่สงสัยว่าเขามีความสัมพันธ์อะไรกับคิมอึยบินไม่ได้มีแค่ชเวซารังคนเดียวหรอก
แฟนคนก่อน ๆ ของเขาต่างก็สงสัยแบบเดียวกันหมด
บางคนถึงกับแอบติดต่อหาคิมอึยบินและอ้อนวอนให้เธอเลิกยุ่งกับเขา ส่วนบางคนก็เกิดอาการหึงหวงจนออกคำสั่งกับเขาว่าให้ตัดความสัมพันธ์กับอึยบินซะ หรือไม่อย่างนั้นก็ไปคบกันเองเสียเลยให้สิ้นเรื่อง
แต่ว่านั่นเป็นสิ่งที่พวกเธอกังวลกันไปเองทั้งนั้น ยอนอีไม่เคยคิดกับอึยบินเกินกว่าคำว่าเพื่อนและไม่เคยมองเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งด้วยซ้ำ อึยบินเป็นเพื่อนรักที่เขาไม่อยากจะเสียไปอีกเป็นครั้งที่สอง เป็นคนสำคัญที่เขาอยากมีอยู่เคียงข้างในชีวิต
ใช่ว่ายอนอีจะไม่เข้าใจความหึงหวงของบรรดาแฟนเก่า เพราะเขายอมรับว่าตนเองปฏิบัติต่ออึยบินดีเป็นพิเศษกว่าคนอื่นจริง ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น ยอนอีก็ตัดสินใจเลิกกับพวกเธอโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว
เพราะเขาดูแลอึยบินอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในฐานะเพื่อนซึ่งเป็นคนละอย่างกับที่ปฏิบัติกับแฟนอย่างชัดเจน แต่พวกเธอก็ยังมาขอร้องให้ยอนอีตัดความสัมพันธ์กับเพื่อนรักเพียงคนเดียวในชีวิต มันเป็นคำขอที่ล้ำเส้นกันเกินไปหน่อย
ยอนอีตอบกลับอย่างชำนาญ
“เป็นเพื่อนกันครับ ผมติดหนี้เพื่อนคนนั้นอยู่หลายอย่างน่ะครับ”
“หนี้เหรอคะ?”
“ครับ”
ยอนอีลังเลว่าจะเล่ารายละเอียดให้ฟังดีไหม ก่อนจะตัดสินใจพูดต่อในตอนท้ายหลังจากเห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของชเวซารัง ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับอยู่แล้วด้วย
“ผมหนีออกจากบ้านตอนอายุสิบหกและพยายามดิ้นรนเพื่อที่จะมีชีวิตรอด ตอนนั้นเป็นช่วงกลางฤดูหนาวพอดี จะไปไหนก็หนาวจนปวดกระดูก ผมก็เลยไปนั่งฆ่าเวลาบนชิงช้าในสนามเด็กเล่น ตอนที่คิดว่าคงต้องหนาวตายอยู่ตรงนี้ก็มีแม่ลูกคู่หนึ่งเดินเข้ามาคุยกับผม”
พอลองพิศมองดูดี ๆ ถึงได้รู้ว่าเธอคือหัวหน้าห้องของชั้นเรียนข้าง ๆ นี่เอง ยอนอีไม่ค่อยสนใจคนอื่นมาตั้งแต่เด็กจึงไม่ได้สนใจเด็กคนนั้นด้วยเช่นกัน แค่จำได้ว่าเคยเห็นอึยบินช่วยเพื่อนที่ถูกรังแกในโรงอาหารเท่านั้นเอง
แต่แล้วเด็กคนนั้นก็เดินเข้ามาเอ่ยปากคุยกับเขาที่กำลังนั่งตัวแข็งด้วยความหนาวอยู่บนชิงช้า ยอนอีในตอนนั้นคิดว่าเธอช่างเป็นผู้หญิงที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นเสียจริง
– ไม่หนาวเหรอ?
ไม่หนาวก็ผิดมนุษย์แล้ว หิมะตกหนักขนาดนี้ ถามมาได้ไง ขณะที่ยอนอีกำลังค่อนขอดอีกฝ่ายในใจ อึยบินในวัยเด็กก็ถอดถุงมือที่ตัวเองใส่อยู่และนำไปสวมที่มือของยอนอีซึ่งชาดิกแทบไร้ความรู้สึกไปแล้ว มันอบอุ่นจนเขาถึงกับพูดไม่ออก หรืออาจเป็นเพราะหนาวจนลิ้นแข็งก็ไม่อาจทราบได้
– อึยบิน เพื่อนที่โรงเรียนเหรอลูก?
แม่ของหัวหน้าห้องข้าง ๆ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน การพูดอันเนิบนาบและสีหน้าสงบนิ่งของเธอเป็นอะไรที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขา จนทำให้อดนึกถึงแม่ที่ตายไปแล้วไม่ได้
– อื้อ หล่อใช่ไหมล่ะแม่? ตอนอยู่โรงเรียนเขาดังสุด ๆ เลย
– นั่นสิ เป็นนักแสดงเด็กได้เลยนะเนี่ย ว่าแต่อากาศหนาวขนาดนี้ ออกมานั่งทำอะไรคนเดียวเหรอจ๊ะ?
เขาควรตอบว่าอะไรดี
พ่อผมเสียสติไปแล้วก็เลยกลัวว่าเขาจะใช้ผมเป็นหนูทดลอง? ไม่ถูกกับแม่เลี้ยง? ไม่อยากเห็นหน้าน้องชายที่อายุแค่สองขวบ? ฝันถึงแม่ที่ฆ่าตัวตายไปอยู่บ่อย ๆ? หรือว่าผมต้องทิ้งเด็กคนหนึ่งให้ตายเพราะความเห็นแก่ตัวของตัวเองกันล่ะ?
ไม่ว่าคำตอบไหนก็ไม่สามารถตอบออกไปได้เลยสักอย่าง
ยอนอีจึงได้แต่นิ่งเงียบและเริ่มโยกชิงช้า
เหล็กขึ้นสนิมส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเสียดหูคล้ายกับจะพังแหล่มิพังแหล่ แม่ของอึยบินคงจะรู้สึกสงสารแววตาอันเลื่อนลอยของเขาจึงพูดขึ้นมาว่า
– หนูจ๊ะ ป้าว่า…ไปหลบหนาวที่บ้านป้าก่อนดีไหม? อย่ามานั่งอยู่ตรงนี้เลย บ้านป้าอยู่ไม่ไกลหรอก แล้วป้าก็ไม่ใช่คนไม่ดีด้วย มาด้วยกันเถอะ
เธอคงไม่อยากปล่อยเขาไว้ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้
– หรือว่าอยากไปสถานีตำรวจ? ถ้าหนูหลงทาง เดี๋ยวป้าจะช่วยหาทางกลับให้เองนะจ๊ะ
นั่นเป็นวินาทีที่ยอนอีรู้สึกว่าชีวิตของตนช่างเป็นสิ่งมีค่า เขาชั่งน้ำหนักแล้วพบว่าการไปบ้านหัวหน้าห้องข้าง ๆ น่าจะดีกว่าไปสถานีตำรวจ เนื่องจากอย่างน้อยเขาก็มั่นใจว่าเธอเป็นคนดี ดูได้จากการที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเด็กถูกรังแก แถมแม่ของเธอยังมีแววตาอบอุ่นอ่อนโยนอีกด้วย
ถึงแม่ลูกคู่นี้จะเป็นแก๊งจับเด็กไปค้าอวัยวะ ยอนอีก็คงจะเดินตามต้อย ๆ ไปอยู่ดี เพราะถ้อยคำอันแสนอบอุ่นเพียงไม่กี่คำของคนทั้งคู่ ทำให้เด็กผู้ชายที่เปราะบางทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเขารู้สึกสุขสงบได้ ราวกับได้รับยาระงับความเจ็บปวดชั้นดี
สุดท้ายเขาก็พักอยู่ที่บ้านของอึยบินเป็นเวลาประมาณสองสามวัน
นึกว่าพ่อจะออกตามหาและลากตัวกลับไปในทันที แต่พ่อกลับเงียบหายไร้ข่าวคราว
สามแม่ลูกต่างดีใจที่มียอนอีอยู่ด้วยและไม่เคยไล่เขากลับไปเลยสักครั้ง พอมาลองคิดดูในตอนนี้ พวกเขาก็เป็นครอบครัวที่มีความคิดแปลก ๆ ประมาณหนึ่ง มีอย่างที่ไหนพาเด็กแปลกหน้าเข้ามานอนในบ้านหน้าตาเฉย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่าเป็นเรื่องโชคดีสำหรับเด็กไม่มีที่ไปอย่างเขา
หลังจากนั้นยอนอีก็ได้รับรู้ว่าพ่อของอึยบินซึ่งเคยเป็นนักดับเพลิงเสียชีวิตไปในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เมื่อนานมาแล้ว แต่สามแม่ลูกก็ยังคงตั้งใจใช้ชีวิตกันอย่างรักใคร่กลมเกลียวไม่เปลี่ยน
ยอนอีไม่ได้ไปโรงเรียน ระหว่างที่อึยบินไปเรียนหนังสือเขาก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง หลังจากผ่านไปหลายวันก็มีข้อความส่งมาทางโทรศัพท์ระหว่างที่ยอนอีกำลังลังเลว่าจะทิ้งหรือไม่ทิ้งดี
มันเป็นข้อความจากพ่อ
《พ่อเคารพการตัดสินใจของลูก ถ้าบ้านหลังเล็ก ๆ นั่นคือหลุมหลบภัยของลูกก็อยู่ที่นั่นต่อไปเถอะ พ่อจะให้การสนับสนุนทางการเงินกับเจ้าของบ้านหลังนั้นในการเลี้ยงดูลูก แต่อย่างน้อย ๆ ลูกจะต้องไปโรงเรียนอย่าให้ขาด ถ้าทำไม่ได้ พ่อก็คงปล่อยหลุมหลบภัยของลูกไว้เฉย ๆ ไม่ได้เหมือนกัน อยากให้พ่อทำอะไร นั่นก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ลูกเลือกนะ》
สายสัมพันธ์ระหว่างยอนอีและพ่อขาดสะบั้นลงหลังจากได้รับข้อความดังกล่าว พ่อจัดการใส่ซองทั้งหมดสองซองไว้ในตู้จดหมายของบ้านเล็ก ๆ หลังนั้น ซองหนึ่งเป็นเช็คโกลด์ที่มีมูลค่าเกินจำเป็นสำหรับการเลี้ยงดูเด็กไปมากโข ส่วนอีกซองเป็นแบล็กการ์ดที่เอาไว้ให้ยอนอีใช้ส่วนตัว
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นลูกชายวัยสิบหกปีที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าและโกหกว่าเป็น 「ไกด์ระดับ B」 แต่อย่างน้อยหัวหน้าสถาบันวิจัยก็คิดว่าเขาได้ทำหน้าที่พ่อบังเกิดเกล้าของตัวเองแล้ว เป็นเรื่องที่น่าซาบซึ้งและเฮงซวยไปในเวลาเดียวกันจริง ๆ
สุดท้ายยอนอีก็ยอมไปโรงเรียนตามคำขอและสมัครเข้าทำงานในศูนย์ไลบรัมจ์อันแสนห่างไกลหลังเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ถึงจะเสียดายที่ต้องอยู่ห่างจากอึยบิน แต่การอยู่ห่างจากสถาบันวิจัยของพ่อทำให้เขาสบายใจมากกว่า
นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น
“……เรื่องมันก็ประมาณนี้แหละครับ ถ้าไม่ได้แม่ลูกคู่นั้น ชีวิตผมอาจจะเหลวแหลกไปแล้วก็ได้ ถึงยังไงอึยบินก็เป็นเพื่อนที่ผมรักและอยากจะปกป้องให้ดีที่สุดน่ะครับ ตอบประมาณนี้โอเคหรือยังครับ?”
เขาตัดทอนเรื่องราวส่วนใหญ่ออกและเล่าแค่ข้อเท็จจริงทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ในขณะเดียวกัน ชเวซารังก็ตั้งใจฟังคล้ายกับกำลังฟังนิทานโหดร้ายแสนสนุกอยู่ก็มิปาน
“คุณเจอเรื่องราวอย่างนั้นมาตอนเด็ก ๆ นี่เองสินะคะ…อาจเป็นเพราะว่าฉันเติบโตมาแบบไม่เคยเจอเรื่องลำบาก ตอนนี้ฉันก็เลยพอจะเข้าใจแล้วค่ะ ว่าทำไมคุณยอนอีถึงได้ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับอายุแล้ว”
“ก็ยังเรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ได้ไม่เต็มปากนะครับ อืม…ป่านนี้อึยบินน่าจะตื่นแล้ว ผมคงต้องกลับไปที่ห้องผู้ป่วยแล้วละครับ”
“ค่ะ กลับกันเถอะค่ะ”
เขาตรงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อที่จะชำระค่าอาหาร แต่พนักงานกลับชิงตอบกลับมาว่า คุณลูกค้าผู้หญิงจ่ายไปเรียบร้อยแล้ว ยอนอีรู้สึกขายหน้าเล็กน้อย แต่ก็เอ่ยขอบคุณสำหรับอาหารไป พร้อมกับเอ่ยสำทับว่าครั้งหน้าเขาจะเป็นฝ่ายเลี้ยงเอง
หลังจากแยกทางกับคุณหมอสาว ยอนอีก็ใช้เวลาอยู่กับอึยบินต่ออีกสักพักและกลับมาที่หอพักในช่วงดึก น่าแปลกที่จองอูชอล รูมเมตของเขาไม่อยู่ ยอนอีเดินเข้าห้องตนเองอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะชะงักฝีเท้ากึก
“…?”
อะไรกัน?
เขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแปลกไป ทุกอย่างยังอยู่ที่เดิมเป๊ะเหมือนกับตอนก่อนที่จะออกไปในตอนเช้า แต่กลับมีบรรยากาศแปลก ๆ เหมือนเข้ามาในห้องคนอื่น ความแปลกประหลาดที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุทำให้ยอนอีขมวดคิ้วยู่ย่น
‘จองอูชอลแอบย่องเข้ามาเหรอ?’
ข้าวของในนี้เหมือนกับตอนเช้าทุกระเบียดนิ้วเกินกว่าจะเป็นฝีมือของเจ้าทึ่มนั่น
เหมือนเดิมอย่างไร้ที่ติ
สมบูรณ์แบบเสียจนน่าหงุดหงิด
ยอนอียกมือขึ้นยันกำแพง พลังที่ถูกบรรจุไว้ในภาชนะแผ่ขยายจากฝ่ามือไปเป็นบริเวณกว้าง แม้จะเล็กน้อย แต่เขาก็สามารถตรวจจับพลังที่ไม่คุ้นเคยและไม่ใช่ของตัวเองซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทุกซอกทุกมุมของห้องได้
เล็กน้อยมากเสียจนถ้าเขาไม่ใช่ผู้มีคุณสมบัติซ้อนก็คงไม่สามารถรับรู้ได้เลย
“…ทำไมกันนะ?”
มีคนที่เขาคาดเดาไว้ในใจอยู่หลายคน
อาจจะเป็นพ่อที่ส่งคนมาค้นห้อง หรือไม่ก็อาจจะเป็นฝีมือของจองอูชอลหรือจูแดยอง
มีอยู่แวบหนึ่งที่ใบหน้าแทฮาจินโผล่เข้ามาในห้วงความคิด แต่ในเมื่อทำสัญญาร่วมมือกันอยู่ อีกฝ่ายก็ไม่น่าจะยื่นมือลงมาทำอะไรยุ่งยากแบบนี้ ยอนอีเปิดหน้าต่างออกกว้างเพื่อไล่มวลพลังอันน่าอึดอัดและน่าขยะแขยงออกไปให้พ้น ๆ โชคยังดีที่ของในห้องอยู่ครบไม่มีอะไรถูกขโมยไปและห้องก็ยังสะอาดเอี่ยมอ่องดังเหมือนเดิม
สิ่งที่ไม่ควรให้ใครรู้ ยอนอีไม่ได้ซ่อนไว้ในห้องแต่ดูดกลืนเอาไว้ในมือซ้ายทั้งหมดต่างหาก ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นผีมือใคร แต่ที่แน่ ๆ คือเจ้านั่นคงเหนื่อยเปล่า ไม่ได้อะไรติดมือกลับไปอย่างแน่นอน
“ไอ้โง่เอ๊ย”
ยอนอีกระตุกยิ้มมุมปาก