Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (5)
มันเป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะรู้สึกตัวว่ากำลังถูกแอบดูภาชนะ เนื่องจากเจ้าตัวต้องคอยมองหาสายตาที่แอบซ่อนอยู่ ดังนั้นการที่ไกด์ระดับ B รับรู้ได้ถึงการบุกรุกของแขกผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญจึงเป็นเรื่องยากจะอธิบายได้
“คิดว่ายังไงครับ”
“เรื่องอะไรครับ?”
“หมายถึงไกด์คนนั้นน่ะ”
“……ก็พอใช้ได้ แต่ดูเหวี่ยงไปหน่อยครับ”
“81 เปอร์เซ็นต์เลยนะครับ”
ดวงตาของคลีนเนอร์หนุ่มค่อย ๆ เบิกโพลงขึ้น ไกด์ระดับ B กับเอสเปอร์ระดับ S สามารถมีค่าความเข้ากันสูงขนาดนั้นได้ด้วยหรือนี่?
ไม่ว่าทิศทางและความทนทานจะเข้ากันมากเพียงใด แต่หากภาชนะมีความแตกต่างกันมาก ค่าความเข้ากันก็จะลดลงอย่างมหาศาล แต่นี่เป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่คิดไว้อยู่มากโขทีเดียว
“หมายถึงค่าความเข้ากันเหรอครับ?”
“ครับ”
“อ๋อ มิน่าล่ะ……เพราะอย่างนั้นถึงได้อยู่นานเป็นพิเศษสินะครับ การไกด์ดิงเป็นยังไงบ้างครับ?”
เป็นยังไงงั้นเหรอ
แทฮาจินคลี่ยิ้มขณะครุ่นคิดถึงคำตอบของคำถามเมื่อครู่
81 เปอร์เซ็นต์นับว่าเป็นค่าความเข้ากันที่สูงทีเดียว อย่างไรก็ตาม ค่าความเข้ากันไม่สามารถอยู่เหนือขอบเขตของระดับได้อยู่ดี เพราะค่าความเข้ากัน แท้จริงแล้วคือประสิทธิภาพการใช้พลังต่อผู้ที่มีระดับเดียวกันเท่านั้นเอง
แต่หมอนั่นกลับสามารถทำให้ระดับมลพิษลดลงจาก 57 เปอร์เซ็นต์เหลือ 51 เปอร์เซ็นต์ได้ด้วยการจับชีพจรล้วน ๆ มิหนำซ้ำ ระหว่างทำงานยังพยายามจะควบคุมพลังของเขาตามใจชอบอีก ในตอนนั้นแทฮาจินรู้สึกหัวเสียจนแทบจะฝืนทวนกระแสพลังเพื่อสลัดตัวเองให้พ้นจากการควบคุมของไกด์คนนั้น
ถ้าทำแบบนั้นจริง ๆ พื้นสีขาวในห้องนี้ คงเปื้อนไปด้วยกองเลือดที่ไกด์อาเจียนออกมาไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น จุมพิตที่ได้รับในระยะเวลาสั้น ๆ ยังสามารถทำให้ระดับมลพิษลดลงจาก 51 เปอร์เซ็นต์จนเหลือ 44 เปอร์เซ็นต์โดยที่การไกด์ดิงของเขาก็ไม่มีสะดุดลงเลยแม้แต่นิดเดียว ถึงแม้ว่าแทฮาจินจะพยายามรุกเข้าใส่เพื่อขัดขวางก็ตาม
ที่บอกว่าถึง 40 เปอร์เซ็นต์จะปล่อยไป นั่นเป็นตัวเลขที่เขาจงใจบอกออกไปเพราะรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นไปไม่ได้
หมอนั่นหัวแข็งเกินไปเมื่อเทียบกับไกด์ระดับ B ด้วยกันเอง เขาไม่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะช่วยรักษาเอสเปอร์เลยแม้แต่น้อย เหมือนกับคิดง่าย ๆ เพียงแค่ว่า 「ต้องทำยังไงจึงจะหลุดพ้นออกจากสถานการณ์นี้ได้」 เท่านั้น
เมืองหลวงเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกชั่วขณะ ทัศนคติเช่นนั้นก็คงเป็นได้แค่กิ่งไม้ที่รอวันหักเท่านั้น คิดแล้วฮาจินก็อยากทำลายความอวดดีนั่นให้สิ้นซากเสียจริง
“ให้พาไกด์คนอื่นเข้ามาเลยไหมครับ?”
“ไม่เป็นไรครับ”
“แต่ว่า ค่ามัน……”
“44 เปอร์เซ็นต์” คลีนเนอร์นิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามซ้ำอีกรอบเผื่อจะฟังผิดไป
“ว่าไงนะครับ?”
“แค่นี้ก็พอแล้วครับ”
แทฮาจินพูดเช่นนั้นขณะขยับตัวอย่างมีชีวิตชีวา แต่สีหน้าของเขากลับบึ้งตึงราวกับเม็ดเลือดขาวที่พบเจอสิ่งแปลกปลอมน่ารำคาญ
‘หมอนั่นกำลังปิดบังอะไรไว้กันแน่?’
ฮาจินครุ่นคิดในใจ
เขาจะต้องรู้ให้ได้ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม
หลังจากเมินเฉยต่อจองอูชอลผู้เป็นรูมเมตของตัวเองมาตลอดหลายวัน ในที่สุดอีกฝ่ายก็ล้มเลิกที่จะชวนเสวนาต่อปากต่อคำ ไม่รู้เพราะเขาเป็นไกด์ระดับ A หรือเปล่า ถึงได้เข้าใจสารที่ยอนอีต้องการจะสื่อได้เร็วทีเดียว
ยอนอีเดินอย่างสบายใจเฉิบหลังไกด์ดิงช่วงเช้าเสร็จเรียบร้อย เขาสั่งอเมริกาโนเย็นและสตรอว์เบอร์รีลัตเตที่คาเฟ่แฟรนไชส์ขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับศูนย์ ก่อนเลือกที่นั่งในหลืบเพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาคน
“ยอนอี!”
หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งร่าตรงมาที่โต๊ะด้วยความดีใจตั้งแต่เห็นเขาจากทางเข้าคาเฟ่ เธอสวมเสื้อคอเต่าสีดำ และเมื่อมาถึง เธอก็คว้าคอของยอนอีที่นั่งอยู่เข้ามากอดหมับทันที
“ไม่ได้เจอกันตั้งนานแน่ะ นี่จะย้ายมาอยู่เมืองหลวงยาวเลยใช่หรือเปล่า?”
“อึยบิน ฉันหายใจไม่ออก”
“โอ๊ะ โทษที ฉันดีใจไปหน่อย……” แก้มของอึยบินปรากฏสีแดงจาง ๆ ขณะที่ปล่อยยอนอีออกจากอ้อมกอด เธอนั่งลงตรงที่นั่งฝั่งตรงข้ามและหยิบแก้วสตรอว์เบอร์รีลัตเตขึ้นมาดื่มอย่างเป็นธรรมชาติราวกับรู้อยู่แล้วว่าเครื่องดื่มแก้วนี้เป็นของเธอ
“หัวหน้าศูนย์คนนั้นหัวแหลมชะมัด เขารู้ได้ยังไงเนี่ยว่านายเกลียดเมืองหลวงเข้าไส้”
เรื่องนี้คงจะตลกสำหรับเธอ หญิงสาวถึงได้หัวเราะคิกคักออกมา ในขณะที่ยอนอีทำเพียงแค่เคี้ยวน้ำแข็งเสียงดังกร้วม ๆ พลางหันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง
“ไม่รู้สิ เขาคงมีพรสวรรค์ในการมองคนละมั้ง”
“ฉันรู้ว่าสำหรับนายมันคงเป็นเรื่องแย่ แต่ฉันดีใจมากเลยนะ ลำพังแค่เจอกันเดือนละครั้งยังยากเลย แถมนายยังต้องเป็นฝ่ายมาหาฉันที่นี่ทุกรอบด้วย”
“เรื่องนั้นไม่เห็นเป็นไรเลย ฉันมีธุระต้องทำในเมืองอยู่แล้วก็เลยถือโอกาสแวะหาเธอด้วย ยังไงแฟนเก่าฉันก็เป็นสาวในเมืองน่ะนะ”
“อ้อ จริงด้วยเนอะ เธอเป็นคนธรรมดาใช่ไหม?”
“อืม”
“เลิกกันมาได้ครึ่งปีแล้วนี่?”
“งั้นเหรอ.…..ไม่รู้สิ ฉันจำไม่ได้แล้ว”
คราวนี้ยอนอีละริมฝีปากออกจากหลอดและจิบเครื่องดื่มจากแก้วโดยตรง สายตาของเขาพินิจพิจารณาใบหน้าของอึยบินอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะยิงคำถาม
“เธอยังคบกับไอ้ขยะนั่นอยู่อีกเหรอ?”
เขาเท้าคางกับโต๊ะอย่างไม่แยแส ขณะที่คนถูกถามจี้จุดได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ อย่างตะขิดตะขวง
“โหย……แรงไปไหม ขยะอะไรกัน เขาเป็นคนดีจริง ๆ นะ”
“เชื่อก็บ้าแล้ว”
“บอกว่าจริงไงเล่า รอบก่อนที่ติดต่อไม่ได้ ฉันแค่เข้าใจผิดไปเอง เขาแค่ลืมชาร์จแบตโทรศัพท์เฉย ๆ”
“ก็เลยแอบไปดื่มเหล้ากับผู้หญิงคนอื่นงั้นสิ”
“อ๋อ เรื่องนั้นเหรอ? เห็นว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องน่ะ ฉันคิดมากไปเองล้วน ๆ เลย”
หญิงสาวหัวเราะเจื่อนระหว่างพยายามแก้ตัวแทนแฟนหนุ่มของตนจนสีข้างแทบถลอก
ยอนอีส่ายหน้าไปมาอย่างระอา อึยบินเป็นทั้งเพื่อนเพียงคนเดียวของเขาและเธอยังเป็นคนสำคัญของเขาอีกด้วย น่าเสียดายที่อึยบินดูผู้ชายไม่เป็นเอาเสียเลย ทั้งที่มีคนอย่างเขาเป็นเพื่อนสนิทแท้ ๆ แต่ทำไมผู้ชายที่เข้ามาข้องแวะกับเธอถึงได้มีแต่พวกขยะเปียกทั้งนั้น
สงสัยเธอจะเป็นนักสะสมขยะ
“จะคบกับใครก็คบไปเถอะ แต่อย่าผูกพันจนเกินไป เดี๋ยวเจ็บแล้วจะมานั่งร้องห่มร้องไห้ทีหลัง”
“นายเนี่ยจริง ๆ เลยนะ……คนเลิกกับแฟนที่ไหนเขาไม่ร้องไห้กันบ้างล่ะ นายนั่นแหละที่ต้องปรับปรุงตัว รู้ไหมว่ามีสาวกี่คนแล้วที่ต้องใจสลายเพราะนาย? เอาเท่าที่ฉันเห็นก็…ไหนนับดูซิ……”
อึยบินหุบนิ้วลงทีละนิ้วเพื่อนับจำนวน ก่อนที่จะยอมแพ้ไปเพราะเยอะจนนับด้วยนิ้วไม่พอ ยอนอีมองอาการยักไหล่ของเพื่อนสาวคนสนิทแล้วหัวเราะเบา ๆ
“ได้อยู่ศูนย์เดียวกันแล้วแท้ ๆ ทำไมยังเจอหน้ายากเย็นเหมือนเดิมล่ะเนี่ย”
อย่างที่เธอพูด ศูนย์ป้องกันภัยพิบัติของเมืองหลวงเป็นที่เลื่องลือด้านขนาดซึ่งใหญ่โตระดับโลก แน่นอนว่าสวัสดิการของพนักงานนั้นยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่เนื่องจากพื้นที่อันใหญ่โตมโหฬารนี่แหละที่ทำให้การพบเจอคนรู้จักเป็นเรื่องยาก เขาลองเดินสำรวจในศูนย์อยู่หลายวันเผื่อว่าจะเจออึยบินบ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไปที่หอพักโดยไม่ได้อะไรเลย
“นายอยู่หอ 6 ใช่ไหม? ฉันอยู่หอ 2 คนละฟากกันเลยแฮะ”
“ใช่ แต่จะว่าไป เธอบอกว่ามีไกด์ที่เริ่มสนิทกันแล้วนี่ เป็นยังไงบ้างล่ะ?”
“อืม……”
อึยบินใช้หลอดคนเครื่องดื่มสีชมพูในแก้วไปมา เธอเหลือบมองขึ้นด้านบนเล็กน้อยพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ชื่อจูมีฮุน อืม เป็นคนแต่งตัวเก่งแล้วก็หล่อมาก ดูแบบว่า เซ็กซี่นิด ๆ น่ะ……ส่วนเรื่องนิสัย…อ้อ จริงสิ เขาเป็นไกด์ระดับ A ด้วยแหละ ท่าทางน่าจะเก่งพอตัว”
“คุณสมบัติเกินเพื่อนเชียวนะ”
“อืม เขาดีกับฉันมาก มีหลายอย่างเลยที่ฉันอยากเรียนรู้จากเขา”
แค่ได้มองภาพที่อึยบินกำลังป้องปากหัวเราะ ยอนอีก็รู้สึกราวกับตัวเองได้รับการเยียวยา ช่วงเวลานี้เปรียบได้ดั่งโอเอซิสสำหรับยอนอี อึยบินเป็นแสงสว่างท่ามกลางชีวิตประจำวันอันยุ่งเหยิงและผู้คนที่ไม่คุ้ยเคย เธอทั้งสดใส อ่อนโยน ให้ความสำคัญกับเขา ทุกคำพูดและการกระทำของเธอเต็มไปด้วยความจริงใจเสมอมาไม่เคยเปลี่ยน
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมอึยบินจึงเป็นคนสำคัญสำหรับยอนอี
ยิ่งไปกว่านั้น ยอนอีในวัยเด็กยังติดหนี้บุญคุณอย่างใหญ่หลวงต่อครอบครัวของอึยบินอีกด้วย เป็นหนี้บุญคุณที่ต่อให้ชดใช้ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ก็คงยังไม่พอด้วยซ้ำ
ในขณะที่กำลังหวนนึกถึงความหลังอันชวนให้รู้สึกซาบซึ้งอยู่นั้น จู่ ๆ อึยบินก็หดตัวลงอย่างมีพิรุธและเอ่ยถามเสียงเบา
“คือว่านะ……การที่นายได้มาเมืองหลวงครั้งนี้มัน……”
อึยบินมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น หญิงสาวแสดงท่าทีอึกอักไม่กล้าถาม แต่แล้วยอนอีก็แย่งสตรอว์เบอร์รีลัตเตของเธอมาดื่มหนึ่งอึก
“แน่ใจนะว่าไม่ใช่ฝีมือพ่อนาย?” อึยบินพูดเสริมต่อ
“คือ……ฉันว่ามันมีความเป็นไปได้อยู่นะ เพราะต่อให้หัวหน้าศูนย์เก่าจะเหม็นขี้หน้านายขนาดไหน แต่ไลบรัมจ์ไม่ใช่พื้นที่ที่มีอำนาจพอจะทำอย่างนั้นได้ อีกอย่างคือหัวหน้าศูนย์มีปัญญาส่งไกด์ระดับ B มาประจำที่เมืองหลวงตามใจชอบแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?”
ที่เธอพูดมามีเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะระดับหัวหน้าของไลบรัมจ์ไม่น่าจะมีอำนาจเพียงพอที่จะใช้ในเมืองหลวงได้เลย ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่พ่อของเขาอาจจะใช้อำนาจในทางมิชอบตามการคาดเดาของเธอ
รอยยิ้มหยันปรากฏบนใบหน้าของยอนอีก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มยักไหล่ขึ้นลงอย่างไม่ยี่หระกับสิ่งที่อึยบินพูด
“แต่ก็ดีแล้วที่พ่อไม่โผล่มาให้ฉันเห็น เพราะฉันโคตรไม่อยากเจอเขาเลย”
ด้วยความที่เป็นคนจิตใจดี เมื่อก่อนนี้อึยบินจึงมักจะเข้าข้างฝั่งพ่อของเขา แต่เพราะเธอเข้าใจและรับรู้ความตื้นลึกหนาบางของสถานการณ์ในครอบครัวเขาเป็นอย่างดี เธอจึงเลือกที่จะไม่เข้าข้างและคอยรับฟังเขาอยู่เงียบ ๆ เท่านั้น นี่ก็เป็นอีกจุดที่ยอนอีรู้สึกว่าเธอน่ารักมาก
“แล้ว……ไม่ลำบากแย่เหรอที่ต้องคอยซ่อนความลับเรื่องระดับเอาไว้น่ะ? การกดพลังไว้เรื่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องดีเลยนะยอนอี”
อึยบินเป็นคนเดียวที่รู้ความลับของเขา แน่นอนว่าเธอไม่ได้ค้นพบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง แต่ยอนอีเป็นคนเปิดเผยให้เธอรู้ต่างหาก ตอนแรกเธอตกใจแทบเป็นลม แถมยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนกระทั่งเขาได้แสดงอะไรหลาย ๆ อย่างให้ดู
สำหรับมนุษย์กลายพันธุ์อย่างเขา การจะใช้ชีวิตบนโลกเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
ไม่สิ เขาไม่ควรมีตัวตนบนโลกนี้เลยด้วยซ้ำ
พวกคุณสมบัติซ้อน
ปรากฏการณ์ที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีคุณสมบัติของทั้งไกด์และเอสเปอร์ในร่างเดียว เป็นเรื่องที่ช่วงเวลาร้อยปีจะมีให้เห็นสักครั้ง แต่ถึงกระนั้นระดับของพวกเขากลับค่อนข้างต่ำ เนื่องจากภาชนะไม่สามารถรองรับคุณสมบัติทั้งสองอย่างไปพร้อมกันได้ ระดับจึงมีแต่จะลดต่ำลงเท่านั้น
กรณีเช่น ไกด์ระดับ C และเอสเปอร์ระดับ D
พวกเขาเคยมีตัวตนในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งแม้จะมีชีวิตไม่ค่อยยืนยาวเท่าไหร่ ยอนอีรู้ตัวดีว่าผู้มีพลังพิเศษที่มีคุณสมบัติทั้งสองสายในระดับสูงอย่างเขา ต่อให้พลิกประวัติศาสตร์ พลิกแผ่นดินหาแค่ไหนก็ไม่มีทางพบได้อีกแล้ว
เพราะแบบนี้แหละ ชีวิตเขาถึงได้ตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง