Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (41)
“โอ๊ะ? นี่ผมมาหาผิดเวลาหรือเปล่าครับพี่ ๆ?”
ดิออนซื้อกาแฟสามแก้วและเดินกลับไปรวมพลที่รถไฟใต้ดินอย่างว่องไว ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเยลโลว์ดอร์ต้องมาเกิดตรงที่แคบ ๆ และมีคนพลุกพล่านแบบนี้ด้วย ร่างของผู้เสียชีวิตจำนวนเกินกว่าสามสิบศพถูกเคลื่อนย้ายขึ้นไปด้านบน กว่าดิออนจะมาถึงสถานการณ์ก็คลี่คลายลงหมดแล้ว
บรรดาไกด์ต่างวิ่งวุ่นอยู่กับการรักษาพวกเอสเปอร์ที่ได้รับบาดเจ็บและติดมลพิษในที่เกิดเหตุ
ด้านในรถไฟใต้ดิน ชายหนุ่มสองคนที่โดดเด่นออกมาจากฝูงชนอย่างเห็นได้ชัดกำลังนั่งทำการไกด์ดิงอยู่ตรงที่นั่งข้างประตูซึ่งมีสภาพพังยับเยิน
“ทำไมผมถึงเป็นพี่ของคุณเอสเปอร์ล่ะครับ?”
ยอนอีที่กำลังไกด์ดิงให้แทฮาจินด้วยการแตะข้อมือหนาหันขวับมามามองหน้าดิออนเขม็ง ผู้มาใหม่จึงส่งยิ้มแหยและชูอเมริกาโนที่ถืออยู่ในมือไปมา
“ก็พี่อายุยี่สิบห้านี่ครับ ผมเพิ่งยี่สิบสี่เอง”
“เรียกว่าคุณไกด์เถอะครับ”
“โหย ทำไมทำตัวเย็นชาอย่างนั้นล่ะครับพี่ ทีตอนอยู่ที่ชายทะเลไลบรัมจ์ พี่ยังฝากชีวิตไว้กับผมเลยแท้ ๆ”
คำพูดของเขาทำให้ยอนอีนึกถึงวินาทีที่ตัวเองหมดสติอยู่ในอ้อมแขนของดิออนขึ้นมา แน่นอนว่ายอนอีรู้ตัวดีว่าดิออนเป็นคนพาเขามาส่งถึงศูนย์เมืองหลวง
แต่มันใช่เรื่องหรือไงที่จะต้องมาทนฟังอีกฝ่ายเรียกด้วยคำน่าอายอย่าง 「พี่」 เพียงเพราะเป็นหนี้บุญคุณแค่ครั้งเดียว
เราไม่ได้สนิทกันด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นยอนอีเสียสมาธิกับเรื่องอื่นต่อหน้าต่อตา แทฮาจินจึงขมวดคิ้วเข้าหากันและเอ่ยขึ้น
“มีสมาธิหน่อยสิครับ”
“ผมทำหลายอย่างพร้อมกันได้ครับ ผมไกด์ดิงและคิดเรื่องอื่นไปพร้อมกันได้สบายมาก”
“เข้าข้างตัวเองให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะครับ รู้ไหมว่าทุกครั้งที่คุณละสายตา การไกด์ดิงจะช้าลงเล็กน้อยนะ”
“แต่มันก็เล็กน้อยมาก ๆ จนถึงขั้นไม่มีใครรู้ ถ้าไม่ใช่คุณเอสเปอร์แทฮาจินไม่ใช่เหรอครับ?”
“พูดให้มันดี ๆ หน่อย”
สีหน้าไม่สบอารมณ์และน้ำเสียงที่เข้มขึ้นทำให้ยอนอีแค่นหัวเราะในลำคอ
หมอนี่ยิ่งนับวันยิ่งผีเข้าผีออก ทั้งที่ทำงานด้วยกันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่วันนี้เอสเปอร์หนุ่มกลับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมาทั้งวันตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว ไม่รู้เป็นเพราะเขาลาหยุดไปหลายวันหรือว่าเผลอทำอะไรผิดพลาดไปโดยไม่รู้ตัวก็ไม่อาจทราบได้
ไม่เข้าใจเหตุผลที่เขามีท่าทีเปลี่ยนไปเลยสักนิด แต่ยังไงก็ต้องมีเหตุผลอย่างแน่นอน
ปกติแล้วแทฮาจินมักจะพูดจาสุภาพเฉพาะแค่ตอนที่เจ้าตัวอยากจะพูดเท่านั้น
แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนระดับเบื้องบนอย่างแทฮาจินจะพูดจาเป็นกันเองกับลูกน้องในศูนย์ ก็ยังนับว่าแทฮาจินมีท่าทีให้เกียรติเขาอยู่บ้างประมาณหนึ่ง
แต่บอกตามตรงว่าการพูดจาสุภาพของเขากลับฟังดูแย่ยิ่งกว่าการพูดจาเป็นกันเองเสียอีก ยอนอีไม่ได้รู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติดี ๆ เลยสักนิด
“ทำไมวันนี้ถึงหาเรื่องกันทุกประโยคเลยครับ? ถ้าไม่พอใจเรื่องอะไรก็บอกมาตรง ๆ เถอะครับ อย่าทำให้คนที่อยู่รอบข้างเขาอึดอัดไปด้วยเลย”
“แค่หุบปากแล้วไกด์ดิงเงียบ ๆ มันยากมากเลยเหรอครับ”
แทฮาจินเงยหน้าขึ้นมองยอนอีตรง ๆ ด้วยสีหน้าขึ้งเคียด ดวงตาสีโกเมนของเขามีประกายแห่งความเย็นชาจนน่ากลัว ฟากคนถูกจ้องได้แต่หัวเราะฝืดเฝื่อนและตอบกลับ
“เหอะ ๆ คุณเอสเปอร์เป็นคนชวนทะเลาะเองแท้ ๆ คิดว่าผมไม่รู้หรือไงครับ?”
“แล้วใครกันแน่ที่ทำตัวแย่ก่อน?”
“แล้วผมไปทำอะไรให้คุณมิทราบครับ”
“คุณจงใจไกด์ดิงให้ผมเจ็บมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว คิดว่าผมไม่รู้เหรอ?”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
นั่นเป็นเรื่องจริง ยอนอีจงใจไกด์ดิงให้เขารู้สึกเจ็บ เป็นเรื่องน่าดีใจอยู่เหมือนกันที่ได้รู้ว่าหมอนี่ก็เจ็บเป็น เมื่อกี้เขายังนึกหงุดหงิดอยู่ในใจว่าที่ทำไปไม่เห็นจะได้ผล เพราะอีกฝ่ายดูนิ่ง ๆ ไม่เห็นจะมีปฏิกิริยาอะไร
ในช่วงเวลานั้น ยอนอีได้ตัดสินใจกับตัวเอง
ว่าวันนี้จะต้องทำการเจรจาต่อรองกับหมอนี่ให้ได้
“ถ้าจะทำอย่างนี้ก็รีบ ๆ ทำให้เสร็จสักทีสิครับ นี่มันไม่ใช่การไกด์ดิงระดับ S เลยด้วยซ้ำ”
ยอนอีแค่นหัวเราะในลำคอ ที่นี่เป็นที่สาธารณะจึงยังคงมีเอสเปอร์และไกด์รวมตัวกันอย่างหนาแน่น แล้วจะให้ไกด์ดิงระดับ S ที่นี่เนี่ยนะ? ยอนอีเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นไกด์ระดับ A0 การที่เขาจะไกด์ดิงอย่างช้า ๆ ในสถานที่แบบนี้ก็เป็นเรื่องถูกต้องสมควรแล้ว
‘กลับมาปุ๊บก็ทำให้โมโหได้ปั๊บเลยนะ’
ยอนอีเริ่มหัวเสีย เขาโน้มหน้าไปกระซิบเบา ๆ ข้างหูแทฮาจินเพื่อให้อีกฝ่ายได้ยินเพียงแค่คนเดียว
“ที่จริงผมก็ไม่ได้อยากจะข่มขู่คุณอย่างนี้หรอกนะครับ แต่ระดับมลพิษของคุณเอสเปอร์ตอนนี้อยู่ที่ 55 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณยังทำตัวแบบนี้อีก ผมอาจจะเลิกร่วมมือกับคุณและกลับไปทำงานเองคนเดียวก็ได้นะครับ”
คิ้วของฮาจินเลิกขึ้นสูง ยอนอีที่กำลังหงุดหงิดได้ที่พรั่งพรูสิ่งที่คิดอยู่ในหัวออกมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว โดยไม่มีการกลั่นกรองคำพูดใด ๆ ทั้งสิ้น
“ผมพูดจริงทำจริงนะครับ เห็นผมยอมเข้าสังกัดแล้วก็อย่าเพิ่งมั่นใจอะไรเกินไปนัก ถ้าเอสเปอร์เอาแต่ทำอะไรตามอารมณ์ตัวเอง คุณคิดว่าไกด์คนไหนจะช่วยไกด์ดิงให้อย่างดีเหรอครับ? คุณคิดว่าผมเป็นพวกหัวอ่อนเคี้ยวง่ายหรือไง? ของแบบนี้มันต้องมีความรับผิดชอบกันทั้งสองฝ่ายสิครับ อีกอย่างเราแค่ตกลงกันปากเปล่าไม่ได้เซ็นสัญญาอะไรไว้สักหน่อย”
ฮาจินหัวเราะขึ้นจมูก เรื่องไร้สาระพวกนั้นลอยเข้าหูของเขาพร้อมกับลมหายใจที่รินรดใบหู
‘บ้าไปแล้วหรือไง’
พอเห็นว่ายอมให้เลยยิ่งได้ใจสินะ
เห็นว่าขอลาพักร้อนไปหลายวันเพราะต้องไปเฝ้าไข้เพื่อน แต่สิ่งที่อียอนอีทำจริง ๆ กลับเป็นการไปออกเดตกับหมอที่ไหนไม่รู้ ในขณะที่เขาต้องรับการไกด์ดิงอันไร้ประสิทธิภาพจากไกด์คนอื่น ๆ เพื่อให้ยอนอีได้ไปพักร้อนตามที่ขอ
ไม่เพียงแค่นั้น อียอนอียังซ่อนความลับเรื่องเบื้องหลังที่มีอำนาจถึงขนาดทำให้องค์จักรพรรดิยอมยื่นมือเข้ามาแทรกแซงอำนาจศาลและเพิกถอนการฟ้องร้องให้หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หน้ากากที่อยากกระชากออกเสียเต็มแก่แต่จนแล้วจนรอดก็ยังถอดออกไม่หมดเสียที ถึงจะน่าสนุกแต่ก็น่าหงุดหงิดในเวลาเดียวกัน ท่าทีแข็งกร้าวยอมหักไม่ยอมงอของอียอนอีก็เป็นอีกอย่างที่เขาอยากจะพังมันเหลือเกิน
‘เอาการไกด์ดิงมาข่มขู่เนี่ยนะ?’
ไร้สาระสิ้นดี เหตุผลสำคัญที่สุดที่เขาเลือกอียอนอีมาอยู่ในสังกัดเป็นเพราะการไกด์ดิงอันแสนเรียบง่ายของเขา อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้พยายามจะไต่เต้าสู่เงินทองและชื่อเสียงด้วยการไกด์ดิง
‘หรือว่าที่จริงนายเองก็ไม่ได้ต่างอะไรกับไกด์คนอื่น’
แม้ไม่ได้คาดหวัง แต่กลับรู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก
ฮาจินแสยะยิ้ม
นึกว่าจะมีความรับผิดชอบ แต่สุดท้ายก็เห็นแก่ได้แถมยังกล้ามาข่มขู่กันแบบนี้
เอสเปอร์หนุ่มมีสีหน้าแข็งกร้าวขณะจ้องมองยอนอีด้วยนัยน์ตาสีแดงก่ำดุจเลือด
“ก็เอาสิ อยากไปไหนก็ไป”
ถ้าไปได้ละก็นะ
รอยยิ้มลึกลับจุดขึ้นบนริมฝีปากราวกับภาพวาดแสนวิจิตร ยอนอีเคยเห็นใบหน้าแบบนี้มาก่อนแล้ว ใบหน้าอันงดงามแฝงไปด้วยความชั่วร้าย รอยยิ้มของปีศาจที่ชวนให้รู้สึกหวาดหวั่นใจ
ยอนอีนึกถึงมันขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
วันที่แทฮาจินพยายามทำให้ตัวเองเกิดสภาวะคลั่งและทำให้คนอื่นตกอยู่ในอันตราย ในวันนั้นเขาก็ทำหน้าแบบนี้เช่นเดียวกัน
“จะทำอะไร…”
แทฮาจินยื่นมือมาจับประสานกับมือของยอนอีโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้โต้แย้ง บีบไว้แน่นจนแน่ใจว่าไม่สามารถสะบัดให้หลุดได้ ทันใดนั้นคนตัวโตกว่าก็ผลักดันมวลพลังมหาศาลให้ไหลทะลักเข้ามาผ่านอวัยวะที่กำลังเชื่อมต่อกันจนกระทั่งพลังสองสายปะทะกันราวกับคลื่นพายุ พลังนั้นกรรโชกซัดอย่างรุนแรงราวกับจะทำลายภาชนะของยอนอีให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ
“อึ้ก!”
ความเจ็บปวดแผ่ซ่านขึ้นมาจนท่อนแขนแทบชาดิก ยอนอีพยายามครองสติให้มั่นพลางกัดฟันกรอด
‘ไอ้เวรนี่……!’
มันจงใจอัดพลังระดับ S เข้ามาในร่างกายเขา!
ต่อให้เป็นไกด์ระดับ A แต่พลังระดับนี้ก็สามารถทำให้ภาชนะแตกร้าวได้ไม่ยาก แม้กระทั่งภาชนะของยอนอีที่สงบเงียบมาโดยตลอดก็เกิดคลื่นน้ำปั่นป่วนราวกับพายุสึนามิขึ้นจากภายใน
“บอกให้ไปไง”
น้ำเสียงที่แสดงออกถึงความเย้ยหยันอย่างชัดเจนทำให้ยอนอีถึงกับเลือดขึ้นหน้า มืออีกข้างที่ว่างอยู่เหวี่ยงกำปั้นใส่อีกฝ่าย แต่ยังไม่ทันได้ปะทะกับใบหน้าหล่อ ๆ นั่น กำปั้นก็ถูกคว้าหมับกลางอากาศเสียก่อน ฝ่ามือใหญ่หยุดหมัดลุ่น ๆ ของยอนอีไว้ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องออกแรงอะไรมากเลยด้วยซ้ำ
ถ้าดึงเอาพลังของเอสเปอร์มาใช้ก็คงต้านพลังที่บุกทะลวงเข้ามาด้านในออกไปได้ แต่การจะใช้ความสามารถที่เก็บซ่อนไว้มาโดยตลอดอย่างบุ่มบ่ามเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่งสำหรับยอนอี
มวลพลังของอีกฝ่ายจึงถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
“โอ๊ย! อึก...!”
ถึงแม้จะสงครามจะปะทุเดือดภายในภาชนะ แต่ยอนอีก็ยังคงระแวดระวังสายตาของคนรอบข้างอยู่ เพราะจะให้ใครรู้ว่าเขาเป็นไกด์ระดับ S ไม่ได้ ระดับที่สูงที่สุดที่เขาตั้งใจเปิดเผยให้คนอื่นรู้คือ A0 เท่านั้น
ยอนอีพยายามกดพลังให้สงบลงอย่างสุดความสามารถ ยิ่งเห็นแบบนั้น หว่างคิ้วของแทฮาจินก็ยิ่งกดลึก มวลพลังอันแข็งแกร่งอัดกระแทกซ้ำเข้ามาอีก
“อั้ก!”
แขนเริ่มสั่นระริกและหายใจติดขัดโดยฉับพลัน
“คิดจะอวดเก่งก็ให้มันน้อย ๆ หน่อย”
เขากำลังพูดถึงพลังที่ยอนอีพยายามกดไว้ น้ำเสียงของแทฮาจินฟังดูเยือกเย็น แต่มือที่จับประสานกันแน่นกลับร้อนผ่าว ภาชนะของยอนอีส่งเสียงร้องคร่ำครวญเพราะอยากถูกปลดปล่อยออกไปด้านนอกเต็มทนแล้ว
มันร่ำร้องขอให้เขายอมปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกไป เชื้อเชิญให้เขาแสดงให้อีกฝ่ายได้ประจักษ์เป็นขวัญตา ล่อลวงว่าเขามีสิทธิที่จะทำเช่นนั้น
ถ้ายังดึงดันไม่ใช้พลังระดับ S ออกมาต้านไว้ มีหวังได้ถูกสึนามิที่หมอนั่นก่อขึ้นบุกเข้ามาอย่างแน่นอน ความเป็นเหตุเป็นผลและสัญชาตญาณของยอนอียังคงตีกันไม่หยุดจนเริ่มเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน
ทันใดนั้นเอง
เปลวไฟขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้ามาแผ่ขยายลุกลามเป็นวงกว้างโดยมีพวกเขาเป็นจุดศูนย์กลาง ลักษณะของเปลวไฟซึ่งโอบล้อมเป็นวงกลมมีจุดประสงค์เพื่อปิดกั้นการมองเห็นจากภายนอก บัดนี้จึงมีเพียงแทฮาจินและยอนอีเพียงสองคนกลางทะเลเพลิงรอบกายเท่านั้น
ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของดิออนที่เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ราวกับเจอเรื่องสนุก
เขาระเบิดเสียงหัวเราะและพูดกับพวกเขาจากอีกด้านของกองเพลิง
“โอ้โห เกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเห็นการไกด์ดิงที่ดุเดือดเลือดพล่านขนาดนี้ พี่ยอนอี! ต้องชนะให้ได้นะครับ! ผมเชียร์อยู่นะ!”
ดิออนส่งเสียงให้กำลังใจพลางทำท่าทางที่ตัวเองคิดว่าน่ารักน่าชัง ใบหน้าของแทฮาจินปรากฏรอยยิ้มราวกับเห็นเรื่องสนุก
‘ตลกนักเหรอไอ้เด็กนี่’
หลังจากเห็นอีกฝ่ายเสียสมาธิ ยอนอีจึงระเบิดกำแพงที่พยายามสกัดกั้นพลังเอาไว้จนทำให้เกิดการปะทะกับพลังของแทฮาจินอย่างรุนแรง คลื่นพายุอันบ้าคลั่งพุ่งเข้าปะทะกันภายในภาชนะของยอนอี น้ำจำนวนมากล้นทะลักออกนอกภาชนะและสลายหายไป
เมื่อยอนอีแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ แทฮาจินจึงเริ่มขมวดคิ้วและเปิดช่องโหว่ให้เห็นชั่วพริบตาหนึ่ง ยอนอีไม่ยอมพลาดโอกาสนั้น เขาชักมืออีกข้างที่เคยถูกหยุดกำปั้นไว้ เหวี่ยงหมัดใส่หน้าแทฮาจินอีกรอบ
ผัวะ!
คราวนี้เอสเปอร์หนุ่มโดนชกเข้าอย่างจังจนหน้าสะบัดไปอีกทาง แทฮาจินนิ่งอึ้งไปหลังจากถูกต่อย ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาอย่างเสียจริต
“พี่ยอนอี เยี่ยมมากครับ!”
เสียงเชียร์ของดิออนดังขึ้นจากที่ไกล ๆ
ยอนอีรู้สึกสดชื่นราวกับตกลงไปในน้ำเย็น ๆ จึงสามารถเพ่งสมาธิไปที่พลังได้ยิ่งกว่าเก่า หลังจากที่ได้รับอิสระ พลังของยอนอีก็พุ่งไปกัดขย้ำพลังของแทฮาจินประหนึ่งลิ้มรสอาหารอันโอชะ
ยอนอีที่กำลังจดจ่อกับการตอบโต้กลับลอบสังเกตพลังของเขาแวบหนึ่ง คลื่นพายุกรรโชกสีแดงฉานดุจโลหิตจากขุมนรกอยู่ภายในนั้น
“ไม่เลวนี่”
แทฮาจินพูดขึ้นเหมือนชมเชยเด็กน้อย คิ้วหนาเข้มเลิกขึ้นสูงก่อนจะเริ่มเปิดฉากประชันพลังกับการไกด์ดิงของยอนอีที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
มวลพลังของพวกเขาเผชิญหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างผลัดกันกัดขย้ำและฉีกกระชากออกเป็นชิ้น ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ คงไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะอย่างแน่นอน
แต่ในไม่ช้า ยอนอีก็ได้รู้ว่าตัวเองคิดผิดถนัด
จู่ ๆ มวลพลังสีแดงก่ำที่คอยก่อกวนภาชนะของยอนอีก็ทำการแบ่งตัวและกระชากออกมาจากร่างของยอนอีในชั่วพริบตา
“อึก...! อ่อก!”
เลือดสีแดงฉานพุ่งทะลักออกมานอกริมฝีปาก ยอนอีไอโขลกจนหยดเลือดเหนียวข้นไหลย้อยไปตามแนวคางกระทั่งหยดลงเปรอะเปื้อนพื้น
แทฮาจินเริ่ม 「การไกด์ดิงสวนทาง」 แล้ว
การไกด์ดิงปกติ พลังของเอสเปอร์จะไหลเข้าสู่ร่างของไกด์และไหลกลับเข้าสู่ร่างตัวเองอีกครั้ง หลังจากผ่านกระบวนการชำระล้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ในทางกลับกัน การไกด์ดิงสวนทางนั้น น้ำของไกด์จะถูกดึงเข้าไปในภาชนะของเอสเปอร์โดยการบีบบังคับและทำการชำระล้างจนกว่าน้ำจะระเหยหายไป
ไกด์คนนั้นจะสูญเสียสิทธิในการผู้นำ ถูกปฏิบัติในฐานะแรงงานคนหนึ่งไม่ใช่ในฐานะไกด์
เป็นการคุกคามที่ค่อนข้างรุนแรงในวงการนี้ก็ว่าได้
“ไอ้ เวร…!”
ถ้าการที่ไกด์กดขี่เอสเปอร์ให้ยอมจำนนเรียกว่า 「เซอร์โวดิง」
การที่เอสเปอร์เหยียบไกด์ให้จมดินก็เรียกว่า 「การไกด์ดิงสวนทาง」
พวกเขาทั้งสองต่างผลัดกันตอบโต้ไปมา แต่วิธีการนั้นทำให้แทฮาจินกลายเป็นฝ่ายที่มีแต้มต่อเหนือกว่า
แทฮาจินเป็นคนแรกที่ยอนอีพ่ายแพ้ให้อย่างราบคาบในการประลองพลัง แม้จะรู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเกินบรรยาย ยอนอีก็ยังฝืนกัดฟันกดพลังเอสเปอร์ระดับ A ไว้ให้ลึกที่สุด ตกเป็นรองยังพอทนได้ แต่ถ้าความลับถูกเปิดเผยขึ้นมา ชีวิตเขาต้องตกอยู่ในอันตรายแน่นอน
‘ต่อให้ฉันจะตาย ก็ให้รู้ไม่ได้เด็ดขาด…’