Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (6)
“อย่างน้อยถ้าเปิดเผยแค่ระดับของไกด์ นายก็น่าจะใช้ชีวิตได้สบายขึ้นนี่นา แถมไม่ต้องทนถูกปฏิบัติแบบระดับ B ด้วย แล้วอีกอย่าง……”
“อึยบิน”
“ว่าไง”
“ไปยิงปืนกันไหม?”
“อีกแล้วเหรอ? ฉันว่ามันน่ากลัวจะตายไป……”
การยิงปืนเป็นสิ่งที่ยอนอีเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว มันเป็นทั้งงานอดิเรกและเกราะคุ้มภัย เพราะสถานภาพของเขาทำให้ต้องฝึกให้คุ้นชินกับมันมากที่สุด แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ เขาก็ยังไม่ละทิ้งงานอดิเรกที่ว่า และแวะไปที่สนามยิงปืนอยู่บ่อยครั้ง เวลามาหาอึยบินที่เมืองหลวงเขาก็มักจะเข้าไปที่นั่นเสมอ แถมยังเสนอแกมบังคับสอนให้อึยบินยิงปืนเพื่อเป็นการป้องกันตัวอีกด้วย
“เรียน ๆ ไว้เถอะน่า ดอร์ (door) จะเกิดขึ้นที่ไหนตอนไหนก็ได้ ไกด์น่ะ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลานะ ไม่รู้หรือไง?”
“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ อืม……พวกคุณเอสเปอร์เขาก็คอยปกป้องเราอยู่นี่นา”
“ถ้าเธออยากจะเชื่อแบบนั้นก็ตามสบายเลย ไปกันเถอะ”
ยอนอีจัดการกับแก้วเครื่องดื่มบนโต๊ะให้เรียบร้อย ก่อนจะพาเธอไปขึ้นรถ จุดหมายของพวกเขาคือสนามยิงปืนของรัฐที่เคยแวะเวียนมาอยู่บ่อย ๆ เขาสอนอึยบินยิงปืนจนกระทั่งเธอเริ่มส่ายหน้าปฏิเสธด้วยความขยาด
“ขอบคุณที่มาส่งนะยอนอี ฉันไปละ!”
หลังเสร็จธุระ ยอนอีก็พาอึยบินมาส่งตรงหน้าตึก 3 ซึ่งเป็นหอสำหรับเอสเปอร์ ไม่ใช่ตึก 2 ที่อึยบินพักอยู่ เพราะหญิงสาวบอกว่าจะเธอจะแวะมาหาแฟนสักหน่อย เห็นแล้วก็อดสังเวชใจไม่ได้ ทำไมอึยบินต้องมาคบกับไอ้ขยะที่ไม่เห็นจะมีอะไรดีนี่ด้วยนะ
บอกตรง ๆ ว่าผีเห็นผี ผู้ชายย่อมมองผู้ชายด้วยกันออกอยู่แล้ว
‘อีกไม่นานคงโดนเทแหง ๆ……แฟนคนต่อไปคงต้องช่วยสแกนซะหน่อยแล้ว’
รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนมุมปากขณะที่ยอนอีเลี้ยวรถไปยังหอ 6 ฉับพลันเสียงเตือนก็ดังขึ้นจากนาฬิกาเรียกให้ก้มลงไปมอง
〔เกิดเยลโลว์ดอร์
ตำแหน่ง: ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขาฮาร์ท สัตว์ประหลาดระดับ 4 อสุรกายระดับ 3 ปรากฏตัวจำนวนมหาศาล รวมถึงปีศาจระดับต่ำกว่า 5 จำนวนมาก〕
ภูเขาฮาร์ทเป็นภูเขาที่อยู่ใกล้กับเมืองหลวงที่สุด ยอนอีลดกระจกรถและจ้องไปบนท้องฟ้าฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ ประตูสีเหลืองที่ว่าดูเล็กจ้อยจนดูเหมือนจุดลอยอยู่บนท้องฟ้าไกล ๆ ถ้ามองจากตรงนี้แล้วเห็นเป็นจุด แสดงว่าขนาดจริงของมันน่าจะใหญ่เทียบเท่าตึกหนึ่งตึกเห็นจะได้
‘แต่เดี๋ยวนะ……ถ้าเป็นเยลโลว์ดอร์ละก็…’
แสดงว่าค่อนข้างอันตรายพอสมควร
สีของดอร์ทำให้ศูนย์ป้องกันภัยพิบัติสามารถจำแนกและประเมินสถานการณ์ได้ฉับไวยิ่งขึ้น ซึ่งก็แยกออกได้ง่าย ๆ ตามนี้
ไวท์ดอร์มีขนาดเล็กและอ่อนแอที่สุด
พิงก์ดอร์มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ปัจจัยเสี่ยงค่อนข้างเยอะ
เยลโลว์ดอร์มีขนาดใหญ่จนทำให้ทั้งเมืองพังพินาศได้
และสุดท้าย เรดดอร์ ถูกจัดให้เป็นภัยพิบัติระดับเป็นภัยต่อมนุษยชาติ
เรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือการที่เยลโลว์ดอร์ซึ่งมีขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น แสดงว่าต้องมีการระดมกำลังเอสเปอร์ส่วนใหญ่ของศูนย์เมืองหลวงแห่งนี้ไปยังที่เกิดเหตุอย่างแน่นอน
‘อึยบินบอกว่าแฟนเธอเป็นเอสเปอร์ระดับ A ใช่ไหมนะ?’
สังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเลย
เขาไม่สนใจว่าไอ้ขยะนั่นจะเป็นตายร้ายดียังไง แต่เขาเพิ่งพาอึยบินไปส่งที่หน้าตึก 3 เมื่อสักครู่นี้ เป็นจังหวะเดียวกับที่สัญญาณแจ้งเตือนเด้งมาที่นาฬิกาพอดิบพอดี จึงมีความเป็นไปได้สูงที่อึยบินจะตามแฟนไปไกด์ดิงที่นั่น เพราะเธอเชื่อมั่นเหลือเกินว่า แฟนของเธอจะต้องคอยปกป้องตัวเองแน่ ๆ
“เฮ้อ……”
ยอนอียกมือขึ้นมานวดคลึงขมับอย่างคิดไม่ตก ถึงจะพยายามปลอบใจตัวเองว่าอึยบินคงไม่ทำแบบนั้น แต่เขากลับขจัดความกังวลที่ปกคลุมอยู่ในใจทิ้งไปไม่ได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น ยอนอีจึงหักพวงมาลัยเพื่อกลับรถ
ขอลองไปเช็กดูก่อน ถ้าอึยบินอยู่ที่นั่นก็พาเธอไปส่งหอพักให้เรียบร้อย แต่ถ้าไม่อยู่ก็กลับ ในเมื่อตัวเองได้มาอยู่ที่ศูนย์นี้แล้ว เขาไม่มีทางยอมให้เธอเข้าไปอยู่ในที่ที่อันตรายอย่างแน่นอน
‘ฉันควรเตือนเธอแต่แรกว่าไม่ควรเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายแท้ ๆ’
ยอนอีบึ่งรถออกไปด้วยจิตใจที่งุ่นง่าน ในกรณีที่มีการระดมพล ส่วนใหญ่แล้วเอสเปอร์ที่มีความสามารถในการเคลื่อนย้ายจะช่วยทำการเทเลพอร์ตให้ เพราะฉะนั้นถ้าเธอไปจริง ๆ ก็น่าจะถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว
ด้วยความที่เมืองหลวงไม่ใช่ถิ่นของยอนอี เขาจึงไม่รู้เลยว่าใครมีความสามารถในการเคลื่อนย้าย จะตรงดิ่งเข้าไปขอให้ช่วยเทเลพอร์ตแบบสุ่มสี่สุ่มห้าก็คงไม่ได้ คำนวณคร่าว ๆ ในหัว กว่าจะไปถึงคงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
หรืออย่างเร็วที่สุดก็ 30 นาที ในกรณีที่เหยียบมิดท้านรก.…..
หลังจากสวมวิญญาณนักซิ่งขับรถแบบไม่ลืมหูลืมตา เพียงไม่นานยอนอีก็มาถึงสถานที่เกิดเหตุจนได้ ชายหนุ่มจอดรถตรงด้านหน้าสถานที่เกิดเหตุซึ่งถูกกั้นไว้ด้วยแผงกั้นอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อทำท่าจะพุ่งเข้าไปด้านใน การ์ดเอสเปอร์ที่กำลังคัดกรองคนอยู่ก็รีบเข้ามาสกัดไว้ทันที
“พลเรือนห้ามเข้าครับ”
ยอนอีแตะที่นาฬิกาและยื่นบัตรประจำตัวที่มีข้อมูลระดับ ชื่อ และศูนย์ที่สังกัดอยู่ให้ดูโดยไม่พูดอะไรให้มากความ จากนั้นการ์ดเอสเปอร์จึงยอมหลีกทางให้เข้าไปด้านใน
“ตรงนั้น หนีไป! บอกแล้วไงว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดระดับ 3 น่ะ!”
“อ๊ากกก! ขาฉัน ขา……!”
“เอสเปอร์ระดับ A เกิดอาการคลั่งแล้วครับ! ขอความช่วยเหลือจากไกด์ระดับ A ด้วย!”
นี่มันวันวินาศสันตะโรชัด ๆ
เยลโลว์ดอร์ซึ่งเคยเห็นเป็นแค่จุดเล็ก ๆ จากที่ไกล ๆ บัดนี้กลับเปิดอ้ากว้างประหนึ่งประตูสู่ปรโลก ท้องฟ้าถูกกลืนกินจนหมดสิ้น ภายในประตูเกิดภาพบิดเบี้ยวคล้ายกับมีหมึกสีม่วงถูกแต้มลงไปผสม ซ้ำร้ายยังมีกองทัพสัตว์ประหลาดหลั่งไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย และจะไม่หยุดจนกว่าประตูจะถูกปิดลง
“คิมอึยบิน!”
ยอนอีแทบกระโดดลงจากรถ พอชะเง้อชะแง้มองดูรอบ ๆ ก็เห็นไกด์หลายคนกำลังหนีตายกันจ้าละหวั่น อีกด้านมีเอสเปอร์กำลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาด และสัตว์ประหลาดตัวมหึมาที่กำลังบุกทำลายบ้านเรือนโดยรอบภูเขา……
“อึยบิน! คิมอึยบิน!”
เขาไม่สนใจคนอื่นแม้แต่น้อย เพราะต้องจัดการเรื่องที่ด่วนที่สุดให้เรียบร้อยเสียก่อน
ขอเพียงแค่แน่ใจว่าเธอไม่ได้อยู่ที่นี่
แต่โชคร้ายที่อึยบินอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยจริง ๆ เธอกำลังจัดท่าให้ผู้ชายคนหนึ่งนอนพิงกับต้นไม้ ก่อนจะทรุดนั่งลงตรงหน้าเขาและร้องไห้ปิ่มจะขาดใจ เพียงแค่ได้ยินเสียงนั้น ยอนอีก็รู้สึกอึดอัดราวกับถูกทับด้วยหินก้อนยักษ์ ชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปหาเธอทันที
“……คิมอึยบิน มาทำอะไรตรงนี้”
อึยบินเงยหน้าขึ้น แขนของเธอมีเลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผลขนาดใหญ่ที่น่าจะเกิดขึ้นจากกรงเล็บของสัตว์ประหลาด ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา ร่างเล็ก ๆ หอบสั่นราวกับหายใจไม่ออก
ยอนอีแตะศีรษะของอึยบินเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง เขาสัมผัสได้ว่า ภาชนะของอึยบินเหือดแห้งไปหมดเพราะมัวแต่ไกด์ดิงให้ไอ้โง่นั่น และเมื่อการฟื้นฟูตัวเองเป็นไปอย่างล่าช้าจึงทำให้เลือดที่แขนไหลไม่หยุดสักที
“ยะ ยอนอี ยอนอี……ทะ ทำยังไงดี? คุณแดยอง กะ เกิดอาการคลั่งแล้ว……ฮึก ฉันรับมือไม่ไหว……ส่วนไกด์คนอื่นก็ยุ่งกันหมดเลย……”
สถานที่ที่ดอร์ปรากฏขึ้นมักมีสภาพไม่ต่างอะไรจากสนามรบ
ดอร์ซึ่งคาดเดาไม่ได้ว่าจะเปิดออกที่ไหนและเมื่อไหร่เป็นแรงผลักดันให้มนุษยชาติข้ามขีดจำกัดของตัวเอง แต่ทว่ากฎระเบียบความปลอดภัยและคู่มือที่กำหนดไว้สำหรับการรับมือภัยพิบัติกลับเป็นแค่คำพูดกลวง ๆ เพราะทุกคนไม่เคยมีมันอยู่ในหัวสมองเลยเมื่อได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์จริง
ดั่งเช่นตอนนี้
อึยบินประมาทเกินไปตั้งแต่คิดจะตามแฟนหนุ่มมาที่นี่ เธอเป็นแค่ไกด์ระดับ B ซึ่งจัดอยู่ในระดับ B- จากในระดับ B ด้วยซ้ำ จึงไม่มีทางที่เธอจะไกด์ดิงผู้ชายระดับ A0 ได้ และถึงฝืนทำไป ประสิทธิภาพก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่ดี
ยอนอีหันไปมองชายหนุ่มที่ชื่อแดยอง ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มเกิดอาการชักซึ่งเป็นผลพวงจากสถานะคลั่ง ดวงตาเหลือกลอยขึ้นด้านบน ร่างกายสั่นกระตุก ขืนปล่อยไว้อย่างนี้ ระดับมลพิษจะพุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว และทันทีที่สูงเกินกว่า 93 เปอร์เซ็นต์ สมองก็จะเริ่มตาย
หากระดับมลพิษสูงเกินกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ นาฬิกาจะตรวจจับว่าผู้ใส่เป็นสัตว์ประหลาดและทำการระเบิดตัวเองในทันที
อึยบินร้องไห้โฮพลางกำขากางเกงของยอนอีแน่น เธอไม่กล้าแม้แต่จะขอให้เขาช่วย เพราะถ้ายอนอีซึ่งเป็นไกด์ระดับ B แค่ในนามมาทำการไกด์ดิงให้แดยอง เขาจะต้องกลายเป็นจุดสนใจของใครหลายคนอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนั้น อึยบินจึงทำแค่เพียงส่ายหน้าไปมาและร้องไห้ เพราะเธอกำลังพยายามเตรียมใจอย่างหนัก
ท่าทางกล้ำกลืนฝืนทนของเธอทำให้คนมองอย่างยอนอีพลอยสลดใจไปด้วย
“อึยบิน”
“อืม……”
“ไว้ค่อยคุยกันนะ โอเคไหม?”
ยอนอีกัดฟันยิ้ม ก่อนที่เธอจะทันได้ตอบอะไรกลับมา ยอนอีก็ยื่นมือซ้ายออกไปตรงศีรษะของหญิงสาวแล้วดูดกลืนสติของเธอเอาไว้ พลังวิเศษของเอสเปอร์ระดับ A ที่ยอนอีมีคือ 「การดูดกลืน」 ซึ่งเวลาในการเก็บรักษาสิ่งที่ดูดกลืนเอาไว้จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการใช้สกิล
สิ่งที่มีน้ำหนักหรือมีความนึกคิดอย่างสติของมนุษย์จะสามารถกักเก็บไว้ได้ไม่เกินหนึ่งวันเท่านั้น ถ้าหากไม่นำออกมาสู่ด้านนอกร่างกาย สติที่ถูกดูดกลืนก็จะหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งกับภาชนะของยอนอีไปโดยปริยาย
ส่วนพวกวัตถุขนาดเล็กจะสามารถกักเก็บไว้ได้แบบถาวร และสามารถนำออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ แต่ทว่ายิ่งปริมาณที่กักเก็บเอาไว้มากขึ้นเท่าไหร่ เจ้าของร่างกายก็จะยิ่งหลับลึกขึ้นมากเท่านั้นในระหว่างที่กำลังย่อย ดังนั้นยอนอีจึงมักจะนำสิ่งที่ดูดกลืนเอาไว้ออกมาคืนเสมอ
“หลับไปก่อนแล้วกันนะ”
ถ้าตีหัวให้สลบก็ไม่รู้ว่าจะฟื้นขึ้นมาอีกทีเมื่อไหร่ แถมยังเสี่ยงที่จะทำให้เธอบาดเจ็บอีกด้วย ยอนอีจึงเลือกใช้วิธีดูดกลืนสติของเธอมาเก็บไว้ ขั้นตอนมีแค่วางมือลงบนศีรษะเป้าหมายเท่านั้น ไม่น่าจะมีใครสงสัยอะไร
ยอนอีหันไปจ้องมองแดยองที่มีอาการชักรุนแรงกว่าเมื่อครู่นี้พลางบ่นพึมพำ
“ไอ้อ่อนเอ๊ย”
ถูกเรียกระดมพลมาตั้งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ยังไม่รู้จักควบคุมพลังอีกเนี่ยนะ แต่จะว่าไปแล้วการคำนวณว่าควรจะแบ่งสันปันส่วนพลังไปใช้อย่างไรบ้างก็ถือเป็นหนึ่งในความสามารถเฉพาะตัวของเอสเปอร์เช่นกัน
หลังจากย้ายอึยบินไปยังเต็นท์พยาบาลซึ่งมีคนอยู่คับคั่งแล้ว ยอนอีก็หิ้วปีกตัวปัญหานามว่าจูแดยองและลากเขาขึ้นไปในส่วนลึกของภูเขา
หลังจากตรวจดูบริเวณโดยรอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ ยอนอีก็เริ่มเช็กค่ามลพิษซึ่งวัดได้ 87 เปอร์เซ็นต์จากนาฬิกาของเขา เรื่องค่าความเข้ากันคงไม่จำเป็นต้องดู เพราะแค่ไกด์ดิงให้แค่รอดตายก็น่าจะพอแล้ว
มือขาวโพลนแตะที่ลำคอหนาของชายหนุ่ม ก่อนจะออกแรงกดลงไปบริเวณใต้คางซึ่งเป็นจุดชีพจร ใครมาเห็นเข้าคงคิดว่าเขากำลังบีบคอจูแดยองให้ตาย แต่คิดแบบนั้นก็ถูกแล้ว ที่ยอนอีเลือกไกด์ดิงบริเวณคอเหตุผลมาจากความสะใจส่วนตัว 100 เปอร์เซ็นต์
“อะ อ่อก! แค่ก แค่ก!”
ร่างกายของจูแดยองกระตุกสั่น เขาส่งเสียงโอดครวญออกมาด้วยความเจ็บปวด
“แกมันไอ้สารเลว”
“ฮ่อก.…..!”
“ถ้าฉันจับได้ว่าแกแอบนอกใจอึยบินอีกครั้งละก็ ฉันจะฝังแกลงดินซะ”
พอเขาทำท่าเหมือนกำลังจะหมดลมหายใจ ยอนอีจึงผ่อนแรงที่ส่งไปยังลำคอลง เขาไม่อยากให้อึยบินตกใจหากมาเห็นเข้าจึงพยายามทำให้ไม่เหลือร่องรอยที่คอ
หลังจากทุ่มทั้งความพยายามและความโกรธไปกับการไกด์ดิง ระดับมลพิษของชายคนนั้นจึงลดลงเหลือเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ ภาชนะของหมอนั่นมีขนาดใหญ่ แต่ไม่ทนทานนักจึงทำให้เขาหมดสติไป
ฮู่ว ยอนอีพ่นลมหายใจออกมาและจัดการหิ้วปีกลากจูแดยองลงเขาไปอีกครั้ง แต่ทันใดนั้นเอง
กรอบแกรบ
เสียงเหยียบกิ่งไม้ดังขึ้นจากระยะที่ห่างออกไปประมาณ 100 เมตรเท่านั้น
‘แถวนี้ไม่น่าจะมีใครนี่นา’
สงสัยคงเป็นเพราะเขามัวแต่ระบายความโกรธใส่จูแดยองอย่างหน้ามืดตามัวก็เลยพลาดไป แต่ถึงจะมีคนเห็นก็คงไม่เป็นปัญหาใหญ่สักเท่าไหร่ เขาน่าจะพอตอบถูไถไปได้ว่าเป็นฝีมือของไกด์ระดับ B ฝีมือดีสองคน
แต่หากคนที่ปรากฏตัวออกมาเป็นแทฮาจิน ซึ่งเป็นเอสเปอร์ระดับ S เรื่องก็จะกลายเป็นหนังคนละม้วนทันที