Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (7)
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
นี่เป็นเสียงที่ยอนอีได้ยินเป็นครั้งที่สอง น้ำเสียงทุ้มต่ำอันไม่คุ้นเคยฟังดูแปลกหู ถึงแม้จะเป็นเสียงที่ไพเราะน่าฟัง แต่ยอนอีไม่เคยคิดว่ามันเพราะเลยสักนิด ชายหนุ่มยืนกอดอกโดยมีดาบยาวอาบเลือดชุ่มโชกอยู่ในมือข้างหนึ่ง เขาเอนหลังพิงต้นไม้ต้นใหญ่และยกยิ้มมุมปากขึ้นราวกับกำลังเจอเรื่องสนุก
“ว่าจะไปทักทายสักหน่อย แต่ช่วงนี้ผมค่อนข้างยุ่งมาก น่าเสียดายนะครับ”
“ตอนนี้ก็น่าจะยุ่งอยู่ไม่ใช่เหรอครับ?”
“ก็คงจะอย่างนั้นแหละ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้โชคดีนะครับ”
ยอนอีโค้งศีรษะเป็นการบอกลาแล้วหันกลับไปลากจูแดยองลงจากเขาต่อ แต่ทันใดนั้นเอง ชิ้ง! ดาบยาวตัดผ่านอากาศลงมาขวางหน้ายอนอีไว้ กลิ่นเลือดที่โชยคลุ้งออกมาจากตัวดาบช่างเหม็นคาวน่าสะอิดสะเอียนเหลือเกิน
“คุณน่ะ ไม่ใช่ระดับ B ใช่ไหมล่ะ”
ยอนอีหลับตาลงและลืมตาขึ้นมาใหม่อย่างช้า ๆ ชายหนุ่มตรงหน้ากำลังกระตุกยิ้มเหี้ยมราวกับนายพรานที่เจอเหยื่อน่าสนใจ
คิดว่าพูดแบบนี้เขาจะหยุดเดินแล้วหันมาสารภาพว่า 「ครับ ความจริงแล้วผมหลอกลวงประเทศชาติอยู่และผมก็ไม่ใช่ไกด์ระดับ B ด้วยครับ」 อย่างนั้นเหรอ ยอนอีเบี่ยงตัวหลบดาบของเอสเปอร์หนุ่มไปอีกฝั่ง แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว คนที่ควรจะอยู่ด้านหลังบัดนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าเสียอย่างนั้น
“คุณมีพลังเคลื่อนย้ายเหรอครับ?”
“เปล่า”
“แล้วทำไมถึง……”
“ตอบคำถามผมมาก่อน”
เมื่อถูกตัดบทอย่างไร้เยื่อใย ยอนอีจึงตอบด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“ผมเป็นไกด์ระดับ B ถูกต้องแล้วครับ”
“อย่างนั้นเหรอ”
“ครับ”
พริบตาเดียวกลิ่นคาวเลือดก็โชยเข้ามาประชิดตัว ดาบยาวซึ่งชุ่มโชกไปด้วยของเหลวสีแดงคล้ำถูกพาดจ่อที่ลำคอของเขา ดูเหมือนอีกฝ่ายจะต้องการแสดงให้เห็นว่ากล้าฟันจริง ๆ จึงขยับใบดาบให้เสียดกับผิวเนื้อเล็กน้อยจนได้เลือดซิบ ๆ
“กลิ่นหอมดีจัง”
เอสเปอร์หนุ่มจงใจออกแรงกดใบดาบซึ่งนาบอยู่กับผิวลำคอของเขาลงไปอีกนิด หยาดเลือดที่เคยเป็นเพียงหยดน้ำจึงเพิ่มปริมาณขึ้นเป็นรอยน้ำสายบาง ๆ เคยได้ยินมาว่าเอสเปอร์ระดับสูงมีประสาทสัมผัสอันว่องไวจนสามารถจำแนกกลิ่นเลือดของมนุษย์ได้……
นี่ก็เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ยอนอีได้พบเอสเปอร์ประเภทนี้กับตาตัวเอง
“ถ้าคุณมีคำตอบในใจอยู่แล้วจะมาถามผมทำไม ขอโทษด้วยที่ต้องพูดตรง ๆ แต่ผมไม่ได้อยากคบค้าสมาคมกับคนแบบคุณเลยครับ” คนถูกข่มขู่พูดตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ หน้ากากอนามัยของเขาเคลื่อนไปมาทุกครั้งที่ริมฝีปากนั้นขยับพูด แทฮาจินมองยอนอีสลับกับแดยองที่นอนหมดสติจมกองใบไม้อยู่ ก่อนจะเริ่มพูดจาถากถาง
“ก็มันน่าสงสัยนี่ครับ ไกด์ระดับ B0 จะช่วยชีวิตเอสเปอร์ระดับ A0 ที่อยู่ในอาการคลั่งได้ยังไงกัน? แถมเหงื่อยังไม่ออกเลยสักหยด” สายตาของชายหนุ่มไล่มองบริเวณลำคอของยอนอี
“ไกด์คนอื่นได้ทำการไกด์ดิงไว้ก่อนแล้วครับ ผมก็แค่มาจบงานเท่านั้นเอง”
“หมายถึงไกด์คิมอึยบินน่ะเหรอ”
สีหน้าของยอนอีดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อชื่อของเพื่อนสาวคนสนิทหลุดออกจากปากอีกฝ่าย
‘รู้จักอึยบินด้วยเหรอ?’
ดูเหมือนว่าเอสเปอร์แทฮาจิน.…..จะรู้สถานการณ์โดยรวมและอาการคลั่งของแดยองอยู่แล้ว ถ้าเป็นเอสเปอร์ระดับ S ก็น่าจะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดสิ แล้วนี่เขารู้ได้ยังไง?
มิหนำซ้ำการเปิดเผยตัวตนของคิมอึยบินกับผู้ชายน่ารำคาญประเภทนี้ยิ่งทำให้ยอนอีรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นไปอีก แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ถ้าแทฮาจินรู้ว่าเขาสนิทสนมกับคิมอึยบิน
อึยบินคงไม่รู้ตัว แต่เธอไม่ต่างอะไรกับจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของเขาเลย
“คุณเอสเปอร์แทฮาจิน”
“ครับ”
“ตอนนี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินนะครับ พวกเราควรจะยุ่งอยู่ไม่ใช่เหรอครับ”
“ไกด์อียอนอี”
แทฮาจินเรียกชื่อคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะเลื่อนสายตาที่มองต่ำขึ้นไปมองยอนอีตรง ๆ ดวงตาของเขาสุกใสเป็นประกายราวกับอัญมณีทับทิมแต่เข้มก่ำกว่านั้น เครื่องหน้าที่คมคายได้สัดส่วนประกอบกับร่างกายอันสมบูรณ์แบบ ยิ่งมองก็ยิ่งสง่างามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
“สำหรับผมแล้ว ในตอนนี้……ไกด์ที่แกล้งสวมหน้ากากระดับ B ทุเรศยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดระดับ 1 ของดอร์อีกนะครับ รู้ไหม”
ยอนอีจ้องเขาเขม็งโดยไม่พูดอะไร ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีที่พวกเราต่างคนต่างไม่ชอบขี้หน้ากันและกัน จึงน่าจะไม่มีวันได้ยืนฝั่งเดียวกันอย่างแน่นอน คิดแล้วยอนอีก็ส่งเสียงหัวเราะประหลาดออกมา
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมยังไม่มีความคิดจะถอดหน้ากากออกตอนนี้ เพราะงั้นช่วยเลิกยุ่งกับเรื่องของผมทีเถอะ”
เมื่อฟังจบแทฮาจินก็ยกมุมปากขึ้นราวกับเป็นเรื่องขำขันเสียเต็มประดา
“ไม่รู้สิครับ ผมว่าเดี๋ยวคุณก็ต้องถอดมันออกแล้วละ”
……‘ไอ้บ้านี่’
ยอนอีขมวดคิ้วมุ่นพลางจะใช้ปลายนิ้วดันดาบยาวออกห่างจากตัว โดยที่เลือดยังคงไหลซึมออกมาจากบาดแผลตรงคอไม่หยุด
“ถ้าคุณตั้งใจจะไล่ผมออกไปจากเมืองหลวง นั่นเป็นการตัดสินใจที่หลักแหลมมากครับ ไหน ๆ แล้วก็ช่วยออกคำสั่งย้ายผมไปเมืองที่ไม่มีใครอยากไปทีนะครับ”
ถึงแม้จะปิดบังใบหน้าแทบทั้งหมดไว้ แต่แทฮาจินก็ยังพอจะเห็นดวงตาที่ยิบหยีลงของอีกฝ่ายได้ราง ๆ ไกด์ระดับ B ตัวปลอมคนนั้นลากตัวจูแดยองผ่านด้านข้างแทฮาจินไป การเอ่ยถึง 「หน้ากาก」 ด้วยตัวเองก็เหมือนเป็นการตอบความสงสัยของเขาไปแล้วส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการยอมรับความจริงไปแล้วว่า อียอนอีไม่ใช่ไกด์ระดับ B
แต่ยอนอีคิดว่าพวกช่างตื๊อมันต้องจี้ให้ถูกจุดถึงจะเลิกตามตอแย ถึงแม้จะต้องเฉือนเนื้อเพื่อรักษากระดูกไว้ก็ไม่นึกเสียดายสักนิด
‘รู้แล้วจะทำอะไรได้’
สำหรับระดับ S ที่ยุ่งตลอดเวลาแล้ว ยอนอีน่าจะเป็นได้แค่ 「มนุษย์จอมน่ารำคาญหมายเลข 1」 เท่านั้น หลังจากที่อีกฝ่ายเดินลงจากเขาไปแล้ว ฮาจินก็หยิบโทรศัพท์มือถือที่กำลังแผดเสียงร้องลั่นออกมารับสาย
– ผมโดเบอร์แมนครับ คุณเอสเปอร์
“ว่าไง”
– ได้รับการติดต่อมาจากห้องควบคุมส่วนกลางแล้วครับ ระดับมลพิษของเอสเปอร์ระดับ A0 ที่ถูกโจมตีเมื่อสักครู่นี้ลดลงมาเหลือ 45 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ เห็นว่าคุณไม่ได้อ่านข้อความ ผมก็เลยโทรมาแจ้งน่ะครับ
“รู้แล้ว”
– หือ ทราบแล้วเหรอครับ? แต่ผมได้รับรายงานมาว่าคุณกำลังต่อสู้อยู่กับสัตว์ประหลาดระดับ 2 นี่ครับ
“กำลังสู้กับอย่างอื่นอยู่ต่างหาก”
สายตาของฮาจินมองตรงไปยังจุดที่ไกด์ระดับ B ตัวปลอมเคยยืนอยู่
– อย่างอื่น……? อย่าบอกนะครับว่ามีสัตว์ประหลาดสายพันธุ์ใหม่ปรากฏตัว?!
“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง”
– เฮ้อ ตอนนี้ผมควรจะได้ไปหาคุณแล้วแท้ ๆ แต่การไปดูงานนอกสถานที่ดันนานกว่าที่คิดไว้ซะได้ ไม่มีผมแล้วเบื่อมากใช่ไหมครับ? รู้……
ติ๊ด
เอสเปอร์หนุ่มกดตัดสายอย่างไร้เยื่อใยก่อนจะเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าแล้วกระโดดลอยตัวขึ้นไปกลางอากาศ ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือเอสเปอร์จำนวนมากกำลังเปิดฉากต่อสู้อยู่กับสัตว์ประหลาดประเภทมีปีก
“คุณเอสเปอร์แทฮาจิน! พวกเราต้อนสัตว์ประหลาดระดับ 2 ไปทางนั้นแล้วครับ!”
เอสเปอร์ทั่วไปไม่สามารถต่อกรกับสัตว์ประหลาดระดับสูงได้ พวกเขาจึงไปเป็นเหยื่อล่อและลากพวกสัตว์ประหลาดมาให้เอสเปอร์ระดับ S จัดการแทน
เมื่อฮาจินตวัดดาบในมือขึ้นเตรียมพร้อม เหล่าเอสเปอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเหยื่อล่อก็รีบถลันหลบไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว จมูกพลันได้กลิ่นเลือดอันหอมหวนที่ผสมปนเปกับเลือดสกปรกของสัตว์ประหลาดที่เปื้อนอยู่บนดาบ
ฉัวะ! เขาฟันดาบลงเป็นเส้นเฉียง จนเกิดบาดแผลเป็นรอยยาวตรงช่วงท้องของสัตว์ประหลาด
นัยน์ตาสีโกเมนลึกล้ำจับจ้องที่ดาบของตัวเองสักพัก
ความหอมหวนอันแจ่มชัดที่สัมผัสได้เมื่อครู่นี้หายไปแล้ว