Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (8)
เมื่อยอนอีลากกระเตงจูแดยองมาถึงเต็นท์พยาบาล บรรดาไกด์ฝ่ายสนับสนุนจึงรีบกรูกันเข้ามาดูอาการคนเจ็บในทันที เต็นท์ของฝ่ายสนับสนุนจะถูกคุ้มกันโดยเอสเปอร์จำนวนหนึ่งเพื่อรับมือสภาวะฉุกเฉิน สถานที่แห่งนี้นับเป็นที่หลบภัยซึ่งมีอยู่น้อยนิดท่ามกลางภัยพิบัติเช่นนี้
“อ้าว? เอสเปอร์จูแดยอง! เป็นอะไรไหมครับ?”
“เมื่อกี้เขายังอยู่ในสภาวะคลั่งอยู่เลย……เกิดอะไรขึ้นครับเนี่ย? เขาดูสงบลงมากแล้วด้วย”
“ผมทำการไกด์ดิงร่วมกันกับไกด์คิมอึยบินและไกด์อีกหลายคนครับ ค่ามลพิษอยู่ในระดับปลอดภัยแล้ว น่าจะไม่เป็นอะไรแล้วครับ”
ยอนอีพูดพร้อมกับชำเลืองมองอึยบินที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะไปด้วย หลังจากตอบคำซักถามจากพวกไกด์พอประมาณแล้ว เขาจึงเดินไปหาหญิงสาวและวางมือซ้ายลงบนศีรษะของเธอเพื่อคืนสติให้
หญิงสาวปรือตาขึ้นอย่างเชื่องช้า เปลือกตาของเธอปรากฏรอยพับมากกว่าสองชั้นซึ่งเป็นผลมาจากการร้องไห้อย่างหนักก่อนที่จะหมดสติไป
สิ่งแรกที่อึยบินทำหลังจากลืมตาขึ้นคือการสำรวจไปตามเนื้อตัวของยอนอี รอยแผลบริเวณคอทำให้เธอตกใจและแสดงความเป็นห่วงออกมา ก่อนจะเอ่ยถามถึงแดยองเป็นอย่างสุดท้าย การกระทำของเธอทำให้ยอนอีอดขำไม่ได้
“ขนาดนี้แล้วก็เลิกกับเขาเถอะน่า อึยบิน”
ยอนอีได้แต่ยิ้มบาง ๆ ขณะมองอึยบินพูดขอบคุณแล้วรีบวิ่งไปหาจูแดยองที่นอนแบ็บอยู่ด้านหลัง ดูเหมือนว่าคนที่ใจอ่อนง่ายคงไม่ใช่คิมอึยบิน แต่น่าจะเป็นตัวเขาเองเสียมากกว่า
สถานที่เกิดเหตุยังคงชุลมุนวุ่นวายโดยไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง ซึ่งคนที่ดูจะมีงานล้นมือที่สุดก็คือชายหนุ่มผมดำที่กระโดดสูงขึ้นไปกลางอากาศแล้วสังหารสัตว์ประหลาดจนดับดิ้นคนนั้น
ไอ้เอสเปอร์โรคจิต.…..
ใครเห็นเข้าก็คงมองว่าเขาเป็นคนที่เอาจริงเอาจังในการกำจัดสัตว์ประหลาด แต่ยอนอีไม่คิดแบบนั้น เพราะสัตว์ประหลาดแค่ฆ่าให้ตายก็พอแล้ว ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องสร้างฉากน่าสยดสยองพวกนี้เลยสักนิด
เขารู้สึกได้ว่าแทฮาจินแค่กำลังระบายความโกรธที่มีต่อตนเองใส่สัตว์ประหลาดพวกนั้นเสียมากกว่า พอคิดแล้วก็ได้แต่แค่นหัวเราะในลำคอ ตอนนี้น่าจะถึงเวลาอันสมควรแล้วที่เขาจะกลับไปยังศูนย์ เพราะไม่ได้มีสัญญาณเรียกตัวฉุกเฉิน ไกด์ระดับ B อย่างเขาจึงไม่ควรมายืนเสนอหน้าอยู่ในที่เกิดเหตุอย่างในตอนนี้
อีกไม่นานเยลโลว์ดอร์ก็น่าจะเริ่มเข้าสู่สภาวะสูญสลายแล้วเช่นกัน
เย็นวันนั้น เขาได้รับข้อความยาวเหยียดจากอึยบิน
《ฉันขอโทษจริง ๆ นะยอนอี ฉันรู้ว่านายต้องใช้พลังเพราะฉัน……ฉันรู้สึกไม่ดีมาก ๆ เลยที่สร้างความเดือดร้อนให้นาย เมื่อกี้นี้ฉันเห็นว่าคอนายมีเลือดออกด้วย ได้ไปโรงพยาบาลแล้วหรือยัง? แดยองไม่ได้เป็นคนทำใช่ไหม? ขอโทษจริง ๆ นะ……ขอบคุณเสมอและต้องขอโทษอีกครั้งด้วย》 21.02 น.
แผลตรงคอที่ว่าบัดนี้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเรียบร้อยแล้ว ถึงจะเลือดตกยางออกไปบ้าง แต่ยอนอีก็มีคุณสมบัติของเอสเปอร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มตอบข้อความกลับไปว่า ไม่ต้องเป็นห่วงนะ พักผ่อนให้เยอะ ๆ เพื่อให้เพื่อนสาวคนสนิทได้คลายความกังวลใจ
***
ยอนอีคิดว่าคงจะไม่มีเรื่องให้ได้เจอแทฮาจินอีกเป็นครั้งที่สามแล้ว แต่ทว่าหมอนั่นกลับดื้อรั้นกว่าที่เขาคิดไว้ ไม่รู้ว่าแทฮาจินตั้งปณิธานไว้อย่างแรงกล้าในการเปิดเผยตัวตนของยอนอีหรือเปล่า ถึงได้ลงทุนใช้อำนาจของเอสเปอร์ระดับ S ในการเรียกเหล่าผู้บริหารระดับสูงของศูนย์ป้องกันภัยพิบัติมารวมตัวกันและบังคับให้มีการตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังของไกด์ระดับ B ตัวปลอมแบบนี้
โดยปกติแล้ว การตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังจะสามารถทำได้โดยความสมัครใจของเจ้าตัวเท่านั้น แต่ผู้ชายคนนี้กลับใช้อำนาจในการบังคับให้ยอนอีเข้ารับการตรวจสอบจนได้
แต่เนื่องจากผู้มีพลังพิเศษมีสัดส่วนเพียงแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก อีกทั้งยังเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด แผนการของเอสเปอร์หนุ่มจึงถูกขัดขวางจากปัญหาด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้การตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังล่าช้าไปกว่าหลายสัปดาห์ จนกระทั่งได้รับการอนุมัติในที่สุด
ถึงแม้ว่าไอ้เอสเปอร์โรคจิตนั่นจะกลั่นแกล้งให้เขาถ่อมาถึงศูนย์ตรวจสอบคุณสมบัติตั้งแต่ 9 โมงเช้าทั้งที่เวลานัดจริง ๆ คือบ่าย 3 จนทำให้นอนไม่เต็มอิ่มและเสียเวลาไปเปล่า ๆ แต่คนหัวเราะทีหลังย่อมดังกว่า ยอนอีอารมณ์ดีอย่างยิ่งที่ตบตาเครื่องตรวจและผู้บริหารระดับสูงคนอื่น ๆ ในห้องได้อย่างแนบเนียนไร้พิรุธ
ผลตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังว่ากันว่ามีความแม่นยำถึง 99 เปอร์เซ็นต์ แถมตัวเครื่องยังระบุอย่างชัดเจนว่ายอนอีเป็นไกด์ระดับ B จริง ๆ ข้ออ้างที่เขาจะใช้กลั่นแกล้งคงหมดไปอีกหนึ่งอย่าง
“สวัสดีครับ”
“ยินดีที่ได้พบครับคุณไกด์! เราไม่เคยเจอกันใช่ไหมครับเนี่ย?”
ยอนอีกำลังทำการไกด์ดิงครั้งแรกของวันนี้
ชายตรงหน้ามีรูปร่างหน้าตาคล้ายคนต่างชาติ เขาอยู่ในระดับ B+ และภาชนะก็พอใช้ได้ทีเดียว ถ้าสร้างผลงานดี ๆ สักหน่อยก็อาจถูกประเมินว่าพอ ๆ กับระดับ A ได้เลย แต่แน่นอนว่าระดับคือสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ความพยายามจึงใช้ไม่ได้ผลอะไรกับเรื่องนี้
แต่ถ้าบังเอิญโชคดีเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นกับคุณสมบัติของเขา ก็อาจมีลุ้นได้เลื่อนขึ้นไประดับ A อยู่เหมือนกัน
ยอนอีคิดพลางไกด์ดิงชายหนุ่มที่มีค่ามลพิษ 36 เปอร์เซ็นต์ในร่างกายอย่างเชื่องช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดูเหมือนชายคนนั้นจะประหลาดใจกับการที่ยอนอีปิดหน้าปิดตาทั้งหมดถึงได้จ้องเขาเสียไม่วางตา
“ทำไมถึงต้องปิดหน้าด้วยล่ะครับ? ตาคุณออกจะสวยขนาดนี้”
ถึงเขาจะสงสัยแค่ไหน ยอนอีก็ไม่สามารถตอบไปตามตรงได้ คนถูกถามจึงเลือกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน อย่างที่เคยทำมาตลอด
“มีรอยแผลเป็นน่ะครับ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง……ขอโทษนะครับ ผมไม่น่าถามเลย”
“ไม่เป็นไรครับ”
ดูจากชื่อบนชาร์ตแล้ว เขาน่าจะมีชื่อว่า โอวิน มาเซก้า
‘บรรพบุรุษมาจากตระกูลขุนนางหรือเปล่านะ’
「ประเทศดิไอแลน」ถือกำเนิดขึ้นจากการรวบรวมอาณาจักรขนาดเล็กเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว
อาณาจักรเล็ก ๆ ย่อมมีจำนวนผู้มีพลังพิเศษค่อนข้างน้อย ทำให้ยากต่อการรับมือกับดอร์ (door) เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นทุกครั้งที่ดอร์ถูกเปิดออก ครึ่งหนึ่งของอาณาจักรเหล่านี้ก็จะราบเป็นหน้ากลองในชั่วพริบตา
ด้วยเหตุนี้เอง เหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ตระหนักได้ถึงความไม่ปลอดภัยจึงเห็นพ้องต้องกันในการก่อตั้งประเทศขนาดใหญ่ซึ่งมีรากฐานการป้องกันตัวเองที่มั่นคงโดยยึดเอา 「อาณาจักรดิไอแลน」 เป็นจุดศูนย์กลาง
ประเทศ 「ดิไอแลน」 จึงถือกำเนิดขึ้นดังที่เห็นในทุกวันนี้
ถึงแม้ว่าอารยธรรมและความตื่นรู้ของประชาชนจะเจริญก้าวหน้าขึ้นมากแล้ว แต่ทว่าการดำรงอยู่ของชนชั้น「ราชวงศ์」ในดิไอแลนก็ยังคงชัดเจนไม่เสื่อมคลาย เนื่องจากได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์สำคัญของการรวมดินแดนต่าง ๆ ให้เป็นปึกแผ่นเดียวกันนั่นเอง
‘ถึงตอนนี้ราชวงศ์จะไม่ได้มีอำนาจอะไรแล้วก็เถอะ’
ดิไอแลนไม่มีตำแหน่งประธานาธิบดีเหมือนประเทศอื่น จะมีก็แต่ 「สภาสูง」 และ 「ประธานสภาสูง」 ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้นำระบบทั้งหมดในฐานะรัฐบาล
ว่ากันว่าราชวงศ์มีอำนาจสูงเสียดฟ้าในช่วงยุคแรกของการก่อตั้งประเทศ แต่นั่นเป็นเพียงคำกล่าวในสมัยโบราณเท่านั้น เพราะในยุคนี้ราชวงศ์ไม่สามารถละเมิดสิทธิของประชาชนได้และมีสิทธิปกครองแค่ในขอบเขตที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น
ไม่เพียงแค่นั้น ในเมื่อดิไอแลนเกิดจากการรวมอาณาจักรต่าง ๆ เข้าด้วยกัน พลเมืองในประเทศจึงมีรูปร่างหน้าตาและชื่อที่หลากหลาย ซึ่งราชวงศ์ก็ให้เกียรติประชาชนที่มีรากเหง้าและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นกัน
ดังนั้น ผู้คนในประเทศนี้จึงยอมรับความแตกต่างของแต่ละคนได้โดยไม่เกิดความรู้สึกแปลกแยก แม้ในช่วงแรกจะมีอุปสรรคด้านกำแพงภาษาอันนำมาสู่ความขัดแย้งภายใน แต่สุดท้ายกลุ่มแกนนำของแต่ละอาณาจักรก็ยอมแพ้ในการดึงดันจะใช้ภาษาบ้านเกิดของตัวเอง และเริ่มสร้าง「ภาษาราชการของดิไอแลน」ขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้ใช้สื่อสารกัน
‘ก็เป็นการเลือกที่สมเหตุสมผลดีแล้วละ’
ติดตรงที่ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาของอารยธรรมอย่างใหญ่หลวงในปัจจุบันคือคนที่ยอนอีแสนจะเกลียดชัง…พ่อของเขานั่นเอง
“ได้รับคำสั่งย้ายมาจากศูนย์ไหนเหรอครับ?” โอวินเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ไลบรัมจ์ครับ”
“อ๋อ ไลบรัมจ์นี่เอง เป็นที่ที่ดีนะครับ บ้านป้าผมอยู่แถว ๆ นั้นด้วย”
ยอนอีพยักหน้าตอบรับแบบขอไปที เขากำลังคิดว่าหลังจากไกด์ดิงเสร็จแล้วจะลองแวะไปที่หอสมุดสักหน่อย เพราะอย่างน้อยหอสมุดที่นี่ก็น่าจะมีหนังสือเยอะกว่าที่ไลบรัมจ์
“โอ๊ะ หรือว่าคุณคือ?!”
ชายคนนั้นทำตาเป็นประกาย การจับจ้องที่ชวนอึดอัดของเขาทำให้ยอนอีต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“ผมเคยได้ยินข่าวลือบางอย่างมา ไม่ทราบว่าคุณคือไกด์ที่ถูกไล่ออกจากพื้นที่เพราะปลอมแปลงตัวตนหรือเปล่าครับ?”
การไกด์ดิงของยอนอีหยุดชะงักลงทันที โอวินสะดุ้งตกใจเพราะความรู้สึกเจ็บจี๊ดที่พุ่งขึ้นมาพร้อมกับลูบข้อมือตัวเอง
‘ข่าวลือตามมาถึงเมืองหลวงเลยเหรอ?’
ชักจะไม่ตลกซะแล้วสิ
ยอนอีครุ่นคิดในใจถึงเรื่องราวที่เพิ่งได้รับรู้ ยังไงเขาก็ไม่ได้ผูกมิตรอะไรกับคนที่ศูนย์เก่าอยู่แล้ว จะไปทำอะไรขัดแข้งขัดขาชาวบ้านรึก็ไม่เคย ถ้าอยากซุบซิบเรื่องชาวบ้านถึงขนาดนั้นก็เชิญตามสบายเถอะ
“ผมสงสัยน่ะครับ ว่าทำไมคุณถึงต้องปิดบังใบหน้าถึงขนาดนี้ด้วย?”
“เมื่อสักครู่นี้ผมน่าจะบอกไปแล้วนะครับ ว่าเป็นเพราะผมมีรอยแผลเป็น”
“อ๋อ……จริงด้วย ผมนี่มันสมองปลาทองจริง ๆ ไม่ทันไรก็ลืมซะแล้ว”
ยอนอีมองดูท่าทางตื่นตระหนกของโอวินพลางคลี่ยิ้มบาง ๆ ถึงแม้ว่าโอวินจะมองไม่เห็นเพราะถูกหน้ากากปิดบังอยู่ก็ตาม
“ไว้เจอกันนะครับ”
หลังจากทำการไกด์ดิงที่ออกจะแปลก ๆ สักหน่อยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยอนอีก็ตรงไปที่หอสมุดตามแผนที่วางไว้ แต่ในระหว่างทางกลับพบความผิดปกติที่เกิดขึ้น
ผู้คนมากมายรวมตัวกันและส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่ตรงหน้าบอร์ดประกาศขนาดใหญ่บนกำแพง จู่ ๆ ยอนอีก็รู้สึกถึงลางไม่ดีขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ เพราะตอนที่ตัวเองได้รับคำสั่งย้ายมายังเมืองหลวงก็ถูกประกาศขึ้นจออย่างนี้เช่นกัน
“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?”
“มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของศูนย์งั้นเหรอ? โห……ในรอบ 10 ปีเชียวนะ”
“ว่าแต่ มันต่างกับของเก่ายังไงเหรอครับ? ก็แทบจะเหมือนเดิมนี่นา”
บนบอร์ดประกาศมีกฎระเบียบใหม่และเก่าติดขนาบข้างกันอยู่ เหล่าพนักงานต่างก็มารวมตัวกันเพื่อเล่นเกมจับผิดภาพบนกระดาน แต่เพียงไม่นานก็มีคนหาความแตกต่างพบจนได้
“เอ๊ะ? เครื่องแต่งกายที่ไม่อนุญาตให้สวมใส่……?” ผู้ชายคนหนึ่งอ่านตัวอักษรในฝั่งที่ถูกแก้ไขเสียงดัง
「เพื่อเพิ่มความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในศูนย์ จึงห้ามมิให้สวมหน้ากากอนามัยหรือสิ่งปิดบังใบหน้า
ในกรณีที่จำเป็นต้องสวมใส่ จะต้องทำการยื่นเอกสารชี้แจง (ใบรับรองแพทย์, รายงานเกี่ยวกับรายละเอียด, ใบวินิจฉัยจากแพทย์ 2 คนขึ้นไป, รายงานผลการตรวจโรค, เอกสารชี้แจง เป็นต้น) ซึ่งเอกสารข้างต้นจะต้องทำการยื่นใหม่ทุกสัปดาห์หากต้องการต่อเวลา」
ฮะ?
ยอนอีแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
กฎระเบียบที่ถูกเปลี่ยนใหม่ในรอบ 10 ปี มีแค่เรื่องหน้ากากอนามัยเรื่องเดียวเนี่ยนะ?
“หน้ากากเหรอครับ? แก้แค่เรื่องนั้นอย่างเดียวเองเหรอ?”
“เอ่อ……แค่นี้แหละครับ”
“แล้วทำไมถึงต้องประกาศขึ้นบอร์ดซะใหญ่โตด้วยเนี่ย?”
“นั่นสิครับ มีคนที่ใส่หน้ากากตลอดเวลาจนถึงกับต้องเปลี่ยนกฎที่ไหนกัน”
ยอนอีตกใจจนต้องรีบหันหลังไปถอดหน้ากากออกโดยไม่ให้คนอื่นเห็น
‘แม่งเอ๊ย……เอาจริงดิ?’
ความซวยได้มาเยือนเขาอย่างเต็มรูปแบบแล้ว การที่ยอนอีต้องสวมหน้ากากอนามัย สวมแว่นทรงสี่เหลี่ยมพิลึก ๆ และไว้หน้าม้ายาวปิดหน้าปิดตาก็เป็นเพราะเขารู้ตัวมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า หน้าตาตัวเองค่อนข้างจะโดดเด่นกว่าผู้คนรอบข้างอยู่มากโขทีเดียว
ถึงแม้จะมีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่เขามั่นใจคือใบหน้านี้ไม่มีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายตามที่เขาตั้งใจไว้เลยแม้แต่น้อย ทว่าจะให้ทำลายสิ่งที่แม่ผู้เป็นที่รักมอบให้ก็ทำไม่ลง จึงได้แต่ปกปิดมันเอาไว้อย่างมิดชิดเท่านั้น
“เฮ้อ”
ไอ้ศูนย์เมืองหลวงเฮงซวย……