Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 61 Yellow #3
แจยองไม่เคยคิดถึงอนาคต อนาคตอันไกลโพ้นก็เป็นเพียงปัจจุบันของสักวันหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงถือคติว่าจงทำสิ่งที่อยากทำในขณะนั้นและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และตอนนี้ ณ ปัจจุบันนี้ แจยองก็กำลังหลงชูซังอูอย่างหัวปักหัวปำ แล้วมันจะมีปัญหาอะไรล่ะ
เขาจุดไฟแช็กซิปโป้แล้วสูบบุหรี่เข้าไปเต็มปอดทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง จากนั้นก็ผ่อนลมหายใจพ่นควันออกมาช้าๆ จนสุดปอด
“ไม่ แล้วคือแม่ง…มึงจะแคร์เรื่องพวกนั้นทำไมอะ ใครจะไปรู้ว่าพอถึงตอนนั้นแล้วกูกับเด็กนั่นจะยังรู้สึกเหมือนเดิมไหม แค่โฟกัสกับปัจจุบันก็ยุ่งมากพอแล้ว ไม่มีแรงเหลือไปคิดมากเรื่องพวกนั้นหรอก”
แจยองพูดอย่างหยาบกระด้าง ไม่งั้นจะบอกให้เขาเริ่มนับถอยหลังตั้งแต่วันนี้ แล้วซ้อมร้องไห้เตรียมตัวบอกลา ทำแหวนคู่ใส่กันคนละวง พร่ำเพ้อว่าอยู่ที่นู่นก็ห้ามลืมกันนะอย่างนั้นหรือ ไร้สาระชะมัด
ยิ่งไปกว่านั้นชูซังอูที่ยังคงยืนอยู่ตรงทางขึ้นบันไดไม่ได้เข้าใจด้วยซ้ำว่านี่คือการคบหากัน และแจยองก็ไม่คิดด้วยว่าคนที่กลัวเกรดจะตกเพราะมีความต้องการทางเพศอย่างรุนแรงแบบนั้นจะเสียใจมากมายเรื่องที่เขาต้องไปเรียนต่อในอีกสองเดือนข้างหน้า คนที่อัดอั้นตันใจคือเขาต่างหาก
“เรื่องโง่ๆ แบบนั้นเชิญมึงทำไปคนเดียวเถอะ ไม่ต้องมาบังคับคนอื่น”
ยูนาเงียบไปครู่ใหญ่ เธอเอาแต่มองท้องฟ้าด้วยสีหน้าว่างเปล่าและสูบบุหรี่ติดกันถึงสองมวน แจยองเองก็รอจนกระทั่งอีกฝ่ายพร้อม
“นั่นสินะ คงเพราะสถานการณ์มันคล้ายกันเกินไป กูเลยอินไปเองละมั้ง”
ในท้ายที่สุดยูนาก็พูดในสิ่งที่เขาอยากได้ยิน เธอสบถแล้วพูดว่า “ขอโทษที่วุ่นวาย” แจยองนับถือความไม่จู้จี้ของอีกฝ่ายอย่างมาก แม้นิสัยและแนวคิดของพวกเขาจะต่างกัน แต่เพราะแบบนั้นพวกเขาจึงยังเป็นเพื่อนกันมาได้จนถึงตอนนี้
“ว่าแต่ มึง… เป็นไบอยู่แล้วเหรอ”
“คงไม่มั้ง ไม่รู้สิ”
แจยองตอบไปตามตรง เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นแบบจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง
“แจยองอา”
ยูนาจะเรียกเขาแบบนี้ตอนที่จะล้อเลียนเท่านั้น
“ถึงจะต้องจากกันแต่ก็ช่วยทำตัวดีๆ หน่อยเถอะ ปวดใจว่ะ”
หญิงสาวพูดอย่างล้อเลียนพลางนิ่วหน้าราวกับเจ็บปวด แจยองคิดว่าอีกฝ่ายพูดแต่เรื่องเหลวไหล ไม่ได้รู้ตัวเล้ยว่าช่วงนี้ตัวเองใช้ชีวิตอย่างไร
“เฮ้อ น่าสงสาร... ดูก็รู้ว่าเด็กนั่นไม่เคยมีแฟนมาก่อน ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงมาติดแหง่กกับไอ้บ้านี่”
แจยองหัวเราะออกมาราวกับเป็นเรื่องเหลวไหล ใครติดใครกันแน่ ในมุมของแจยองนั้นเป็นเขาต่างหากที่ติดเบ็ดของชูซังอูและกำลังดีดดิ้นสะบัดหางพึ่บพั่บ ส่วนคนตกปลาก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีปลามาติดเบ็ดเพราะมัวแต่มองไปทางอื่น แม้ยูนาจะกำลังเข้าใจผิด แต่แจยองก็ไม่คิดจะอธิบายอะไร
“คิดว่าเด็กนั่นโง่นักหรือไง เขาบอกว่าเคยมีแฟนแล้ว”
“โกหกน่ะสิ”
“โกหกอะไรล่ะ คนอย่างหมอนั่นให้ตายก็ไม่ยอมพูดโกหกหรอก”
“นึกภาพไม่ออกเลยแฮะ”
ยูนาเอียงศีรษะ
แจยองไม่ได้ตอบอะไร เมื่อก่อนเขาก็เคยคิดแบบนั้น แต่ตอนนี้มันต่างออกไป เช่นเดียวกับหลุมทรายดูดที่ยากจะมองเห็นในแวบแรก เมื่อก้าวเท้าเข้าไปแล้วก็มีแต่ต้องถูกดูดลงไป แจยองไม่คิดทะนงตัวว่าในโลกนี้จะมีเพียงเขาคนเดียวที่มองเห็นเสน่ห์ของชูซังอู
“งั้นฉันไปก่อนล่ะ วันนี้อยู่กันไปสองคนแล้วกัน ไม่กวนแล้ว”
ยูนาวิ่งลงบันไดนอกตึกพลางโบกมือให้โดยไม่หันกลับมามอง แจยองเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า จากนั้นก็รีบก้าวเร็วๆ กลับเข้าไปในตึก
⌘W
“สวยแฮะ”
บรรยากาศช่างน่าหลงใหลเสียจนเขาหลุดพูดกับตัวเอง ท้องฟ้ายามอาทิตย์ตกดินไล่โทนสีอินดิโก้[1]และสีม่วงช่วยกระตุ้นจินตนาการ
บรรยากาศยามค่ำดูปลอดโปร่ง เหมาะกับการเล่นสเกตบอร์ดเป็นที่สุด แต่แจยองกลับถูกเจ้านายผู้ชั่วร้ายล่ามโซ่ไว้ที่ห้องทำงานเพื่อให้ทำงานเยี่ยงทาส
ฝั่งกราฟิก พอมีการเปลี่ยน Flow Chart[2] จึงมีส่วนที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อย และงานกองใหญ่ก็คือการปรับให้เข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ แต่พวกงานออกแบบส่วนใหญ่เสร็จแล้วจึงเบาใจได้บ้าง ส่วนฝั่งพัฒนาเกมกำลังรบราฆ่าฟันกับการดีบั๊ก บนหน้าจอของซังอูมักจะเต็มไปด้วยตัวหนังสือสีแดง แม้แต่คนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการเขียนโค้ดอย่างแจยองยังรู้ว่านั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดี
‘เพราะรีซอร์ซยังไม่เรียบร้อย… (บลาๆๆ) โค้ดที่ใช้จัดการดาต้าก็เลย (บลาๆๆ) ส่วนในกรณีของตัวแปรส่วนกลาง…’
จำได้ว่าเขาเคยถามอีกฝ่ายว่ามันหมายความว่าอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับมา เขาจึงไม่คิดจะลองดีอีก
แจยองมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่ครู่หนึ่ง พอกลับมายังที่นั่งจึงเห็นว่าซังอูหยุดทำงานไปแล้ว และกำลังมองมา แจยองเดาว่าอีกฝ่ายอาจมีเรื่องจะร้องขอ
“ทำไมเหรอ”
“เห็นว่ารุ่นพี่เอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างน่ะครับ”
“ก็แค่…วันนี้อากาศดีน่ะ”
“ถ้าอยากไปเที่ยวก็ไปเถอะครับ”
นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ที่ผ่านมาชูซังอูไม่เคยอนุญาตให้พักโดยไม่มีเหตุผลมาก่อน เห็นทำงานหนักมาหลายวันก็เลยใจดีด้วยอย่างนั้นเหรอ หรืออ่อนโยนขึ้นเพราะความสัมพันธ์ที่กำลังคืบหน้า? แจยองคิดว่าถ้ามันเป็นอย่างหลังก็คงจะดี
“งั้นวันนี้รุ่นพี่ก็ไปเถอะครับ ไว้เจอกันพรุ่งนี้”
ซังอูพูดอย่างสุขุมแล้วนั่งยืดหลังตรง
อีกฝ่ายเป็นคนที่ไม่อาจเรียกได้ว่าทึ่มทื่อแม้จะแค่ล้อเล่นก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นคนที่คิดน้อยจริงๆ นี่คิดแค่ว่า ‘เขาคงอยากไปเที่ยว’ หรืออย่างไร ไม่คิดไปถึงว่าเขาอยากไปเที่ยวกับใครบ้างหรือ แจยองมองท้องฟ้าอีกครั้งก่อนจะหมุนเก้าอี้เป็นวงกลม
“ซังอู”
“ครับ”
“ไปเล่นบาสกันเถอะ”
เสียงเคาะแป้นพิมพ์เงียบลง ซังอูนิ่งไปประมาณสิบวินาทีก่อนจะตอบ
“แต่ผมไม่ว่างนะ”
จู่ๆ วันนี้อีกฝ่ายก็นุ่มนิ่มเหมือนเจลลี่ เดิมทีแจยองคิดว่าคำตอบจะเป็น ‘ไม่ว่างครับ’ เสียอีก เขาเผยยิ้มกว้างพลางลุกขึ้นบิดขี้เกียจและทำทีเป็นก้มมองหน้าจอของซังอูโดยไม่จำเป็น ก่อนจะกดจูบที่ข้างแก้มของอีกฝ่ายไวๆ
“ฉันจะออกไปก่อน เก็บของเสร็จแล้วก็ตามออกมานะ”
ซังอูทำตัวเอื่อยเฉื่อยอยู่สักพักก่อนจะตามออกมา ทั้งคู่เดินลงบันไดโดยไม่พูดอะไรกันราวกับกำลังทำตัวไม่ถูกอย่างมากจนกระทั่งออกมาเจอกับความมืดมิดด้านนอก พอเห็นอีกฝ่ายทำตัวประหม่าเหมือนตอนเดินด้วยกันที่กำแพงจองรยูนดง แจยองก็พลอยรู้สึกจั๊กจี้หัวใจเหมือนเพิ่งเคยมีแฟนครั้งแรกไปด้วย
“รุ่นพี่เล่นบาสเก่งเหรอครับ”
ในระหว่างนั้นอีกฝ่ายก็ถามขึ้น
“ก็คิดว่าไม่แย่นะ”
เขาตอบอย่างถ่อมตน แต่ความจริงแล้วบาสเกตบอลเป็นกีฬาที่แจยองมั่นใจมากที่สุด เขาหลงใหลมันมาตั้งแต่สมัยมัธยมจึงเล่นบ่อยๆ และตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็เคยร่วมทีมกับเพื่อนชมรมบาสเกตบอลลงแข่งกระชับมิตรอีกด้วย
“งั้นผมก็คงแพ้สินะครับ ตั้งแต่จบมอปลายก็ไม่ได้เล่นเลยสักครั้ง”
“ก็แค่เล่นๆ กันเอง จะไปกังวลอะไรกับเรื่องแบบนั้น”
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากแพ้นี่ครับ”
พอมาลองคิดๆ ดูแล้ว ซังอูเคยบอกว่าตัวเองเล่นเกมไม่เก่ง ทั้งที่เป็นคนที่กระหายในชัยชนะและมีมาตรฐานสูงกว่าคนอื่น แต่ภายนอกกลับดูไม่เป็นแบบนั้น ด้วยเหตุนั้นแจยองจึงคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่น่าสนใจ เหมาะแก่การเรียนรู้ ไม่ว่าจะด้านซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ก็ตาม
“ลูกบาสล่ะครับ”
“กำลังจะไปเอานี่แหละ”
ลูกบาสที่แจยองพูดถึงอยู่ที่สโมสรนักศึกษา หลังจากที่ครั้งก่อนมาหาเสื้อผ้าสำหรับแสดงละครสั้นภาษาจีน นี่เป็นครั้งที่สองที่เขามาที่นี่กับซังอู ระหว่างที่กำลังเดินขึ้นบันไดแจยองก็เอ่ยถาม
“ก่อนหน้านี้เคยมาแล้ว จำได้หรือเปล่า”
“วันศุกร์ที่ 8 มีนาคมใช่ไหมครับ วันนั้นรุ่นพี่ถอดหมวกผมในห้องแต่งตัว ผมก็เลยโกรธ”
“…”
ไม่พูดถึงเรื่องในตอนนั้นน่าจะดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ทำให้แจยองตกใจคือนับตั้งแต่ตอนนั้นก็ผ่านมาสองเดือนแล้ว ถ้าบอกตัวเองในตอนนั้นว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนจะกลายมาเป็นแบบนี้ ตัวเขาคงจะหัวเราะเยาะและต้องไม่เชื่อเป็นแน่
เขาเดินเคียงข้างซังอูมาจนถึงหน้าประตู แม้จะดึกแล้วแต่ภายในห้องยังคงมีเสียงดังเล็ดลอดออกมาคล้ายว่ากำลังประชุมกันอยู่ ช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมการแสดงประจำปี ระหว่างที่คิดว่าด้านในน่าจะกำลังเตรียมการกันอยู่ เขาก็เคาะประตูสองครั้ง พอเปิดประตูเข้าไป เสียงดังอึกทึกก็พลันเงียบลง
“แค่มาเอาของน่ะ เชิญตามสบาย”
พอเดินเข้าไปข้างในเหล่ารุ่นน้องก็ส่งเสียงเอะอะ
“พี่ครับบบบบบบ!”
“มาแล้วเหรอคะพี่ กำลังรอพี่อยู่เลยค่ะ!”
“เชิญนั่งตรงนี้เลยครับ รุ่นพี่”
เขารู้จักประธาน รองประธาน และเหรัญญิก แต่อีกสี่คนที่เหลือเป็นเด็กที่เขาไม่รู้จัก แจยองหลบมือที่พยายามจะจับตนไว้ แล้วเดินไปค้นของในกล่อง ประธานชมรมเลียบๆ เคียงๆ เข้ามาใกล้แล้วบีบนวดไหล่ของเขา
“ช่วงนี้เหนื่อยมากเลยใช่ไหมครับ มัวแต่ทำงานลำบากแย่เลย”
“อือ ใช่ ช่วยเอามือออกไปทีได้ไหม”
นี่มันเหมือนจะหักไหล่กันมากกว่าจะนวด รองประธานยื่นเครื่องดื่มกระป๋องมาให้พลางพูดว่า “ดื่มนี่สักหน่อยสิคะ” โลโก้ข้างกระป๋องเครื่องดื่มสีดำดูคุ้นตา เขาได้แต่ตกใจที่ยังมี ‘แบล็กโฮลิก’ เหลืออยู่ที่ห้องสโมสร มันไม่มีวันหมดอายุหรืออย่างไร
“…ไม่ดีกว่า พี่ไม่ดื่มอันนั้น”
เขาปฏิเสธอย่างนิ่มนวลแล้วหยิบลูกบาสที่อยู่ในกองรองเท้าขึ้นมา ขณะกำลังจะออกจากห้องก็ถูกคนพวกนั้นจับแขนไว้คนละข้างแล้วบังคับให้นั่งลงที่โซฟา ซังอูที่ยืนอยู่หน้าประตูกอดอกหัวเราะเยาะเขา
“อะไรของพวกนายเนี่ย”
ความจริงแล้วเขารู้ดี เพราะคนพวกนี้มาตื๊อให้แจยองรับบทพระเอกและออกแบบโปสเตอร์ให้กับการแสดงประจำปีครั้งนี้มาตั้งแต่ต้นปี แม้ตอนนี้คล้ายจะยอมแพ้เรื่องโปสเตอร์ไปแล้ว แต่ก็ยังคงติดต่อขอให้มาร่วมแสดงอยู่ตลอด จนกระทั่งล่าสุดเบอร์โทรศัพท์ของประธานชมรมถูกเพิ่มเข้าไปในเบอร์สแปมเรียบร้อยแล้ว
แจยองย่อมต้องปฏิเสธแน่นอนอยู่แล้ว เหตุผลข้อแรกคือ แค่งานพาร์ตไทม์ งานอดิเรก ชีวิตประจำวัน และเรื่องความสัมพันธ์ก็ทำเขาก็ยุ่งจนหัวหมุนแล้ว เหตุผลที่สอง ในปีที่แล้วเขาเคยรับหน้าที่เป็นทั้งนักแสดงนำ ผู้กำกับ และคนออกแบบโปสเตอร์ของเรื่อง < ความตายของเซลส์แมน > ไปแล้ว แม้แจยองจะมีมุมที่หน้าหนาอยู่บ้าง แต่พอนึกถึงตอนที่ตัวเองเดินสายโปรโมต ‘ละครเวทีปัจฉิมนิเทศ’ อย่างยิ่งใหญ่ขึ้นมา ใบหน้าก็พลันร้อนวูบวาบ เขาจะมีหน้าไปปรากฏตัวในการแสดงละครเวทีอีกได้อย่างไร
“รุ่นพี่… ช่วยกันสักครั้งไม่ได้เหรอครับ เห็นรุ่นพี่บอกว่างานยุ่ง พวกเราก็เลยเปลี่ยนให้เล่นบทเล็กๆ แทนแล้วไงครับ”
“ครั้งเดียวเองค่ะ ขอแค่ครั้งเดียวเองนะคะ ว่าแต่ทำไมช่วงนี้ไม่ยอมรับสายฉันล่ะคะ”
“เราต้องเก็บเกี่ยวความทรงจำที่มีค่าก่อนจะเรียนจบสิครับพี่ ช่วยเห็นใจสักครั้งเถอะครับ นะครับ? มีคนรอดูการแสดงครั้งสุดท้ายของพี่ตั้งกี่คน ให้ผมไปล่ารายชื่อมาเลยไหมครับ”
แจยองสลัดเหล่ารุ่นน้องออกแล้วลุกขึ้น เขากอดลูกบาสไว้แล้วเดินฝ่าคนที่ยืนขวางทางออกมาทีละคนๆ
“ตอนช่วยงานเทศกาลก็บอกแล้วใช่ไหมว่านั่นเป็นครั้งสุดท้าย บอกแล้วไงว่าให้คิดซะว่าฉันเรียนจบไปแล้ว”
“ก็ยังไม่จบนี่ครับ!”
แจยองรีบปิดประตูอย่างแรงก่อนที่ประธานชมรมที่ทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้าใส่จะออกมา
“เฮ้อ”
เขาขจัดความรู้สึกที่วุ่นวายออกไปพลางจัดระเบียบเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ หลังจากเหน็บลูกบาสไว้ที่สีข้างแล้วหันไปมองด้านข้างก็พบว่าซังอูกำลังเอามือปิดปากหัวเราะ ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าว่าอีกฝ่ายดูมีสีหน้าหลากหลายขึ้น
“ทำไมมองแบบนั้นล่ะครับ”
น้ำเสียงของเจ้าตัวบ่งบอกว่าไม่เข้าใจจริงๆ แจยองตอบไปว่าไม่รู้เหมือนกันแล้วเริ่มออกเดิน พอออกมานอกตึก เขาก็หยิบลูกบาสขึ้นมาเล่นและมุ่งหน้าไปที่สนาม เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการโยนลูกบาสขึ้นสูงๆ แล้วรับ จากนั้นก็เลี้ยงลูกแล้วหมุนลูกบาสบนปลายนิ้ว แต่ซังอูกลับดูไม่สนใจ หลังจากเงียบอยู่สักพักอีกฝ่ายก็เอ่ยปากถาม
“พวกเขาขอให้เล่นบทอะไรเหรอครับ”
“บทรับเชิญประมาณห้านาทีน่ะ ฉันปฏิเสธไปแล้วว่าไม่ว่าง เพราะงั้นจะมาว่ากันไม่ได้นะ”
“เป็นบทอะไรเหรอครับ”
“ไม่รู้สิ โจรสลัดมั้ง เอาเป็นว่าเป็นบทที่ออกมาแค่ห้านาทีแล้วตายน่ะ”
ซังอูเงียบไปอีกครั้ง แม้แจยองจะชอบน้ำเสียงห้วนแห้งของอีกฝ่าย แต่ตอนที่เงียบเขาก็ชอบเหมือนกัน อาจเพราะเป็นค่ำคืนที่สวยงาม ทุกอย่างจึงดูดีไปหมด แม้จะไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไร แต่ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่จะอยู่ในความทรงจำไปอีกนานแสนนาน เขารู้สึกได้ว่าวันนี้จะต้องเป็นแบบนั้นอย่างแน่นอน ท้องฟ้าสีม่วงเข้มให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในโลกแฟนตาซี และแจยองรู้สึกชอบใจที่ตนกำลังจะได้ไปเล่นบาสเกตบอลกับเด็กผู้ชายที่ไม่มีมุมโรแมนติกเลยสักนิด
“น่าเสียดายนะครับ”
ในตอนนั้นเองซังอูก็โพล่งขึ้น
“อะไรเหรอ”
“ผมยังไม่เคยไปดูการแสดงของชมรมการละครสักครั้งเลยน่ะครับ มาตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสได้ดูแล้ว”
แจยองหันไปมองใบหน้าด้านข้างของซังอู คำพูดนั้นเป็นประโยคที่ไม่สมบูรณ์ ฟังดูไม่เหมือนวิธีพูดปกติของซังอู แต่เขาก็ไม่ได้ถามว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอะไร เขาไม่สามารถถามแบบนั้นออกไปได้ ก่อนที่ความรู้สึกอึดอัดราวกับจมอยู่ใต้น้ำที่เกิดขึ้นในช่วงนี้จะผงาดขึ้นมา แจยองก็เริ่มเด้งลูกบาส
เผลอแป๊บเดียวพวกเขาก็มายืนอยู่บนคอร์ทสีเขียวแล้ว แจยองเดินไปที่เส้นกลางแล้วมองซังอูที่ยืนอยู่ห่างออกไป ผิวของอีกฝ่ายดูขาวซีดกว่าปกติเมื่อถูกห้อมล้อมไปด้วยสีอัลตร้ามารีนเข้ม[3]
“พนันสิบแต้มกันไหม”
“ได้ครับ”
[1] สีอินดิโก้ (Indigo) สีคราม รหัสสี #3F00FF
[2] Flow Chart แผนภาพแสดงลำดับการเคลื่อนไหวหรือการกระทำของคนหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องในระบบต่างๆ
[3] สีอัลตร้ามารีนเข้ม สีน้ำเงินบนสนามบาส