Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 10 <10> #3
วันต่อมา และเป็นวันที่สองของเทอมใหม่ที่รอคอยมานาน
ซังอูออกจากบ้านเร็วกว่าปกติหนึ่งชั่วโมงและขี่จักรยานอย่างไร้เรี่ยวแรง ปกติแล้วเขาจะได้นอนอย่างมีคุณภาพครบแปดชั่วโมงเสมอ แต่วันนี้เขาสะดุ้งตื่นกลางดึกครั้งหนึ่งเพราะฝันร้ายจึงได้นอนแค่สี่ชั่วโมงเท่านั้น ทำเอาสภาพร่างกายย่ำแย่ ในฝันมีเสื้อขนเป็ดสีแดงโผล่มา เมื่อรูดซิปลงก็พบกับฟันแหลมคมที่หมายจะกัดซังอู แม้ว่าหลังตื่นขึ้นมาแล้วจะรู้สึกขำ แต่ในฝันมันน่ากลัวจนต้องวิ่งหนี
‘อดทนแค่สองอาทิตย์เท่านั้น’
ซังอูกัดฟันสะกดจิตตัวเอง เขารู้สึกว่าชีวิตที่สงบสุขกำลังพังทลายลง นั่นเป็นความวิตกกังวลอันไร้สาเหตุที่มักจะเอ่อล้นออกมา เขาจึงต้องคอยทำใจให้สงบ เขาไม่มีแผนสำรองแล้ว จะเปลี่ยนวิชาเรียนก็ไม่ได้อีก (อย่างไรจางแจยองก็ตามมาอยู่ดี) และจะดรอปเรียนเพราะเรื่องโชคร้ายแบบนี้ก็ไม่ได้เช่นกัน
ตอนที่เขาเข้ามาทางประตูใหญ่และก้มดูเวลาพบว่าตอนนี้เป็นเวลา 8:24 น. เขามาถึงมหาวิทยาลัยแต่เช้าเพื่อจองที่นั่งให้ได้ ไม่ให้เหมือนกับเมื่อวาน เวลานี้ยังเช้าอยู่ ในมหาวิทยาลัยจึงไม่ค่อยมีนักศึกษา ซังอูล็อกจักรยานไว้หน้าห้องสมุด แล้วมุ่งหน้าไปยังตึกวิศวกรรมศาสตร์ที่มีคาบเรียนวันนี้
ทันทีที่เปิดประตูห้องเรียนเขาก็ต้องพบกับความสิ้นหวัง เพราะบนโต๊ะขวาสุดแถวที่สี่มีกระเป๋าหนังวางอยู่ ไม่รู้อีกฝ่ายมาจองที่ตั้งแต่กี่โมงกันแน่ เขารีบวิ่งมาดูกระเป๋าใกล้ๆ แต่ก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดี
‘หรือจะวางไว้ตั้งแต่เมื่อวาน?’
ซังอูนึกถึงความเป็นไปได้อันน่าตกตะลึง คนคนนั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าใช่คนขยัน แทนที่จะบอกว่าเจ้าตัวตื่นแต่เช้าเพื่อเอากระเป๋ามาวาง สู้บอกว่าวางทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อวานยังฟังดูสมเหตุสมผลกว่า
อย่างไรก็ตาม วันนี้ซังอูแพ้อีกแล้ว เขาต้องไปนั่งตรงที่ที่ไกลจากตรงนั้นมากที่สุดอย่างช่วยไม่ได้ ในห้องเรียนยังไม่ได้เปิดฮีทเตอร์ อากาศจึงหนาวเหมือนข้างนอก เขานั่งลงโดยไม่ถอดเสื้อขนเป็ดและผ้าพันคอออก จากนั้นความง่วงงุนก็แวะเวียนมา แน่ล่ะ เพราะเมื่อคืนเขานอนไม่พอ เขาเปิดหนังสือเพื่ออ่านเตรียมบทเรียน แต่ตัวหนังสือกลับเบลอไปหมด
‘ถ้าง่วงในคาบละก็แย่แน่’
เพราะฉะนั้นงีบก่อนเริ่มคาบจะดีกว่า เขาปิดหนังสือแล้วใช้แทนหมอนเป็นครั้งแรก แนบแก้มกับหนังสือเรียนแล้วหลับตาลง จากนั้นสติก็เลือนรางในทันใด
“…คะแนนการบ้าน 30 คะแนน อีก 20 คะแนนมาจากการสอบปลายภาค ห้องทำงานกับอีเมลของผมอยู่ในเอกสารประมวลรายวิชาแล้วใช่ไหม นักศึกษาที่ต้องการคำปรึกษาสามารถไปหาผู้ช่วยอาจารย์หรือส่งอีเมลมาหาผมโดยตรงได้เลย เอาล่ะ ทีนี้มาดูกันที่กระดาษโจทย์”
เมื่อซังอูลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็ได้ยินน้ำเสียงราบเรียบ และมีสีแดงบดบังทัศนวิสัย เขามั่นใจว่าตัวเองนั่งห่างจากที่ที่อีกฝ่ายจองไว้ประมาณหนึ่ง แต่จางแจยองคนนั้นกลับนั่งปั้นหน้ายิ้มเยาะอยู่ข้างๆ
ซังอูรีบนั่งหลังตรงและดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ คาบเรียนเริ่มมาตั้ง 14 นาทีแล้ว
เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าเพื่อนนักศึกษากำลังดูกระดาษโจทย์ที่มีกันคนละหนึ่งแผ่น พรึ่บพรั่บ แจยองที่อยู่ข้างๆ สะบัดกระดาษ A4 ที่หนีบอยู่ระหว่างสองนิ้ว
‘ไอ้บ้านั่น…’
ซังอูมองนักศึกษาคนอื่นอย่างลุกลี้ลุกลน แต่ไม่มีใครมีกระดาษโจทย์เหลืออยู่เลย จะไปขัดจังหวะอาจารย์เพื่อขอแผ่นใหม่ก็รู้สึกลำบากใจที่ตัวเองนิ่งเฉยมาจนถึงตอนนี้ ซังอูกัดฟันยื่นมือไปหาแจยองแล้วพูดเสียงเบา
“เอามาครับ ชีตของผม”
“เอาไปทิ้งไว้ไหนล่ะ นี่ของฉัน”
“ยังไงรุ่นพี่ก็ไม่เรียนอยู่แล้วนี่ครับ”
แจยองหรี่ตาลง เขาสะบัดกระดาษบางๆ ที่อยู่ที่ปลายนิ้ว ซังอูยื่นมือออกไปหวังจะฉวยมา แต่แจยองก็ดึงชีตไปด้านหลัง เขาจึงไม่ทันได้แตะด้วยซ้ำ
แจยองเอากระดาษมาพับครึ่ง จากนั้นก็พับครึ่งอีกครั้ง ซังอูเฝ้าดูการกระทำของอีกฝ่ายอย่างกระวนกระวาย
“อยากได้อะไรก็ควรจะขอร้องอย่างสุภาพไม่ใช่เหรอ”
แจยองผู้สวมเสื้อผ้าสีแดงแจ๋และมีท่าทางไม่น่าเชื่อถือพูดเสียงเบา เขาดูเหมือนปีศาจขณะพับชีตที่ซังอูต้องการเป็นรูปเครื่องบินแล้วหนีบไว้ด้วยนิ้วชี้กับนิ้วกลาง
“เอามาให้ผมเถอะครับ”
“จริงใจกว่านี้”
“ก็บอกให้เอามาไงครับ”
“ตกรอบ”
ขณะที่อาจารย์หันหลังให้นักศึกษาเพื่อเขียนกระดาน เครื่องบินกระดาษก็วาดเส้นโค้งอย่างนุ่มนวลลอยออกจากประตูหลังที่แง้มไว้เล็กน้อยไป
ซังอูสะกดกลั้นความโกรธที่พลุ่งพล่านแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง ว่าแล้วเชียว การพยายามขออะไรจากจางแจยองเป็นความคิดที่โง่เขลา เขาแหวกทางโต๊ะที่แน่นเอี้ยดออกไปข้างหน้า แล้วหยิบชีตที่กองอยู่ที่เวทีหน้าชั้นเรียนมาแผ่นหนึ่ง พอดีกับที่อาจารย์หันกลับมามองด้วยสีหน้าเย็นชา
“ทำอะไรครับนักศึกษา”
“ขอโทษครับ ผมไม่ได้รับเอกสาร แต่เกรงว่าจะรบกวนการสอนเลยไม่ได้แจ้งครับ”
“ไม่ใช่ว่าง่วงตั้งแต่คาบแรกหรอกเหรอ”
อาจารย์เดาะลิ้นด้วยสีหน้าเวทนา
“ไปห้องน้ำก่อนเถอะ”
“ครับ?”
“ไป-ห้อง-น้ำ”
ซังอูหยิบชีตแล้วออกไปทางประตูหน้าโดยที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ แม้เขาจะไม่ใช่นักศึกษาที่ได้รับความรักจากอาจารย์เพราะยกมือตอบในห้องเรียนหรือไปหาที่ห้องวิจัย แต่เขาก็ทำงานได้สมบูรณ์แบบและสอบได้คะแนนสูง เมื่อถึงปลายภาคเรียนเขาจึงได้รับความเชื่อถือจากอาจารย์โดยปริยาย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกอาจารย์หมายหัวตั้งแต่วันแรก ยิ่งไปกว่านั้นอาจารย์ชเวยังเป็นอาจารย์คนสำคัญของภาควิชาที่สอนวิชาส่วนใหญ่ของปี 4 อีกด้วย
เมื่อเข้ามาในห้องน้ำ ซังอูเกือบจะร้องตะโกนออกมา ภาพของเขาที่สะท้อนอยู่บนกระจกดูแปลกพิลึก ใต้จมูกมีหนวดสีดำวาดไว้เสียเข้ม เขารีบร้อนเปิดก๊อกน้ำล้างหน้าแต่กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
‘ต้องรีบกลับเข้าไปนะเว้ย…’
ซังอูถูสบู่บนฝ่ามือจนเกิดฟองแล้วเอามาถูร่องเหนือริมฝีปากอย่างรีบๆ รอยขีดสีดำค่อยๆ หายไปทีละนิดแต่ก็ยังช้าเกินไป ซังอูไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะมาเสียเวลาเรียนไปกับเรื่องไร้สาระแบบนี้
‘เป็นเด็กสินกำเลยระบายสีซะพิถีพิถันเชียวนะ ไอ้สัตว์’
สิบเก้านาทีปลิวหายไปในอากาศ พอจะกลับไปที่ห้องเรียนก็พบว่าเหลือเวลาอีกแค่ห้านาที เข้าไปตอนนี้มีแต่ถูกอาจารย์เขม่นใส่เท่านั้น
‘เราทำอะไรผิดนักหนาวะเนี่ย’
จู่ๆ ซังอูก็รู้สึกไม่ยุติธรรมขึ้นมา เขาต้องทำงานคนเดียวจึงบอกอาจารย์ไปตามความจริงเท่านั้น จางแจยองอาจจะคิดว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับตัวเองที่เรียนไม่จบ แต่พอซักไซ้ไล่เรียงดูแล้วนี่มันกรรมตามสนองชัดๆ คนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างเขากลับต้องมานั่งรออยู่นอกห้องเรียนแบบนี้เพราะเรื่องนั้นมันโหดร้ายเกินไปจริงๆ
“ไอ้ ERROR เวรเอ๊ย!”
ซังอูสบถคำด่าที่เขาคิดว่าเลวร้ายที่สุดออกมา Error มีหลายประเภท ถ้าแค่พิมพ์ผิดหรือรูปแบบผิดยังสามารถแก้ได้ง่ายๆ แต่ถ้าเป็น Error ในเชิงตรรกะล่ะก็ ต่อให้มั่นใจว่าเขียนโค้ดได้สมบูรณ์แบบแล้ว มันก็ Error อยู่ดี และต่อให้พลิกโค้ดทั้งหมดเพื่อหาจุดที่ผิดก็หาไม่พบ Semantic Error นี้ก็เหมือนกับจางแจยองที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาทำลายชีวิตประจำวันของซังอู
เมื่อหมดคาบ นักศึกษาก็กรูกันออกมา ซังอูเดินสวนคนเหล่านั้นไปยังที่นั่งเพื่อเก็บกระเป๋า หางตาเหลือบไปเห็นเสื้อขนเป็ดสีแดงแต่เขาไม่ได้สนใจและออกจากห้องเรียนมา เป้าหมายของจางแจยองคือการทำให้ซังอูโกรธ เขาจึงไม่อยากแสดงสีหน้าให้อีกฝ่ายได้ใจ
ความเป็นปกตินั้นเมื่อสูญเสียไปแล้วครั้งหนึ่งก็เหมือนกับการเล่นเกม Jenga[1] แล้วดึงไม้พลาด ทำให้มันพังลงมาทั้งหมด ในคาบเรียน ‘อัลกอริทึม’ ซังอูนั่งตรงที่นั่งซ้ายสุดแถวสองซึ่งมีเสาบังทำให้มองไม่เห็นหน้าอาจารย์ เขานั่งเหม่อลอยตลอดทั้งคาบ ถ้าต้องมานั่งในที่แบบนี้ ไม่เข้าเรียนเสียเลยยังดีกว่า แต่เขาก็ทำไม่ได้เพราะนี่เป็นวิชาของเอกคอม และเขาอยากนั่งให้ห่างจากแจยองที่ยึดที่นั่งที่ดีที่สุดไป
หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็ดำเนินไปเหมือนวันก่อนๆ ซังอูไปรับอาหารที่โรงอาหารแล้วไปนั่งที่โต๊ะในมุมลับตาคน ส่วนแจยองก็เดินผ่านที่นั่งมากมายมานั่งติดกับซังอูแล้วกินข้าวไปเงียบๆ
ซังอูเก็บถาดอาหารด้วยความรู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย จากนั้นก็ไปร้านสะดวกซื้อ แต่แน่นอนว่าที่นั่นไม่มีกาแฟที่เขาต้องการ ส่วนการเดินเล่นก็ล่มไม่เป็นท่าเช่นกันเพราะไอ้พวกชมรมละคร
พอได้นั่งตรงที่นั่งที่จองไว้ในห้องสมุด ซังอูก็หมดแรง การก่อกวนเพิ่งเริ่มมาได้เป็นวันที่สองเท่านั้น แบบนี้เขาจะทนรับการโจมตีของไอ้โรคจิตนั่นตลอดสองสัปดาห์ได้อย่างไรกัน
“วันนี้ก็ตั้งใจอ่านหนังสือนะ คุณรุ่นน้อง”
จางแจยองปรากฏตัวพร้อมกับหนังสือที่ยืมมา วันนี้เป็นนิยายแฟนตาซี ซังอูถลึงตาใส่อีกฝ่าย แม้เจ้าตัวจะทำแค่นั่งในท่าทางไร้มารยาทและเปิดหนังสือเงียบๆ เท่านั้น ตอนนี้แค่เห็นหน้าฝ่ายนั้น โทสะในใจเขาก็เดือดพล่านแล้ว
‘แจ้งความที่ไหนได้บ้างวะ’
[ข้อหา:
– ความผิดฐานสวมเสื้อผ้าสีแดงไปไหนมาไหน (ไม่ผิดกฎหมาย)
– ความผิดฐานยึดที่นั่ง (ไม่ผิดกฎหมาย)
– ความผิดฐานนั่งข้างๆ (ไม่ผิดกฎหมาย)
– ความผิดฐานสั่นขา (ความผิดไม่ชัดเจน)
– ความผิดฐานควงปากกา (ความผิดไม่ชัดเจน)
– ความผิดฐานทำให้กาแฟขายหมด (ไม่ผิดกฎหมาย)
– ความผิดฐานทำให้ถังขยะเต็ม (ไม่ผิดกฎหมาย)
– ความผิดฐานไม่ให้ชีต (ไม่ผิดกฎหมาย)
– ความผิดฐานขีดเขียนบนใบหน้า (มีความผิด)
– ความผิดฐานมีตัวตน (ไม่ผิดกฎหมาย)
– …….]
ยิ่งนับความผิดของอีกฝ่ายก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกระจอก ตัวร้ายที่มีสมองจะไม่พูดจาหยาบคายและไม่ใช้กำลังให้ตัวเองถูกจับผิด อย่างการที่อีกฝ่ายมาวนเวียนอยู่ในความคิดของซังอู สำหรับคนอื่นอาจไม่นับเป็นเรื่องใหญ่ แต่ฝ่ายนั้นจะเลือกทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบให้เขาทรมานเท่านั้น
‘ไอ้บั๊ก[2]เวรเอ๊ย’
ซังอูอ่านหนังสือพลางเขม้นมองแจยองที่หัวเราะคิกคัก อีกฝ่ายเอนตัวพิงพนักเก้าอย่างเต็มที่ วางขาข้างหนึ่งไว้บนเข่าอีกข้างพลางกระดิกแบบเล่นใหญ่ ซังอูรู้สึกปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะฟาดท้ายทอยที่ถูกปิดไว้ด้วยหมวกสีแดงนั่นแรงๆ สักที
เขามัวแต่สนใจจางแจยองจนไม่เป็นอันทำอะไรอยู่ครู่ใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก สถานการณ์ก็ดีขึ้น ศัตรูของเขาที่นั่งอ่านหนังสืออยู่หาวออกมาและฟุบหน้าหลับไป โชคดีที่อีกฝ่ายนอนหลับอย่างสงบเสงี่ยม ไม่กรน ไม่กัดฟัน หรือนอนละเมอ
ขณะที่อีกฝ่ายหลับเป็นตาย พวกคนที่น่าจะเป็นเพื่อนของเขาก็มาหัวเราะคิกคักแล้วแอบถ่ายรูปไป มีนักศึกษาหญิงจำนวนหนึ่งมาเดินวนเวียนอยู่รอบๆ แล้วกระซิบกระซาบกัน แต่ไม่ได้รบกวนอะไร ด้วยเหตุนี้ซังอูจึงทำตามจุดประสงค์ที่มาห้องสมุดสำเร็จไปส่วนหนึ่ง
เวลาผ่านไปสองชั่วโมง ซังอูเก็บหนังสือและกล่องดินสอใส่กระเป๋าโดยระวังไม่ให้แจยองตื่น แต่วินาทีที่ถอยเก้าอี้เพื่อลุกขึ้น ฝ่ายนั้นก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา และเอาศอกไปถูกน้ำกับขนมที่มีคนเอามาวางไว้ให้จนหล่นลงบนพื้น
ซังอูทำเป็นไม่รู้จักอีกฝ่าย และออกมาจากห้องสมุด เขาเดินลงบันไดอย่างเร็วที่สุดแต่แล้วก็ถูกไล่ทันในทันใด จากนั้นเหตุการณ์ก็กลายเป็นเหมือนการวิ่งแข่ง พวกเขาวิ่งกันอย่างบ้าคลั่งลงมาถึงชั้น 1
“ซังอูยา นายรำคาญใช่ปะ”
“ผมไม่อยากได้ยินเสียงรุ่นพี่ครับ กรุณาอย่ามาชวนคุย”
“นายเป็นคนเริ่มเองนะ”
ซังอูก้าวฉับๆ ออกจากตึกตรงไปยังที่จอดจักรยาน
“ผมไม่ได้ทำอะไรผิดครับ รุ่นพี่ก็แค่ทำตัวดื้อดึงและทำในสิ่งที่แม้แต่เด็กประถมยังไม่ทำ ผม…”
“จะบอกว่านายไม่ได้อะไรผิด และฉันบ้าไปเอง? จะพูดเรื่องนั้นอีกแล้ว?
ได้ยินดังนั้นซังอูก็รู้สึกว่าปล่อยผ่านไปไม่ได้จึงหยุดเดินทันที
“ความผิดของผมคืออะไรล่ะครับ ถ้าจะบอกว่าเพราะผมตัดชื่อของรุ่นพี่ออกจากสไลด์…”
“หยุด”
แจยองตัดบท ซังอูหันหลังขวับและพบว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ใกล้กว่าที่คิด เขาคิดว่าฝ่ายนั้นจะถอยห่างอย่างรังเกียจ แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นใบหน้าที่จริงจังอย่างคาดไม่ถึง ซังอูสบตากับแจยองที่สวมหมวกบีนนี่สีแดงโดยมีท้องฟ้ามืดครึ้มเป็นฉากหลัง
“อาจจะเชื่อได้ยาก แต่ฉันอยากสนิทกับนาย”
ซังอูปิดปากฉับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามองหน้าแจยองใกล้ๆ แบบนี้ แต่เขาไม่เคยสังเกตอีกฝ่ายอย่างละเอียด ก่อนหน้านี้เขาไม่รับรู้และไม่ได้สนใจเลยว่าดวงตาที่อยู่หลังแว่นนั้นมีหางตาตกลงเล็กน้อย ไม่ว่าจะอยู่ในชุดสุภาพเรียบร้อย หรือทำตัวเหมือนพวกเจ้าสำอาง จมูกก็ยังคงเป็นสันตรงเสมอกัน นัยน์ตาและผมไม่ได้เป็นสีดำสนิท
“มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีอารมณ์ความรู้สึก ถ้านายไม่เมินฉันแบบนั้น กะอีแค่เรื่องสไลด์ฉันไม่เก็บมาใส่ใจหรอก”
“งั้นถ้าผมขอโทษ รุ่นพี่จะหยุดไหมครับ”
แจยองทำสีหน้าเหลือเชื่อแล้วหลุดขำออกมา
“โง่หรือเปล่า ไหนว่าเป็นอัจฉริยะด้านการเขียนโค้ด อ้อ หรือเพราะเป็นหุ่นยนต์เลยไม่เข้าใจจิตใจของมนุษย์?”
“รุ่นพี่พูดเรื่องอะไรครับ”
“ถ้ามันเป็นปัญหาง่ายๆ แบบนั้น เรื่องมันจะมาถึงขั้นนี้ไหม หืม?”
คำพูดคลุมเครือของอีกฝ่ายให้ความรู้สึกอึดอัดกว่าปัญหาใดๆ ที่เขาเคยแก้มา ราวกับมองเข้าไปในความมืดที่ไร้จุดสิ้นสุด สิ่งที่ซังอูได้ฟังมีเพียงคำพูดเลื่อนลอยเท่านั้น
“อย่าพูดเข้าข้างตัวเองเลยครับ รุ่นพี่ก็เป็นแค่พวกมะเร็งมนุษย์ อันธพาล และซาดิสต์เท่านั้น”
ได้ยินดังนั้น แทนที่จะโกรธ แจยองกลับทำสีหน้าเบิกบาน
“ได้ยินคำชมจากนายแล้วดีใจจัง”
“เป็นบ้าเหรอครับ”
“จ้า เราเองก็กลับบ้านดีๆ ล่ะ”
‘ไอ้ประสาท’
ซังอูบ่นพึมพำในใจพลางปลดล็อกจักรยาน เมื่อขึ้นขี่จักรยานแล้วเขาก็ปั่นออกไปทันทีโดยไม่คิดจะหันกลับไปมอง
return 0;
[1] จังก้า(Jenga) เกมตึกถล่ม หรือเกมส์ไม้คอนโด เป็นเกมส์ไม้ที่นำชิ้นบล็อกไม้มาเรียงต่อสานกันเป็นชั้นๆ จนสูง สามารถเล่นได้หลายคนพร้อมกัน ใครทำตึกถล่มถือว่าแพ้
[2] บั๊ก (Bug) หรือ จุดบกพร่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโปรแกรมอันเนื่องมาจากคำสั่งในโปรแกรมนั้น ๆ เอง ซึ่งทำให้การทำงานของโปรแกรมไม่ถูกต้อง มีข้อผิดพลาด หรือไม่ราบรื่นเท่าที่ควร นอกจากปัญหาเกี่ยวกับโปรแกรมแล้ว อาจเป็นปัญหาเกี่ยวกับตัวเครื่องก็ได้