Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 11 <10> #4
ในวันพุธมีคาบเรียนวิชา ‘วัฒนธรรมร่วมสมัยและทฤษฎีวัฒนธรรม’ ติดกันสองคาบ แม้จะเป็นวิชาที่ยาก แต่วิชาเลือกในหมวดมนุษยศาสตร์ที่ซังอูเข้าเรียนในช่วงเวลานี้ได้มีแค่วิชานี้เท่านั้น ในเอกสารแผนการสอนมีศัพท์วิชาการอย่างโรงเรียนแฟรงค์เฟิร์ต[1] หรือ บูรพาคดีศึกษา[2] ปรากฏอยู่เต็มไปหมด การอ่านเตรียมบทเรียนล่วงหน้านั้นไม่ง่ายเลย ดูเหมือนมันจะเป็นวิชาที่ยากสำหรับนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์โดยเฉพาะ ถ้าต้องกังวลเรื่องการรังควานของตัวก่อกวนด้วยล่ะก็ เขาต้องเรียนไม่เข้าใจเลยสักนิดแน่ๆ
ซังอูหลับตาแน่นขณะเข้าไปในห้องเรียนก่อนเริ่มคาบเรียนสิบเก้านาที มันต้องอยู่ตรงนั้นแน่ๆ แต่เขาไม่อยากเห็นกระเป๋าสะพายน่าเกลียดนั่น ทว่า เมื่อลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้ากลับสะอาดตา ที่นั่งที่สมบูรณ์แบบที่สุดในห้องเรียนสะอาดสะอ้านเหมือนไม่มีใครนั่งมาก่อน
‘อะไรล่ะเนี่ย’
ซังอูประหลาดใจจนใจเต้นตึกตัก เขารีบพุ่งตัวไปนั่งบนเก้าอี้ราวกับได้นั่งบนบัลลังก์ ตอนแรกเขารู้สึกพอใจ แต่ก็กังวลมากพอกันเพราะไม่รู้ว่าจางแจยองจะทำอะไรอีก
ซังอูเปิดหนังสือเพื่ออ่านสิ่งที่จะเรียนวันนี้ล่วงหน้า เขาได้นั่งในตำแหน่งที่ถูกต้องและไม่ต้องเห็นสีแดงอยู่ข้างๆ ทำให้รู้สึกเหมือนได้กลับมาเรียนอีกครั้ง ขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือ โต๊ะข้างๆ ก็มีกระเป๋าผ้าสีขาวโผล่มา ซังอูถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ทำไมถอนหายใจแต่เช้าล่ะคะ”
เสียงที่ไม่คาดคิดทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมอง ไม่ใช่แจยอง แค่เรื่องนั้นก็ทำให้ซังอูดีใจมากแล้ว แต่นักศึกษาหญิงที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตจัมเปอร์สีเขียวเข้มคนนี้ดูหน้าคุ้นๆ
“จีฮเยค่ะ จีฮเย คนที่พี่ช่วยยกกล่องก่อนหน้านี้ แถมเรายังไปกินข้าวด้วยกันด้วยไงคะ”
หญิงสาวเอ่ยอย่างร่าเริงราวกับอ่านสีหน้าของซังอูออกแล้วนั่งลง ตอนนั้นเองซังอูถึงจำจีฮเยได้ คราวที่แล้วเธอไม่ได้มัดผมเหมือนตอนนี้เขาจึงจำไม่ได้ จีฮเยหันกายมาหาซังอูแล้วชวนคุย
“พี่ก็เรียนวิชานี้ด้วยเหรอคะ สนใจเรื่องปรัชญาเหรอ ฉันมาเรียนวิชานี้เพราะสนใจทฤษฎีพวกนักคิดฝรั่งเศสอย่างลากอง[3] หรือฟูโก[4]ไรงี้น่ะค่ะ”
“ฉันไม่สนใจหรอก มาเรียนเพราะต้องเรียนเท่านั้นแหละ”
“อ้าว จริงเหรอคะ ก็นะ ที่จริงฉันก็ต้องเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่งเหมือนกัน พอดีเลย วันหลังฉันจะมาถามพี่ว่ามีวิชาอะไรง่ายๆ บ้าง ได้ยินว่าความแตกต่างระหว่างทฤษฎีประมวลสารสนเทศกับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิทยาการคอมพิวเตอร์…”
โชคดีที่คาบเรียนเริ่มขึ้นพอดีจึงทำให้เธอเงียบลง
อาจารย์ที่มาตรงเวลา อุปกรณ์การเรียนที่เตรียมมาพร้อมสรรพ และที่นั่งที่สมบูรณ์แบบ แม้ข้างๆ จะมีคนที่ดูเหมือนสามารถพูดเป็นต่อยหอยได้ทั้งวันถ้าปล่อยให้อยู่นิ่งๆ แต่ซังอูประเมินว่าแค่นี้ก็ยอดเยี่ยมแล้ว
จู่ๆ เขาก็คิดขึ้นมาว่าวันนี้ไม่ได้เจอจางแจยองเลยสักครั้ง แน่นอนว่าฝ่ายนั้นคงยังไม่เลิกล้มความตั้งใจ และคงเกิดอะไรบางอย่างขึ้น แต่ถึงอย่างไรเขาก็รู้สึกเหมือนได้หายใจหายคอขึ้นมาบ้าง
return 0;
“…ดังนั้น เราจะเห็นว่าโลกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือชนชั้นสูงที่มีอภิสิทธิ์และประชาชนทั่วไปที่ไร้อำนาจไงคะ เป็นแนวคิดที่ว่าพวกชนชั้นสูงคอยชักนำสังคมค่ะ”
“มันก็จริงไม่ใช่เหรอ ถ้างั้นแนวคิดเห็นต่างที่เชิดชูประชาชนมีความสำคัญอะไรถึงไม่ถูกยกเลิกไปก่อนหน้านี้”
“ก็บอกแล้วไงคะว่าปัญหาไม่ได้อยูที่จริงหรือเท็จ เราจะทำความเข้าใจทฤษฎีทางสังคมด้วยการตัดสินถูกผิดได้ยังไงกันคะ”
ซังอูอภิปรายเนื้อที่เรียนในวันนี้กับจีฮเยพลางเดินไปบนทางเดินในตึกคณะมนุษยศาสตร์ เมื่อไม่ได้เห็นสีแดงแสบตา ซังอูก็ราวกับได้รับการปลุกใจจนไม่นึกประหลาดใจที่จีฮเยดูเฉลียวฉลาดกว่าที่เห็น
‘นี่แหละชีวิตปกติ’
หลังจากต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ถึงสองวัน แค่ชีวิตปกติชั่วขณะก็ทำให้ซังอูมีความสุขจนล้นปรี่ แม้จะนั่งข้างจีฮเยตลอดสองคาบ แต่เธอก็ไม่ได้รบกวนเหมือนใครบางคน ยิ่งไปกว่านั้นหลังจบคาบเธอยังช่วยอธิบายในจุดที่เขาไม่เข้าใจให้ฟังด้วย นับเป็นโชคสองชั้น
“คาบต่อไปพี่เรียนที่ไหนคะ”
“ฉันไม่มีเรียนแล้ว”
“น่าอิจฉาจัง… ฉันยังมีเรียนอีกตั้งสองตัวแน่ะ ข้าวกลางวันกินอะไรดีคะ”
จีฮเยพูดราวกับว่านั่งเรียนข้างกันก็ต้องไปกินข้าวด้วยกันอยู่แล้ว แม้ซังอูจะสงสัยว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน แต่เขาก็ต้องไปโรงอาหารอยู่แล้วจึงไม่ได้แย้งคำพูดของเธอ
ซังอูรู้สึกกระสับกระส่ายระหว่างเดินในมหาวิทยาลัยเพราะไม่รู้ว่าศัตรูของเขาจะโผล่ออกจากตรงไหน เขาเอาแต่มองซ้ายมองขวาจนจีฮเยต้องถามว่าเป็นอะไร ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากตอบ ซังอูก็เห็นผู้คนหลั่งไหลออกมาจากคณะมนุษยศาสตร์ และข้อดีอย่างเดียวของเสื้อขนเป็ดสีแดงคือเด่นสะดุดตาแม้จะอยู่ไกล
“นี่ รีบไปกันเถอะ”
“ทำไมเหรอคะ”
“เร็วเข้า”
ซังอูวิ่งมาจนถึงโรงอาหารแล้วรีบไปต่อแถวที่บูธอาหารเกาหลี จางแจยองเดินปะปนอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก นั่นหมายความว่าเจ้าตัวเพิ่งเลิกจากคาบเรียนใหญ่ คิดๆ ดูแล้วฝ่ายนั้นน่าจะต้องเรียนวิชา ‘การอบรมบุคลิกภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยฮันกุก’ ซ้ำ และที่มาก่อกวนซังอูไม่ได้ต้องเป็นเพราะว่าเวลาเรียนชนกันแน่ๆ
‘อย่างน้อยวันพุธก็คงได้หายใจหายคอบ้าง’
ซังอูยกถาดอาหารขึ้นด้วยความรู้สึกพึงพอใจ ยังไม่ทันเดินไปนั่งที่เขาก็ปิ๊งไอเดีย แทนที่จะเดินเข้ามุมเหมือนปกติ เขากลับเดินไปยังโซนที่มีคนเยอะ กวาดตามองโรงอาหารแล้วพบว่ามีโต๊ะหนึ่งที่เหลือที่นั่งอยู่แค่สองที่ ซังอูและจีฮเยจึงเข้าไปนั่งให้เต็มเพื่อปิดโอกาสไม่ให้แจยองเข้ามาแทรกได้
“พี่ดูอารมณ์ดีนะคะ”
“อืม”
จากนั้นซังอูก็เริ่มกินข้าวโดยไม่พูดอะไร ขณะที่กินอยู่นั้นสายตาของเขาก็มองคนตักอาหารไปด้วย เสื้อขนเป็ดสีแดงกำลังต่อแถวรับทงคัตสึ แถมยังชะเง้อชะแง้อย่างกระตือรือร้นเหมือนซังอูอีกด้วย
ทันใดนั้นแจยองก็ถูกฝูงชนดันเข้ามาในโรงอาหาร สายตาที่สอดส่ายไปทั่วมาหยุดอยู่ที่ซังอู ซังอูทำสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง ในขณะที่แจยองทำสีหน้ายิ้มเยาะแปลกๆ แล้วเดินไปทางอื่น ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร แต่ซังอูกลับรู้สึกปีติยินดีอย่างยิ่ง
“กินข้าวเสร็จแล้วกลับบ้านเลยหรือเปล่าคะ”
“เปล่า ไปห้องสมุด”
“งั้นก่อนไปแวะร้านชำก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงน้ำ”
“ไม่ได้”
“ทำไมล่ะคะ”
ซังอูที่กำลังขยับตะเกียบอย่างตั้งใจชะงักไปครู่หนึ่ง นี่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินไป เขาจะอธิบายสั้นๆ อย่างไรดีว่าทำไมที่ร้านขายของชำถึงไม่มีเครื่องดื่มที่เขาดื่มได้
“อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ตอนนี้ฉันโดนตามรังควานอยู่น่ะ”
“คะ?”
จีฮเยทำสีหน้าตกใจมากเสียจนซังอูต้องปิดปากฉับ เมื่อซังอูเอาแต่เงียบ เธอจึงเซ้าซี้ให้เขาพูดต่อ
“จริงเหรอคะพี่ ยังไงคะ ถ้าเป็นเรื่องจริงงั้นมันก็เป็นเรื่องร้ายแรงเลยสิคะ”
ไม่น่าพูดออกไปเลย ขณะกำลังครุ่นคิดว่าควรจะอธิบายอย่างไร จีฮเยก็ดูเหมือนจะจินตนาการไปถึงเรื่องน่าขนลุกแล้ว
“ถึงจะไม่รู้ว่าใครมันทำเรื่องแบบนั้น แต่เราก็มีทั้งศูนย์ให้คำปรึกษา มีทั้งสถานีตำรวจ โลกนี้มีคนมากมายที่สามารถช่วยได้นะคะ”
ซังอูรู้สึกลำบากใจยิ่งขึ้นจึงกลับไปที่คำถามแรกของจีฮเย
“คนคนนั้นซื้อกาแฟที่ฉันดื่มไปหมด เพราะงั้นที่ร้านไม่เหลือเครื่องดื่มอะไรให้เธอซื้อให้ฉันแล้ว”
“คะ? ตุนของไว้เก็งกำไรเหรอคะ เหมือนในฮอแซงจอน[5]น่ะเหรอ”
จีฮเยทำหน้าเหลือเชื่อแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“อะไรกัน ก็สั่งซื้อในเน็ตมาสักกล่องสิคะ จัดส่งภายในวันเดียว ไม่เห็นมีปัญหาตรงไหน”
“…”
ซังอูรู้สึกสะเทือนใจราวกับถูกทุบหัว ‘แบล็กโฮลิก’ ไม่ได้ขายแค่ที่ร้านขายของชำในมหาวิทยาลัยเสียหน่อย เส้นผมบังภูเขาแท้ๆ ซังอูไม่ใช่คนหัวไม่ดี แต่ถ้าความคิดถูกตีกรอบไปแล้วครั้งหนึ่ง เขาจะไม่สามารถออกจากกรอบความคิดนั้นได้ง่ายๆ
เมื่อก่อนตอนที่โรงเรียนวัดระดับความฉลาดของเขา ผลออกมาต่ำมาก คุณครูอธิบายว่าถ้าดูแค่ความฉลาดด้านการคำนวณเชิงตรรกะ ซังอูนับว่าเป็นอัจฉริยะ แต่ความฉลาดด้านการอนุมานเพื่อประยุกต์ใช้และมนุษยสัมพันธ์ทำให้ค่าเฉลี่ยต่ำลง ซังอูมองจีฮเยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“เธอฉลาดมากนะ”
จีฮเยหัวเราะร่า
“แล้วโดนรังควานยังไงอีกคะ เล่ามาให้หมดเลยค่ะ”
“…เรื่องนี้ก็อาจจะฟังดูแปลกๆ เหมือนกันแต่เวลาเรียนฉันมีที่นั่งเฉพาะและต้องนั่งตรงนั้นเท่านั้นถึงจะมีสมาธิ”
“อ้อ! ฉันเคยเห็นในซีรีส์ของอเมริกาค่ะ ไม่รู้พูดได้หรือเปล่า แต่มันคืออันนั้นใช่ไหมคะ โรคย้ำคิด[6]…”
“หมอบอกว่าไม่ถึงกับผิดปกติ เอาเป็นว่าคนคนนั้นชอบมาจองที่ก่อน ทำให้ฉันไม่ได้นั่งตรงนั้น ยิ่งนั่งห่างจากตรงนั้นเท่าไรก็ยิ่งไม่มีสมาธิ แต่จะไปนั่งใกล้ๆ ก็ไม่ชอบไอ้… ไม่สิ คนคนนั้น ไม่รู้แล้วว่าต้องทำยังไง”
“อืม…ถ้าอย่างนั้นก็แค่นั่งข้างๆ แล้วใช้ฉากกั้นสิคะ ตอนประถมก็เคยใช้อยู่นี่นา”
ยอมให้ตัวอยู่ใกล้แต่บล็อกการมองเห็นไปเสีย วิธีนี้ก็ฟังดูใช้ได้เลย ซังอูเริ่มเชื่อถือวิธีคิดที่ยืดหยุ่นของจีฮเยมากขึ้นเรื่อยๆ
“แล้วก็ตอนอยู่ที่ห้องสมุดเขาชอบสั่นขาและเปิดหนังสือเสียงดัง เสียงพลิกกระดาษมันน่าหงุดหงิด…”
“ใช้ที่อุดหูก็ได้นี่คะ ไม่แพงหรอกค่ะ”
จีฮเยหัวเราะร่า ซังอูจึงหัวเราะตาม
“ขอบใจนะ ไว้คราวหน้าฉันจะเลี้ยงข้าว”
“จริงเหรอคะ ฉันจะตั้งตารอเลยค่ะ!”
วันนั้นซังอูตัดสินใจไปร้านทุกอย่างพันวอนแทนห้องสมุดเพื่อช็อปปิ้งครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อกินข้าวเสร็จเขาก็ลุกขึ้นก่อนจะหันไปเห็นจางแจยองนั่งกินข้าวอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ ในโซนอื่น
“พี่คะ ฉันยังกินไม่เสร็จเลยนะ”
ซังอูสาวเท้าอย่างตื่นเต้น รีบเอาถาดไปวางที่จุดคืนถาดแล้วดื่มน้ำพรวดๆ ก่อนจะเดินออกจากโรงอาหารด้วยอารมณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง
“รอด้วยสิคะ!”
เขาได้ยินเสียงจีฮเยดังไล่หลังมา เธอวิ่งมาพร้อมกับผมที่สะบัดพลิ้วและแก้มที่แดงระเรื่อ ชุดที่เธอสวมใส่ทำให้เธอดูเหมือนสัตว์ประหลาดตัวเขียว
“ทำไมเหรอ”
“คะ?”
“เรียกทำไม”
“เปล่าค่ะ ก็แค่…ยังไงก็ไปทางเดียวกัน ไปด้วยกันก็ดีออกนี่คะ อีกอย่างนั่งกินข้าวคนเดียวมันน่าอายน่ะค่ะ”
‘หืม แปลกจังแฮะ’
ซังอูนึกสงสัย เขากินข้าวคนเดียวตลอดแต่ไม่เคยคิดแบบนั้นเลย
“งั้นไม่ต้องไปร้านชำแล้วค่ะ ฉันมีเรียนที่คณะมนุษย์ฯ พาฉันไปด้วยนะคะ”
“…ทำไมล่ะ”
จีฮเยพูดอย่างกับเป็นเด็กน้อยที่ถูกลักพาตัวไม่สมกับอายุทำเอาซังอูรู้สึกทำตัวไม่ถูก
“เดินเล่นหลังกินข้าวเสร็จดีต่อสุขภาพนะคะ ถ้าไม่อยากป่วยก็ควรไปเดินเล่นค่ะ”
‘ก็จริง’
[1] โรงเรียนแฟรงค์เฟิร์ต (อังกฤษ: Frankfurt School เยอรมัน: Frankfurter Schule) คือ กลุ่มนักวิชาการทฤษฎีสังคมและปรัชญาเชิงวิพากษ์ ไม่ใช่โรงเรียนในทางกายภาพ แต่เป็นโรงเรียนแห่งแนวคิดเพื่อการวิจัยทางสังคม
[2] บูรพาคดีศึกษา (Orientalism) การศึกษาหรือความรู้ความเข้าใจองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับโลกตะวันออก
[3] ลากอง ฌาคส์ ลากอง (Jacques Lacan)
[4] ฟูโก มีแชล ฟูโก (Michel Foucault)
[5] ฮอแซงจอน (허생전) หรือเรื่องราวของฮอแซง เป็นนิยายสมัยโชซอนที่เขียนขึ้นโดยพัคจีวอนแห่งยอนอัม บอกเล่าเรื่องราวของตัวละครเอก ‘ฮอแซง’ ที่กว้านซื้อสินค้าที่จำเป็นทั้งหมดในตลาดเพื่อควบคุมราคาสินค้า
[6] โรคย้ำคิดย้ำทำ หรือ obsessive-compulsive disorder(OCD) เป็นโรคที่ผู้ป่วยมีความคิดซ้ำๆ ที่ทำให้เกิดความกังวลใจ และมีการตอบสนองต่อความคิด ด้วยการทำพฤติกรรมซ้ำๆ เพื่อลดความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น