Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 9 <10> #2
ห้องสมุดเปิดให้จองที่นั่งผ่านระบบจอง และซังอูมักจะกดจองตอนเที่ยงคืนเสมอ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ถูกแย่งที่นั่งอย่างแน่นอน ซังอูเดินเร็วราวกับเหาะเข้าไปในห้องสมุดแล้วไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ กรอกรายชื่อหนังสือที่ต้องการ และยืมหนังสือใหม่ที่อยู่บนชั้นหนังสือ จากนั้นก็ไปที่ห้องอ่านหนังสือ นั่งลงที่โต๊ะที่สี่ขวาสุดที่จองไว้ล่วงหน้า ที่ตรงนั้นอยู่ข้างหมวดหนังสือเทววิทยาซึ่งไม่ค่อยมีนักศึกษาเข้ามาเท่าไรจึงไม่วุ่นวาย และไม่มีอะไรมารบกวนเพราะไม่มีหน้าต่าง ซังอูไม่เคยนั่งที่อื่นเลย
เมื่อเห็นกระเป๋าวางอยู่ข้างๆ ใจของซังอูก็ร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่ยังดีที่มันเป็นกระเป๋าผ้าสีขาว ไม่ใช่กระเป๋าเป้หรือกระเป๋าสะพายหนังที่เขาเห็นวันนี้
ซังอูเปิดหนังสือเรียนแล้วเริ่มศึกษาด้วยตัวเอง ระหว่างนั้นเขาลุกไปเข้าห้องน้ำหนึ่งครั้ง เมื่อกลับมาก็พบว่ามีกาแฟกระป๋องวางอยู่บนโต๊ะ
(N = No, Y = Yes)
[1) เราซื้อมาใช่หรือไม่? N
2) พบเห็นคนกำลังตามหาของหรือไม่? N
3) มีประโยชน์สำหรับเราหรือไม่? Y (เหตุผล: เพราะเป็น ‘แบล็กโฮลิก’)]
หลังจากผ่านอัลกอริทึม[1] 3 ขั้น เขาก็ยื่นมือไปที่กระป๋อง ขณะกำลังจะเปิดกระป๋องเพื่อดื่ม เขาก็เห็นกระดาษโพสต์อิตที่แปะอยู่บนนั้น มันเป็นลายมือที่พิลึกเกินกว่าจะเรียกว่าไก่เขี่ย
[กรรมสิทธิ์ของจางแจยอง]
ซังอูขมวดคิ้วมุ่นราวกับเห็นแมลงน่ารังเกียจ ทันใดนั้นก็มีมือโผล่พรวดข้ามไหล่มาจากด้านหลังแล้วกระชากกระป๋องกาแฟไป ซังอูเหลือบตาขึ้นไปมอง และสบเข้ากับดวงตาที่อยู่เบื้องหลังแว่นตาอันใหญ่
“เจอกันอีกแล้วนะ”
“…”
แจยองวางกระเป๋าเป้และกระเป๋าสะพายหนังที่สะพายอยู่ลงบนโต๊ะ แล้วย้ายกระเป๋าผ้าสีขาวไปคล้องไว้ที่พนักเก้าอี้ แม้จะเห็นอยู่ทนโท่ก็ยังยากจะเชื่อว่าตรงนี้มีไอ้บ้าที่พกกระเป๋าถึงสามใบเพียงเพื่อจะหลอกล่อคนคนหนึ่ง เขาถอดหมวกไหมพรมวางลงบนโต๊ะแล้วเดินหายไปที่ไหนสักที่
ซังอูออกแรงที่มือมากเกินไปจนไส้ดินสอหักถึงสองครั้ง แมลงสาบนั้นน่ากลัวตอนที่ไม่เห็นตัวมากกว่าตอนที่อยู่ตรงหน้า สำหรับซังอูแล้วแจยองเป็นแบบนั้น ต่อให้ตอนนี้อีกฝ่ายไม่ได้นั่งอยู่ข้างๆ ซังอูก็ไม่สามารถอ่านหนังสือได้ เพราะมัวแต่กังวลว่าฝ่ายนั้นทิ้งหมวกบีนนี่สีแดงน่าขนลุกไว้ที่นี่แล้วหายไปทำอะไร
ไม่นานแจยองก็กลับมาพร้อมกับหนังสือจำนวนหนึ่ง <ประวัติศาสตร์ของเพศสัมพันธ์> <ธรรมชาติของจุดสุดยอด> <ความสวยงามของร่างเปลือย> เขาถือหนังสือจำพวกนั้นมาสามเล่ม นั่งเอนเก้าอี้ไปด้านหลัง แล้วกระดกขึ้นลงพลางเปิดหนังสือไปด้วย เมื่อเปิดเจอรูปภาพ เจ้าตัวก็จะดูอย่างละเอียด
‘ไอ้คนน่าสมเพช…’
ซังอูพยายามไม่มองไปทางนั้น แต่หูก็ยังได้ยินเสียงพลิกหน้ากระดาษอยู่ตลอด แถมอีกฝ่ายยังเอาแต่กระดิกขาทำให้โต๊ะสั่น ถ้ามีเพื่อนนักศึกษาคนอื่นอีกสักคนก็คงจะรวมพลังช่วยกันเตือนได้ แต่ตรงนี้ดันมีแค่ซังอูคนเดียว โต๊ะนี้นั่งได้ตั้งแปดคน แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายจงใจมานั่งติดกับเขาเพื่อทำให้โต๊ะสั่น
[แสดงออกว่าโกรธ = แพ้
เมินเฉย = ชนะ]
สมัยมัธยมซังอูเคยมีเรื่องกับพวกเรียกร้องความสนใจมาก่อน เขารู้ดีว่าต้องรับมืออย่างไร ต่อให้มีเหตุผลยิ่งใหญ่แค่ไหน สุดท้ายจิตใจของคนพวกนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับพวกบ้ากามชอบโชว์ของที่หวังให้ฝ่ายตรงข้ามตกใจเท่านั้น สิ่งที่จางแจยองต้องการคือการทำให้ซังอูสูญเสียความเยือกเย็น พ่ายแพ้ โกรธเกรี้ยว และผรุสวาทออกมา
แต่แม้จะรู้อย่างนั้น ความอดทนอดกลั้นก็ลดน้อยถอยลงทุกที ไม่ว่าอย่างไรซังอูก็จะอดทนให้ถึงที่สุด แต่วินาทีที่โต๊ะสั่นจนไส้ดินสอหัก ขาของเขาก็ขยับไปเองโดยอัตโนมัติ เขายันตัวลุกขึ้น เก็บอุปกรณ์เครื่องเขียน ปิดหนังสือ และยัดทุกอย่างลงในกระเป๋าอย่างฉุนเฉียว ในตอนนั้นเองแจยองก็บิดขี้เกียจแล้วลุกขึ้น จากนั้นก็เดินตามมาต้อยๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้ซังอูไม่รู้สึกแปลกใจแล้ว
ซังอูตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่สนใจอีกฝ่าย แต่ระหว่างที่เดินลงบันได ความโกรธก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเกือบชนกันหน้าตึก ซังอูก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป และหันไปเผชิญหน้ากับจางแจยอง
ราวกับฉากในภาพยนตร์เรื่อง My Darling Clementine[2] ถ้าดูแค่หน้าตา ซังอูที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอาจจะดูเป็นตัวร้าย ส่วนแจยองที่ดูสบายๆ เป็นพระเอก แต่สถานการณ์จริงนั้นตรงกันข้าม ยามที่ซังอูเผชิญหน้ากับกลุ่มอันธพาลที่มารังควานตัวเองมักจะมีลมสายหนึ่งโฉบผ่านระหว่างพวกเขาไปเหมือนที่เห็นในเกม ซังอูอยากจะหยิบอาวุธขึ้นมาเหมือนตัวละครในเกม RPG แล้วแทงอีกฝ่าย
“บ้าไปแล้วเหรอครับ”
การโจมตีที่อ่อนแอไม่อาจสร้างความเสียหายให้แก่ศัตรูได้ แจยองได้ยินดังนั้นแล้วกลับดูพอใจ
“รุ่นพี่เป็นสตอล์กเกอร์เหรอครับ”
“สตอล์กเกอร์อะไรกัน การกระทำของคุณรุ่นน้องมันชัดเจนเกินไปต่างหาก”
แจยองปิดปากหาวพลางเอามือล้วงกระเป๋า
“คนเขารู้กันทั่วว่านายทำเรื่องเดียวกัน ในสถานที่เดียวกัน เวลาเดียวกันทุกวัน คิดว่าใส่ชุดดำปี๋ไปไหนมาไหนแล้วจะไม่มีใครเห็นหรือไง ตัวนายดึงดูดความสนใจได้มากกว่าที่นายคิดนะ”
“รู้ตารางเรียนของผมได้ยังไงครับ”
อีกฝ่ายหยิบสมุดโน้ตที่คุ้นตาออกมาจากกระเป๋าใบหนึ่งในบรรดากระเป๋าทั้งสามใบแล้วโยนมาให้ มันคือสมุดโน้ตที่ซังอูทิ้งไว้ที่ห้องประชุม และด้านในมีตารางเรียนเขียนไว้ เมื่อแจยองก้าวเข้ามาสองสามก้าว ส่วนสูงที่เดิมดูไม่ต่างกันเท่าไรก็เด่นชัดขึ้น ซังอูถลึงตาเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้
“ถึงทำแบบนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้รุ่นพี่เรียนจบซะหน่อย จะมาเสียเวลาทำไมครับ”
“คิดว่าฉันจะมาทำเรื่องน่ารำคาญแบบนี้ทำไม ถ้านายไม่มายุ่งกับฉันก่อน”
“รังควานผมไปแล้วได้อะไรครับ”
“แค่อยากทำ เป็นเรื่องของความรู้สึกน่ะ”
จางแจยองยกยิ้มมุมปากเหมือนพวกตัวร้ายอย่างแท้จริง เห็นดังนั้นซังอูก็รู้สึกขนลุกที่แขน หรือสมมติฐานที่ว่าอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผลอยู่บ้างจะผิด? แจยองเอาแต่พูดอะไรที่เขาไม่เข้าใจ ปกติการทำร้ายคนอื่นมันต้องทำไปเพื่อเป้าหมายอะไรบางอย่างไม่ใช่หรือ ถ้าอีกฝ่ายเป็นพวกซาดิสต์ที่แค่สนุกกับการรังแกคนอื่น เขาควรจะทำอย่างไรดีล่ะ
“ผมต้องทำยังไงครับ รุ่นพี่ถึงจะหยุด”
“ไม่รู้สินะ ฉันยังไม่ได้คิดไว้เลย อย่างน้อยๆ ตอนนี้นายก็ลองทำตัวว่านอนสอนง่ายดูสิ หรือไม่ก็สำนึกผิดที่ก่อนหน้านี้ทำตัวหยาบคาย”
“ก่อนจะสำนึกผิดก็ต้องมีความผิดก่อนไม่ใช่เหรอครับ”
“ไม่งั้นก็รอไปจนกว่าฉันจะเปลี่ยนใจแล้วกัน พอดีฉันเป็นพวกเปลี่ยนใจง่ายน่ะ”
“นึกว่าแค่นิสัยเสีย ที่แท้ก็โรคจิตดีๆ นี่เองนะครับ”
“ได้ยินอยู่บ่อยๆ เหมือนกัน”
ระหว่างทั้งคู่ราวกับมีสายฟ้าที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าปรากฏขึ้น ริมฝีปากของซังอูเผยยิ้มหยัน
“ดูเหมือนรุ่นพี่จะเห็นผมเป็นคนหัวอ่อน แต่รุ่นพี่เข้าใจผิดไปอย่างมากเลยล่ะครับ ผมไม่มีอะไรต้องกลัว ตั้งแต่เกิดมา ไม่ว่าจะเป็นคนบ้า คนนิสัยไม่ดี คนเรียกร้องความสนใจ ผมก็จัดการมาหมดแล้ว สิ่งที่รุ่นพี่ทำไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผมเลยสักนิด”
เขาจงใจคุยโวโอ้อวด เห็นดังนั้นแจยองก็ยิ้มอย่างยินดี
“ได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งมีไฟแฮะ”
“ก็ลองดูสิครับ รุ่นพี่โรคจิต”
“อืม ยังไงก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ขอบคุณน้า รุ่นน้องประสาท”
ซังอูหมุนตัวขวับแล้วเดินไปที่จักรยานที่จอดไว้หน้าห้องสมุด เขาพยายามใช้หลังบังไว้เผื่อว่าแจยองจะแอบมองว่าจักรยานของเขาหน้าตาแบบไหน เมื่อปลดล็อกจักรยานได้แล้วก็ขึ้นคร่อมทันที
‘คงไม่ได้ปล่อยลมใช่ไหมวะ’
ถ้าอีกฝ่ายมายุ่งกับจักรยาน เขาก็จะมีเรื่องให้แจ้งตำรวจทันที แต่จักรยานกลับยังวิ่งฉิวปกติดี สิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงซังอูกลับถึงบ้านเร็วกว่าปกติเท่านั้น
ซังอูล็อกจักรยานไว้ที่หน้าอะพาร์ตเมนต์แล้วขึ้นไปที่ชั้น 4 เมื่อปลดล็อกประตูและเข้ามาในห้อง ร่างกายและจิตใจของเขาก็รู้สึกปลอดภัย ซังอูนอนพักอยู่บนเตียงครู่ใหญ่โดยไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า
‘จู่ๆ มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย’
เขาถูกก่อกวนทั้งวัน เรียนก็ไม่มีสมาธิ กินข้าวก็ไม่ย่อย จะเดินเล่นก็ล้มเหลว ที่ห้องสมุดก็อ่านหนังสือไม่ได้ ถึงจะพูดกับแจยองไปแบบนั้น แต่ซังอูไม่มั่นใจเลย ไอ้คนที่ชื่อจางแจยองนั่นต่างจากพวกอันธพาลที่เขาเคยประสบพบเจอมา อีกฝ่ายเตรียมการมาดี ละเอียดรอบคอบ มีไหวพริบ ไม่เปิดช่องทำผิดกฎหมายให้เอาคืน
‘ทางแก้มีเพียงหนึ่งเดียว’
นั่นคือการอดทนรออย่างแน่วแน่จนอีกฝ่ายเหนื่อยและถอยไปเอง ต่อให้จางแจยองเป็นคนสิ้นคิดแค่ไหนก็ไม่มีทางรับ ‘คณิตศาสตร์วิศวกรรม 2’ ไหว และต่อให้พูดเต็มปากว่าจะเข้าเรียน เขาก็คงไม่ฟังวิชาที่ไม่มีประโยชน์อะไรกับตัวเองไปจนจบ อย่างมากก็สองสัปดาห์ เพราะสองสัปดาห์แรกสามารถถอนวิชาเรียนได้อย่างอิสระ แต่หลังจากนั้นจะทำไม่ได้แล้ว
เวลาสองสัปดาห์ แม้จะทรมาน แต่เทียบกับระยะเวลาหนึ่งภาคเรียนแล้วมันไม่ได้นานขนาดนั้น ขอแค่หลับหูหลับตาอดทนสักหน่อย วันที่สดใสก็จะมาถึง
‘แต่ยังไงก็น่ารำคาญอยู่ดี’
ซังอูรู้สึกถึงความคับแค้นใจที่เพิ่มขึ้น มันเป็นความทุกข์ใจที่บอกใครไม่ได้ เขาไม่ค่อยมีเพื่อนก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่มีใครเข้าใจว่าการถูกแย่งที่นั่งแล้วมีคนมานั่งข้างๆ มันทำให้เขาเครียดมากแค่ไหน คืนนั้นซังอูได้แต่นอนหลับๆ ตื่นๆ
return 0;
[1] อัลกอริทึม (Algorithm) ขั้นตอนหรือลำดับการประมวลผลในการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งซึ่งจะช่วยให้ผู้พัฒนาโปรแกรมเห็นขั้นตอนการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายขึ้น
[2] My Darling Clementine (1946) ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่อง Wyatt Earp: Frontier Marshal (1931) เขียนโดย สจวต นาธาเนียล เลค (Stuart Nathaniel Lake) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน นำเสนอชีวประวัติของ ไวแอตต์ เอิร์ป (Wyatt Earp) นายอำเภอแห่งเมืองทูมสโตน รัฐแอริโซนา และตำนานการต่อสู้ดวลปืนต่อสู้กับ นิวแมน เฮนส์ แคลนตัน (Newman Haynes Clanton) เจ้าของฉายา Old Man Clanton ที่ O.K. Corral