Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 12 <10> #5
ซังอูมีเพื่อนเดินเล่นเป็นครั้งแรก เดิมทีเขาคิดว่าจะตรงไปที่ร้านทุกอย่างพันวอนเลย แต่ก็อย่างที่จีฮเยบอก เดินเล่นก่อนไปก็ฟังดูไม่เลว แม้เขาจะออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในตอนเช้าอยู่บ้าง แต่เพื่อการรักษาสุขภาพแล้ว การเดินในชีวิตประจำก็เป็นสิ่งจำเป็น
“พี่คะ ฉันถามอะไรอย่างหนึ่งได้ไหมคะ”
“นั่นคือคำถามเหรอ”
“ไม่ใช่ค่ะ แค่เกริ่นว่ากำลังจะถาม ตอนเด็กๆ พี่มีชื่อเล่นว่า ‘ซังชู[1]’ ใช่ไหมคะ”
“…เธอรู้ได้ยังไง”
จีฮเยหัวเราะก๊ากพลางบอก ‘ว่าแล้วเชียว’ แถมยังปรบมืออีกต่างหาก เธอบอกว่าตั้งแต่ได้ยินชื่อของเขาครั้งแรกก็คิดมาตลอด เกือบจะหลุดปากพูดออกมาหลายครั้ง มิหนำซ้ำเธอยังถึงกับหยุดเดินเพื่อหัวเราะ
“ถ้าฉันเรียกว่าพี่ซังชู พี่จะโกรธไหมคะ”
“ไม่”
ถึงอย่างไรซังอูก็ถูกเรียกแบบนั้นมาทั้งชีวิต ต่อให้บอกใครๆ ว่าอย่าเรียกก็ไม่มีประโยชน์ เขาจึงยอมแพ้ไปนานแล้ว นอกจากนี้มันไม่มีอะไรสมเหตุสมผลมาตั้งแต่ตอนที่จีฮเยยืนกรานจะเรียกเขาว่า ‘พี่[2]’ ทั้งที่ไม่ได้เป็นน้องแท้ๆ แล้ว คนเราชอบใช้คำเรียกผิดๆ ตามอำเภอใจ ถ้าไปใส่ใจทุกเรื่องก็เหนื่อยเปล่า อย่าว่าแต่คนที่สนิทกัน คนบางคนมีความสัมพันธ์ฉันศัตรูยังเรียกเขาเหมือนเป็นคนในครอบครัวว่า ‘ซังอูยา’ เลย
เมื่อนึกถึง เสื้อขนเป็ดสีแดงก็โผล่ออกมาจากหลังตึกโดยไม่คาดฝันทันที จางแจยองเดินมากับนักศึกษาชายสองคน ทั้งคู่สบตากันชั่วระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นซังอูก็หันหลังขวับ
“…พี่คะ?”
“ฉันจะไปทางนั้น ไว้เจอกันนะ”
“ค่ะ! เดินดีๆ นะคะ!”
ซังอูเดินผ่านจีฮเยที่ค้อมตัวลาเก้าสิบองศาไปอย่างรวดเร็ว เรียนรู้เรื่อง กินข้าวอร่อย แม้จะไม่ได้ดื่มกาแฟแต่ก็ยังได้เดินเล่น แต่พอเห็นสีแดง เขาก็อารมณ์เสียทันที ตอนนี้ซังอูเกลียดสีแดงมากจริงๆ
เดินมาได้สักพักเขาก็ลอบมองไปด้านหลัง แจยองออกจากกลุ่มเพื่อนมาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ และอยู่ห่างจากซังอูสิบก้าว เห็นดังนั้นขาของซังอูก็ขยับก่อนที่สมองจะสั่ง
‘จะโดนจับไม่ได้’
ซังอูวิ่งหนีตามสัญชาตญาณ โลกของเขามั่นคงมาโดยตลอดไม่ว่าจะถูกใครคุกคามหรือใช้กำลังอย่างไร ตอนมัธยมเขาใช้อำนาจของครู หลังจากโตเป็นผู้ใหญ่ก็ใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่แล้วความผิดพลาดก็แทรกเข้ามาในระบบอันชอบธรรมที่เขาปกป้องมาตลอด ERROR ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่รู้สาเหตุทำให้โปรแกรมไม่สามารถทำงานได้
ตั้งแต่ปลดประจำการก็ไม่มีเรื่องให้ต้องวิ่งเลย แต่เพียงเพราะไม่อยากเห็นหน้าจางแจยอง ซังอูจึงทุ่มสุดกำลังเพื่อวิ่ง เขาวิ่งผ่านคณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สโมสรนักศึกษา และร้านขายของชำที่กลายเป็นภาพเบลอ ผ่านนักศึกษามากมายที่เห็นหน้าไม่ชัด จนกระทั่งมาถึงประตูใหญ่โดยไม่รู้ตัว ซังอูหันไปมองด้านหลังด้วยคิดว่าน่าจะหนีพ้นแล้ว
“ทำไมวิ่งเร็วจังวะ”
จากนั้นเขาก็ต้องกรีดร้องอยู่ในใจ
“เฮ้ย พักหายใจก่อนเถอะ นี่กู… ต้องมาวิ่งตอนอายุปูนนี้เหรอวะ… รองเท้าวิ่งก็ไม่ได้ใส่ เหี้ยเอ๊ย…”
ซังอูนั่งยองๆ แม้อยากจะหนีไปจากแจยองที่กำลังหอบหายใจ แต่เพราะเขาวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดตลอดเส้นทางอันยาวไกล ตอนนี้จึงอยู่ในสภาพหายใจไม่ทัน ซังอูทิ้งระยะห่างจากแจยองประมาณหนึ่งและนั่งลงบนบล็อกปูพื้น หยิบขวดน้ำออกมาจากกระเป๋าแล้วยกดื่มให้ชุ่มคอ
“เป็นบ้าเรอะ วิ่งทำไมเนี่ย”
“จะวิ่งไม่วิ่งแล้วรุ่นพี่ไล่ตามมาทำไมล่ะครับ”
“ก็มันแปลกนี่หว่า เห็นวิ่งหนีก็เลยวิ่งตามมาโดยไม่ทันคิดน่ะสิ”
“แบบนั้นแปลกยิ่งกว่าอีกครับ”
พวกเขาหอบหายใจพลางแลกเปลี่ยนบทสนทนาที่แปลกประหลาด จากนั้นก็เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ
หลังจากนั่งพักมาพอสมควรแล้ว ซังอูก็ลุกขึ้นเดินต่อ เขาต้องไปเอาจักรยานที่จอดอยู่หน้าห้องสมุด แจยองลุกขึ้นด้วยสีหน้าหงุดหงิดแล้วเดินตามติดอยู่ข้างๆ ถ้าเขาเร่งความเร็ว อีกฝ่ายก็เร่งตาม ถ้าเขาลดความเร็ว อีกฝ่ายก็ลดตาม ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปอาจกลายเป็นการวิ่งสุดฝีเท้าอีก ซังอูจึงเลิกสนใจฝ่ายนั้นและรักษาความเร็วปกติ
“แฟนสวยนะ”
“ผมไม่มีแฟนครับ”
“แล้วเพื่อนที่กินข้าวด้วยกันเมื่อกี้ชื่ออะไร”
“คิมจีฮเยครับ”
“เอกไหน”
“ปรัชญา…มั้ง?”
“นามสกุล รยู อยู่เอกฝรั่งเศสไม่ใช่เรอะ”
ซังอูกำลังจดจ่อกับการเดินจึงโต้ตอบราวกับหุ่นยนต์ แต่เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็ชะงักฝีเท้าและหันขวับไปมองแจยอง
“นี่รุ่นพี่สืบเรื่องของเธอด้วยเหรอครับ เธอเป็นเด็กดีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลยสักนิดเดียวครับ!”
ได้ยินดังนั้นแจยองก็ยิ้มเยาะ
“สืบอะไร พวกนายเคยพากันมาที่ร้านที่ฉันทำงานอยู่ไม่ใช่หรือไง ไอ้สมองเพี้ยน ตอนนั้นฉันได้ดูบัตรนักศึกษา จะจำชื่อได้ก็ไม่แปลกปะ”
ซังอูเมินคำพูดของอีกฝ่ายและเดินต่อ
“นายน่ะ รู้จักชื่อฉันหรือเปล่า”
“รู้แล้วได้อะไรครับ”
“ไหนว่าหัวดี ชื่อคนแค่สามพยางค์ก็จำไม่ได้เหรอวะ”
“สมองที่มีประสิทธิภาพจะลบข้อมูลที่ไร้ประโยชน์ออกครับ”
“ทำให้หงุดหงิดอีกละ”
แจยองคว้าไหล่ของซังอูให้หยุดเดิน ทันทีที่มือของอีกฝ่ายแตะตัว ซังอูก็นิ่วหน้าโดยอัตโนมัติ
“การบ้าน จงแต่งกลอนสามบรรทัดด้วยชื่อของฉัน”
มิหนำซ้ำแจยองยังพูดอะไรแปลกๆ ซังอูเอามือของอีกฝ่ายออกจากไหล่
“รางวัลคือตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปจะไม่แกล้งแล้ว”
คำพูดนั้นยากจะเมินเฉย ซังอูคิดอย่างกลัดกลุ้มอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูด
“คำถาม แค่ผมทำ รุ่นพี่ก็จะให้ผ่านเหรอครับ ขอบเขตของการกลั่นแกล้งล่ะครับ?”
“คำตอบ อย่างน้อยก็ต้องฟังดูมีศิลปะฉันถึงจะยอมรับ ส่วนขอบเขตก็แล้วแต่นาย”
ซังอูลองคิดใคร่ครวญอย่างละเอียด คำว่ามีศิลปะฟังดูกำกวมเกินไป แต่เขาชอบเงื่อนไขที่ว่าเขาสามารถกำหนดขอบเขตของการกลั่นแกล้งเองได้ จึงตอบตกลง
“บอกคำมาเลยครับ”
“นายต้องเป็นคนพูดสิ ไอ้นี่นิ”
ซังอูเข้าใจว่าปกติแล้วผู้ฟังจะเป็นคนบอกคำเวลาเล่นแต่งกลอนสามบรรทัด แต่ดูจากปฏิกิริยาของแจยองแล้วดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้น เขาจึงอ้าปากพูด
“จอ...จู่ๆ ฝนก็เทลงมา”
ขณะที่เขาพูดไปตามที่คิด แจยองก็กอดอกพลางทำสีหน้าอวดดี พอเห็นใบหน้านั้นแล้ว เขาก็เรียบเรียงวรรคต่อไปได้โดยอัตโนมัติ
“จอ …เจอแบบนี้ซวยชะมัด”
เสื้อขนเป็ดสีแดงถูกแสงแดดส่องเป็นประกายมันวาว
“ยอ …อย่าโผล่หัวมาอีกเลยจะดีกว่า”[3]
แจยองทำสีหน้าอ่านยาก มุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย ขณะเดียวกันริมฝีปากนั้นคล้ายจะคลี่ยิ้มเล็กๆ ซังอูคิดว่าตัวเองแต่งกลอนสามบรรทัดได้ไม่เลวเลย แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าแจยองคิดอะไรอยู่ แถมเจ้าตัวยังเป็นกรรมการตัดสินอีก ดังนั้น ช่วงเวลาที่ฝ่ายนั้นปิดปากเงียบจึงค่อนข้างตึงเครียด
“ผลการประเมิน”
แจยองพูดอย่างภูมิฐาน
“ความถูกต้องแม่นยำเต็ม 10 ให้ 10”
“โอ้…”
“ความจริงใจเต็ม 10 ให้ 10”
“ใจกว้างกว่าที่คิดนะครับ”
“คุณค่าทางวรรณคดีเต็ม 10 ให้ 3”
“…ครับ?”
“ความสัมพันธ์กันของเนื้อหาเต็ม 10 ให้ 1”
“…”
“ความแปลกใหม่เต็ม 10 ให้…”
ถ้าข้อนี้ได้ 10 คะแนนจะมีหวังไหมนะ
“0 คะแนน”
ซังอูเกือบหลุดด่าหยาบคายขั้นสุดออกไป
“รวมทั้งหมด 50 คะแนน ได้ 24 คะแนน พรุ่งนี้คงต้องเจอกันอีกแล้วล่ะนะ ซังอูยา~”
‘กูว่าแล้ว’
ซังอูทิ้งจางแจยองไว้ตรงนั้นแล้วก้าวฉับๆ จากไป สุดท้ายก็เป็นแบบนี้จนได้ เขาไม่น่าเชื่อคำพูดเพ้อเจ้อนั่นเลย เสียเวลาเปล่าๆ จางแจยองไม่ได้เดินตาม แต่เขายังคงได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายดังไล่หลังมา
“ดูเหมือนฉันจะคิดผิดไป ตอนนี้ฉันก็รู้แล้วว่าจะเดินเครื่องนายยังไง”
“เห็นผมเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเหรอครับ”
“ก็คิดว่าคล้ายๆ นะ”
คำพูดนั้นไม่มีค่าอะไรให้ตอบ ในหัวของซังอูคิดถึงแต่ร้านทุกอย่างพันวอนมาตั้งแต่ตอนกินข้าว เขาปลดล็อกจักรยาน ขึ้นคร่อม และปั่นจักรยานผ่านแจยองไปอย่างรวดเร็ว
[1] ซังชู มาจาก ชื่อพยางค์แรกของซังอู (ซัง) + นามสกุล (ชู) เป็น ‘ซังชู’ ซึ่งพ้องกับคำว่า ซังชู (상추) ที่แปลว่า ผักกาดหอม
[2] พี่ ในที่นี้คือคำว่า 오빠 (โอป้า) เป็นคำที่ผู้หญิงใช้เรียกพี่ชาย ปกติแล้วจะใช้เรียกคนในครอบครัว คนที่สนิทกันมาก หรือได้รับการอนุญาตจากเจ้าตัวจึงจะเรียกได้ ในกรณีที่อีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน ฯลฯ มักจะเรียกด้วยคำว่า รุ่นพี่ (선배(님): ซอนแบ(นิม-รูปยกย่อง)) มากกว่า
[3] กลอนสามบรรทัดจากชื่อจางแจยอง เนื่องจากในภาษาไทยไม่สามารถสร้างประโยคจากชื่อ จาง-แจ-ยอง ได้ ผู้แปลจึงเปลี่ยนมาใช้ตัวอักษรของแต่ละพยางค์แทน เป็น จ-จ-ย โดยพยายามรักษาเนื้อความเดิมไว้ นั่นก็คือ “ฝนตกหนัก ซวยชะมัด (อีกนัยคือหลอกด่าแจยองว่า เฮงซวย) ไสหัวไปตลอดกาลทีเถอะ”