Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 13 Green
จางแจยองแกล้งชูซังอูอย่างเต็มที่อยู่สองวัน เขาเกณฑ์รุ่นน้องมาจองที่ที่อีกฝ่ายนั่งเป็นประจำล่วงหน้า ทำตัวเสียงดังวุ่นวายทุกคาบเรียน ตามติดไปทุกที่ และคอยดูซังอูโกรธจนตัวสั่น
และนี่คือความสำเร็จของสองวันที่ผ่านมา
หนึ่ง แจยองได้รับคำเรียกมาถึงหกคำ ได้แก่ (1) สตอล์กเกอร์ (2) ขยะ (3) โรคจิต (4) มะเร็งมนุษย์ (5) ซาดิสต์ (6) อันธพาล นั่นหมายความว่าตัวเขาประทับแน่นอยู่ในความทรงจำของซังอูแล้ว แม้ว่าป้ายชื่อที่ซังอูติดให้จะไม่ค่อยน่ารักเท่าไร แต่ก็ดีกว่าไม่มีชื่ออะไรเลย แจยองเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เขารู้ดีกว่าใครว่าแบรนด์ดิ้งสำคัญขนาดไหน
ลืมวลีที่ว่า ‘เมื่อเรียกชื่อก็กลายเป็นดอกไม้’[1] ไปได้เลย มันไม่ใช่ฉากในการ์ตูนตาหวานที่พวกคนรวยหน้าตาดีเที่ยวตามหาผู้หญิงที่เอาน้ำสาดหน้าตัวเองแล้วหนีไป ความรู้สึกเชิงลบแข็งแกร่งกว่าความรู้สึกเชิงบวก เพราะฉะนั้นการตลาดแบบ Noise Marketing[2] จึงมาแรง ยิ่งไปกว่านั้นนี่อาจนับเป็นเกียรติที่ถูกไอ้บ้าที่ไม่เคยตั้งชื่อให้ใครมาก่อนเรียกชื่อถึงหกแบบ
สอง แจยองแก้แค้นอย่างดุเดือดด้วยอารมณ์ มันเป็นความรู้สึกที่เย้ายวน สดชื่นซาบซ่าราวกับดื่มน้ำอัดลม ขณะที่ทำลายซังอูผู้แสนรอบคอบ เขาก็รู้สึกว่าความรู้สึกที่เคยเสียไปได้รับการชดเชย
สาม เขาสนุกกับการแกล้งชูซังอู แทนที่จะสงสาร เขากลับรู้สึกดีที่ได้เห็นใบหน้าบิดเบี้ยวของอีกฝ่าย เขามีความสุขจนสามารถอดทนต่อความทรมานของการต้องตื่นแต่เช้าได้ ซาดิสต์อย่างนั้นเหรอ? เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นมาก่อนเลย แต่บางทีเขาอาจจะมีมุมที่เป็นแบบนั้นจริงๆ ก็ได้
แจยองวางแผนว่าจะตามซังอูอย่างนานที่สุดก็สองสัปดาห์จนกว่าจะหมดช่วงถอนวิชาเรียน แต่เขาเริ่มคิดว่าถึงเวลาที่ควรจะหยุด เพราะซังอูดูทุกข์ทรมานกว่าที่คิด เขาถึงขั้นคิดว่าขืนทำมากกว่านี้อีกฝ่ายอาจจะดรอปเรียนไปเลยก็ได้ แจยองแค่อยากแกล้งซังอูนิดหน่อยเท่านั้น ไม่ได้อยากทำลายชีวิตประจำวันของอีกฝ่ายจริงๆ
นอกจากนี้เดิมทีเขาก็เป็นคนเบื่อง่ายและขี้รำคาญอยู่แล้ว การสั่งให้รุ่นน้องเอากระเป๋าไปจองที่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะต้องนั่งเรียนวิชาที่ตัวเองไม่เข้าใจอีก การนั่งในห้องสมุดที่เงียบสงบแค่หนึ่งนาทีก็ทำให้เขาคันคะเยอไปทั้งตัวแล้ว แถมการกินอาหารไร้รสชาติในโรงอาหารที่มีคนยั้วเยี้ยก็ลำบากจริงๆ เขาไม่มีทางทำไปตลอดสองสัปดาห์ได้แน่ อย่างไรเขาก็ทำไปเพราะมีเวลาว่างเหลือเฟือเท่านั้น ช่วงนี้แจยองไม่มีอะไรทำจริงๆ
‘ซังอูยา ทำไมทำกันแบบนี้วะ’
หลังจากเข้าเรียนวิชา ‘การอบรมบุคลิกภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยฮันกุก’ ได้สามนาที แจยองก็นึกเกลียดซังอูขึ้นมาทันที ในห้องเรียนมีนักศึกษามากเกินจะควบคุม พวกคนเช็กชื่อแทนจึงลอยตัว ไม่รู้ว่าในบรรดาคนพวกนั้นมีกี่คนที่ถูกระงับจบการศึกษา ถ้าซังอูเป็นคนที่เห็นอะไรไม่ถูกต้องแล้วรู้จักปล่อยผ่านเสียบ้างเหมือนคนทั่วไป ตอนนี้แจยองคงได้นั่งฟังดีไซเนอร์ระดับโลกสอนอยู่ที่อเมริกา ไม่ใช่วิชาจริยธรรมจิ๊บจ๊อยนี่
แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นแค่เรื่องสมมติที่ไร้ความหมาย เขาควรจะต้องเศร้าใจที่ตอนนี้ตัวเองมีสภาพเหมือนพวกผู้ตรวจราชการลับมากกว่า เทอมที่แล้วทำเรื่องไม่ดีไว้ เทอมนี้จึงถูกอาจารย์จับตามองจนไม่มีช่องให้หนี แจยองนั่งทรมานอยู่หลังห้องพลางยืมกระดาษจากคนข้างๆ มาวาดรูปเล่น
พอออกมาจากตึกแล้วอากาศดีมาก ฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นฤดูแห่งความรักกำลังจะมาถึง เขาเลิกกับแฟนคนล่าสุดไปครึ่งปีแล้ว เรียกได้ว่าไม่ได้คบกับใครมานานแล้วเหมือนกัน เขาคิดถึงเรื่องนั้นขณะเดินอยู่ท่ามกลางนักศึกษาคนอื่นๆ แล้วเขาก็เห็นซังอูอยู่ไกลๆ การแต่งกายของอีกฝ่ายไม่ได้โดดเด่นแต่กลับดูสะดุดตาอย่างน่าทึ่ง ซังอูกำลังเดินอย่างรวดเร็วไปที่โรงอาหารพร้อมกับนักศึกษาหญิงชุดเขียว
‘ไอ้นี่ เข้ากับสาวๆ ได้ดีจังนะ’
จะว่าไปแล้วตอนมาที่ร้านอาหารก็มากับผู้หญิงเหมือนกัน นิสัยแบบนั้นไม่น่าป๊อปในหมู่ผู้หญิงแท้ๆ เขานึกภาพซังอูมีแฟนไม่ออกเลย
เขาถูกความสงสัยพามาถึงโรงอาหารที่เต็มไปด้วยผู้คน ซังอูมองข้ามโต๊ะที่ว่างแล้วนั่งกินข้าวที่โต๊ะที่มีคนนั่งเต็มทุกที่นั่งอย่างเจ้าเล่ห์
‘โดนไปหนึ่งหมัดแฮะ’
แจยองหัวเราะออกมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายสไลด์ตัวไปนั่งตรงที่ว่างเพื่อหลีกเลี่ยงตน ฝ่ายนั้นก็มีมุมที่น่ารักอยู่ด้วยสินะ ส่วนนักศึกษาหญิงชุดเขียวนั่งลงข้างๆ พอดูดีๆ แล้วอีกฝ่ายคือเด็กที่ชื่อรยูจีฮเยที่อยู่ด้วยกันที่ร้านอาหารนั่นเอง
หลังจากกินอาหารที่โคตรจะไม่อร่อยแล้วออกจากโรงอาหาร แจยองคิดว่าตอนนี้เขาควรพอได้แล้ว เขาทนกินของแบบนี้ไม่ได้อีกแม้แต่มื้อเดียว กาแฟที่เพิ่งเคยเห็นที่ร้านขายของชำเป็นครั้งแรกนั่นเขาก็ซื้อมาตั้งสิบหกกระป๋อง พอลองเปิดชิมดูกระป๋องหนึ่งก็พบว่าทนดื่มต่อไปไม่ได้จริงๆ จึงทิ้งไป ที่เหลืออยู่อีกสิบห้ากระป๋องเขาเอาไปทิ้งไว้ที่ห้องชมรม แต่ไม่มีรุ่นน้องคนไหนดื่มเช่นกัน
ระหว่างเดินไปยังที่สูบบุหรี่กับคนอื่นๆ เขาก็บังเอิญเจอซังอูกับจีฮเยกำลังเดินข้ามถนนมาจากฝั่งตรงข้าม
‘ส่วนสูงต่างกันพอดี ดูมีชีวิตชีวาจังนะ สมกันดีนี่ หืม?’
แจยองสาวเท้าเดินพลางบ่นพึมพำในหัวอย่างคนพาล วันนี้ซังอูไม่ถูกแกล้งจึงดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง เห็นซังอูกำลังให้ความสนใจกับจีฮเย แจยองจึงคิดว่าอีกฝ่ายจะเดินผ่านตนไปทั้งอย่างนั้น แต่น่าแปลกที่แม้จะอยู่ไกลแต่ฝ่ายนั้นก็จำแจยองได้ ทั้งที่วันนั้นสบตากันในระยะเผาขนยังจำไม่ได้แท้ๆ แจยองรู้สึกอารมณ์ดีอย่างประหลาด
ซังอูหันหลังเดินหนีทันที แต่แจยองก็ยังกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามไปด้วยคิดจะเกาะติดอีกฝ่าย ตอนที่อยู่ห่างกันประมาณสิบก้าว ซังอูก็หันมามองด้วยสีหน้ากังวลก่อนจะเบิกตากว้าง เขาพอจะรู้ว่าอีกฝ่ายคงตกใจแต่คิดไม่ถึงเลยว่าปฏิกิริยาของฝ่ายนั้นจะเป็นการวิ่งหนีสุดแรงเกิด แจยองเองก็ออกตัวอย่างรวดเร็วราวกับเป็นฆาตรกรต่อเนื่องวิ่งไล่ตามอีกฝ่ายไป
‘แม่งเอ๊ย กูวิ่งทำไมวะเนี่ย’
ใครมาเห็นเข้าจะคิดว่าเขาเป็นบ้าไหมนะ แจยองไม่เข้าใจตัวเอง แต่เท้าก็ยังคงขยับไปโดยอัตโนมัติ ซังอูวิ่งเร็วมาก เพราะหน้าตาเนิร์ดๆ นั่นทำให้เขาคิดไปเองว่าอีกฝ่ายคงเป็นพวกไม่ค่อยมีแรง ทว่าต่อให้แจยองวิ่งสุดฝีเท้าก็ยังตามซังอูที่วิ่งพร้อมทั้งสะพายเป้ไปด้วยไม่ทัน
รู้ตัวอีกทีเขาก็มาถึงประตูใหญ่แล้ว ตั้งแต่ปลดประจำการมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาวิ่งสุดแรงเป็นระยะทางไกลขนาดนี้ หลังจากได้ทรุดลงนั่งกับพื้นเพื่อปรับลมหายใจ แจยองก็ตระหนักได้
‘ว่ากันว่าความโลภของมนุษย์ไม่มีจุดสิ้นสุดสินะ’
เมื่อเห็นภาพด้านหลังของอีกฝ่ายตอนวิ่งหนีอยู่ข้างหน้า เขาก็เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงได้ดึงดันนัก ที่เคยคิดเล่นๆ ว่าจะทำให้ซังอูจำตนได้ขึ้นใจล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งเพ ถึง Noise Marketing จะประสบความสำเร็จ แต่สำหรับซังอูแล้ว แจยองก็เป็นแค่สินค้าคุณภาพต่ำ เขาอาจรู้สึกดีเพียงชั่วขณะที่เห็นซังอูทำหน้าเหยเกทันทีที่เห็นตน แต่นั่นไม่สามารถเติมเต็มความพึงพอใจของเขาได้ แจยองอยากเป็นรุ่นพี่ที่ยอดเยี่ยม มีความสามารถ และน่าสนใจสำหรับซังอู เหมือนที่เขาเป็นสำหรับรุ่นน้องคนอื่น
‘นี่รุ่นพี่สืบเรื่องของเธอด้วยเหรอครับ เธอเป็นเด็กดีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลยสักนิดเดียวครับ!’
แจยองไม่ชินเลยที่เห็นซังอูเข้าข้างใครสักคน เขาสร้างความขัดแย้งกับอีกฝ่ายจนทำให้ชื่อเสียงในฐานะเด็กดีที่ชูซังอูรับรองกลายเป็นเหมือนดอกผลที่ผลิบานอยู่ในจุดที่เขาเอื้อมไม่ถึง
เรื่องของรยูจีฮเยนั้นเขาเคยค้น SNS[3] ของเธอตอนหาเบาะแสที่จะเอามาแกล้งซังอู ชื่อ วิชาเอก รหัสนักศึกษา ไม่มีอะไรยากเลย เท่าที่ไล่ดูโพสต์คร่าวๆ เธอไม่ได้เป็นพวกสุดโต่งเหมือนซังอู แต่ดูเป็นสไตล์ซื่อสัตย์จริงใจ วันที่มาที่ร้านอาหารกับซังอูเธอโพสต์ว่า
[ดูน่ากลัวนิดหน่อย แต่เหมือนจะไม่ใช่คนไม่ดี จะมีโอกาสได้เจออีกไหมนะ
#คนประหลาด #เจอกันครั้งแรก #รู้สึกคาดหวัง]
แน่นอนว่าเธอพูดถึงชูซังอู
[รยูจีฮเย – นิสัยดี
จางแจยอง – สตอล์กเกอร์ / ขยะ / โรคจิต / มะเร็งมนุษย์ / ซาดิสต์ / อันธพาล]
รยูจีฮเยเป็นนางฟ้าชุดเขียว ส่วนจางแจยองเป็นปีศาจแลบลิ้นสีแดงสดจากไฟนรก แจยองไม่ชอบองค์ประกอบความดีและความชั่วนี้เลย
ดูเหมือนว่าซังอูจะยังไม่สนใจจีฮเยเมื่อดูจากที่เจ้าตัวไม่รู้นามสกุลและเอกที่หญิงสาวเรียน แต่ถึงอย่างนั้นพวกผู้ชายที่มีมุมใสซื่อแบบนี้แค่คอยทำดีอยู่ข้างๆ ก็ผ่านฉลุยแล้ว ขืนปล่อยไว้แบบนี้ พวกเขาต้องคบกันภายในสามเดือนแน่ แจยองเอานาฬิกาแบรนด์หรูที่คุณตาให้เป็นของขวัญเรียนจบเป็นประกันเลย
แจยองรู้สึกไม่ปลอดภัย เขารู้สึกว่าในวันแต่งงานของชูซังอูกับรยูจีฮเยราวๆ 8 ปีข้างหน้า ชูซังอูจะต้องจับมือเจ้าสาวรำลึกความหลังว่าเมื่อก่อนมีคนชื่อคิมยองแจหรืออะไรสักอย่างเรียนไม่จบเลยมารังควานด้วยวิธีหยาบคาย พอดีในตอนนั้นมีจีฮเยคอยอยู่เคียงข้างจึงผ่านมาได้ แม้จะจำหน้ามะเร็งมนุษย์นั่นไม่ได้ แต่เขาชอบใส่เสื้อขนเป็ดสีแดงไปไหนมาไหนตลอด อะไรทำนองนั้น
‘เราทนเห็นภาพนั้นไม่ได้หรอก’
เป้าหมายของแจยองเปลี่ยนไปแล้ว หรือควรเรียกว่ายกระดับดีนะ?
เงื่อนไขของการเป็นรุ่นพี่ที่ดีมีอะไรบ้าง? อย่างน้อยตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีหวังเลยสักนิด สิ่งเดียวที่พอจะอวดอ้างได้ในตอนนี้มีเพียงตัวตนของเขาเท่านั้น อย่างน้อยที่สุดการที่ชูซังอูจำชื่อเขาได้ถูกต้องก็กลายเป็นแรงผลักดัน และตอนนี้เขาก็เหมือนจะรู้วิธีรับมือกับอีกฝ่ายนิดหน่อยแล้ว แต่ก่อนอื่นแจยองรู้สึกว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างกับค่าที่เท่ากันระหว่าง ‘จางแจยอง = สีแดง = ตัวร้าย = อันธพาล = ขยะ’
‘ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องมาทำอะไรให้เหนื่อยแบบนี้ แต่…ยังไงก็มีเวลาเหลือเฟืออยู่แล้วนี่นะ’
เขาเริ่มพิจารณาว่าในตู้เสื้อผ้ามีชุดอะไรบ้าง
[1] ‘เมื่อเรียกชื่อก็กลายเป็นดอกไม้’ มาจากวรรคหนึ่งของกลอนที่มีชื่อว่า 꽃 (ดอกไม้) ประพันธ์โดย คิมชุนซู บอกว่า ‘เมื่อฉันเรียกชื่อเขา เขามาหาฉัน และกลายเป็นดอกไม้’
[2] Noise Marketing คำภาษาอังกฤษแบบเกาหลี (Konglish) หมายถึงการทำการตลาดที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้บริโภคโดยจุดประเด็นขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการขายสินค้าโดยเจตนา และไม่สนว่าประเด็นนั้นจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์หรือไม่ มีลักษณะคล้ายกับการตลาดแบบ Word-of-mouth marketing (WOMM) หรือปากต่อปาก แต่การตลาดแบบปากต่อปากจะนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดีเสียมากกว่า
[3] SNS Social Networking Service