Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 14 <11> #1
ซังอูบรรจุกระสุนปืนไว้รอจางแจยองสามนัด ไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่เขาอยากเจออีกฝ่าย ตอนนี้ซังอูอยากเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของจางแจยองเร็วๆ เขานั่งรอตรงแถวที่สี่ ที่นั่งที่สองนับจากขวา แม้จะเปิดหนังสือไว้ แต่เขาก็แค่ทำไปตามความเคยชินเท่านั้น ช่วงนี้มันไม่ได้มีประโยชน์อะไร
แจยองเป็นผู้ช่วยอาจารย์ แต่แม้อาจารย์จะมาแล้ว ฝ่ายนั้นก็ยังมาไม่ถึง ซังอูถึงกับหันไปมองที่ประตูหลัง แต่เขาก็ไม่พบเสื้อขนเป็ดสีแดงท่ามกลางนักศึกษาที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“มองไปไหน ฉันอยู่นี่”
ซังอูตกใจตัวแข็งทื่อ ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อและพูดด้วยเสียงของแจยอง แต่ที่ทำให้เขาตกใจคืออีกฝ่ายสวมเสื้อโค้ทสีเขียวเข้ม แถมยังไม่สวมแว่นด้วย
ซังอูรู้สึกสับสนอย่างหนักขณะที่ชายคนนั้นนั่งลงบนที่นั่งที่จองไว้ล่วงหน้า ที่นั่งที่สมบูรณ์แบบที่สุดในห้องเรียน แค่เรื่องที่อีกฝ่ายไม่สวมเสื้อขนเป็ดสีแดงก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนระบบสารสนเทศ[1]จะล่มแล้ว แต่ไม่ว่าภายนอกจะสวมชุดอะไร อีกฝ่ายคือจางแจยองไม่ผิดแน่ ด้วยเหตุนั้นซังอูจึงหยิบกระสุนนัดแรกที่เตรียมไว้ขึ้นมา นั่นคือฉากกั้นที่ทำจากกระดาษฟางข้าว แล้ววางไว้ด้านขวามือ จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะดังข้ามฉากมา
“อย่างที่รู้กันว่าตั้งแต่วันพฤหัสฯ หน้าเป็นต้นไปเราจะเริ่มพรีเซนต์ละครสั้นกันแล้ว เพราะฉะนั้นอยากให้เริ่มเตรียมตัวกันตั้งแต่คาบนี้เลยนะคะ”
เขารู้อยู่แล้วเพราะมันเขียนไว้ในแผนการสอน งานกลุ่มจับคู่แสดงละครสั้นภาษาจีนเป็นเวลาสามนาทีเป็นกิจกรรมสำคัญของวิชานี้โดยคิดเป็น 20% ของคะแนนทั้งหมด อาจารย์แจกชีตให้นักศึกษาแถวแรกส่งต่อ (ผู้ช่วยฯ ควรเป็นคนแจกไม่ใช่เหรอ) แล้วเปิดรายชื่อจับคู่บนโปรเจกเตอร์
“นี่เป็นรายชื่อจับคู่และลำดับการพรีเซนต์ พรีเซนต์คิวแรกๆ อาจจะรู้สึกเสียเปรียบ แต่อาจารย์จะพิจารณาคะแนนจากหลายๆ อย่างค่ะ”
ซังอูกวาดตาหาชื่อของตัวเองจนเจอ แต่ปัญหาคือชื่อที่อยู่ข้างๆ
[ชูซังอู (วิศวกรรมคอมพิวเตอร์), จางแจยอง (ออกแบบนิเทศศิลป์)
นำเสนอ 14/3 (พฤ.)]
“…”
ท่ามกลางนักศึกษาสามสิบคน เขากลับต้องจับคู่กับหมอนั่น แถมวันพรีเซนต์ยังเป็นวันพฤหัสฯ หน้า เขายกมือขึ้นทันที อาจารย์จึงหันมามอง
“นักศึกษามีคำถามเหรอคะ”
“ถ้าผมไม่ชอบเพื่อนร่วมทีมและไม่สามารถทำงานด้วยกันได้ ผมสามารถเปลี่ยนคู่ได้ไหมครับ อาจารย์”
เธอขมวดคิ้วพลางตอบ
“ไม่ได้จ้ะ วิชานี้มีทั้งนักศึกษาที่ทำได้ดีและทำได้ไม่ค่อยดี การเอาชนะเรื่องนั้นเรียกว่าทีมเวิร์ก อาจารย์เองก็กลัวว่าจะเกิดคำถามแบบนี้ขึ้นเลยให้ผู้ช่วยฯ เป็นคนสุ่มเลือก ไม่ต้องกังวลเรื่องความเท่าเทียมนะ นอกเหนือจากเรื่องเปลี่ยนกลุ่ม เปลี่ยนวันพรีเซนต์ มีใครมีคำถามอื่นอีกไหมคะ”
‘ก็เพราะไอ้คนคนนั้นมันเป็นคนสุ่มเลือกถึงได้เกิดความไม่เท่าเทียมไงครับ อาจารย์…’
อาจารย์ตัดบทอย่างเด็ดขาด ซังอูจึงไม่กล้าพูดอะไรอีก เขาถูกอาจารย์ชเววิชา ‘Embedded System’ หมายหัวคนหนึ่งแล้ว จะลามมาถึงวิชานี้ด้วยไม่ได้ ด้วยเหตุนั้นเขาจึงปิดปากลงอย่างวุ่นวายใจ ในตอนนั้นเอง ฉากกั้นก็หงายหลังเหมือนหุ่นไล่กาแล้วร่วงลงไปที่พื้น เผยให้เห็นแจยองนั่งเท้าคางพร้อมคลี่ยิ้มดูชอบกล
“เชื่อใจพี่ก็พอ เดี๋ยวพี่แบก[2]เอง”
‘หุบปากเถอะน่า!’
ซังอูยัดฉากกั้นไร้ประโยชน์ลงในกระเป๋าเป้
รออยู่ครู่หนึ่งเอกสารประกอบการเรียนก็ถูกส่งต่อมา ซังอูรีบปกป้องไว้สุดชีวิตก่อนที่แจยองจะแย่งไป จากนั้นเขาก็เขียนชื่อกับรหัสนักศึกษาที่มุมบนซ้ายของกระดาษ
“เอกสารที่อาจารย์เพิ่งแจกไปมีทั้งรูปประโยคที่ได้เรียนไปแล้วในวิชา ‘ภาษาจีนเบื้องต้น’ และรูปประโยคที่เจาะลึกยิ่งขึ้น นักศึกษาสามารถเตรียมบทสนทนาสำหรับละครสั้นโดยอ้างอิงจากตัวอย่างทั้งร้อยประโยคนี้ได้เลยค่ะ เอาล่ะ ทีนี้ก็ลุกไปหาคู่ของตัวเองแล้วปรึกษากันได้ค่ะ”
ซังอูไล่อ่านเนื้อหาในชีตอย่างตั้งใจ ประมาณ 30% เป็นประโยคที่เคยท่องจำไปก่อนหน้านี้จึงสามารถแปลความหมายได้
ตอนปี 1 ซังอูได้ A ในวิชา ‘ภาษาจีนเบื้องต้น’ เขาเข้าเรียนครบ และสอบได้คะแนนเต็ม แต่กลับถูกหักคะแนนไปมากในส่วนของการสอบปากเปล่าและแสดงละครสั้น เพราะฉะนั้นคราวนี้เขาต้องทำคะแนนของการแสดงละครสั้นให้ดีที่สุดเพื่อให้ได้ A+
เขามีเรียนแค่ไม่กี่ตัวจึงมีเวลาซ้อมเหลือเฟือ แต่ปัญหาของเขาก็คือเพื่อนในกลุ่มที่จ้องจะขัดขาเขาทุกวิถีทาง ถึงอย่างนั้นซังอูก็คิดว่าอย่างเลวร้ายที่สุดเขาก็แค่ต้องแสดงคนเดียวสองบทบาทจึงไม่ได้กังวลมากนัก ถึงอย่างไรในแผนการสอนก็บอกว่าให้คะแนนเป็นรายคนอยู่แล้ว
เขาเปิดสมุดโน้ตและเขียนไอเดียลงไป เขาคิดจะทำคนเดียว แต่แจยองก็ยังดึงโต๊ะที่เรียงขนาบข้างเข้ามานั่งชิดกับโต๊ะของซังอู ซังอูเอ่ยปากขึ้นโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย
“ในนี้มีประโยคถาม-ตอบเกี่ยวกับสถานที่อยู่หลายประโยค เราสร้างสถานการณ์บอกทางให้กับนักเรียนชาวจีนที่มาแลกเปลี่ยนที่ ม.ฮันกุก แล้วกันครับ ผมจะเป็นคนเกาหลี ส่วนรุ่นพี่ก็เป็นคนจีนไปนะครับ”
แม้ซังอูจะไม่ได้คาดหวังปฏิกิริยาตอบรับ แจยองก็บ่นพึมพำราวกับรออยู่แล้ว
“โคตรน่าเบื่อ ถ้าฉันต้องทำโปรเจกต์เกมร่วมกับนายนี่แย่เลยนะ เกือบไปแล้ว”
“…”
จะว่าไปแล้ว อีกฝ่ายมักจะวิพากษ์วิจารณ์ความคิดสร้างสรรค์ของซังอูเสมอ ‘ยอดมนุษย์ผัก’ ไม่น่าสนใจบ้างล่ะ หาว่าเขาขาดจินตนาการถึงสองครั้งสองคราบ้างล่ะ ตอนแต่งกลอนสามบรรทัดก็ให้คะแนนความแปลกใหม่ศูนย์คะแนน
“งั้นก็เสนอไอเดียมาสิครับ”
ซังอูโยนดินสอกดลงบนสมุดโน้ต แจยองเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างอวดดีเหมือนที่ทำเป็นประจำ พอเขายกมือขึ้นกอดอกก็ให้ความรู้สึกเหมือนจะมีไอเดียอะไรสักอย่าง แจยองกวาดตามองกระดาษที่มีประโยคภาษาจีนเขียนอยู่แล้วเอ่ยขึ้น
“ทำเรื่องพ่อค้าสมัยราชวงศ์ชิงหลอกเอาเงินทางโทรศัพท์กันเถอะ”
“อะไรนะครับ”
“เริ่มแรกก็ขายของอยู่ที่ตลาด ‘อันนี้เท่าไร?’ ‘องุ่นสองพวงหนึ่งแสนวอน’ ‘แพงเกินไป’ ‘หยุดเถอะ’ ‘การใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย’ ‘กรุณาออกไปทางประตูนั้น’ ใช้รูปประโยคเกี่ยวกับการซื้อ-ขายได้เต็มที่ แล้วก็…”
ซังอูที่เตรียมจะหัวเราะเยาะเย้ยค่อยๆ อินไปกับเนื้อเรื่อง
“แล้วก็ใช้รูปประโยคนี้ ‘รายได้วันนี้ 0 วอน’ ‘ข้าจนมาก’ ‘ข้าไม่มีเงิน’ …จากนั้นก็ใช้รูปประโยคนี้ ‘ข้าขายของของตัวเองไปหมดแล้ว’ ‘เอาเงินที่มีไปซื้อโทรศัพท์’ ‘ตอนนี้เหลือเงินอยู่ 0 วอน’ …โอ๊ะ อันนี้เข้าท่า ‘ข้าเป็นนักต้มตุ๋น’
ซังอูตรวจดูประโยคที่อีกฝ่ายพูดถึงในชีตแล้วเริ่มเขียนเรียบเรียงโครงเรื่องลงในสมุดโน้ต
“จากนั้นก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทร ตรู๊ดดด ‘ฮัลโหล?’ ‘ตอนนี้ข้าอยู่กับลูกชายของเจ้า’ ‘เขาสามารถกลับบ้านได้’ ‘เอาเงินมาให้ข้าหมื่นล้าน’ แล้วปลายสายก็จะพูดว่า ‘ข้าโสด เจ้าเป็นนักต้มตุ๋น’
“แล้วไงต่อครับ ตอนจบล่ะ”
“ไม่รู้สิ คิดว่าจบยังไงดี”
ซังอูครุ่นคิด แต่ก็คิดไม่ออกเลยว่าพ่อค้าสมัยราชวงศ์ชิงที่หลอกเอาเงินทางโทรศัพท์ไม่สำเร็จจะทำอย่างไร ก็ต้องทำสุดความสามารถ…
“ไม่มีข้าวกินก็เลยอดตาย?”
“…อืม สมเป็นนาย ตรงนี้มีรูปประโยคดีๆ อยู่แฮะ ‘ข้าหิว’ ‘ขอข้าวหน่อย’ ถึงจะไม่มีหัวข้อเกี่ยวกับการตายแต่ก็ใช้ได้ แล้วก็มอบโทรศัพท์เป็นมรดกให้น้องชาย”
ซังอูเรียบเรียงเนื้อหาแล้วอ่านดูรอบหนึ่ง องค์ประกอบดูแปลกๆ ไปสักหน่อย แต่ก็มีทั้งรูปประโยคที่ง่ายและยากอยู่พอๆ กัน ในตอนนั้นเองเขาก็นึกสงสัย
“ทำไมต้องเป็นราชวงศ์ชิงด้วยล่ะครับ”
“อาจารย์คนนั้นคลั่งไคล้ราชวงศ์ชิงมาก ถ้าเราใส่ชุดราชวงศ์ชิงและมีวิกผมเปียด้วยอาจจะได้คะแนนเต็มเลยก็ได้”
“นั่นไม่น่าเป็นไป…”
“ดูนี่สิ ‘การนำเสนอ/ความสนุก/การเตรียมตัว’ 20%”
เขาเองก็สงสัยอยู่ว่าทำไมถึงใส่ข้อกำหนดแบบนี้มา แถมยังคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับ ‘น้ำเสียง / การออกเสียง / ความลื่นไหล’ ที่คิดเป็น 50% และ ‘ความยาก / ความสัมพันธ์กันของบท / ไวยากรณ์’ ที่คิดเป็น 30% เห็นซังอูทำสีหน้าไม่เข้าใจ แจยองจึงเสริม
“เธอเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของชมรมฉันเองก็เลยรู้จักดี”
“ชมรมอะไรครับ”
“การละคร”
ไส้ดินสอกดของซังอูหักเสียงดังกึก มันกระเด็นไปโดนหน้าของแจยองโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ ฝ่ายนั้นนิ่วหน้าพลางยกมือขึ้นถูแก้ม แม้แต่เรื่องที่ตารางของชมรมการละครทำให้ทางเดินเล่นถูกปิดอย่างช่วยไม่ได้ก็เป็นการปั้นน้ำเป็นตัว
ซังอูถอนสายตาจากแจยอง ทำเหมือนว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ตรงหน้าแล้วเริ่มคิดบทสนทนา ประโยคไหนที่ไม่รู้ เขาก็เขียนความหมายภาษาเกาหลีทิ้งไว้ ประโยคไหนที่รู้หรือมีในชีต เขาก็คัดลอกมาเลย ส่วนแจยองเงียบไปด้วยเหตุผลบางอย่าง
“…”
แต่มันเงียบเกินไป เงียบจนทำให้กังวล ปกติแจยองจะต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่เคาะโต๊ะก็ล้อเลียนด้วยคำพูด หรือไม่ก็พลิกหน้าหนังสือเสียงดัง แต่นี่กลับไม่ทำอะไรเลย ซังอูรู้สึกขัดแย้งในใจพลางเงยหน้าขึ้นจึงได้สบตากับแจยองที่อยู่ใกล้มาก ฝ่ายนั้นตั้งศอกบนโต๊ะ วางสองมือทับกัน แล้ววางคางลงบนหลังมือพลางจ้องมองใบหน้าของซังอู
“แปลกดีนะ”
เจ้าตัวว่าอย่างนั้น และจ้องมองมาอีกครั้ง ซังอูรีบก้มหน้าลงทันทีพลางกดดินสอ
“ถามว่าแปลกยังไง…”
แจยองกระซิบเสียงค่อย
“ฉันเจอแล้วว่าเราเหมือนกันตรงไหน”
จะไปมีเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร ซังอูชักสีหน้าเมื่อได้ยินคำพูดที่ทำให้หงุดหงิด แจยองเห็นดังนั้นก็ยิ้มน้อยๆ
“ดูทำหน้าเข้า หมายถึงลายมือต่างหาก”
จากนั้นซังอูก็ได้รับความสะเทือนใจในอีกนัยหนึ่ง เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองเขียนสวย แต่ก็ไม่คิดว่ามันเละเทะขนาดนั้น
“กรุณาอย่ารบกวนครับ”
“ซังอูยา”
แจยองเรียกชื่อซังอูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยน เขารังควานซังอูอย่างบ้าคลั่งอยู่สองวัน มาแสร้งทำตัวเป็นคนดีเอาตอนนี้มีแต่ทำให้ขำเท่านั้น
“นายนี่ชิลจังนะ”
ไม่สนใจ
“นายคงไม่รู้สึกอะไรเลยสิท่า ต่อให้ต้องมองหน้าไอ้มะเร็งมนุษย์ อันธพาล และซาดิสต์ แถมยังทำงานด้วยกันอีก”
ไม่สนใจ
“ซังอูยา”
ไม่สนใจ
“นายคิดยังไงกับคำว่าแก้แค้น”
ไม่สนใจ
“แม้แต่การแก้แค้นก็ต้องมีความรู้สึกอยู่บ้าง จริงปะ? สำหรับนาย ฉันคงเป็นเหมือนแมลงวันที่ควรจะรีบๆ ไสหัวไปได้แล้วนี่ ใช่ปะ?”
ไม่สนใจ
“เมินคำพูดพี่แล้วสนุกไหม”[3]
“ครอบครัวผมไม่มีใครเป็นอันธพาลครับ”
“ชักจะปากกล้าแล้วน้า ไอ้เวรนี่”
“ก็ผมทำอันนี้อยู่ไงครับ เงียบๆ หน่อยได้ไหมครับ”
“ถ้านายฟังคำขอของฉันน่ะนะ”
“ไม่ครับ”
“ถอดหมวกหน่อย”
นั่นเป็นข้อเสนอที่น่าเหลือเชื่อเล็กน้อย ซังอูเหลือบตาขึ้นมองแจยองที่ยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม พลางนึกสงสัยว่านี่เป็นการล้อเลียนแบบใหม่หรือเปล่าจึงมองหน้าอีกฝ่ายอย่างพิจารณาแต่ก็เห็นเพียงความไร้ยางอายเท่านั้น ซังอูจึงตัดสินใจว่าจะไม่สนใจ
ทันทีที่เขียนบทพูดบรรทัดสุดท้ายเสร็จ แจยองก็แย่งสมุดโน้ตไปตรวจดูบทพลางพูดด้วยท่าทางอวดดีว่า ‘อย่างนี้นี่เอง’ ไม่ก็ ‘ไม่เลว’ ระหว่างนั้นก็ใช้ดินสอกดของซังอูเขียนอะไรสักอย่างลงไปด้วย
เมื่อได้สมุดโน้ตคืนมาจากแจยองอีกครั้งก็พบว่ามันไม่มีช่องว่างแล้ว อีกฝ่ายเติมบทพูดด้วยตัวอักษรจีนตัวย่อลงในช่องว่างที่ซังอูไว้เว้นว่างไว้เพราะไม่รู้
‘เป็นอะไรของเขา?’
ซังอูรู้สึกงงงัน จะว่าไปแล้วเนื้อหาของละครสั้นฝ่ายนั้นก็เป็นคนคิด วันนี้แจยองให้ความร่วมมืออย่างดีไม่มีการก่อกวน คิดจะเลิกแกล้งแล้วหรือเปล่านะ?
“ทำไมเหรอครับ”
“อะไร”
“เห็นทำท่าเหมือนจะตามรังควานไปจนสุดขอบโลก ดูเหมือนตะกอนในใจจะหายไปในสองวันนะครับ”
เริ่มจากมาพูดอย่างนั้นอย่างนี้ จากนั้นก็ทำตัวเป็นอันธพาลเหลวไหล แล้วก็กลายเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ร้านอาหารที่สุภาพเรียบร้อย แล้วก็เกรี้ยวกราด แล้วก็ยิ้มให้ แล้วก็ไล่ตามราวกับจะฆ่าให้ตาย แล้วก็ให้แต่งกลอนสามบรรทัดกะทันหัน แล้วก็ตามติดเพื่อก่อกวน แล้วก็ช่วยงานกลุ่ม จางแจยองเป็นคนที่แปลกที่สุดเท่าที่ซังอูเคยเจอมา
“ปรึกษากันเรียบร้อยดีไหมคะ”
ในตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงอาจารย์ที่เดินไปรอบๆ ห้องเรียนเพื่อช่วยดูงานให้นักศึกษา เธอเดินเข้ามาใกล้แล้วส่งสายตาให้พวกเขา
“อ้อ คู่กับแจยองงั้นเหรอ กลุ่มนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไรสินะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ อาจารย์ อันนี้เพื่อนที่ชื่อซังอูทำหมดเลยครับ”
‘เป็นอะไรของเขา’
เมื่อเห็นปฏิกิริยาที่ไม่คาดคิด ซังอูก็รู้สึกเหลือเชื่อ อาจารย์มองซังอูอย่างเป็นมิตร
“งั้นเหรอ งั้นขออาจารย์ดูบทที่นักศึกษาซังอูเขียนหน่อยนะ”
ถ้าเป็นปกติ ซังอูคงตอบไปตามความจริงว่า ‘เปล่าครับ รุ่นพี่แจยองเป็นคนคิดโครงเรื่องทั้งหมด ส่วนผมแค่คัดลอกมาเขียนเท่านั้น’ แต่ไม่ว่าอย่างไรคำพูดชื่นชมอีกฝ่ายก็ไม่ยอมหลุดออกมาจากปาก ซังอูยื่นสมุดโน้ตให้อาจารย์อย่างสุภาพ จากนั้นไม่นานเธอก็หัวเราะออกมาดังลั่น
“พ่อค้าราชวงศ์ชิง! ต้องสนุกมากแน่ๆ… ฮ่าๆๆ! เนื้อเรื่องดีนะเนี่ย อ๊ะ! แต่บทพูดค่อนข้าง…”
จากนั้นสีหน้าสดใสของเธอก็ค่อยๆ มืดครึ้มลง
“หยาบคายเกินไปค่ะ ไปเรียนคำด่าแบบนี้มาจากไหนเนี่ย แจยอง! เธอเป็นคนเขียนใช่ไหม”
อาจารย์เขม้นมองแจยองแล้วพบว่าในมือเขาไม่มีอะไร คนที่ถือดินสอกดอยู่คือซังอู อาจารย์ย้ายสายตาหยามเหยียดไปที่ซังอู
“แก้บทพูดด้วยค่ะ ถ้าออกไปพรีเซนต์ทั้งอย่างนี้ได้ศูนย์แน่ เข้าใจไหมคะ”
“…ครับ”
เมื่อถูกอาจารย์ขึงตาใส่ ซังอูจึงต้องตอบรับอย่างช่วยไม่ได้ คล้อยหลังอาจารย์ที่ยื่นสมุดโน้ตให้ซังอูแล้วจากไป แจยองก็หัวเราะคิกคัก ซังอูกัดฟันแล้วลบลายมือของอีกฝ่ายด้วยยางลบ
“ฉันยังรู้สึกไม่ดีอยู่นิดหน่อยน่ะ ไม่เหมือนกับนาย”
ซังอูลบลายมือของอีกฝ่ายอย่างพิถีพิถันด้วยกลัวว่าจะเหลือแม้เพียงร่องรอยจางๆ
return 0;
[1] ระบบสารสนเทศ (Information System หรือ IS) ระบบพื้นฐานของการทำงานต่างๆ ในรูปแบบของการเก็บ (input) การประมวลผล (processing) เผยแพร่ (output) และมีส่วนจัดเก็บข้อมูล (storage)
[2] แบก ในที่นี้เป็นศัพท์ที่ใช้ในหมู่เกมเมอร์ การแบกเกม (Carry) คือ สถานการณ์ที่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งในทีมเล่นได้ดีมาก ทำให้ทีมสู้กับอีกฝ่ายได้
[3] “เมินคำพูดพี่แล้วสนุกไหม?” ต้นฉบับภาษาเกาหลีคือ “형 말 씹으면 맛있어?” (ฮยอง มัล ชีบือมยอน มัดชิดซอ?) แปลตรงตัวคือ “เคี้ยวคำพูดพี่แล้วอร่อยไหม?” [เคี้ยวคำพูด] เป็นการแปลตรงตัวจาก 말(을) 씹다 (มัล(อึล) ชิบตา) ซึ่งสามารถใช้เป็นคำสแลงที่หมายถึง [เมินคำพูด] ได้ด้วย