Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 15 <11> #2
หลังจากหมดคาบ ซังอูผู้ประมาทและพลาดท่าให้กับจางแจยองก็วิ่งกระหืดกระหอบไปที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ทันที ที่ห้องเรียนมีคาบเรียนก่อนหน้า ซังอูต้องมาถึงก่อนแจยองแน่นอน ทว่ากระเป๋าของอีกฝ่าย (กระเป๋าเป้สีน้ำเงิน อุปกรณ์สำหรับจองที่นั่งหมายเลขสอง) กลับวางอยู่บนโต๊ะขวาสุดแถวที่สี่แล้ว
ซังอูนั่งถัดไปทางซ้ายแล้วกางฉากกั้น ในคาบเรียนภาษาจีนต้องเตรียมบทละครสั้นจึงต้องเห็นหน้าอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้ แต่ในคาบ ‘คณิตศาสตร์วิศวกรรม 2’ แค่ฟังบรรยายและแก้โจทย์คนเดียว ดังนั้นเขาเชื่อว่าคำชี้แนะของจีฮเยน่าจะมีประโยชน์ แต่เขาก็ไม่คิดว่ามันจะสำเร็จง่ายขนาดนั้น เพราะจางแจยองก็ไม่ต่างอะไรกับปีศาจที่ชั่วร้าย
ซังอูคาดเดาแผนการต่างๆ ของแจยอง อาจจะแกล้งทำฉากกั้นล้มโดยไม่ได้ตั้งใจ หรืออาจจะเคาะโต๊ะ หรือไม่ก็ส่งเสียงแปลกๆ รบกวนการเรียน
แต่รอแล้วรอเล่าอีกฝ่ายก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะก่อกวน เขามัวแต่กังวลว่าแจยองที่อยู่หลังฉากกั้นกำลังทำอะไรอยู่กันแน่จึงเสียเวลาเรียนไปถึงหกนาที
สุดท้ายซังอูก็แอบลดฉากกั้นลงเงียบๆ จึงได้ให้เห็นภาพแจยองฟุบหน้ากับโต๊ะหลับตาลงเบาๆ วันนี้เขารู้สึกขัดแย้งในใจตลอดทั้งวัน ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่การที่อีกฝ่ายไม่สวมเสื้อขนเป็ดสีแดงหรือแว่นตาเท่านั้น จางแจยองราวกับเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง เหมือนที่ซังอูไม่รู้ว่าเจ้าตัวคือคนคนเดียวกับพนักงานพาร์ตไทม์ร้านอาหารอิตาลี
ที่หูไม่มีต่างหูที่มักจะเสียบอยู่สามอัน ทรงผมไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปตรงไหนแต่ดูเรียบร้อยกว่าปกติ ยิ่งไปกว่านั้นพอหลับตาอยู่แบบนี้แล้วกลับดูอ่อนโยนราวกับไม่ใช่คนคนเดียวกันกับที่คอยสรรหาเรื่องไม่ดีมาทำกับซังอู
‘อะไรของแม่งวะเนี่ย’
ซังอูรู้สึกสับสนและไม่สบายใจไปในขณะเดียวกัน ตัวตนที่ไม่สามารถนิยามได้ด้วยคำคำเดียวนั้นไม่ง่ายเลย เขานิยามอีกฝ่ายไว้ว่า ‘อันธพาล ขยะ มะเร็งมนุษย์’ แต่ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าดูเหมาะกับคำว่า ‘สุภาพ เรียบร้อย เป็นผู้ใหญ่’ มากกว่า คุณสมบัติเหล่านั้นเหมือนเป็นข้อมูลคนละชนิด[1]ที่ใช้แทนกันไม่ได้
ทว่าซังอูรู้ดีว่าแจยองนิสัยเสียผิดกับหน้าตาที่ดูดี หลักฐานคือการที่เด็กเอกดีไซน์อย่างเขามานั่งเรียนวิชาคณิตศาสตร์วิศวกรรมนั่นเอง เขามาอยู่ตรงนี้เพื่อขัดขวางและทำลายการเรียนของซังอู แม้จะหลับตาอยู่เขาก็ยังคงทำตามเป้าหมายให้สำเร็จ
ซังอูกำดินสอกดแน่นแล้วกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้ง ระหว่างที่ครุ่นคิดว่าแจยองมีเจตนาอะไรกันแน่ บทเรียนก็ดำเนินไปถึงบทต่อไปแล้ว ขณะเรียนคาบที่สองของวิชา ‘คณิตศาสตร์วิศวกรรม 2’ ซังอูเรียนรู้ได้น้อยมากจนน่ากลัว นอกจากวิชา ‘วัฒนธรรมร่วมสมัยและทฤษฎีวัฒนธรรม’ ในวันพุธแล้ว วิชาอื่นล้วนเหมือนกันหมด เมื่อผ่านพ้นสองอาทิตย์นี้ไปและแจยองหายไปแล้ว ถ้าเขาอ่านหนังสือเพิ่มเติมด้วยตัวเองและฟังบรรยายในอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ต้องตามบทเรียนทัน แต่พวกอาจารย์มักจะเน้นย้ำเนื้อหาที่จะออกข้อสอบแบบเป็นนัยในชั้นเรียน ไม่มีทางที่เขาจะไม่เสียอะไรเลย
เพราะฉะนั้นช่วงที่แจยองกำลังงีบนี่แหละคือโอกาส ซังอูเพ่งสมาธิไปที่คำพูดของอาจารย์ และพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่อาจารย์พูด แต่น่าแปลกที่ผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีสติของเขาก็ย้ายไปจดจ่อที่แจยองที่กำลังหลับลึกแทน
‘เดี๋ยวนี้แค่อยู่เฉยๆ ก็รบกวนเราได้แล้วสินะ เป็นความสามารถที่ยอดไปเลย’
ซังอูพยายามสุดพลังที่จะไม่มองไปทางนั้น แต่การต่อสู้อันดุเดือดระหว่างสติกับความต้องการก็จบลงภายในหนึ่งนาที และเขาก็หันไป
ในฐานะ Error แจยองงีบหลับอย่างสงบเสงี่ยม ซังอูถูกปกคลุมด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถสรุปได้ในประโยคเดียว และเขาไม่ชอบความรู้สึกนั้นเลย แต่เมื่อนึกถึงเรื่องเลวร้ายที่แจยองซึ่งกำลังสวมหน้ากากคนปกติทำไว้ ความรู้สึกที่ยากจะเข้าใจก็หายไป พร้อมกับความโกรธแค้นที่ลุกโชนขึ้นมา
จะว่าไปแล้วประมวลกฎหมายสมัยก่อนก็มีคำพูดที่ว่า ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ อยู่ ไม่รู้สึกอะไรอย่างนั้นเหรอ? จางแจยองคงเข้าใจอะไรผิดแล้ว ถ้าเงื่อนไขทุกอย่างพร้อม ซังอูก็สามารถแก้แค้นได้เหมือนกัน เพียงแต่เขาไม่ใช่คนบ้าถึงขั้นนั้น เขาไม่เห็นประโยชน์ของการใช้พลังงานมหาศาลไปกับการทรมานคนอื่น
‘เราซะอย่าง ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้’
ซังอูหยิบปากกาเมจิกสำหรับฝนข้อสอบในกล่องดินสอออกมา การดึงปลอกปากกาให้ความรู้สึกเคร่งขรึมเหมือนชักดาบออกจากฝัก เขาจับปากกาอย่างระมัดระวังและขยับเข้าไปใกล้แจยองอีกนิด
ปลายปากกาชื้นๆ ขยับเข้าไปใกล้หน้าผากของแจยองแล้วหยุดชะงักกลางอากาศ ซังอูนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้วาดรูปมานานมากแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องวาดให้สวยเหมือนจิตรกรก็จริง แต่ความรู้สึกต่ำต้อยที่ตนไม่มีความสามารถด้านศิลปะกลับโผล่ออกมาขัดขวางการกระทำอันเด็ดเดี่ยว ความทรงจำตอนอยู่ ป.2 ที่ถูกคุณครูดุเพราะไม่วาดอะไรลงในกระดาษวาดเขียน กับ คำว่า ‘อันดับ 2 ของโรงเรียน’ ที่ได้มาจากการสอบปฏิบัติประเมินผลงานศิลปะตอนอยู่ ม.3 ปรากฏให้เห็นเลือนรางอยู่ตรงหน้า
ซังอูลังเลอยู่ชั่วครู่และตัดสินใจว่าแต้มจุดสักจุดก็ยังดี แต่การเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมนั้นไม่ง่ายเลย เขาไล่สายตาพิจารณาใบหน้าของแจยองทีละส่วนๆ เหนือหน้าผากแบนราบมีเส้นผมยุ่งเหยิงสีน้ำตาลเข้ม คิ้วเข้มโก่งโค้งเป็นธรรมชาติ ถัดลงมาเป็นขนตาที่ยาวกว่าผู้ชายทั่วไปทำให้เกิดเงาใต้ตา จมูกโด่งเป็นสันไล่ลงมาจากโหนกคิ้ว ริมฝีปากใต้ร่องริมฝีปากบนเผยอขึ้นเล็กน้อย
‘ตรงไหนก็วาดไปเถอะน่า!’
ซังอูปลุกใจตัวเองพลางจับปากกาให้แน่นขึ้น ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน แค่คิดว่าต้องสละเวลาเรียนมาทำอะไรแบบนี้มือก็สั่นระริกแล้ว เขากระชับนิ้วมือและยื่นมือไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ ปลายปากกาที่เคยลังเลเล็กน้อยแตะลงบนหน้าผากของแจยอง ทันใดนั้นดวงตาคู่นั้นก็ลืมขึ้น ทำให้เขาเผลอลากปากกาลงมาโดยไม่ตั้งใจ
และนั่นทำให้เขาดูเหมือนคนที่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน เมื่อเทียบกับรอยขีดเขียนฝีมือแจยองแล้ว ที่เขาทำไปไม่นับเป็นอะไรเลย แต่ในชีวิตนี้ซังอูไม่เคยแกล้งใครมาก่อน ใจจึงร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มเหมือนเด็กที่ทำเรื่องไม่ดีแล้วถูกจับได้
แจยองเพียงแค่เบิกตากว้าง ซังอูวางปากกาลงในกล่องดินสอและพยายามจ้องไปที่หนังสือ สมองของเขาขาวโพลน ใจก็เต้นตึกตัก
ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเวลาผ่านไปอย่างไร ซังอูนั่งนิ่งแข็งเป็นหิน กว่าจะตั้งสติได้คาบเรียนก็จบลงแล้ว และบรรดานักศึกษากำลังทยอยเดินออกจากห้องเรียน
นี่เขาทำตัวเหมือนจางแจยองเพราะความโกรธเล็กน้อยชั่ววูบอย่างนั้นเหรอ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะร่วงลงไปอยู่ในระดับเดียวกับอีกฝ่าย
“ซังอูยา”
ซังอูขนลุกซู่ ถ้าแจยองโกรธ ซังอูก็มีเรื่องจะพูดเหมือนกัน แต่นอกจากเหนือจากนั้นคือเขารับไม่ได้ที่ตัวเองใช้ปากกาขีดหน้าคนอื่น
“ซังอูยา พี่เรียกเราอยู่นะ”
“…ครับ”
“นี่นายกำลังแก้แค้นฉันเหรอ”
ซังอูหันขวับ แจยองคลี่ยิ้มทั้งที่มีเส้นสีดำอยู่บนจมูก
“ว้าว ให้ความรู้สึกเหมือนหุ่นยนต์ดูดฝุ่นปิ้งขนมปังมาให้เลย”
แทนที่จะโกรธ แจยองกลับดูชอบใจขณะเดียวกันก็ลูบหมวกแก๊ปบนหัวเขา ซังอูรู้สึกตะลึงงันจนไม่มีใจจะหาเรื่องอีกฝ่ายที่มาแตะต้องตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต
“ไปกินข้าวกันเถอะ วันนี้พี่เลี้ยงเอง”
“…บอกแล้วไงครับว่าผมมีแต่พี่สาว”
ซังอูฝืนตอบกลับไป ตอนที่แจยองลุกขึ้นแล้วคว้าข้อมือไป เขาก็ไม่มีสติจนถูกลากไปอย่างไร้เรี่ยวแรง
ระหว่างเดินออกจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ แจยองแสร้งทำเป็นรู้จักคนมากมาย คนรู้จักของแจยองทุกคนต่างหัวเราะคิกคักและพูดถึงผลงานของซังอู
“พี่คะ ทำไมจมูกเปื้อนแบบนั้นล่ะ แต่งหน้าเตรียมแสดงละครเหรอคะ”
“เท่ปะ เด็กนี่เป็นคนทำ”
“อ้าว แจยอง มาทำอะไรที่วิศวะเนี่ย แล้วหน้าไปโดนอะไรมา”
“อ้อ มีธุระนิดหน่อยน่ะ ส่วนหน้าเด็กนี่เป็นคนทำ”
เวลามีคนทัก แทนที่จะอาย แจยองกลับชี้มาที่ซังอูโต้งๆ แล้วบอกทุกคนว่าเป็นฝีมือของเขา ชัดเจนราวกับเขียนอ้างอิงในวิทยานิพนธ์ ช่างเป็นคนที่แปลกจริงๆ และในวันนั้นซังอูก็ได้เรียนรู้ความหมายของคำว่า ‘อับอายขายหน้า’
ทุกครั้งที่ถูกแนะนำให้กับคนรู้จักของแจยอง ซังอูจะรู้สึกเหมือนถูกโจมตี พอออกมาจากโถงทางเข้า ซังอูก็อยู่ในสภาพรุ่งริ่งแล้ว หลังจากถูกลากไปนั่นมานี่ รู้ตัวอีกทีเขาก็มายืนอยู่หน้าร้านพิซซ่าในมหาวิทยาลัย
“ไม่ชอบพิซซ่าเหรอ”
แจยองถามหลังจากนั่งลงที่โต๊ะแล้ว ซังอูตอบไปด้วยอารมณ์ยอมจำนน
“เปล่าครับ”
“แล้วทำไมนิ่งจัง”
“ช่วยลบมันออกทีได้ไหมครับ”
“ไม่ลบอะ”
แจยองยิ้มกว้างแล้วมองดูเมนู เขาสั่งพิซซ่าหนึ่งถาดกับรีซอตโต้อีกสองถ้วยโดยไม่ถามความเห็นของซังอู
“ส่วนพาสต้านายบอกว่าไม่ชอบก็เลยไม่สั่ง”
จากนั้นเขาก็ทำเหมือนตัวเองเอาใจใส่หรืออะไรทำนองนั้น
ซังอูทำเสียง ‘ชิ’ ในใจ ที่เขาบอกว่าไม่ชอบพาสต้าเพราะว่าจางแจยองทำงานที่ร้านอาหารอิตาลีต่างหาก เขาไม่เคยคิดว่าอาหารอร่อยหรือไม่อร่อย และเขาไม่เลือกกิน
การกินอาหารเป็นแค่ขั้นตอนการเพิ่มพลังงานเท่านั้น ถ้ามีสารอาหารครบถ้วนก็ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องรสชาติหรือหน้าตา เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องแบบนั้น คนโง่ที่มีขีดสีดำบนจมูกถึงได้ทิ้งอาหารเกาหลีราคาสามพันวอนมาเสียเงินอย่างไร้สาระอยู่ตอนนี้
“ซังอู นายเข้าใจที่เรียนไปเมื่อกี้หรือเปล่า”
“ถ้าไม่มีรุ่นพี่อยู่ก็คงเข้าใจแหละครับ”
“แปลกแฮะ ทั้งที่จำชื่อคนแค่สามพยางค์ไม่ได้แท้ๆ”
“คนที่ให้รุ่นน้องเช็กชื่อแทนในวิชาที่ต้องเข้าเรียน แถมยังมาหลับในวิชาที่ไม่มีประโยชน์กับตัวเองอย่างรุ่นพี่แปลกกว่าผมอีกครับ”
ระหว่างที่คุยกัน อาหารก็มาเสิร์ฟ ซังอูกินเข้าไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว แจยองหาว่าเขากินแบบไม่อร่อย แต่เขาก็กินต่อไปโดยไม่สนใจ
ซังอูกินเท่าที่จะกินแล้วลุกขึ้น เขารู้สึกอึดอัดใจกับการกินข้าวในที่ที่ไม่คุ้นเคยจึงอยากรีบออกไปเร็วๆ หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะตรงหน้ามีคนบ้าๆ บอๆ กำลังยิ้มกว้างโดยที่มีอะไรสักอย่างติดอยู่ที่จมูกอยู่ด้วยก็เป็นได้
“ซังอูยา”
แจยองจ่ายเงินเสร็จก็ตามเขามาติดๆ ในทันใด
“อากาศดีนะ ว่าปะ? เห็นท้องฟ้าด้วย”
‘ไอ้แมลงวันเอ๊ย บินขึ้นฟ้าไปเลยไป’
ซังอูก้มหน้ามองพื้นและเดินอย่างมั่นคง
เดินออกจากร้านอาหารมาได้ไม่กี่ก้าว แจยองก็หยิบกาแฟกระป๋องออกมาจากกระเป๋าหนัง พื้นหลังสีดำและโลโก้คำว่า ‘แบล็กโฮลิก’ ขนาดใหญ่ที่คุ้นเคยดึงดูดสายตาของซังอูอย่างจัง อีกฝ่ายคิดจะดื่มล่อหน้าล่อตาเขาไม่ผิดแน่
‘ฉันรอเวลานี้อยู่แล้ว’
ซังอูเอาคำชี้แนะของจีฮเยมาปรับใช้ เขาเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ไว้ตั้งแต่วันก่อน เจ้าของร้านชำบอกว่ากาแฟ ‘แบล็กโฮลิก’ จะเข้าร้านอีกทีวันจันทร์ถัดๆ ไป เขาซื้อกาแฟแค่ในวันธรรมดา วันละหนึ่งกระป๋อง ดังนั้น จำนวนที่เขาต้องตุนไว้คือเจ็ดกระป๋อง เขาจึงไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตมาแล้วตามจำนวนนั้น แต่วินาทีที่เขาคิดว่าต้องเปิดกระเป๋าเป้ แจยองก็ยื่นกาแฟมาให้โดยไม่คาดคิด
“อะ เด็กส่งกาแฟ[2]”
ERROR ERROR TYPE ERROR[3]
เดิมทีเขาคิดว่าแจยองจะต้องแกล้งหยอกด้วยการเปิดกระป๋องกรอกใส่ปากตัวเองแล้วทำท่าอวดดีแน่ๆ ซังอูหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว และรับกระป๋องมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ซังอูตรวจดูกระป๋องใกล้ๆ ว่ามันปิดสนิทหรือไม่ แจยองเห็นดังนั้นก็พึมพำว่า ‘ไอ้บ้าเอ๊ย…’ ซังอูดูอย่างละเอียดก็แล้ว เขย่าดูก็แล้ว แต่กระป๋องกลับไม่มีร่องรอยใดๆ ไม่มีกาแฟรั่วไหลแม้สักหยด
“ดื่มๆ ไปเถอะน่า”
“นี่กำลังทำอะไรอยู่ครับ”
“คิดว่าฉันจะวางยานายหรือไง ฉันซื้อมาตั้งสิบหกกระป๋องแต่มันไม่อร่อย ฉันเลยเอามาทิ้งในปากนายนี่ไง”
‘อะไรของเขา’
ซังอูแคลงใจ พฤติกรรมที่ทำให้อดสงสัยไม่ได้กำลังก่อความวุ่นวาย เหมือนกำลังเรียงลำดับอนุกรม 2, 4, 6, 8… แล้วจู่ๆ ก็มี √55 โผล่มา
แจยองพูดเสริมอย่างเนือยๆ
“ฉันจะยกที่เหลือให้นายหมดเลย เพราะงั้นถอดหมวกทีเถอะ”
“คนเขาจะสวมอะไรก็ไม่ใช่เรื่องของรุ่นพี่ครับ”
ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ทำไมถึงเอาแต่พูดเรื่องหมวก? ซังอูเปิดกระป๋องและรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้ยินเสียงอันสดชื่นที่ไม่ได้ยินมานาน เขาค่อยๆ ยกกระป๋องขึ้นแตะปาก เมื่อเอียงกระป๋อง เครื่องดื่มอุ่นๆ ก็ไหลเข้ามา
“นายว่ามันอร่อยเหรอ”
ซังอูไม่ค่อยรู้เรื่องรสชาติอะไรนั่นหรอก เขาเพียงแต่อ่อนไหวไปกับความรู้สึกสบายๆ ที่เคยรู้สึกอยู่ทุกวันก็เท่านั้น ซังอูไม่สนใจแจยองและเดินตรงไปทางคณะมนุษยศาสตร์พร้อมโอบกอดความหวังที่จะได้รับชีวิตประจำวันที่หายไปกลับคืนมา
[1] ข้อมูลในที่นี้หมายถึง Data Type หรือชนิดของข้อมูลในทางคอมพิวเตอร์ที่จะมีการกำหนดข้อมูลที่จะใช้ให้มีลักษณะเป็นตัวเลข ตัวอักษร เลขจำนวนเต็ม เลขทศนิยม หรือวันเวลาเพื่อความสะดวกในการประมวลผล
[2] เด็กส่งกาแฟ ในต้นฉบับภาษาเกาหลีแจยองพูดว่า ‘커피 셔틀’ (coffee shuttle) ซึ่งคำว่า 셔틀 หรือ shuttle ในที่นี้เป็นคำสแลงในภาษาเกาหลีมาจาก 빵셔틀 (bread shuttle) ที่หมายถึงเด็กที่ถูกเพื่อนร่วมห้อง หรืออันธพาลในโรงเรียนรังแก ใช้ให้ไปซื้อขนมปังในเวลาเรียน
[3] Type Error เงื่อนไขที่ปรากฏขึ้นโดยไม่คาดคิดในขั้นตอนต่างๆ ระหว่างพัฒนาโปรแกรม