Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 16 <11> #3
ทางเดินเล่นที่เขาเดินเป็นประจำยังคงมีป้าย ‘ชมรมการละครกำลังถ่ายทำ’ ปักอยู่เช่นเคย แม้จะถูกป้ายปลอมหลอกอยู่สามวัน แต่ตอนนี้เขารู้ความจริงแล้ว ซังอูเตะป้ายจนพัง หลังจากนั้นก็เก็บไปทิ้งที่ถังขยะ
เมื่อได้เดินบนทางเดินที่ถูกแย่งไป ความสงบสุขก็มาเยือน แม้ข้างๆ จะมีแจยองอยู่ด้วยก็ตาม ซังอูยกกระป๋องกาแฟขึ้นจิบ และเดินไปบนทางที่เขาสามารถหลับตาเดินได้
“นายไม่ใจกล้าเกินไปหน่อยเหรอ”
ซังอูไม่อยากถูกรบกวนจึงเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย แน่นอนว่าแจยองไล่ตามมาและเดินด้วยความเร็วที่เท่ากัน
“อยู่กันแค่สองคนแบบนี้รู้หรือเปล่าว่าฉันจะทำอะไร”
“เป็นนักเลงเหรอครับ”
“…คำพูดคำจา”
“ถ้าไม่ใช่นักเลงก็ไม่ต้องสนใจสิครับ ผมแค่ถามว่าเป็นนักเลงเหรอเท่านั้นเอง แทงใจดำเหรอครับ”
“ถ้าอยากระดมพล 112 ที่นายชอบนักหนาน่าจะต้องใช้เวลาอยู่น้า ระวังหน่อยเถอะ”
อีกฝ่ายกัดฟันพูด ซังอูยิ้มเยาะแล้วมองแจยอง ฝ่ายนั้นสวมเสื้อโค้ทที่ดูดี มีร่างกายสูงเพรียว แต่ไม่ได้ดูแข็งแกร่งเหมือนพวกนักกีฬาต่อสู้
“รุ่นพี่ดูไม่ค่อยเก่งการต่อสู้เท่าไรนะครับ”
“อ้อ งั้นเหรอ นายคงออกกำลังกายอยู่บ้างงั้นสิ?”
ซังอูเคยเรียนเทควันโดเมื่อนานมาแล้ว แต่ตั้งแต่เข้า ม.ปลาย เขาก็ยกเอาการเรียนมาเป็นอันดับแรก หมู่นี้นอกจากวิดพื้นที่บ้านหรือปั่นจักรยานมามหาวิทยาลัย เขาก็ไม่ได้ออกกำลังกายแบบอื่นเลย
“เมื่อก่อนก็มีบ้างครับ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ออกแล้ว”
“คราวหน้าไปเล่นบาสกับพี่สักเกมเถอะ พี่จะไม่ปล่อยให้นายได้แตะบอลเลย”
“ไม่ครับ แล้วก็เลิกเพิ่มจำนวนสมาชิกครอบครัวของคนอื่นสักทีเถอะครับ”
สุดทางเดินเป็นสนามฟุตซอลที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างขั้นสุดท้าย ซังอูเดินไปจนถึงหน้าคณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติโดยอัตโนมัติ เขายืนในตำแหน่งประจำ เล็งกระป๋องแล้วโยนลงถังขยะ กระป๋องลอยโค้งลงถังขยะใบที่สองจากสามใบอย่างสวยงาม ซังอูรู้สึกสบายใจเหมือนได้สร้างปราสาทไพ่ขึ้นอีกครั้งหลังจากถูกใครบางคนเป่าล้มไป
ต่อไปเป็นห้องสมุด ซังอูนั่งลงตรงที่นั่งที่จองไว้ล่วงหน้า ส่วนแจยองนั่งลงข้างๆ คราวนี้อีกฝ่ายไม่ได้ยืมหนังสืออะไร และหยิบปากกาขึ้นมาควง ซังอูหยิบหนังสือเรียนกับสมุดโน้ตขึ้นมา ขณะที่เขากำลังแขวนกระเป๋าไว้กับเก้าอี้ แจยองก็เอาสมุดโน้ตไปแล้ว
“เอาคืนมาครับ นั่นเป็นการลักขโมยนะครับ”
แจยองกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายแล้วพลิกสมุดดูที่ปกหลังเพื่อดูป้ายราคา จากนั้นก็ล้วงกระเป๋าตังค์หนังออกมาก่อนจะวางแบงค์พันสองใบไว้บนโต๊ะของซังอู ซังอูถึงกับพูดไม่ออก ถ้าเป็นสมุดโน้ตสำคัญเขาคงแจ้งตำรวจ แต่มันเป็นแค่สมุดฝึกหัดเท่านั้น แทนที่จะเถียงกับแจยองให้เสียเวลา เขาเลือกหยิบสมุดโน้ตที่มีหน้าตาเหมือนกันออกมาจากกระเป๋า
จากนี้การก่อกวนก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง เพราะเตรียมรับมือกับเสียงพลิกกระดาษมาแล้วใจหนึ่งจึงรออยู่เหมือนกัน เขาหยิบที่อุดหูซึ่งเป็นกระสุนนัดที่สามออกมาจากกระเป๋าเป้และใช้อุดหูทั้งสองข้าง จากนั้นเขาก็ไม่ได้ยินเสียงกวนใจอีก แม้คำแนะนำสองข้อแรกของจีฮเยจะผ่านไปแบบงงๆ แต่ข้อที่สามน่าจะได้ผล
เสียบที่อุดหูแล้วอึดอัดอยู่บ้าง แต่ข้อดีคือมันกันเสียงได้จริงๆ เขารู้สึกได้ว่าเขาจะมีสมาธิในรอบหลายวันและสามารถอ่านหนังสือได้ แต่ก่อนที่จะอ่านได้สักหนึ่งย่อหน้า เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมาที่แก้ม
เมื่อมองไปทางด้านขวาก็พบว่าแจยองนั่งหันมาทางนี้และวาดอะไรสักอย่างลงในสมุด เขานั่งด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนพวกมืออาชีพ มองหน้าซังอูสลับกับมองสมุดพลางขยับปากกา
‘ทำตัวแปลกๆ อีกแล้ว’
ซังอูกางฉากกั้นตั้งไว้ด้านขวาแล้วหันหน้ากลับมาที่หนังสืออีกครั้ง ผ่านไปหนึ่งนาทีเขาก็หันไปมองด้านข้างด้วยความกังวล แล้วพบว่าฉากกั้นถูกพับลงเงียบๆ เพราะเสียบที่อุดหูอยู่จึงไม่ได้ยิน เขาตั้งฉากกั้นขึ้นอีกครั้ง แต่แจยองก็เอาลงอีกครั้ง หลังจากเป็นแบบนี้อยู่สามรอบ ซังอูก็ชักจะเดือด เขานึกว่าวันนี้จะได้อ่านหนังสือ แต่ดูเหมือนจะพลาดอีกแล้ว
หลังจากตั้งฉากกั้นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาใช้แขนขวาดามไว้ไม่ให้มันล้มลงมาได้อีกแล้วอ่านหนังสือต่อ แรกๆ ยังไม่เป็นไร แต่ผ่านได้ครู่เดียวเขาก็รู้สึกถึงสายตาคมกริบอีกแล้ว คราวนี้แจยองลุกขึ้นยืน ทอดสายตาเป็นแนวทแยงลงมาที่ซังอูและวาดรูปไปด้วย
‘ไอ้บ้านั่น’
ซังอูขยับปากด่าไม่ออกเสียง เห็นช่วยทำงานกลุ่ม เตรียมกาแฟมาให้อย่างมีน้ำใจ แถมยังเปิดทางเดินเล่นไว้ให้ สุดท้ายก็ยังเขียนบทละครไปเรื่อยจนโดนอาจารย์ดุ และเอาแต่จ้องอยู่ข้างๆ จนเขาไม่มีสมาธิ
ถึงจะดีกว่าตอนใส่เสื้อขนเป็ดสีแดง แต่เสื้อโค้ทสีเขียวก็น่ารำคาญพอกัน ซังอูตัดสินใจว่าจะย้ายไปอ่านหนังสือที่บ้าน แม้ว่าโต๊ะที่บ้านจะใหญ่ไม่เท่าโต๊ะที่ห้องสมุด และไฟก็สว่างน้อยกว่า แต่ถ้าอยู่ที่นี่แล้วทำอะไรไม่ได้แบบนี้ กลับไปอ่านที่บ้านยังจะดีกว่ามาก
เขาดึงที่อุดหูออกอย่างแรง เตรียมจะเก็บใส่กระเป๋า ในตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงฉีกกระดาษดังมาจากด้านข้าง หลังจากเก็บหนังสือเรียนลงกระเป๋าแล้วหันกลับไปอีกครั้ง แจยองก็เลื่อนกระดาษมาไว้ตรงหน้า
“ของขวัญ”
อีกฝ่ายวาดรูปการ์ตูนล้อเลียนลงในสมุด มันเป็นลายเส้นที่ดูเกินจริงเหมือนรูปการ์ตูนล้อเลียนนักการเมืองในหนังสือพิมพ์อเมริกา โหนกแก้มปูดโปน ตาเรียวรี หางตาชี้ขึ้น ส่วนใต้ตาระบายเป็นสีดำ ปากคว่ำ คอลีบเหมือนจะหัก และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือหมวกแก๊ปสีดำที่วาดเน้นเสียใหญ่โต ซังอูฉีกรูปเป็นชิ้นๆ ณ ตรงนั้นทันที
“ทำเกินไปแล้วนะ ให้ตาย”
เขาไม่สนใจที่แจยองบ่นพึมพำพลางเก็บเศษกระดาษทุกชิ้นใส่มือไม่ให้เหลือ และแวะทิ้งที่ถังขยะระหว่างเดินออกไป
“นายรู้ไหมว่าฉันวาดภาพประกอบให้นิตยสารได้เงินเท่าไร”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมเหรอครับ”
“ฉันจะบอกว่ามันไม่ใช่รูปที่จะมาฉีกทิ้งง่ายๆ แบบนั้นต่างหาก”
“ผมฉีกเพราะรุ่นพี่เป็นคนวาดครับ ไม่ใช่เพราะวาดไม่สวย”
“แต่นายยังดื่มกาแฟที่ฉันให้อยู่เลยนี่”
“อันนั้นรุ่นพี่ไม่ได้เป็นคนผลิตนี่ครับ”
“ทำเอาหมดคำจะพูดเลยแฮะ”
เขาออกจากห้องสมุดตอน 13:32 น. เสียเวลาเปล่าไปมากจริงๆ พอซังอูขึ้นคร่อมจักรยาน แจยองก็ตะโกนมาแต่ไกล
“ซังอู!”
“ทำไมครับ”
“ถึงจะเร็วไปหน่อย แต่ฝันดีนะ”
เป็นคำพูดที่ไม่มีค่าอะไรเมื่อพูดตอนกลางวันแสกๆ หรือต่อให้พูดตอนกลางคืนเขาก็ไม่มีทางรู้สึกยินดีที่ได้ฟัง
“ขอให้รุ่นพี่ฝันร้ายครับ”
พูดจบเขาก็ปั่นจักรยานลงทางลาดไป
return 0;
วันต่อมาสถานการณ์ดีขึ้นกว่าเดิม ในวันศุกร์มีแต่คาบเรียนของวิชาเอก แจยองจึงฟุบโต๊ะหลับตลอดคาบหนึ่งและสอง ซังอูหยิบปากกาเมื่อวันก่อนขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจและนึกถึงเรื่องที่ทำให้เสียใจภายหลังขึ้นมา ขณะเดียวกันเขาก็พยายามมีสมาธิกับการเรียน แม้จะนั่งอยู่ข้างแจยอง แต่เขาก็อยู่ในสภาพอารมณ์ที่ใช้ได้
“วันนี้ให้เลี้ยงข้าวอีกไหม”
หลังเลิกเรียน แจยองก็เสนอของฟรีให้ซังอูอย่างไม่มีเหตุผลอีกเช่นเคย ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงตอบรับ แต่เพราะเป็นแจยอง ซังอูจึงครุ่นคิดในหัวก่อน
[1) ยอมรับ
ผลกำไรที่เป็นตัวเงิน Y / ความเครียด Y = ความเสียหายน้อย
2) ปฏิเสธ – ในกรณีที่จางแจยองตามมาที่โรงอาหาร
ผลกำไรที่เป็นตัวเงิน N / ความเครียด Y = ความเสียหายมาก
3) ปฏิเสธ – ในกรณีที่จางแจยองไปร้านอาหารอื่น
ผลกำไรที่เป็นตัวเงิน N / ความเครียด N = คงสภาพปกติ
ถ้าตอบตกลงก็ต้องกินข้าวกับแจยอง 100% และมีเรื่องให้เครียด แต่ถ้าปฏิเสธแล้วแจยองตามมา นอกจากจะไม่ได้กินข้าวฟรี ยังมีเรื่องให้เครียดอีกด้วย โครงสร้างขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ดังนั้น เขาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากพนันดูสักตั้ง
“ไม่ต้องครับ”
“งั้นวันนี้ก็กินที่โรงอาหาร?”
“ครับ”
“เป็นสาวกโรงอาหารมหา’ลัยแฮะ”
โชคดีที่เลขที่ออกคือข้อ 3 หลังจากแจยองเดินไปที่อื่นแล้ว ซังอูก็มาที่โรงอาหารคนเดียว เขาไปรับอาหารเกาหลีเช่นเคย และเดินไปนั่งกินอาหารอย่างสงบสุขในมุมปลอดคน หลังจากกินเสร็จก็พบว่าช้ากว่าปกติไปเพียงหนึ่งนาที จนถึงตรงนี้ยังถือว่าดีอยู่ แต่เมื่อออกมาก็พบว่าแจยองกำลังรออยู่ที่ทางออกของโรงอาหาร
“อะ”
แน่นอนว่าเป็น ‘แบล็กโฮลิก’ ซังอูรับกระป๋องมาเหมือนวันก่อน ตรวจดูสภาพภายนอกและลองเขย่า เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรจึงเปิดกระป๋อง ขณะดื่มอึกแรก แจยองก็ถามคำถามแปลกๆ
“นายอยากแสดงละครสั้นให้ดีใช่ไหม”
“แน่นอนสิครับ”
“ถ้างั้นก็ไปด้วยกันหน่อย”
ถ้าอยากแสดงละครสั้นให้ดีต้องไปสถานที่เฉพาะอย่างนั้นเหรอ เป็นคำสั่งที่ประหลาดจริงๆ
“ไปไหนครับ”
“ไปหาชุดของพวกเรา”
“หาทำไมครับ”
“เราต้องเล่นเป็นพ่อค้าราชวงศ์ชิงนะ ไม่งั้นจะใส่เสื้อยืดสกรีนภาษาอังกฤษหรือไง”
“แต่นี่เป็นเวลาเดินเล่น”
“เรื่องแบบนั้นไว้ทำทีหลัง”
แจยองทำสีหน้าเบื่อหน่าย และสุดท้ายก็ฉุดข้อมือของซังอูให้เดินตามไป
“นี่เป็นการใช้กำลังบีบบังคับ ผมจะแจ้งความ ผมบอกว่าผมจะแจ้งความ”
ซังอูตะโกนขณะที่ถือโทรศัพท์ไว้ในมืออีกข้าง แจยองขมวดคิ้วแล้วแย่งโทรศัพท์ไปใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงของตัวเอง ฝ่ายนั้นแรงเยอะกว่าที่เขาเห็น
“วันนี้ผมจะทำให้รุ่นพี่โดนขีดเส้นสีแดง[1]เลยครับ”
“ไอ้นี่มันใจแคบจังวะ ทำกับคนที่คิดจะช่วยแบบนี้เหรอ ถ้าเสร็จจากนี้แล้วยังรู้สึกว่าถูกบังคับขู่เข็ญก็แจ้งเลย ไม่ห้าม”
คิดจะช่วยจริงๆ เหรอ? ซังอูนึกสงสัย แต่ก็ตัดสินใจเชื่อคำพูดของอีกฝ่าย เมื่อเขาตอบตกลง แจยองก็ยอมปล่อยข้อมือ
“นายจะเป็นพ่อค้าใช่ปะ”
“ครับ”
มันแน่อยู่แล้ว พ่อค้ามีบทพูดเยอะมาก ความเป็นไปได้ที่จะได้คะแนนดีก็สูงตามไปด้วย
“งั้นฉันก็เป็นลูกค้ากับคนที่ถูกหลอกทางโทรศัพท์สินะ”
แจยองเพียงแค่เดินนำเข้ามาในอาคารสโมสรนักศึกษาเท่านั้น ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าจะไปที่ไหน เมื่อขึ้นบันไดมา แจยองก็หยุดอยู่หน้าห้องที่ติดป้ายว่า ‘ชมรมการละคร’
เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องก็พบกับอุปกรณ์ประกอบฉาก หน้ากาก และเสื้อผ้าวางระเกะระกะเต็มไปหมด บนตู้เย็นขนาดเล็กมีกาแฟกระป๋อง ‘แบล็กโฮลิก’ วางกองพะเนิน ส่วนบนผนังมีโปสเตอร์ละครเวทีซีซั่นก่อนๆ แปะซ้อนๆ กัน บนโซฟามีนักศึกษาชายสองคนกำลังนั่งเล่นเกมฟุตบอลด้วยเครื่องเล่นเกมคอนโซล[2]
“มาแล้วเหรอครับ รุ่นพี่แจยอง”
“จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ไม่ต้องสนใจหรอก”
แจยองไม่ได้สนใจคนพวกนั้น เขาเลื่อนหุ่นจำลองไปด้านข้างและเปิดประตูที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นซังอูก็เข้าไปตามทางที่อีกฝ่ายชี้
ในห้องแคบๆ นั้นมีราวแขวนผ้าสองชั้นอยู่ชิดผนังทั้งสามด้าน มีเสื้อผ้าหลากหลายแบบแขวนอยู่แน่นราว แจยองถือท่อนไม้อันหนึ่งค้นๆ ดูเสื้อผ้า ซังอูทำตามอีกฝ่ายด้วยการค้นที่ราวชั้นล่างเพื่อหาเสื้อผ้าที่คนในสมัยราชวงศ์ชิงน่าจะใส่กัน แต่ก็ไม่ง่ายเลย
“อันนี้เป็นไง”
แจยองค้นเจอเสื้อผ้าชุดหนึ่งที่น่าจะใช้ได้ในบรรดาชุดหลายสิบชุด มันเป็นชุดวันพีซสีเหลืองตั้งแต่คอจรดปลายแขน ที่เอวและปลายแขนมีแถบคาด ตรงอกมีลวดลายซับซ้อนสีทอง จากนั้นเขาก็หยิบอีกชุดที่สไตล์คล้ายๆ กันแต่เป็นสีม่วงออกมาทาบตัว
“ชุดนี้หรือชุดนั้นดีกว่ากัน”
“หน้าตาก็ดูเหมือนกันนี่ครับ”
“ขอบอะขอบ ขอบมันไม่เหมือนกัน”
“ชุดไหนก็ได้ครับ แค่ละครสั้นวิชาภาษาจีนมาใส่ใจเรื่องเสื้อผ้าขนาดนี้มันประหลาดนะครับ
“ถ้าอยากได้คะแนนเต็มก็ต้องทำแบบนี้สิ ฉันจะใส่อันนี้”
แจยองเลือกชุดสีเหลืองที่สไตล์คล้ายกัน (ที่จริงแล้วในสายตาของซังอูคือมันดูเหมือนกันเปี๊ยบ) ดูเหมือนเจ้าตัวจะถูกใจชุดนั้น
“ลองหาวิกหางเปียดูซิ”
ซังอูทำตามที่อีกฝ่ายบอก เขานั่งยองๆ ค้นผมปลอมในกล่องแต่ไม่ได้อะไรกลับมา เขาเอื้อมมือไปดึงกล่องอื่นๆ เพื่อจะค้นต่อ แต่จู่ๆ แจยองก็นั่งยองๆ ลงเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนั้นจากที่เห็นแต่ขาของอีกฝ่าย ตอนนี้จึงถูกแทนที่ด้วยใบหน้า
“ขยับไปข้างหลังหน่อยครับ”
“อ้อ ได้”
ปากก็พูดอย่างนั้นแต่ตัวแจยองไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ซังอูค้นกล่องด้วยความรู้สึกอึดอัด ค้นได้ไม่เท่าไรเขาก็รู้สึกว่าหัวโล่งๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงพบว่าหมวกของตนอยู่ในมือของแจยอง ซังอูพิจารณาอีกฝ่ายที่นิ่งไปเหมือนภาพนิ่งแต่ก็ยังไม่ได้คำตอบอยู่ดีว่าเจ้าตัวคิดจะทำอะไร ถ้าดูจากที่เอาแต่พูดถึงหมวกมาตั้งแต่เมื่อวาน ซังอูเดาว่าเขาคงอยากได้
“มันเป็นแค่หมวกเก่าๆ ที่ผมใช้มาตั้ง ม.ปลาย รุ่นพี่ไปซื้อเอาสักใบเถอะครับ”
แจยองเพียงแต่จ้องหน้าซังอูเท่านั้น
“ถ้าต่อไปรุ่นพี่ไม่มาหาผมอีก ผมจะซื้อใบที่เหมือนกันให้ครับ”
แม้ซังอูจะเสนอด้วยประโยค If แต่ถึงอย่างนั้นเขาเดาว่าอีกฝ่ายคงไม่ติดกับ ถ้ายืมคำพูดของแจยองมาใช้ก็คือ ถ้ามันเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ด้วยหมวกราคาถูกๆ นี่ เรื่องคงไม่มาถึงขั้นนี้
ปฏิกิริยาของแจยองดูประหลาดเล็กน้อย มันไม่ใช่อะไรที่ซังอูคาดเดาไว้เลย ไม่ว่าจะยิ้มเยาะ พูดหยอกล้อ หรือสวมหมวกให้ตัวเอง แต่กลับเป็นการยื่นมือข้างที่ว่างอยู่มาตรงหน้าซังอู
“ตรงนี้มีอะไรติดอยู่แฮะ”
นิ้วมือเรียวยาวค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ แม้จะมีเวลาให้หลบเหลือเฟือ แต่ซังอูกลับเกร็งไปทั้งตัวด้วยความประหม่าอันแสนประหลาด
ต่อมา นิ้วชี้และนิ้วกลางของแจยองก็เอื้อมมาแตะผมหน้าม้าของซังอู วินาทีที่ปลายนิ้วของอีกฝ่ายสัมผัสกับหน้าผากก็เกิดไฟฟ้าสถิตขึ้น
ซังอูบีบกล่องแน่นจนยับและถอยไปด้านหลัง แรงกระตุ้นอันน่าอึดอัดทำให้เขาเกิดความรู้สึกต่อต้านโดยสัญชาตญาณจึงปัดมือของคนตรงหน้าออก
“เอาคืนมาครับ”
“ไม่ใส่หมวกแล้วดีกว่าตั้งเยอะ ทำไมถึงเอาแต่ปิดหน้าปิดตาแบบนั้นล่ะ”
“เรื่องของผมนี่ครับ”
เขายื่นมือออกไปแต่แจยองก็ยังไม่คืนหมวกให้ ซังอูชักจะหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว
“ขอหมวกคืนด้วยครับ”
“ทำไมล่ะ ขอดูหน้าหน่อยเถอะ”
“เอ๊ะ ก็บอกให้เอาคืนมาไงเล่า!”
ตั้งแต่เกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดไม่มีหางเสียงกับรุ่นพี่ ซังอูโถมตัวไปข้างหน้าแล้วแย่งหมวกมาจากมือของแจยอง อกของพวกเขาแตะกันชั่วขณะก่อนที่แจยองจะล้มหงายหลัง แต่ซังอูรีบลุกขึ้นทันทีและวิ่งออกจากห้องแต่งตัวไป
[1] เส้นสีแดง เป็นภาษาพูด หมายถึง ประวัติอาชญากรรม ในที่นี้ซังอูตั้งใจจะบอกว่าจะทำให้แจยองมีประวัติอาชญากรรม
[2] เครื่องเล่นเกมคอนโซล หรือเครื่องเล่นวิดีโอเกม เป็นเครื่องเล่นเกมที่แสดงภาพผ่านหน้าจอในเครื่องหรือโทรทัศน์ มีทั้งเครื่องเล่นเกมสำหรับเล่นภายในบ้าน เช่น PlayStation, XBOX ละเครื่องเล่นเกมแบบพกพา เช่น Nintendo Switch