Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 19 <100> #1
จางแจยองแปลกไปจริงๆ
ระดับความรุนแรงของการก่อกวนที่เคยต้อนซังอูให้จนมุมด้วยความเครียดอยู่ช่วงหนึ่งลดฮวบลง และจู่ๆ ก็กลายเป็น 0 ในปัจจุบัน แน่นอนว่านั่นไม่รวมถึงความเครียดพื้นฐานจากการต้องนั่งด้วยกันในคาบเรียน และความเครียดอื่นๆ ที่เกิดขึ้นเพราะมีอีกฝ่ายอยู่ข้างๆ
วันจันทร์ของสัปดาห์ที่สอง ยิ่งกว่าการไม่แกล้งคือแจยองเริ่มหยิบยื่นความช่วยเหลือ ในคาบเรียนภาษาจีนที่ต้องฝึกบทสนทนาในบทเรียนกับคนข้างๆ ซังอูตั้งใจว่าจะไม่ฝึกกับแจยองจึงไปขอฝึกกับนักศึกษาหญิงที่นั่งอยู่ด้านซ้ายมือแทน แต่กลับถูกอีกฝ่ายปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าเธอจับคู่กับนักศึกษาหญิงคนอื่นซึ่งเป็นเพื่อนของเธอเองแล้ว ระหว่างที่ใช้เวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ นักศึกษาคนอื่นๆ ก็เริ่มฝึกกันหมดแล้ว ซังอูจึงต้องจับคู่กับแจยองที่เผยยิ้มเยาะบนใบหน้าด้วยท่าทีไม่จริงจังอย่างไม่มีทางเลือก
“กง-เจ้อล-ต่าโอ-ซออุลจั้น-ตูโอ-จัง-ซือ-จีเอน?”[1]
ซังอูเป็นฝ่ายถามเป็นภาษาจีนก่อนว่าจากที่นี่ไปสถานีโซลใช้เวลาเท่าไร เมื่อแจยองได้ยินดังนั้นก็พูดออกมาหนึ่งคำ
“ด้านภาษานายไม่ค่อยเท่าไรสินะ”
ซังอูไม่สนใจคำพูดนั้น เขาคิดว่าเขาฝึกคนเดียวก็พอแล้วจึงข้ามไปที่บทสนทนาถัดไปทันที
“วอเมิน-มิงทีเยน-อี-ฉี่-ชีคาน-ตีเอนอิง-บา?”[2]
แจยองนั่งนิ่งฟังซังอูถามว่า ‘พรุ่งนี้เราไปดูหนังด้วยกันไหม’ แล้วยิ้มแปลกๆ เขากระแอมแล้วตอบอย่างรวดเร็ว
“เหินห่าว ค่าน เสินเมอ เตี้ยนอิ่ง?”[3]
“ไม่ใช่ประโยคนั้นนี่ครับ”
ซังอูขมวดคิ้ว ในหนังสือเขียนไว้ว่าไปไม่ได้เพราะไม่มีเวลาชัดๆ แต่อีกฝ่ายดันตอบอะไรแปลกๆ คนคนนี้ไม่ล้อเล่นสักวันมันจะตายมั้ง
“ฟังออกด้วยเหรอ แปลว่าอะไรล่ะ”
“บอกว่าดีเลย แล้วก็ถามว่าจะดูหนังเรื่องอะไรไงครับ พูดตามหนังสือเถอะครับ”
“ว่าแล้วเชียว นายเป็นพวกอ่าน เขียน ฟังได้ดี แต่การพูดนี่ถือว่าสาหัสสำหรับระดับกลาง”
“ผมอ่านตามหนังสือครับ”
“ภาษาน่ะ ถ้าสื่อสารไม่รู้เรื่องก็ไม่มีความหมายสิ แต่ละประเทศมีวิธีการพูดต่างกัน แต่นายไม่พยายามจะทำให้ใกล้เคียงต้นฉบับเลยไม่ใช่หรือไง”
‘อะไรของเขา ทำตัวเป็นครูหรือไง’
ซังอูรู้สึกต่อต้านเป็นอันดับแรกแต่มันกลับตามมาด้วยความทรงจำอันเจ็บปวดตอนปี 1 เทอม 1 ที่เขาได้เกรด A0[4] ในวิชา ‘ภาษาจีนระดับต้น’ อยู่คนเดียว ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่ได้ A+[5] และสาเหตุหลักที่เขาถูกหักคะแนนก็คือการออกเสียง
“ลองอ่านอันนี้ดูซิ”
ซังอูตั้งใจอ่านประโยคที่นิ้วเรียวยาวนั้นชี้อย่างเต็มที่ เมื่อแจยองได้ฟังก็ใช้กำปั้นปิดปากหัวเราะตาหยี แต่เมื่อเห็นสีหน้าของซังอู เขาก็หยุดขำ
“ผมอ่านถูกแล้ว รุ่นพี่หัวเราะเยาะทำไมครับ”
“ฉันไม่ได้หัวเราะเยาะ นาย…”
เขาพูดอ้อมแอ้ม
“ช่างเถอะ ก่อนอื่นเสียงแรก[6]นายออกเสียงแบบตอนนี้แหละดีแล้ว แต่ลากเสียงยาวอีกนิด”
แจยองพูดให้ฟังเป็นตัวอย่าง แล้วซังอูก็ออกเสียงตาม
“ดีมาก เสียงสองจะอารมณ์แบบลากเส้นจากล่างขึ้นบน ดูนะ เหมือนเครื่องบินบินขึ้น”
แจยองตั้งแขนเป็นแนวทแยงแล้วค่อยๆ ยกขึ้นเหมือนเครื่องบิน คราวนี้แจยองก็เป็นฝ่ายพูดก่อน แล้วซังอูค่อยพูดตาม
“อย่างนั้นสิ พอสอนก็ทำได้ดีนี่หว่า”
มือของแจยองแตะท้ายทอยของซังอูโดยไม่ทันตั้งตัว ลูบอยู่สองสามครั้งแล้วผละออกไป ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกแปลกๆ ณ บริเวณนั้น ซังอูตกใจจนลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง เขาเคยเรียนมาว่าร่างกายของมนุษย์วิวัฒนาการขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีรูปแบบต่างๆ ของธรรมชาติ ดูเหมือนว่าร่างกายของเขาจะมองว่ามือของแจยองเป็นภัยคุกคามและทำให้ทั่วทั้งร่างเครียดเขม็ง
แจยองไม่ได้มองซังอู เขาขยับมือด้วยสีหน้าจริงจังราวกับกำลังจดจ่ออยู่กับการสอนของตัวเอง
“ดูที่เสียงสามนะ มันจะอารมณ์แบบลดมือลงมา ตักข้าว แล้วก็ยกขึ้นอีกครั้ง ลองดู”
“…อ่อล-จึ”
“เอ้า? กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกละ งั้นลองออกเสียงสองอีกที”
“นี-อี๋”
“เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย จู่ๆ ทำไมกลายเป็นงี้อะ เครื่องเจ๊งไปแล้วเหรอ นายน่ะ ถ้าผ่านเรื่องนี้ไปไม่ได้ ไม่มีทางพรีเซนต์ได้คะแนนเต็มหรอกนะ”
ทันใดนั้นซังอูก็หยิบฉากกั้นที่พับไว้มาพัดหน้า ส่วนแจยองกำลังหยิบอะไรสักอย่างในกระเป๋าจึงหันหลังไป เมื่อหันกลับมาเขาก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ซังอู
มันเป็นกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรจีนแบบย่อ เมื่ออ่านเนื้อหาดูก็พบว่าเป็นบทสนทนาหลอกเอาเงินทางโทรศัพท์ระหว่างพ่อค้าสมัยราชวงศ์ชิงกับลูกค้า ซังอูตาเบิกกว้าง เพราะนอกจากจะเรียบเรียงเนื้อหาอย่างเป็นระเบียบแล้ว ยังมีคำอ่านเป็นตัวพินอิน[7]เขียนไว้ทั้งหมด เมื่อลองอ่านอย่างละเอียดจึงพบว่ามันไม่ใช่บทละครที่แค่นำประโยคตัวอย่างมาเรียงต่อกัน แต่มีการเติมประโยคให้สอดคล้องกับบริบทและไม่มีการเว้นว่าง ถ้าเขาทำคนเดียวคงต้องใช้เวลาค้นในอินเทอร์เน็ตอยู่นาน และต่อให้ทำเต็มที่ก็ต้องมีสักจุดที่ไม่สมบูรณ์
เมื่อทั้งคู่สบตากัน แจยองก็เผยยิ้ม
“ไม่มีคำชมหน่อยเหรอ”
“เอาคำหยาบออกหมดแล้วเหรอครับ”
แจยองตอบว่าหมดแล้ว แต่ซังอูไม่เชื่อจึงเรียกอาจารย์ที่เดินผ่านมาบริเวณใกล้ๆ บอกว่าแก้บทละครเสร็จแล้ว และขอให้อาจารย์ช่วยตรวจให้ อาจารย์รับบทละครไปด้วยสีหน้ากังขาก่อนจะกวาดตาอ่าน มุมปากของเธอค่อยๆ ยกขึ้น แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นในที่สุด แจยองควงปากกาพลางเอ่ยถาม
“เป็นยังไงบ้างครับ อาจารย์”
“เห็นคราวที่แล้วมีแต่คำหยาบคาย แต่ก็ทำได้ดีนี่ จะว่าไปนี่ได้กลิ่นผลงานชิ้นเอกเลยนะเนี่ย ต้องพกกล้องวิดีโอมาด้วยไหมนะ”
“ซังอูเป็นคนทำทั้งหมดเลยครับ”
“เธอนี่นะ คราวที่แล้วก็พูดแบบนี้ เอาแต่พูดว่าซังอูเป็นคนทำ เด็กคนนี้จะไปรู้จักคำด่าต่ำๆ ได้ยังไง ถ้าเป็นเธอสิไม่แน่”
“โหย ใช้คำว่าต่ำกับลูกศิษย์เลยเหรอครับ ทำเกินไปแล้วน้า”
อาจารย์วางมือลงบนไหล่ของซังอูพลางกล่าว
“ยังไงอาจารย์จะรอชมผลงานอาทิตย์หน้านะ ทั้งสองคนเลย”
ซังอูขมวดคิ้ว มีบางอย่างแปลกๆ อาจจะดูไม่น่าเชื่อแต่ตอนนี้มีแต่ต้องยอมรับเท่านั้น
ว่า ERROR ที่ชื่อจางแจยอง…นิสัยดีขึ้น
return 0;
หลังจบคาบที่สอง แจยองก็ลุกพรวด เขาหาวพลางบิดขี้เกียจไปด้วย จากนั้นก็พูดราวกับตัวเองได้ทำเรื่องยิ่งใหญ่ทั้งที่นอนเหยียดแข้งเหยียดขาตลอดคาบ ‘อัลกอริทึ่ม’
“ได้เวลากินข้าว”
ตอนนี้แม้แต่การเดินกับอีกฝ่ายในโถงทางเดินคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซังอูก็เริ่มชินแล้ว การลงบันไดพร้อมกันก็ด้วย ยังรวมไปถึงการเดินไปโรงอาหารด้วยกันและนั่งกินข้าวข้างกัน แต่วันนี้แจยองหยุดซังอูไว้ที่หน้าคณะ
“ซังอู วันนี้พี่มีนัดอะ”
นั่นเป็นคำพูดที่ซังอูไม่คาดคิด แถมยังเป็นสถานการณ์ที่ประหลาด พวกเขาไม่ได้นัดกันไปกินข้าวด้วยซ้ำ แต่แจยองกลับทำราวกับว่าซังอูกำลังรอเขาอยู่ ซังอูทำเป็นดีใจเพื่อแก้ความเข้าใจผิดไปเองของอีกฝ่าย
“ว้าว…”
แปะๆๆๆๆ ซังอูปรบมือห้าครั้งพลางยิ้มเยาะ แจยองหยิบกาแฟกระป๋องออกจากกระเป๋าก่อนจะฉวยมือของซังอูขึ้นมาแล้ววางกระป๋องลงไป จากนั้นก็ทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจราวกับคุณยายมองหลานชาย
“กินข้าวให้อิ่ม แล้วกินน้ำตามด้วย อย่าปล่อยให้ท้องอืด แล้วก็อย่าเดินตามคนแปลกหน้า เข้าใจหรือเปล่า”
แจยองพูดราวกับรู้สึกเสียใจ
“ผมสงสัยอยู่บ่อยๆ นะว่ารุ่นพี่เป็นบ้าเหรอครับ”
แจยองยิ้มทางสายตา มือของเจ้าตัวแตะที่กระหม่อมของซังอูแล้วผละออกไปโดยไม่มีจังหวะให้หลบเลี่ยง
“…”
กว่าซังอูจะตัดสินใจได้ว่าต้องพูดอะไรสักคำ แจยองก็เดินคล้อยหลังไปไกลแล้ว
‘เครื่องพังไปแล้วหรือไง’
ซังอูนึกถึงสิ่งที่แจยองพูดตอนเรียนคาบแรกซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่ากังวลยิ่งกว่าการวิจารณ์การออกเสียงภาษาจีนของเขาว่าด้อยพัฒนา แล้วบอกว่าถ้าขืนยังเป็นแบบนี้จะไม่ได้คะแนนเต็ม ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แจยองมักจะใกล้ชิดซังอูเกินจำเป็น และซังอูซึ่งไม่ชินกับเรื่องนั้นก็มักจะหยุดคิดไปชั่วขณะ เหมือนกับเครื่องยนต์ทำงานผิดปกติ
‘ถ้าคราวหน้าทำแบบนั้นอีกต้องต่อว่าหน่อยแล้ว’
ซังอูรู้สึกแย่พอสมควร อาจเพราะกำลังโกรธทำให้เขาถึงกับหายใจหอบ ซังอูเก็บซ่อนความโกรธไว้ภายในขณะเดินอยู่ในมหาวิทยาลัย
แจยองที่เดินไปไกลแล้วกลับหยุดยืนอยู่หน้าม้านั่ง เขาอยู่กับนักศึกษาชายหนึ่งคนและนักศึกษาหญิงอีกหนึ่งคน แจยองพูดอะไรสักอย่าง แล้วนักศึกษาหญิงก็หัวเราะและตบหลังเขาอย่างแรง ส่วนนักศึกษาชายหัวเราะจนตัวงอราวกับมันเป็นคำพูดหยอกล้อที่น่าขำมาก พอถูกแจยองเอาแขนล็อกคอและเย้าแหย่ เขาก็ลงไปหัวเราะดังยิ่งขึ้นกับพื้น
‘เรารู้สึกดี’
ซังอูละสายตาจากพวกเขาแล้วพึมพำอยู่ในใจ เขาต้องรู้สึกดีอยู่แล้ว เดิมทีนึกว่าต้องกินข้าวด้วยกัน แต่จางแจยองกลับเป็นฝ่ายขอแยกตัวออกไป เขาจึงสามารถกินข้าวได้ตามเวลาโดยไม่ต้องห่วงว่าจะมีคนคอยก่อกวนจนท้องอืด
ช่วงเวลากินข้าวที่ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นช่างสงบสุขเหลือเกิน นอกจากนักศึกษาหญิงคนหนึ่งก็มีซังอูนั่งกินข้าวเงียบๆ อยู่ที่โต๊ะที่ว่างเปล่า เสร็จแล้วก็ลุกขึ้น หลังจากนำถาดอาหารไปเก็บที่เคาน์เตอร์คืนภาชนะ นาฬิกาก็บอกเวลา 12:28 น. พอดี
เขาออกจากโรงอาหารในเวลาปกติในรอบหลายวันแล้วเปิดกาแฟกระป๋องที่แจยองให้ เวลาที่คุ้นเคย รสชาติที่คุ้นเคย และบรรยากาศที่คุ้นเคย การเดินเล่นจิบกาแฟทำให้เขารู้สึกสดชื่น เมื่อเดินเล่นรอบทางเดินเล่นครบหนึ่งรอบก็เป็นเวลา 12:41 น. ซังอูโยนกระป๋องกาแฟลงในถังขยะใบที่สองหน้าคณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และมุ่งหน้าไปยังห้องสมุด
‘เรารู้สึกดี รู้สึกดีจริงๆ’
วันนี้ในห้องสมุดมีคนน้อยกว่าปกติจึงไม่มีปัจจัยรบกวนการอ่านหนังสือ หลังจากลงทะเบียนหนังสือและสแกนหนังสือใหม่แล้ว เขาก็ยืมหนังสือโปรแกรมมิ่งที่ออกใหม่แล้วไปนั่งที่
‘จะอ่านเล่มนี้จบไหมนะ’
ช่วงนี้แค่เรียนวิชาเอกอย่างเดียวตารางก็แน่นอย่างประหลาดจนเขานึกสงสัย แต่เขาก็เก็บหนังสือเล่มหนาไว้ในกระเป๋า แล้วหยิบหนังสือเรียนที่จะอ่านคราวนี้ขึ้นมา โต๊ะที่เขานั่งไม่มีนักศึกษาคนอื่นเลยสักคน ซังอูมองที่นั่งว่างเปล่านิ่งๆ ก่อนจะดึงสายตากลับมาที่หนังสือ
คอนเดนเซอร์[8] คาปาซิเตอร์[9] อินดักเตอร์[10] ไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ… สายตาของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ตัวหนังสือ เขากำลังถอดความหมายของสัญลักษณ์ แต่ไม่ว่าจะอ่านกี่รอบเขาก็ไม่เข้าใจ
‘แล้วมันยังไงวะเนี่ย’
หลังจากบ่นในใจจบ ซังอูก็รู้สึกตกใจกับตัวเอง ใจเขาไม่เคยปฏิเสธการเรียนมาก่อน แต่ไม่ว่าจะเข้าหาด้วยความยำเกรงแค่ไหน เนื้อหาก็ไม่เปิดประตูต้อนรับซังอู ต่อให้อ่านอีกกี่ครั้งเขาก็รู้แค่ผิวเผิน เข้าไม่ถึงแนวคิด นี่ต้องเป็นเพราะเขาเรียนในห้องไม่รู้เรื่องแน่ๆ ถึงได้ตามไม่ทัน
return 0;
เวลายังคงผ่านไปไม่ว่าสภาพของเราจะย่ำแย่แค่ไหน กลางวันเปลี่ยนเป็นกลางคืน แล้วกลางคืนก็เปลี่ยนเป็นกลางวันอีกครั้ง
ซังอูเริ่มต้นวันใหม่เหมือนเดิม แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม โต๊ะข้างๆ มีเพียงกระเป๋าสะพายหนังวางอยู่ จนกระทั่งเริ่มเรียนมาได้ยี่สิบนาทีแล้ว ที่นั่งก็ยังคงว่างเปล่า ในเมื่อเจ้าของไม่อยู่ เขาจะย้ายกระเป๋าใบนั้นไปที่อื่นแล้วนั่งตรงนั้นเลยก็ได้ แต่ซังอูกลับรู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ เมื่อไม่มีตัวก่อกวนอยู่ข้างๆ อย่างที่ควร
จางแจยองเดินโซเซเข้ามาทางประตูหลังตอนที่นาฬิกาดิจิทัลของซังอูเปลี่ยนหลักนาทีเป็นเลข 22 สายตาของอาจารย์ชเวประจำวิชา ‘Embedded System’ ราวกับมีแสงเลเซอร์ยิงออกมาขณะจ้องมองผู้มาใหม่ที่เข้าเรียนสาย แถมเข้ามาปุ๊บก็ฟุบโต๊ะ ร่างของแจยองมีกลิ่นเหล้าเหม็นคลุ้ง ซังอูนึกสงสัยว่าอีกฝ่ายไปดื่มเหล้ากับคนที่อยู่ด้วยกันหน้าม้านั่งเมื่อวานหรือเปล่า
“ทำไมมาสายครับ”
แต่คำถามที่เขาถามออกไปเบาๆ กลับเป็นคำถามอื่น อีกทั้งยังเป็นคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว มันจึงไม่มีประโยชน์อะไร แจยองเงยหน้าจากโต๊ะเล็กน้อยแล้วมองซังอู
“คิดว่าทำไมล่ะ”
“เพราะดื่มเหล้าจนดึกครับ”
“รู้ดีจังนะ”
“กับใครเหรอครับ”
ความสงสัยที่ซ่อนไม่มิดหลุดออกมาจากปากของซังอู แม้จะแฮงค์จนเงยหน้าไม่ขึ้น แต่ดวงตาของแจยองก็ยังฉายแววซุกซน
“ไปดื่มกับใครแล้วยังไงเหรอ”
“ผมแค่สงสัยว่าใครมันบ้าพอจะไปดื่มกับรุ่นพี่น่ะครับ”
“อยากไปดื่มกับฉันก็พูดมา”
“จะบ้าเหรอครับ ผมเนี่ยนะ?”
ซังอูอยากจะโทษว่าตั้งแต่แจยองมา เขาก็ไม่มีสมาธิกับการเรียน แต่ความจริงคือเขาไม่ได้ฟังอะไรมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว
‘ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าอาจารย์สอนเรื่องอะไร’
หมู่นี้ซังอูมักจะเกิดความรู้สึกแปลกๆ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนถูกพรากความรู้สึกที่คุ้นเคยไป อีกทั้งศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลเข้มก็คอยดึงดูดสายตาของซังอูไปจากหนังสือเสมอ เขามีลางสังหรณ์ว่าวันนี้คงจะไม่ได้เรื่องได้ราวอีกแล้ว
คาบเรียนจบลงแล้ว แต่แจยองก็ยังไม่ตื่น เขานอนพาดโต๊ะอย่างอ่อนแรง
“รุ่นพี่ครับ”
ซังอูสามารถทิ้งอีกฝ่ายไว้ตรงนี้แล้วเดินไปยังห้องเรียนถัดไปได้เลย แต่เขาก็เอ่ยเรียก
“…รุ่นพี่”
แจยองไม่ได้เงยหน้าขึ้น เขายืดแขนซ้ายมาจับแขนซังอูไว้แน่น การกระทำนั้นทำให้ซังอูอึดอัด
“อา… รู้สึกเหมือนจะอ้วกเลยว่ะ คงไม่ไหวแล้วจริงๆ”
แจยองว่าพลางยึดแขนของซังอูไว้ทั้งสองข้าง เขาฝืนหยัดกายลุกขึ้น หยิบ ‘แบล็กโฮลิก’ ในกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะ จากนั้นก็เดินโซเซออกไป ทิ้งไว้เพียงกระป๋องกาแฟตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซังอูเก็บกาแฟลงกระเป๋าแล้วเดินไปยังห้องเรียนถัดไป
[1] 从这儿到首尔站多长时间? (ฉงเจ้อร์เต้าโส่วเอ๋อร์จ้านตัวฉางสือเจียน?)
[2] 我们明天一起去看电影吧? (หว่อเมินหมิงเทียนอี้ฉี่ชวี่ค่ายเตี้ยนอิ่งปา?)
[3] 很好,看什么电影? (เหินห่าว, ค่านเสินเมอเตี้ยนอิ่ง?)
[4] เกรด A0 เทียบเป็นประมาณเกรด 3.60-4.00
[5] เกรด A+ เทียบเป็นประมาณเกรด 4.10-4.50
[6] ภาษาจีนมีการผันเสียงวรรณยุกต์ 4 เสียง ได้แก่ เสียง 1 (สามัญ) เสียง 2 (จัตวา) เสียง 3 (เอก) และเสียง 4 (โท)
[7] พินอิน (拼音pīn yīn) คือ ระบบการถอดเสียงภาษาจีนด้วยตัวอักษรละติน หรือตัวอักษรภาษาอังกฤษ a-z
[8] คอนเดนเซอร์ (Condenser) หรือคอยล์ร้อน พบได้ในระบบทำความเย็นทั่วไป ตั้งแต่ระบบปรับอากาศทั้งในอาคาร รถยนต์ไปจนถึงห้องแช่แข็ง เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการระบายความร้อนของสารทำความเย็นที่มีสถานะเป็นไอ มีอุณหุมิสูงและความดันสูง โดยหน้าที่ของคอนเดนเซอร์คือการควบแน่นเอาความร้อนออกแต่ยังคงสถานะความดันอยู่เช่นเดิม
[9] Capacitor หรือ ตัวเก็บประจุ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างหนึ่ง ทำหน้าที่เก็บพลังงานในสนามไฟฟ้าที่สร้างขึ้นระหว่างคู่ฉนวน โดยมีค่าประจุไฟฟ้าเท่ากัน แต่มีชนิดของประจุตรงข้ามกัน
[10] Inductor หรือตัวเหนี่ยวนำ คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งถูกสร้างจากเส้นลวดนำมาพันรอบตัวกลางเป็นวง ตัวเหนี่ยวนำอาศัยหลักการสนามแม่เหล็กตัดผ่านขดลวดแล้วจะทำให้ขดลวดมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านซึ่งจะทำให้เกิดการเหนี่ยวนำขึ้น