Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 20 <100> #2
แน่นอนว่าที่นั่งที่ซังอูโปรดปรานมีกระเป๋าเป้วางอยู่ ซังอูแขวนกระเป๋าไว้กับพนักเก้าอี้แล้วนั่งลงตรงที่นั้น แม้การนั่งที่ที่คนอื่นจองไว้จะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่เขานั่งเพราะรู้ว่าแจยองจะไม่มา
อุตส่าห์ได้นั่งที่ที่ชอบในรอบหลายวัน แต่น่าแปลกที่ซังอูไม่ได้รู้สึกดี แม้เนื้อหาวิชา ‘อัลกอริทึ่ม’ ในวันนี้จะไม่ยาก แต่ซังอูกลับไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไรนัก
‘ไปอ้วกอยู่หรือเปล่านะ…’
การดื่มเหล้ามากเกินไปทั้งที่วันต่อไปมีเรียนเป็นความรับผิดชอบแจยอง ถึงอย่างนั้นท่าทางไม่ค่อยสบายนั่นก็ดูน่าสงสารอยู่บ้าง ทันใดนั้นซังอูก็ตระหนักได้ว่าตนตัดสินเรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องก่อนหน้านี้ซึ่งมีโครงสร้างเชิงตรรกะ[1]คล้ายกัน
‘เรื่องที่ให้คนเช็กชื่อแทนก็เป็นความรับผิดชอบของจางแจยองเหมือนกัน เพราะแบบนั้นถึงได้สมควรแล้วที่เรียนไม่จบ’
ซังอูตกอยู่ในความสับสน เมื่อกรอบความคิดเดิมๆ เกิดรอยร้าวจึงเกิดเป็นความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยซึ่งมันไม่ยอมหายไปจนกระทั่งหมดคาบ หรือจนกระทั่งเขาไปกินข้าวคนเดียวที่โรงอาหาร
หัวสมองของซังอูว่างเปล่า แค่เห็นว่ามีที่นั่งเขาก็นั่ง เห็นว่ามีช้อนอยู่เขาก็ใช้ตักซุปกิน จากนั้นเมื่อเห็นว่าถาดอาหารว่างลงแล้วเขาก็ลุกขึ้น ร่างกายจัดการเทอาหารที่เหลือและนำถาดเปล่าไปวางที่สายพานราวกับเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ จากนั้นแยกช้อนกับตะเกียบไว้คนละถัง แล้วรองน้ำมาดื่มหนึ่งแก้ว
ในเมื่อไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขาจึงทำทุกอย่างเสร็จที่เวลา 12:28 น. ซังอูก้าวขาเดินตามกิจวัตรประจำวันราวกับรถยนต์ที่ถูกเขียนคำสั่งขับเคลื่อนอัตโนมัติ เขาเข้ามาในร้านขายของชำโดยไม่รู้ตัว แต่ที่นั่นไม่มีเครื่องดื่มที่เขาจะซื้อ เขารู้ตัวเมื่อมาถึงหน้าตู้แช่ เจ้าของร้านที่เดิมทีนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์คิดเงินเดินเข้ามาแตะไหล่ซังอู เผยสีหน้ารู้สึกผิด
“พ่อหนุ่ม ไม่ได้มานานเลยนะ ป้าบอกเขาไปแล้วว่าให้เอากาแฟมาส่งวันจันทร์ ไม่ต้องห่วงนะ!
“ทราบแล้วครับ”
ซังอูดันมือของอีกฝ่ายออกพลางตอบ
“ถึงอย่างนั้นป้าก็รู้สึกผิดจนนึกกังวลตลอดเลยนะ ที่ผ่านมาเธอดื่มกาแฟนั่นอยู่ทุกวัน เธอคงคิดถึงมันมาก จริงไหม?”
ซังอูมองไปทางตู้แช่ แต่สิ่งที่เขามองไม่ใช่แถวที่ห้าซึ่งเป็นแถวของกาแฟกระป๋องแต่เป็นแถวถัดขึ้นไป
[เช้าวันใหม่ของคนขี้เมาเราจัดการเอง!
สิทธิบัตรเลขที่ 99999
เครื่องดื่มแก้อาการเมาค้าง
รุ่งสาง777]
เขายื่นมือออกไปโดยไม่ตั้งใจ ก่อนจะกำหมัดแล้วดึงกลับเข้าหาตัวอีกครั้ง แต่แล้วก็ยื่นมือออกไปอีก แล้วก็ดึงกลับมาอีก มือของเขาฝ่าฝืนคำสั่งของสมองราวกับมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นเอกเทศ
หลังจากยื้อยุดกันอยู่สองสามครั้ง มือขวาของซังอูก็เอาชนะสมองและเปิดตู้ เมื่อเห็นซังอูหยิบ ‘รุ่งสาง777’ เจ้าของร้านที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้น
“เมื่อวานไปดื่มมาเหรอ วันนี้ป้าอารมณ์ดี อันนั้นเธอก็เอาไปเถอะ เห็นหน้าเธอคราวที่แล้วแล้วป้ารู้สึกไม่สบายใจน่ะ”
ซังอูเผลอรับเครื่องดื่มแก้เมาค้างฟรีมาโดยไม่รู้ตัว แต่เขายังไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ที่ไหน ขณะที่ซังอูกำลังจะขอจ่ายเงิน เจ้าของร้านก็เดินกลับไปที่เคาน์เตอร์แล้ว
ซังอูเดินออกจากร้านแล้วเปิดกาแฟกระป๋องที่แจยองให้เมื่อเช้าดื่มพลางเดินเล่นไปตามทาง หลังจากโยนกระป๋องทิ้งที่ถังขยะใบที่สองหน้าคณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เขาก็ตรงไปที่ห้องสมุด ลงทะเบียนและสแกนหนังสือใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ไปนั่งที่
เมื่อเปิดกระเป๋าเขาก็พบเครื่องดื่มกระป๋องนอนอยู่ท่ามกลางหนังสือเรียน ซังอูหยิบหนังสือเล่มที่จะอ่านขึ้นมาวางบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย แล้วหยิบ ‘รุ่งสาง777’ ขึ้นมาพิจารณา
[เช้าวันใหม่ของคนขี้เมาเราจัดการเอง!]
ทันทีที่เห็นคำว่า ‘คนขี้เมา’ ซังอูก็นึกถึงแจยองที่ไม่สามารถเดินตัวตรงได้ แม้จะพยายามนึกถึงคนเมาคนอื่น แต่เขาก็คิดไม่ออก ด้วยเหตุนั้นเขาจึงลองจินตนาการถึงขวดเหล้าหรือปลาวาฬ[2] แต่ภาพที่เคยติดอยู่ในหัวกลับมีอิทธิพลมากเกินไป
ซังอูทำอะไรไม่ถูกจึงนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ก่อนจะลุกพรวดขึ้นและหยิบเครื่องดื่มขึ้นมา จากนั้นก็ก้าวเร็วๆ ลงจากบันไดและเดินผ่ากลางโถงห้องสมุดไป
ซังอูชอบแก้ปัญหา แม้มันจะไม่ใช่ปัญหาของเขา แต่ถ้าประโยคที่เขียนไว้บนกระป๋องเป็นความจริง (บนนั้นเขียนไว้ว่าเครื่องดื่มแก้เมาค้างมีสิทธิบัตร) ก็สามารถแก้ปัญหาได้เท่านั้นเอง
ความจริงแล้วมันเป็นความคิดที่สะเพร่าไปหน่อย เพราะบางทีแจยองอาจจะดื่มเครื่องดื่มแก้เมาค้างไปแล้วก็ได้ แจยองอาจจะกลับบ้านไปแล้วก็ได้ แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยคำถามที่วนเวียนไม่รู้จบ แต่ซังอูก็ยังคงเดินต่อไปอย่างแน่วแน่ เขากะจะเอาไปวางไว้ที่ห้องชมรมการละครเพราะไม่รู้ว่าแจยองอยู่ที่ไหน นั่นนับว่าเขาได้ทำอย่างสุดความสามารถแล้ว ซังอูไม่จำเป็นต้องทำมากไปกว่านั้น
ซังอูชะงักฝีเท้าระหว่างทางมุ่งหน้าไปยังสโมสรนักศึกษา สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไป จากระยะนี้มองเห็นหน้าได้ไม่ชัดนัก แต่เขาก็สามารถมองเห็นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังหัวเราะด้วยสีหน้าเหยเก ขยับมือกลางอากาศอยู่หลายครั้ง องศาการงอขาไม่เหมือนใครอื่น และมีเสื้อโค้ทสีเขียวถูกถอดทิ้งให้แผ่หลาอยู่บนพื้น
แจยองนั่งอยู่บนม้านั่งตัวหนึ่ง และมีผู้หญิงผมสั้นประบ่าสีเหลืองสดใสยืนกอดอกอยู่ตรงหน้า สีหน้าของแจยองดูไม่ดีเท่าไร แต่ก็ดูดีขึ้นกว่าที่เห็นในคาบเรียนมาก พอแจยองกุมท้องและแสดงสีหน้าเจ็บปวด ผู้หญิงคนนั้นก็หัวเราะออกมา พวกเขาพูดคุยอะไรกันสักอย่างแล้วฝ่ายหญิงก็ต่อยแขนคนตรงหน้า เสียงหัวเราะ เสียงหัวเราะ เสียงหัวเราะ ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง
ซังอูหันหลังขวับเดินไปอีกทาง เขาก้าวขาไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดอะไร รู้ตัวอีกทีเขาก็มาอยู่หน้าสนามฟุตซอลที่กำลังก่อสร้างแล้ว คนงานที่เคยทักเขาด้วยคำพูดประหลาดๆ เมื่อวันก่อนกำลังทำงานอยู่ ซังอูก้าวฉับๆ เข้าไปหาอีกฝ่าย ทำเอาชายสวมหมวกนิรภัยตกใจ
“พ่อหนุ่ม! ทำไมถึงมาเวลานี้ล่ะ”
“หมายความว่ายังไงเหรอครับ”
ซังอูยื่นเครื่องดื่มที่อยู่ในมือออกไป
“ดื่มนี่สิครับ”
“หืม? อะไรเหรอ… ลุงเลิกเหล้าแล้วนะ”
“ยังไงก็ดื่มเถอะครับ”
ซังอูวิ่งตรงกลับมาที่ห้องสมุด แม้ช่วงนี้เขาจะทำอะไรเสียเวลาเปล่าตลอด แต่ก็ไม่เคยเสียเวลาเปล่าขนาดนี้ ความละอายใจที่ใช้เวลาไปอย่างไม่เกิดประโยชน์ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง
ระหว่างที่ซังอูค้นหากล่องดินสอในกระเป๋า แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ปิดเสียงไว้ก็สว่างวาบเพราะแจ้งเตือนข้อความที่เข้ามาไม่บ่อยนัก
[มือไม่พาย 3: ซังอูวันนี้พี่กลับก่อนนะ_13:27]
[มือไม่พาย 3: ถึงจะเศร้าก็ฮึบไว้นะ_13:27]
ซังอูจ้องหน้าจอโทรศัพท์ หลังจากอ่านข้อความสั้นๆ อยู่หลายครั้งเขาก็แตะที่ช่องพิมพ์คำตอบแล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
‘ดีเลยครับ’
‘ยินดีครับ’
‘พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ก็ขอให้ทำแบบนี้ต่อไปนะครับ’
ซังอูพิมพ์แล้วลบอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ตอบกลับไปว่า ‘ครับ’ แล้วโยนโทรศัพท์ลงกระเป๋า
จางแจยองต้องเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้วแน่ๆ หรือไม่ก็แค่ล้อเล่นอย่างเคย เศร้าอย่างนั้นหรือ? มีอะไรให้เศร้าที่ไหนกัน ดีออกที่คนที่คอยก่อกวนไม่อยู่
return 0;
“สวัสดีค่ะ พี่ซังชู”
จีฮเยว่าพลางนั่งลงข้างๆ อีกสิบนาทีจะเป็นเวลาของวิชาทฤษฎีวัฒนธรรม ซังอูพยักหน้าแล้วดึงสายตากลับมาที่หนังสือมนุษยศาสตร์เล่มหนาอีกครั้ง
“พี่ตั้งใจเรียนจังเลยนะคะ อีกตั้งนานแท้ๆ กว่าจะสอบ”
“อ่านไว้ล่วงหน้าน่ะ”
“ฉันก็อยากทำแบบนั้นเหมือนกันค่ะ แต่ไม่รอด”
แม้จีฮเยจะคอยชวนคุยอยู่ข้างๆ แต่ก็ยังรบกวนได้ไม่เท่าจางแจยองที่กำลังหลับ หมู่นี้แม้แต่ตอนที่อีกฝ่ายไม่อยู่ก็ยังรบกวนซังอูได้
“พี่ดูอารมณ์ไม่ดีมากเลยนะคะ”
ซังอูไม่สนใจคำพูดนั้น
“เดี๋ยวฉันเอารูปที่ทำให้อารมณ์ดีให้ดูค่ะ”
จากนั้นโทรศัพท์ในมือของจีฮเยก็เลื่อนเข้ามาอยู่ในสายตาของเขา ซังอูมองรูปถ่ายสุนัขสีขาวตัวเล็กจากหลายๆ มุมด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ไม่ชอบเหรอคะ งั้นอันนี้ล่ะคะ”
รูปต่อไปเป็นแมวสีส้ม ซังอูเพียงแต่รอให้อีกฝ่ายเก็บมือถือกลับไปเท่านั้น แต่ระหว่างที่เธอเลื่อนรูปให้ดูอยู่นั้นเอง เขาก็ได้เห็นอะไรที่ไม่เข้าพวก
“เดี๋ยว นั่นอะไร”
“คะ? อ๋อ แคปไว้ตอนซื้อของออนไลน์น่ะค่ะ สงสัยจะเซฟผิดโฟลเดอร์”
เมื่อจีฮเยขยับนิ้วปัดหน้าจอ รูปคีย์บอร์ดก็ปรากฏขึ้น ซังอูขยายรูปเล็กๆ นั้นเพื่อดูอย่างละเอียด มันคือรูปคีย์บอร์ดแบบ Ninja Tenkeyless[3] ปุ่มสีดำและเหลืองแบบพิเศษแต่ละปุ่มยังฝังไฟ LED ไว้อีกด้วย
“นี่มันฟิลคอม ax8990 ฮันนี่บี เอดิชั่นนี่”
“คะ?”
“ราคาแรงไปหน่อย แต่ใช้สวิตช์ของเบอร์รี่ ทนทาน ฟีลลิ่งการกดก็ดี กดแป้นพร้อมกันได้ ถือว่าโอเคในหลายๆ ด้าน น่าจะใช้ได้นาน ลองคิดเรื่องไฟ LED ดูแล้วกัน แต่ฉันว่ามันรำคาญตา เธอจะเอาสวิตช์ไหนล่ะ”[4]
“เอ่อ…ถ้าจะใช้ทำงานเอกสาร ใช้อันไหนดีคะ”
“งั้นก็ต้องเสียงเงียบๆ แบบ red switch สิดี แต่ถ้าอยากได้แบบเงียบด้วยและได้สัมผัสแบบพิมพ์ดีดด้วย brown switch ก็โอเค ส่วน blue switch จะนิยมใช้ในหมู่เกมเมอร์”[5]
“ใช่ม้าๆ งั้นฉันควรซื้อ red switch ใช่ไหมคะ
จีฮเยพยักหน้าหงึกๆ พลางถาม ซังอูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ
“ตัวนี้ราคา 198,000 วอนนะ[6] เธอโอเคเหรอ มันเป็นรุ่นคลาสสิกที่ออกมานานแล้ว น่าจะมีของมือสองขายอยู่ทั่วไป ซื้อตัวที่เก็บรักษาดีๆ ก็น่าจะประมาณแสนวอน[7]”
“อ๊ะ จริงเหรอคะ ถ้าจะซื้อมือสองต้องทำยังไงเหรอคะ”
ซังอูใช้เวลาที่เหลือไปกับการอธิบายเคล็ดลับการซื้อของมือสอง จีฮเยตั้งใจฟังพลางพยักหน้าหงึกๆ ถึงขั้นจดโน้ตไปด้วย ซังอูจึงหยุดไม่ได้
“ไม่มีอะไรที่พี่ไม่รู้เลยนะคะ”
“ไม่ขนาดนั้นซะหน่อย”
ตอนที่จีฮเยพูดอะไรแปลกๆ อาจารย์ก็เข้ามาพอดี ซังอูดึงสายตากลับมาที่หนังสือทันที หลังจากเริ่มคาบไปได้หนึ่งนาที จีฮเยก็วางอะไรบางอย่างลงบนหนังสือ มันคือกระดาษโน้ตที่ฉีกออกมาจากสมุด ตอนแรกซังอูนึกว่าอีกฝ่ายโยนขยะมาให้ เขาเกือบดุเธอแล้ว แต่เมื่อมองดูดีๆ จึงเห็นว่ามีตัวหนังสือเขียนอยู่บนนั้น
[พี่ซังชู^-^ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ค่ะ!!! ต่อไปถ้าพี่ไม่รู้อะไรก็ลองถามฉันดูได้นะคะ ฉันอยากช่วยพี่ค่ะ*_*]
ซังอูเขียนที่ท้ายกระดาษว่า ‘อืม’ แล้วส่งคืนให้จีฮเย แต่แล้วเขาก็นึกสงสัยในใจ เขาจะถามอะไรจากจีฮเยได้? ถ้าซังอูสงสัยเรื่องอะไร เขามักจะหาคำตอบในหนังสือหรืออินเทอร์เน็ต ในฐานะนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ เธอย่อมต้องเข้าใจหัวข้อทฤษฎีวัฒนธรรมดีกว่าซังอูมาก แต่อย่างไรเธอก็เป็นแค่นักศึกษา ไม่น่าจะให้ข้อมูลได้มากกว่าตำราวิชาการหรือความรู้ในโลกอินเทอร์เน็ต ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้น ซังอูก็นึกขึ้นได้ว่าจีฮเยมีความรู้ด้านหนึ่งมากกว่าเขา
‘เดี๋ยวคงต้องถามตอนพัก’
ซังอูทดไว้ในใจแล้วกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้ง
return 0;
“เรื่องรุ่นพี่นั่นน่ะ”
เมื่อถึงเวลาพัก ซังอูก็ได้โอกาส จีฮเยถึงกับเปลี่ยนท่าทางการนั่งเพื่อฟังอย่างตั้งใจ
“ใครคะ”
“คือ…รุ่นพี่จาง…แจยองนั่นน่ะ”
“อ๋อ ค่ะๆ”
“เหมือนเขาจะมีแฟนนะ”
เมื่อพูดออกไปแล้วซังอูกลับรู้สึกลำบากใจ สิ่งที่จีฮเยต้องการคือคำถาม ซังอูคิดว่าคำถามของเขาสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อถามออกไปจริงๆ แล้วกลับฟังดูสะเปะสะปะ
แต่โชคดีที่จีฮเยดูเหมือนจะไม่ใส่ใจ เธอตอบด้วยรอยยิ้ม
“เท่าที่รู้ไม่มีนะคะ”
อาการอยากรู้อยากเห็นของซังอูคลายลงอย่างง่ายดาย
“คนที่คบเมื่อปีที่แล้วก็เหมือนจะเลิกไปพักใหญ่แล้วนะคะ อีกฝ่ายเป็นพี่สาวคณะนิติฯ ที่จบไปแล้ว… สวยมาก บ้านรวย แถมยังฉลาด เป็นผู้หญิงแบบที่ผู้หญิงด้วยกันยังมองว่าเท่น่ะค่ะ”
แล้วข้อมูลที่ไม่ได้ถามก็ตามมาเป็นพรวน
“เธอไปรู้เรื่องพวกนั้นได้ยังไง”
“ก็เห็นในโซเชียลแล้วก็ได้ยินข่าวลือมาบ้างค่ะ”
“ข่าวลืออะไร”
ปากของจีฮเยเริ่มขยับอีกครั้ง ตอนแจยองอายุยี่สิบมีบริษัทเอเจนซี่มาทาบทามให้เขาไปเป็นดาราก็เลยได้ทำงานเป็นนายแบบอยู่พักหนึ่ง และเพื่อนร่วมรุ่นที่คบหาด้วยสมัยปีหนึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นนักร้องดังไปแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็น เมื่อเห็นซังอูทำสีหน้าเนือยๆ จีฮเยจึงหยุดพูด
“ฉันไม่ได้สนใจหรอกนะคะ พอดีเพื่อนชอบพี่แจยองเลยมาเล่าให้ฟังบ่อยๆ”
“เหรอ? ทำไมถึงชอบล่ะ”
“หล่อไงคะ”
เรื่องนั้นซังอูก็ยอมรับ
“เล่นกีฬาเก่งด้วย”
ฝ่ายนั้นก็เล่นสเก็ตบอร์ดเก่งจริงๆ นั่นแหละ
“นิสัยก็ดีมากๆ ด้วยไงคะ”
ประโยคต่อมากลับเป็นสิ่งที่เขาไม่เห็นด้วย
“ไม่ใช่เหรอคะ? พวกพี่ก็สนิทกัน น่าจะรู้ดีอยู่แล้วนี่คะ”
“ไม่สนิทเลยสักนิด”
ไอ้บ้า ไอ้ซาดิสต์ ไอ้มะเร็งมนุษย์นั่น หมู่นี้แสร้งทำตัวเป็นคนดีอย่างเห็นได้ชัด ในหัวของซังอูมีแต่คำพูดสุดโต่งผุดขึ้นมาเพื่อบอกกับจีฮเยผู้ซึ่งไม่รู้จักแจยองดี
“จริงสิ ก่อนหน้านี้พี่เคยดุฉันไม่ให้พูดถึงพี่แจยองอีก แล้วนี่อะไรคะเนี่ย!”
เมื่อถูกจี้จุด ซังอูจึงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน โชคดีที่อาจารย์กลับเข้ามาพอดี
return 0;
[1] โครงสร้าง(ข้อมูล)เชิงตรรกะ โครงสร้างข้อมูลที่เกิดจากจินตนาการของผู้ใช้เพื่อใช้แก้ปัญหาในโปรแกรมที่สร้างขึ้น จัดเก็บข้อมูลและความสัมพันธ์ต่างๆ ของข้อมูลในระบบฐานข้อมูล
[2] ปลาวาฬในภาษาเกาหลีคือ 고래 (โคแร) ส่วนคนขี้เมาในภาษาเกาหลีคือ 술고래 (ซุลโกแร) ดังนั้น คำว่าปลาวาฬในที่นี้จึงเป็นการเล่นคำพ้องรูปพ้องเสียงในภาษาเกาหลีกับคำว่าคนขี้เมานั่นเอง
[3] Ninja Tenkeyless แป้นพิมพ์ที่ตัดแป้นตัวเลขออกและย้ายตัวอักษรบนแป้นพิมพ์มาไว้ข้างล่าง
[4] คีย์บอร์ด (Keyboard) หรือแป้นพิมพ์สำหรับคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือประเภทปุ่มยาง (Rubber Dome Keyboard) ที่ใช้กันทั่วไป และประเภทกลไก (Mechanical Keyboard) ซึ่งคีย์บอร์ดประเภทกลไกจะมีราคาที่สูงกว่า นอกจากแผงวงจรต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญของคีย์บอร์ดก็คือปุ่มกด ซึ่งปุ่มกดจะประกอบด้วย ‘สวิตช์ (Switch)’ และ ‘คีย์แคป (Keycap)’ สวิตช์คือหัวใจหลักที่ทำงานเชื่อมต่อกับแผงวงจร มีหลากหลายยี่ห้อ แต่ยี่ห้อที่คนนิยมใช้กันคือ Cherry MX (ในทีนี้ใช้คำว่าเบอร์รี่เพื่อล้อกับเชอร์รี่) ส่วนคีย์แคปคือส่วนที่ครอบอยู่บนสวิตช์
[5] สวิตช์ของคีย์บอร์ดแบ่งออกเป็น 3 แบบหลักๆ ได้แก่ – Clicky สวิตช์สองจังหวะ แรงต้านไม่คงที่ ต้องกดจนสุดถึงจะทำงาน ให้ความรู้สึกเหมือนพิมพ์ดีด แต่ใช้แรงกดไม่มากเท่า มีเสียงดังคลิกๆ เวลากด ได้แก่ blue switch เป็นต้น – Tactile โดยรวมเหมือน Clicky แต่กดแล้วไม่มีเสียงคลิกๆ ได้แก่ brown switch เป็นต้น – Linear สวิตช์หนึ่งจังหวะ แรงต้านคงที่ เสียงเงียบ ตอบสนองเร็ว ได้แก่ red switch เป็นต้น
[6] 198,000 วอน = ประมาณ 5,940 บาท
[7] 100,000 วอน = ประมาณ 3,000 บาท