Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 21 <100> #3
หลังเรียนเสร็จก็เป็นเวลาของการกินข้าว ซังอูเก็บหนังสือและกล่องดินสอใส่กระเป๋า ในระหว่างนั้นจีฮเยก็โพล่งถาม
“จริงสิ เป็นยังไงบ้างคะ ฉากกั้นกับที่อุดหู”
“ไม่ได้ผล”
ฉากกั้นลดสถานะไปเป็นแค่พัด กาแฟทั้งเจ็ดกระป๋องยังคงตั้งอยู่ที่บ้าน ส่วนที่อุดใช้ไปครั้งเดียวก็ไม่ได้แตะอีกเลย
“ขอโทษนะคะ”
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จีฮเยจะต้องมาขอโทษ เป็นฝ่ายนั้นต่างหากที่แปลก จะว่าไปแล้วเขาเคยสัญญากับหญิงสาวไว้ว่าจะเลี้ยงข้าวตอบแทนที่ให้คำชี้แนะ ถึงจะช่วยอะไรไม่ค่อยได้ แต่สัญญาก็ต้องเป็นสัญญา ซังอูหยิบคูปองอาหารในกระเป๋าตังค์ออกมาวางบนโต๊ะของอีกฝ่าย จีฮเยจ้องคูปองอาหารเขม็ง
“ให้คูปองอาหารฉันทำไมเหรอคะ”
“ที่บอกว่าจะเลี้ยงข้าวไง”
“อ๋อ พี่นี่จริงๆ เลย ต้องซื้อให้ด้วยตัวเองสิคะ คูปองนี่มันอะไรกัน!”
“เอาคูปองไปซื้อกินเองแล้วกัน”
ซังอูสะพายกระเป๋าเป้พลางลุกขึ้นจากที่นั่ง จีฮเยยัดคูปองอาหารใส่กระเป๋าเสื้อของซังอูอีกครั้ง
“ไม่ได้สิคะพี่ ไว้ค่อยเลี้ยงตอนที่พี่อยากเลี้ยงเถอะค่ะ”
ซังอูนึกถึงพาสต้าราคา 23,500 วอน[1]ที่อีกฝ่ายเลี้ยงขึ้นมา อย่างไรราคาอาหารในโรงอาหารก็ถูกเกินไป ดูเหมือนจะทำให้เธอไม่พอใจ
“โอเค ไว้คราวหน้าจะเลี้ยงพิซซ่านะ”
“จริงเหรอคะ คงไม่ใช่ขนมปังพิซซ่าอะไรแบบนั้นใช่ไหมคะ”
‘นึกว่าจะว่านอนสอนง่ายซะอีก ขี้สงสัยจังแฮะ’
พวกเขาเดินออกมานอกตึก แล้วเดินไปยังโรงอาหาร ระหว่างทางก็ได้ยินใครคนหนึ่งเรียกซังอูจากด้านหลัง
“ซังอูยา”
คนที่เรียกซังอูแบบนี้มีแค่คนเดียวเท่านั้น ซังอูหันหลังไปมองอย่างรวดเร็ว คนที่เขาเดาไว้ในใจสวมเสื้อคลุมแบบที่เขาคิดกำลังปรับลมหายใจราวกับเพิ่งวิ่งมา
“อยู่นี่นี่เอง ต้องให้ตามหา”
“ทำไมเหรอครับ”
“ทำไมอะไรล่ะ นายจะไปกินข้าวกับฉันไม่ใช่เหรอ”
“ผมเหรอครับ”
เขาเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก จางแจยองต้องจำซังอูสลับกับคนอื่นหรือเข้าใจอะไรผิดสักอย่างแน่ๆ ซังอูหันกลับมาและเดินต่อไปยังโรงอาหาร แต่คราวนี้จีฮเยที่เดินอยู่ข้างๆ กลับถูกรั้งไว้
“โอ๊ะ เด็กเอกฝรั่งเศส”
“ว้าว…เจอกันอีกแล้วนะคะพี่ สวัสดีค่ะ”
“นั่นสิครับ พวกเราเคยแนะนำตัวกันไปหรือยังนะ”
“ฉันรยูจีฮเยค่ะ แหะๆ และที่จริงฉันรู้จักชื่อพี่อยู่แล้วค่ะ ก็พี่เป็นคนดังนี่นา…”
ซังอูอยากจะเว้นระยะห่างให้มากขึ้น แต่ทั้งคู่ก็เดินตามมาอย่างรวดเร็ว เขาจึงได้ยินบทสนทนาทุกอย่าง
“รุ่นน้องจีฮเยสนิทกับซังอูสินะ ตอนนั้นที่มาที่ร้านพี่ก็เห็นอยู่ด้วยกันนี่ครับ”
“ที่จริงเราเจอกันครั้งแรกวันนั้นแหละค่ะ พี่ซังอูใจดีช่วยฉันถือของ… ฉันไม่ได้ตั้งใจนะคะ แต่ในกล่องใส่หนังสือไว้เยอะเกินไปน่ะค่ะ คือเวลาแพ็กของควรกระจายของหนักๆ ออกจากกันใช่ไหมล่ะคะ ทั้งที่ฉันไม่มีทางอ่านรวดเดียวจบทั้งหมด แต่ก็อยากจะขนไปทีเดียว…”
บลาๆๆๆๆ จีฮเยพูดต่อไปเรื่อยๆ จากนั้นก็เป็นแจยอง จีฮเย แจยอง จีฮเย แจยอง โต้ตอบกับไปมาราวกับตีลูกปิงปอง แถวที่โรงอาหารสั้นช้าลงเป็นพิเศษ
“ฮ่าๆๆๆ! พี่เป็นคนตลกจังเลยค่ะ อ๊ะ จริงสิ เพื่อนฉันอยากได้ลายเซ็นพี่น่ะค่ะ ช่วยเซ็นให้หน่อยได้ไหมคะ
“เฮ้ย พี่ไม่ใช่ดาราซะหน่อย ลายเซ็นอะไรกัน”
ไม่ทันไรแจยองก็พูดจาเป็นกันเองกับจีฮเยแล้ว คนที่ไม่รู้มาเห็นคงนึกว่าทั้งสองคนรู้จักกันมานาน การฟังทั้งคู่พูดจ้อเหมือนนกกระจิบเป็นเรื่องที่น่าเบื่ออยู่บ้าง แต่ระหว่างรอ แถวก็ค่อยๆ สั้นลงเรื่อยๆ พวกเขาถือถาดอาหารของตัวเองเข้าไปในโรงอาหาร แจยองบอกว่าจะกินก๋วยเตี๋ยวน้ำใสซึ่งเป็นเมนูพิเศษจึงแยกไปต่อแถวอื่นแล้วกลับมารวมตัวทีหลัง ซังอูพยายามมองหาโต๊ะที่เหลือที่ว่างแค่หนึ่งที่แต่ก็ไม่เจอจึงต้องนั่งด้วยกันสามคนอย่างช่วยไม่ได้
“จีฮเยมีแฟนแล้วใช่ไหม”
แจยองไม่แตะก๋วยเตี๋ยวน้ำใสเลยสักนิด เขาโยนคำถามแปลกๆ ให้จีฮเย จีฮเยยิ้มกว้างพลางตอบ
“ไม่ค่ะ ฉันไม่มีแฟน!”
“งั้นเหรอ คิดว่าต้องมีแล้วแน่ๆ ซะอีก”
สายตาของซังอูจับจ้องไปที่ใบหน้าของแจยอง ฝ่ายนั้นจ้องจีฮเยจนแทบจะทะลุ สายตานั้นดูไม่ปกติ
“นั่นสิคะ พวกผู้ชายคงไม่รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของฉันล่ะมั้งคะ”
“พี่รู้จักรุ่นน้องที่โสดอยู่เยอะแยะ ขอแค่บอกมา”
แจยองยิ้มกว้างพลางกอดอก นั่งเอนเก้าอี้เล็กน้อย
“ไหนๆ ก็ไหนๆ พี่แนะนำให้จริงๆ ซะเลยดีไหม พี่นึกคนดีๆ ออกอยู่สองสามคนนะ เธอชอบคนแบบไหนล่ะ”
เขาถึงขั้นหยิบมือถือขึ้นมาแล้วสไลด์ดูรายชื่อติดต่อ จีฮเยหัวเราะพลางโบกมือปฏิเสธ
“โอ๊ย ไม่เป็นไรค่ะ เทอมนี้ฉันอยากตั้งใจเรียน แค่พี่บอกว่าจะช่วยแนะนำให้ฉันก็ซึ้งใจมากแล้วค่ะ”
“อ้อ…งั้นเหรอ”
แจยองสังเกตสีหน้าของหญิงสาวอย่างละเอียดพลางเก็บมือถือลงในกระเป๋ากางเกงตามเดิม เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ก่อนที่แจยองจะพูดขึ้น
“จะว่าไปแล้ว ซังอูเป็นไงล่ะ ดูเข้ากันได้ดีนี่”
ซังอูถึงกับพ่นซุปสาหร่ายออกมา ทุกคนมีสีหน้าตกตะลึง แต่คนที่ตกใจที่สุดคือตัวซังอูเอง จีฮเยหยิบทิชชู่เปียกในกระเป๋าออกมาสองสามแผ่นแล้วยื่นให้
“พี่ซังชู! ทำเกินไปหรือเปล่าคะ ไม่พอใจขนาดนั้นเลยเหรอ”
“คนเขานั่งอยู่เฉยๆ จู่ๆ ดันถูกจับคู่กับใครไม่รู้ก็ต้องไม่พอใจอยู่แล้วหรือเปล่า”
“แค่พูดเองนี่คะ”
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ชอบ”
ซังอูใช้ทิชชู่เปียกหนึ่งแผ่นรวบเศษเนื้อกับน้ำซุปบนโต๊ะ นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย ซังอูไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่ที่แน่ๆ คือมันน่าอึดอัดใจ เขาอยากลุกออกไปจากตรงนี้เร็วๆ แจยองหัวเราะขึ้นจมูกทีหนึ่งพลางมองซังอู
“ซัง…ชู?”
“พี่ซังอูบอกว่าเป็นชื่อเล่นตอนเด็กๆ ค่ะ น่ารักมากเลยใช่ไหมคะ”
“เหรอ? ดูเหมือนเราจะสนิทกับซังอูของพี่มากเลยนะ เรียกชื่อเล่นกันด้วย”
‘ซังอูของพี่?’[2]
แม้แต่แม่ของเขายังไม่เคยพูดแบบนี้ด้วยซ้ำ ซังอูรู้สึกอาหารไม่ย่อยขึ้นมาทันที ไม่มีใครพูดอะไรอีกพักใหญ่ แต่ก่อนที่บรรยากาศเงียบๆ จะดำเนินไปเนิ่นนานกว่านี้ แจยองก็พูดทำลายความเงียบขึ้นมา
“ว่าแต่…วันนี้เธอจะไปไหนเหรอ”
“คะ?”
“วันนี้ดูแต่งหน้าจัดเต็มกว่าที่เจอคราวที่แล้วนะ”
“ฮ่าๆๆ… จำเรื่องแบบนั้นได้ด้วยเหรอคะ ตอนนั้นต้องย้ายของเลยแต่งแบบสบายๆ น่ะค่ะ ปกติแล้วจะไปไหนมาไหนฉันก็ใส่ใจภาพลักษณ์ของตัวเองนะคะ ฮ่าๆ”
“พี่หมายถึงวันพุธที่แล้วน่ะ”
“อ๋อ…วันนั้นก็มีเรื่องนิดหน่อย…ก็เลยตื่นสายน่ะค่ะ เกือบเข้าเรียนสายแล้ว”
“อย่างนี้นี่เอง เห็นวันนี้ดูใส่ใจเป็นพิเศษ นึกว่าแต่งมาเจอคนสำคัญซะอีก”
มันเป็นบทสนทนาที่ไร้สาระอย่างสิ้นเชิง ซังอูคิดว่าบทสนทนาแบบนั้นไม่ได้ช่วยย่อยอาหารเลยสักนิด สีหน้าของจีฮเยดูไม่ดีเท่าไร อาจเป็นเพราะแจยองพูดมากเกินไป ซังอูเข้าใจความลำบากใจของเธอราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง เป็นใครก็ต้องรำคาญที่มีคนเอาแต่ชวนคุยจนไม่ได้กินข้าว
หลังกินข้าวเสร็จและออกจากโรงอาหาร จีฮเยถามคำถามแปลกๆ ขึ้นหน้าโรงอาหาร
“พวกพี่มาสนิทกันได้ยังไงเหรอคะ ดูเป็นคนละแนวเลยแท้ๆ แปลกมากเลยค่ะ”
คำพูดของเธอมีจุดที่ไม่ถูกต้องอยู่ ซังอูจึงแย้งทันที
“ไม่ได้สนิท…”
“ตอนแรกเราเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะ”
แจยองว่าพลางโอบไหล่ซังอู การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นั้นทำให้ซังอูตัวแข็งทื่ออีกครั้ง หายใจเข้าแล้วลืมหายใจออก แขนของแจยองที่พาดอยู่บนไหล่หนักอึ้งเหมือนแท่งโลหะ
“เราเกลียดขี้หน้ากันมากเลยแหละ แต่ตอนนี้หายเกลียดแล้ว ใช่ปะ?”
“ไม่นี่ครับ”
ซังอูใช้ฝ่ามือดันไหล่ของอีกฝ่ายออก จางแจยองสัมผัสร่างกายของคนอื่นอย่างไม่ระวังเกินไปแล้ว เจ้าตัวเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่แรก เป็นคนที่ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นใคร (แม้กระทั่งคนที่ไม่สนิทเลยสักนิด) เขาก็จะกอดคอ เรียกชื่อส่งเดช สัมผัสใบหน้า กลั่นแกล้ง และกวนประสาท
ซังอูเกลียดพฤติกรรมแบบนั้นมาก ถึงในต่างประเทศจะมีวัฒนธรรมที่ว่าให้กอดเด็กบ่อยๆ แต่ซังอูไม่ได้โตมาในครอบครัวที่มีสภาพแวดล้อมแบบนั้น ในโลกของซังอูคนที่สามารถแตะเนื้อต้องตัวเขาได้มีเพียงเพศตรงข้ามที่เป็นคนรักของเขาเท่านั้น และมันต้องมีขอบเขต ต่อให้เป็นการกระทำที่ไม่มีเจตนาร้าย แต่มันก็รังแต่จะทำให้เขารู้สึกแย่เท่านั้น
“อย่าคิดไปเองครับ ไม่มีอะไรหายทั้งนั้น เพราะมันยังคงเลวร้ายสุดๆ คิดว่าแกล้งทำตัวเป็นคนดีแล้วจะมีอะไรเปลี่ยนไปเหรอครับ ผมยังรู้สึกไม่ดีเหมือนเดิม และไม่คิดจะคลายความรู้สึกนี้ด้วยครับ”
“เห็นดีๆ อยู่พักหนึ่ง นี่เอาอีกแล้วแฮะ”
แจยองพึมพำด้วยสีหน้าเฉยชา ในขณะที่จีฮเยเบิกตากว้างเหมือนกระต่าย
“นายน่ะ พรุ่งนี้มีพรีเซนต์นะ กล้าเหรอ?”
การเย้ยหยันของแจยองทำให้ซังอูหงุดหงิดจนพลาดโอกาสเตือนไม่ให้อีกฝ่ายแตะต้องตัว
“พรุ่งนี้ไม่ต้องเข้าเรียนนะครับ ผมจะเล่นคนเดียวสามบทเอง”
“ก็จะเข้าอะ”
แจยองบิดขี้เกียจพลางพูดอย่างเกียจคร้าน
“โทษทีนะ จีฮเย พี่ขอพาตัวซังอูไปก่อนล่ะ พอดีพรุ่งนี้มีพรีเซนต์สำคัญที่ยิ่งใหญ่มากน่ะ”
“อ้อ…ค่ะ!”
จากนั้นแจยองก็จับข้อมือของซังอูแล้วลากไปโดยไม่ทันตั้งตัว ซังอูพยายามสะบัดมือออก แต่คราวนี้แจยองจู่โจมจากทางด้านหลัง ซังอูเพิ่งเคยเจอเรื่องแบบนี้ครั้งแรกจึงรู้สึกพูดไม่ออก ในระหว่างนั้นอีกฝ่ายก็แย่งกระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่บนไหล่ไป แล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวครับ รุ่นพี่!”
ต่อให้เรียกเสียงดังแค่ไหน ฝ่ายนั้นก็ไม่ยอมหยุด
‘นั่นมันไอ้บ้าของแท้เลยนี่หว่า’
ถึงจะรู้สึกว่ามันเหลวไหลสิ้นดี แต่ซังอูก็ทำได้แค่วิ่งตามอยู่ด้านหลัง เพราะเขาเดาไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรกับกระเป๋าเป้ของตน ถ้าเป็นจางแจยองล่ะก็ ต่อให้เทของทั้งหมดทิ้งลงท่อระบายน้ำเสียก็ไม่นับว่าเกินไป
จากตอนแรกที่วิ่งเหยาะๆ เมื่อเห็นว่าซังอูใกล้จะตามทัน แจยองก็เร่งสปีด
“หยุดเดี๋ยวนี้นะครับ!”
แจยองวิ่งสุดฝีเท้าโดยสะพายกระเป๋าเป้ไว้ด้านหน้า มีครั้งหนึ่งที่ปลายนิ้วของซังอูเฉียดไหล่ของแจยองไป แต่แจยองก็วิ่งหนีทิ้งห่างราวกับจะเยาะเย้ย เขายังจำได้แม่นเลยว่าอาทิตย์ที่แล้วเพิ่งวิ่งสุดชีวิตไป และตอนนี้สถานการณ์เดียวกับตอนนั้นก็วนกลับมาอีกครั้ง
“โอ๊ย…เหนื่อย”
แจยองวิ่งอ้อมคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผ่านสนามฟุตซอล ร้านสะดวกซื้อ และสโมสรนักศึกษาไปจนถึงสนามหญ้ากว้างใหญ่หน้าประตูทางเข้าเขาถึงหยุด ซังอูหอบหายใจอย่างทรมานแทบขาดใจ
“เอาคืนมาครับ… เอาคืนมา”
ซังอูยื่นมือออกไปอย่างไร้เรี่ยวแรง แต่แจยองกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน เปิดกระเป๋าของซังอูราวกับเป็นของตัวเอง แล้วหยิบขวดน้ำออกมากรอกลงคอ
“เป็นบ้าไปจริงๆ แล้วเหรอครับ”
“คงงั้นมั้ง”
ซังอูรับขวดน้ำที่อีกฝ่ายโยนมาให้แล้วยกขึ้นดื่ม การวิ่งอย่างปุบปับทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง ทิวทัศน์รอบข้างในตอนนี้ดูแปลกตา ที่นี่เป็นสนามหญ้าที่มีนักศึกษาหลายคนกำลังพักผ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ อย่างอ่อนแรงเหมือนผ้าเหี่ยวๆ ที่เพิ่งออกจากเครื่องซักผ้า ห้าเทอมที่ผ่านมาซังอูไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาที่นี่เลยสักครั้ง
“ทำอะไรอยู่ รีบนั่งสิ”
แจยองนั่งแปะลงบนพื้นหญ้าแล้วตบๆ พื้นที่ข้างตัว เขาใช้กระเป๋าเป้ของซังอูต่างหมอนนอนหงายกางแข้งกางขาและประสานมือรองไว้ที่ท้ายทอย ดวงตาคู่นั้นปิดลง ริมฝีปากหยักโค้งอย่างอารมณ์ดี แสงแดดส่องกระทบเส้นผมของเขาเป็นประกายเจิดจ้า
“เอากระเป๋าผมคืนมาครับ”
“ฉันใช้อยู่”
“บอกให้เอาคืนมาไงครับ”
“งั้นก็ไปเอาหมอนใบอื่นมาให้สิ”
ซังอูนั่งยองๆ ลงแล้วดึงกระเป๋าออกทันที แต่แจยองใช้สองแขนสอดไว้จึงแย่งไปไม่ได้
“ไหนว่าจะเตรียมพรีเซนต์ไงครับ”
“ก็จะซ้อมที่นี่ไง”
“โต๊ะก็ไม่มี เก้าอี้ก็ไม่มี จะซ้อมที่นี่จริงๆ เหรอครับ”
“จำบทได้หมดแล้วไม่ใช่เหรอ มีอะไรที่นายทำไม่ได้อีก”
ซังอูพยักหน้าแม้ว่าแจยองจะมองไม่เห็นเพราะหลับตาอยู่ก็ตาม ถ้าเป็นบทละครล่ะก็ เขาซ้อมมาล่วงหน้าแล้ว เมื่อนั่งลงบนพื้นหญ้า ซังอูก็รู้สึกแปลกๆ เขาได้กลิ่นของหญ้าแล้วนึกสงสัยว่าพวกเขามานั่งทำอะไรในที่แบบนี้
“งั้นผมจะเริ่มแล้วนะครับ”
“พักสักสิบนาทีแล้วค่อยซ้อมเถอะ”
“เสียเว…”
“เสียเวลาแค่นี้ไม่เป็นไรมั้ง”
แจยองหยิบกาแฟกระป๋องจากกระเป๋าของตัวเองยื่นให้ ซังอูดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือก็พบว่าตอนนี้ยังเป็นเวลาเดินเล่นในมหาวิทยาลัย เขาตอบตกลงแล้วรับกาแฟกระป๋องมาเปิด แจยองเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนงีบหลับไป จนกระทั่งซังอูดื่มกาแฟไปได้ครึ่งกระป๋อง อีกฝ่ายก็เอ่ยเรียกชื่อ
“ซังอู”
“ทำไมครับ”
“สเปกนายเป็นแบบไหน”
ซังอูนิ่วหน้ามองแจยอง แต่อีกฝ่ายยังคงหลับตาในท่าทางสงบนิ่งอยู่เช่นเดิม
“ถามเรื่องส่วนตัวแบบนั้นไปทำไมครับ”
“ปกติแล้วคนที่ ‘ไม่สนิทกันเลยสักนิด’ ก็มักจะใช้เวลาไปกับการถามคำถามไร้ประโยชน์แบบนี้แหละ”
“นั่นสินะครับ”
หลังจากตอบไปแบบนั้นซังอูก็วิเคราะห์คำถามของแจยอง เขาไม่เคยคิดเรื่องนั้นอย่างจริงๆ จังๆ มาก่อน แต่เมื่อลองรวบรวมผู้หญิงที่เขารู้สึกประทับใจแม้เพียงเล็กน้อยมาจนถึงตอนนี้เขาก็จับทางได้ในทันใด
“ผมชอบคนที่หน้าตาสุภาพเรียบร้อย นิสัยสุขุมลุ่มลึกครับ”
“อ้อ สไตล์คุณครูโรงเรียนอนุบาล”
ซังอูไม่สนใจคำพูดนั้นและยกกาแฟขึ้นดื่มโดยไม่พูดอะไร ครู่หนึ่งหลังจากนั้นคำถามที่สองก็ถูกส่งมา
“มีรักครั้งแรกเมื่อไหร่”
“ไม่รู้ครับ”
“ไม่รู้?”
“ก็ขอบเขตมันคลุมเครือนี่ครับ ถ้ารุ่นพี่กำหนดมาให้ชัดเจนผมจะตอบครับ”
แจยองขมวดคิ้วและลืมตาขึ้น ดวงตาถูกแสงแดดสาดส่องเห็นเป็นสีน้ำตาล เมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องตาเขาเขม็ง ซังอูก็อธิบายเพิ่ม
“หมายถึงตอนที่เริ่มคบหาใครครั้งแรก หรือตอนที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก รุ่นพี่ต้องใช้คำพูดให้ชัดเจนสิครับ”
แจยองกลอกตาด้วยสีหน้าไม่เข้าใจเช่นเดิม
“นายเคยชอบใครหรือเปล่า”
“ถ้าหมายถึงในแง่นั้น… รักครั้งแรกของผมคือตอนหกขวบ และอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์ครับ”
ได้ฟังดังนั้นแจยองก็หัวเราะเยาะซังอูทันที แต่ซังอูกลับหัวเราะเยาะแจยองมากกว่า ซังอูไม่เชื่อในความรักที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกเหมือนที่เห็นในโทรทัศน์ เขามองว่ามันเป็นความเข้าใจผิดที่คนไร้วิจารณญาณเอาไปปนกับความใคร่ และคิดว่ามันเป็นคำโกหกที่รัฐบาลใช้ยุยงส่งเสริมเพื่อรักษาระบบการแต่งงานไว้ เพราะได้ยินมาว่าใครๆ ต่างก็เคยประสบมาก่อน แต่ซังอูกลับไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลยสักครั้ง
“หมดเวลาแล้ว ผมจะเริ่มแล้วนะครับ”
ซังอูดูเวลาแล้วเปลี่ยนท่านั่ง
“เผียหนี่-เผียหนี่-ไท่-เผียหนี่…”[3]
เมื่อซังอูพูดประโยคแรกว่า ‘ถูกๆ จ้า ถูกๆ จ้า ผลไม้ถูกๆ จ้า เชิญเข้ามาเลือกซื้อเลือกหากันได้’ แจยองก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา โหนกแก้มของเขายกสูงพร้อมกับเผยแนวฟันเรียงตัวสวยระหว่างริมฝีปาก
“ซินฉิงห่าว”
“ไม่ใช่ซะหน่อยครับ พูดตามบทสิครับ”
“ฉันพูดว่าอะไร”
“รู้สึกดี”
“เหมือนกัน”
“…”
ซังอูคันจมูกจึงจามออกมา จู่ๆ ก็มีแมลงวันบินไปบินมาอยู่รอบๆ ไม่สิ ผีเสื้อล่ะมั้ง?
return 0;
[1] 23,500 วอน = ประมาณ 700 บาท
[2] ซังอูของพี่ ในต้นฉบับภาษาเกาหลีคือ 우리 상우 (อูรี ซังอู) แปลตรงตัวว่า ‘ซังอูของเรา’ แต่แปลเทียบเป็นภาษาไทยได้ว่า ‘ของฉัน’ เพราะคนที่จะใช้คำว่า ‘ของเรา’ ได้โดยส่วนใหญ่ต้องเป็นคนในครอบครัวหรือคนที่สนิทกันมากๆ ในที่นี้เท่ากับว่าแจยองนับตัวเองเป็นคนที่สนิทกับซังอูมากเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน
[3] “เผียหนี่-เผียหนี่-ไท่-เผียหนี่…” ตรงนี้ซังอูออกเสียงผิด เป็นการออกเสียงแบบคนเกาหลีที่ชอบดึงเสียงตัวสะกดของพยางค์หน้าไปรวมกับเสียงสระของพยางค์หลัง ในกรณีที่พยัญชนะของพยางค์หลังเป็น อ. ที่ถูกต้องออกเสียงว่า เผียนอี่-เผียนอี่-ไท่-เผียนอี่…