Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 22 <100> #4
ปลายเดือนมีนาคม อากาศที่เคยดีอยู่ช่วงหนึ่งเริ่มเย็นลงเพราะความหนาวเย็นต้นฤดูใบไม้ผลิ แม้ร่างกายจะมีเสื้อขนเป็ดคอยกักเก็บความอบอุ่น แต่เมื่อปั่นจักรยานไปไหนมาไหน ใบหน้าก็ยังคงถูกลมเย็นยะเยือกบาดผิวอยู่ดี ซังอูมาถึงคณะมนุษยศาสตร์ในสภาพสองแก้มแดงระเรื่อ หลังจากวางกระเป๋าเป้ในห้องเรียน เขาก็ทบทวนให้แน่ใจว่าตัวเองจำได้บทพูดได้ทั้งสามบท (เพราะไม่มีอะไรรับประกันว่าจางแจยองจะเข้าเรียน) เมื่อแน่ใจแล้วว่าความจำของตัวเองครบถ้วนสมบูรณ์ดี เขาก็หยิบชุดและวิกผมเปียไปที่ห้องน้ำ ห้องทางขวาติดป้ายไว้ว่าเสียเช่นเคย เขาจึงเข้าห้องทางซ้าย
ซังอูเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกมาจากห้องน้ำภายในสี่นาที ยังมีเวลาเพียงพอสำหรับการซ้อมรอบสุดท้าย เมื่อเปิดประตูหลังเข้าไปในห้องเรียนก็พบว่าแจยองในชุดสีเหลืองผ้ามันวาวกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์อยู่ อีกฝ่ายไม่ได้สวมวิกผมเปียให้ดีจึงเห็นผมจริงโผล่ออกมา
เป็นคนที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลยจริงๆ ไม่รู้เลยว่าจะพุ่งไปทางไหน แจยองเมื่อวานกับแจยองในวันนี้ไม่เหมือนกัน แถมยังชอบพลิกลิ้นเสียเองด้วย เขาเป็น Error ที่ร้ายแรง แต่ดูเหมือนซังอูจะชินไปโดยไม่รู้ตัว คนที่เป็นทั้งอันธพาล ซาดิสต์ ขยะ และมะเร็งมนุษย์ ซังอูต้องเมาไม่มีสติขนาดไหนถึงได้ไม่เกลียดคนคนนี้
แจยองเงยหน้าขึ้นก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ทั้งที่ตัวเองก็อยู่ในสภาพเดียวกันแท้ๆ อีกฝ่ายชี้นิ้วมาที่ซังอูพลางหัวเราะราวกับได้เห็นสิ่งที่ตลกที่สุดในโลก
“ทำไมมาเร็วขนาดนี้ล่ะครับ”
“ฉันเป็นผู้ช่วยอาจารย์นะ”
“อ้อ ครับ”
ไม่เคยทำหน้าที่ผู้ช่วยอาจารย์เลยแท้ๆ แต่กลับพูดจาเสียใหญ่โต ซังอูใช้เท้าเตะขาที่เหยียดตรงขวางทางของแจยองออกแล้วนั่งลงข้างๆ เขาวางมือไว้ที่ขมับพลางตรวจดูบทพูด ขณะเดียวกันแจยองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายหน้าเขา ซังอูจึงปิดหน้าด้วยสีหน้ารำคาญ
“อย่าถ่ายครับ ขอเถอะ”
“ในชีวิตประจำวันก็ใส่ชุดแบบนี้นะ เข้ากับนายมากจริงๆ”
แจยองเช็กรูปที่ถ่ายไปพลางยิ้มกว้าง จากนั้นก็เปิดกล้องขึ้นมาอีกครั้ง
“ซังอู”
“ครับ”
“อยากถ่ายเซลฟี่ไหม”
“ไม่ครับ”
จู่ๆ แจยองก็ลากเก้าอี้มานั่งติดกับซังอู หน้าจอมือถือของอีกฝ่ายปรากฏภาพคนสองคนสวมวิกหัวล้านเหมือนคนบ้า ซังอูคิดว่าถ่ายสักครั้งก็คงพอจึงยอมนั่งนิ่งๆ
“ยิ้มหน่อย ไอ้เด็ก”
ก็เขาไม่ได้รู้สึกสนุกด้วย ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาฝืนยิ้มเสียหน่อย แจยองกดถ่ายรัวๆ สามรูปและเปลี่ยนสีหน้าทุกรูป รูปแรกเขายิ้ม รูปที่สองแลบลิ้น รูปที่สามไม่รู้ทำอย่างไร แต่เขาทำหน้าบิดเบี้ยวแบบน่าเกลียด
“รูปนี้นายถ่ายออกมาดีสุดเลย”
แจยองว่าพลางสไลด์รูปให้ดู ซังอูดูแล้วรู้สึกว่าเหมือนกันหมด แถมยังดูแปลกทั้งหมดเลยด้วย
พวกเขาใช้เวลาที่เหลือต่อบทกัน แจยองฟังการออกเสียงของซังอูอย่างตั้งใจ ถ้ามีตรงไหนยังไม่ดีพอ (ก็เกือบทั้งหมด) เขาจะสั่งให้ฝึกซ้ำๆ
จากนั้นนักศึกษาคนอื่นๆ ก็เข้ามา คนที่ไม่รู้ต่างชี้มาที่ซังอูกับแจยองพลางหัวเราะคิกคัก บางคนถึงกับเข้ามาทัก อาจารย์สอนภาษาจีนมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย เมื่อเห็นพวกเขา เธอก็หัวเราะแทบขาดใจ ระหว่างที่สอนอยู่มุมปากของเธอยังกระตุกทุกครั้งที่เหลือบมาเห็นอีกด้วย
การสอนจบลงในสี่สิบนาที สิบนาทีสุดท้ายเป็นการให้สามกลุ่มผลัดกันออกไปนำเสนอ กลุ่มแรกแสดงเป็นคู่รักชาวจีนที่ไปเที่ยวปารีส ใช้บทสนทนาประเภท ‘สิ่งนั้นคืออะไร’ หรือ ‘นั่นคือหอไอเฟล’ เป็นหลัก กลุ่มที่สองมีเนื้อหาเกี่ยวกับนักศึกษามหาวิทยาลัยฮันกุกแนะนำมหาวิทยาลัยให้กับเพื่อนชาวจีน (บางทีพวกเขาอาจจะแอบฟังไอเดียของซังอู) และแล้วก็ถึงคิวของพวกเขา
“ต่อไป นักศึกษาจางแจยองและชูซังอูออกมานำเสนอได้จ้ะ”
แจยองลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วมองซังอูที่นั่งอยู่ด้วยรอยยิ้ม เขาทำสีหน้ามั่นอกมั่นใจราวกับคนที่กำลังจะออกไปปิกนิก แจยองหยิบของเล็กๆ น้อยๆ อย่างองุ่น โทรศัพท์ และกระบองออกมาจากกระเป๋าแล้วเดินออกไป ส่วนซังอูเดินตามไปมือเปล่า เมื่อพวกเขาออกมายืนหน้าชั้นเรียน เพื่อนนักศึกษาต่างก็ปรบมือให้ บางคนยกมือถือขึ้นมาถ่าย ทว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เพื่อนนักศึกษา แต่เป็นอาจารย์ที่ถือกล้องวิดีโออยู่ต่างหาก
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ซังอูก็เริ่มพูดบทแรก เป็นประโยคโฆษณาขายของ จากนั้นแจยองที่หลบอยู่หลังเสาก็เดินถือพัดเข้ามาอย่างเย่อหยิ่ง เขาลูบๆ คลำๆ องุ่นที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วถามราคา
ซังอูสบตากับอีกฝ่าย แววตานั้นกำลังบอกว่ามันจะผ่านไปได้ด้วยดี พวกเขากำลังทำเรื่องที่น่าสนุกสุดๆ ซังอูไม่ชินกับความรู้สึกตื่นเต้นราวกับว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดีนี้เลย
แจยองเตรียมตัวมาดีกว่าที่ซังอูคิดไว้มาก เรื่องอุปกรณ์ประกอบฉากก็ส่วนหนึ่ง แต่เขาเตรียมแม้กระทั่งเสียงรอสายและเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ด้วยการเปิดเล่นซ้ำๆ จากมือถือ ตอนเปลี่ยนบท เจ้าตัวก็อาศัยช่วงเวลาสั้นๆ ที่ซังอูพูดคนเดียวบนเวทีเข้าไปเปลี่ยนชุดหลังเวทีหน้าชั้นเรียนแล้วออกมาใหม่ เขาแสดงทักษะการแสดงได้สมกับเป็นสมาชิกชมรมการละคร คำพูดของเขาต่างจากในบทเล็กน้อย แต่ความหมายไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น แม้จะมีการพูดนอกบทอย่างไม่ถูกกาลเทศะด้วยการถามซังอูว่าเป็นหุ่นยนต์เหรอ แต่นอกจากเรื่องนั้นแล้ว เขาก็ทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ มากทีเดียว
ปฏิกิริยาของผู้ชมเรียกได้ว่าฮือฮา มีกล้องวิดีโอหนึ่งตัวและกล้องมือถืออีกห้าตัวคอยบันทึกการแสดง แถมยังมีเสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้นเป็นระยะ อาจารย์มัวแต่หัวเราะจนทำปากกาให้คะแนนหล่นพื้น แม้สิ่งที่ซังอูทำจะมีแค่การพูดไปตามบทที่จำมา แต่เขาก็ยังได้รับเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องด้วยความชื่นชมยินดี การแสดงละครสั้นในครั้งนี้แจยองเป็นคน ‘แบก’ อย่างที่เคยรับปากไว้จริงๆ
หลังจากแสดงเสร็จเขาก็แตะมือกับแจยองที่ส่งมือมา ในขณะนั้นซังอูลืมความรู้สึกไม่ดีที่เคยมีต่ออีกฝ่ายก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้นและรู้สึกเหมือนพวกเขาเป็นเพื่อนกัน
“สนุกมากค่ะ ทั้งสองคน ดีที่สุดในบรรดาละครสั้นที่ดูมาตลอดสิบปีเลย”
คาบเรียนเลิกก่อนเวลา อาจารย์ยกนิ้วโป้งให้สองข้างและเดินเข้ามาหาพวกเขา เธอมองซังอูพลางพูด
“ซังอูก็…ยังต้องฝึกออกเสียงอีกมาก แต่จำบทพูดได้เยอะขนาดนี้ เก่งมากจ้ะ”
“ขอบคุณครับ”
“อยากมาเป็นผู้ช่วยฯ ของวิชานี้ไหม”
“ครับ?”
“โดยทั่วไปไม่ต้องทำอะไรมากหรอกจ้ะ แค่มาก่อนเวลาเรียนกับถ่ายเอกสารชีตเรียนมาแจกเฉพาะวันที่อาจารย์ไหว้วานเท่านั้นเอง แล้วก็ดูแลกระดาษคำตอบในช่วงสอบกลางภาคกับปลายภาค และรวบรวมการบ้านต่อไปที่อาจารย์จะสั่ง ตอนปลายภาคอาจารย์จะให้คะแนนพิเศษ แล้วก็จะเลี้ยงข้าวด้วยหนึ่งมื้อ”
ในตอนนั้นเองซังอูถึงได้เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดเรื่องอะไร เขาเสมองไปทางแจยอง ขณะที่แจยองมองอาจารย์ด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้าย
“พอดีว่าแจยองเป็นคนแนะนำให้เธอมารับช่วงต่อน่ะ”
ช่วงที่สามารถถอนวิชาเรียนได้โดยไม่เสียอะไรมีเวลาเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น เขารู้อยู่แล้วว่าแจยองจะถอนวิชาเรียนทั้งหมดก่อนเข้าสัปดาห์ที่ 3 เขารอวันนั้นมาตลอด และตอนนี้สัปดาห์ที่ 2 เหลือเวลาอีกแค่สองวันเท่านั้น
“…ครับ ผมจะทำครับ”
เมื่อเห็นซังอูพยักหน้า อาจารย์ก็ฝากเนื้อฝากตัวผ่านทางสายตาแล้วหันไปหาแจยอง
“เหนื่อยหน่อยนะ แจยอง แล้วก็ขอบคุณที่คอยช่วยรุ่นน้องจนถึงที่สุดด้วย”
“ไม่หรอกครับ อาจารย์ น่าอายจะตาย ทั้งที่ผมบอกว่าจะมาเป็นผู้ช่วยฯ แท้ๆ แต่กลับดรอปกลางคัน”
“พูดอะไรน่ะ มีโอกาสดีๆ เข้ามาก็ต้องเป็นเรื่องที่น่ายินดีสิ แสดงความยินดีล่วงหน้าเลยได้ไหมนะ”
“ถึงจะยื่นใบสมัครไปอีกรอบก็ไม่ได้รับประกันว่าผมจะได้ซะหน่อยครับ”
“จะไม่ได้ได้ยังไง ต้องได้อยู่แล้ว”
ซังอูเก็บกระเป๋าเสร็จแล้วแต่เขายังไม่ออกไป ยังคงยืนเหม่อฟังบทสนทนาของทั้งคู่ อาจารย์ถามว่าต่อไปจะทำอะไร แจยองก็ตอบว่าจะเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศและจะพักสักหน่อย จากนั้นพวกเขาก็พูดถึงมหาวิทยาลัยที่แจยองจะไปเรียนต่ออีกครู่หนึ่ง
“อาจารย์เอง พอนึกถึงตอนไปเรียนต่อไปแล้วก็อิจฉาเธอขึ้นมาเลย”
“มาเยี่ยมผมสิครับ”
“ยังจะมาล้อเล่นอีกนะ ยังสอบไม่ติดแท้ๆ”
“ในเมื่ออาจารย์บอกว่าติดก็คงติดแหละครับ”
บรรยากาศเป็นไปด้วยดี แต่ซังอูกลับไม่ขำ ความเศร้าที่เขาไม่รู้สาเหตุกำลังก่อตัวขึ้นในใจ
“พวกเราไปกันเลยไหม”
พอคุยกับอาจารย์เสร็จ แจยองก็หันมาถาม ซังอูจึงได้สติขึ้นมาในตอนนั้น พวกเขาบอกลาอาจารย์แล้วออกจากห้องเรียน ซังอูรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ แล้วส่งชุดกับวิกคืนให้แจยอง
ที่ห้องเรียนต่อไปเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้น ที่นั่นไม่มีกระเป๋าเป้สีน้ำเงินอย่างที่ควรจะเป็น ซังอูเบิกตากว้างมองแจยอง อีกฝ่ายนิ่วหน้าพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แจยองมองตามซังอูที่รีบพุ่งตัวไปนั่งที่พลางโทรหาใครสักคน เสียงของปลายสายดังลอดออกมาจากลำโพงที่เร่งเสียงไว้อย่างชัดเจน
[ครับลูกพี่!]
“เฮ้ย ไอ้เวรนี่ ล้อกันเล่นหรือไงวะ กูบอกให้จองที่สองอาทิตย์ ทำไมมึงไม่ทำ”
[อ้าว พูดแบบนี้ไม่ยุติธรรมนะลูกพี่ เมื่อวานลูกพี่ไม่ได้ให้กระเป๋ามานี่ครับ]
“กูไม่ได้ให้เหรอ”
[ในล็อกเกอร์ก็ไม่มี ในห้องทำงานก็ไม่มี ผมก็นึกว่าไม่ต้องทำแล้วซะอีก]
แจยองเงียบไปชั่วขณะก่อนจะยกมือขึ้นปิดตาราวกับนึกอะไรขึ้นได้
“เออว่ะ…วันก่อนแม่งเมาจนแฮงค์เลยไม่ได้เตรียมไว้ให้ แม่งเอ๊ย ก็นึกว่าใครเอาไป”
[ผมไม่ทำแล้วได้ปะครับ มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับลูกพี่ แต่มันน่ารำคาญอยู่นะครับ เอาจริงๆ แล้วลูกพี่จะจองที่ไปทำไมอะครับ ไม่ได้เข้าเรียนซะหน่อย]
“พูดมากน่า ไอ้นี่ แค่นี้นะ!”
[ลูกพี่~ โกรธเหรอครับ อ้อ จริงสิ เดี๋ยวตอนเที่ยงมาที่ห้องชมรมนะครับ ชเวจีบอกว่าคิดถึงลูกพี่น่ะ สั่งหมูราดซอส…]
น้ำเสียงพูดติดตลกนั้นยังคงพูดพล่ามต่อไปจนกระทั่งแจยองกดวางสาย ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนก็มีแต่คนเรียกว่า ‘พี่’ ดังนั้นทุกประโยคจึงลงท้ายด้วย ‘พี่ พี่’ เสมอ แจยองเก็บมือถือลงในกระเป๋าเสื้อ รอยยิ้มเจื่อนๆ แขวนอยู่บนริมฝีปาก
“วันนี้แกล้งนายไม่สำเร็จแฮะ”
ในตอนนั้นเองซังอูถึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังโดนแกล้ง
“ซังอู”
ซังอูเงยหน้ามองแจยอง อีกฝ่ายพูดกลั้วหัวเราะ
“วิชานี้แม่งเหมือนภาษาต่างดาวอะ ทนฟังไม่ไหวจริงๆ ว่ะ แถมอาจารย์ยังหน้าตาเหมือนโปโรโร่[1] ฉันเกือบหลุดขำหลายทีแล้ว จากนี้ไปนายก็เข้าเรียนคนเดียวอย่างสบายใจแล้วกันนะ”
อีกฝ่ายขอตัวอย่างนุ่มนวลและอธิบายแม้กระทั่งเหตุผล ซังอูพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
“ข้าวกลางวันวันนี้ก็โรงอาหาร?”
ซังอูพยักหน้าอีกครั้ง
“และถ้าฉันบอกว่าจะเลี้ยงอย่างอื่น นายก็จะปฏิเสธสินะ”
เขาพยักหน้าอีกครั้ง
“โอเค งั้นกินให้อร่อย”
พูดจบ แจยองก็วางกาแฟกระป๋องลงบนโต๊ะของซังอู ขณะที่ซังอูเผลอ เขาก็ถูกอีกฝ่ายลูบหัวอีกครั้ง สัมผัสแผ่วเบาจางหายไปอย่างรวดเร็ว ซังอูใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้สึกตัว ตอนที่เขาอ้าปากเตรียมจะต่อว่า แจยองก็เดินไปถึงประตูหลังแล้ว ซังอูรู้สึกหงุดหงิดตัวเองเล็กน้อยที่ทำได้เพียงบ่นถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ถ้าเจอกันคราวหน้าเขาจะต้องพูดกับอีกฝ่ายให้ได้ว่าอย่ามาแตะต้องตัวเพราะเขาไม่พอใจมาก
ขณะที่ซังอูได้แต่หนักใจอยู่คนเดียว ไม่มีคนให้ต่อว่า คาบเรียนก็เริ่มขึ้น และวันนี้เขารู้สึกว่าอาจารย์ดูเหมือนเพนกวินเป็นพิเศษ
ได้ที่นั่งกลับคืนมาแล้ว เขานึกว่าตัวเองจะสามารถโฟกัสกับการเรียนได้ แต่เขากลับเกิดอาการเหมือนคาบ ‘อัลกอริทึม’ คาบที่แล้ว แม้ว่าวิชา ‘คณิตศาสตร์วิศวกรรม 2’ จะเป็นวิชาที่ซังอูอ่านหนังสือเพิ่มเติมจึงเรียนตามทัน แต่ตอนนี้ในหัวของเขาว่างเปล่าจึงไม่รับข้อมูลอะไรทั้งนั้น กว่าจะตั้งสติได้ก็หมดคาบแล้ว
ซังอูไปกินข้าวคนเดียวด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ ปัญหาคืออะไร? อะไรคือปัญหา? ปัญหาคืออะไรกันแน่? จุดเริ่มต้นคือการกลั่นแกล้งของแจยอง ปัญหาคือการที่อีกฝ่ายมานั่งข้างๆ และคอยก่อกวนระหว่างเรียน แต่ตอนนี้ฝ่ายนั้นไม่ได้มาก่อกวนซังอูแล้ว ต้นเหตุของปัญหาหายไปแล้ว แต่ทำไมชีวิตประจำวันถึงไม่ราบรื่นเหมือนเดิม?
ซังอูเช็กมือถือระหว่างกินข้าว และพบว่ามีข้อความหนึ่งส่งเข้ามา
[มือไม่พาย 3 : (photo) พยายามได้ดีมาก_11:03]
นิ้วโป้งของเขาเกิดอาการลังเลอยู่เหนือช่องพิมพ์คำตอบ ซังอูไม่มีอะไรจะพูดสุดท้ายจึงเก็บมือถือลงกระเป๋า เพราะมัวแต่คิดไร้สาระ เขาจึงเดินรอบมหาวิทยาลัยถึงสองรอบ
แม้จะมาถึงห้องสมุดแล้วแต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ความรู้สึกอึดอัดและพะอืดพะอมค่อยๆ สั่งสมจนกลายเป็นความหงุดหงิดราวกับมีไฟสุมอก แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งเขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เขาจึงไม่รู้เลยว่าตัวเองโกรธใคร โกรธทำไม และต้องทำอย่างไรถึงจะหาย
“ยังไม่กลับบ้านแฮะ?”
เดิมทีซังอูกำลังคิดว่าควรเก็บของกลับบ้าน แต่เมื่อได้ยินเสียงของแจยอง ความคิดนั้นก็หายไป
แจยองหยิบสมุดที่บังคับให้ซังอูขายให้ขึ้นมา แล้วถือวิสาสะเปิดกล่องดินสอของซังอูหยิบเอาปากกาไป จากนั้นก็เอนตัวพิงเก้าอี้ ไขว้ขา เปิดสมุดวางลงบนเข่าข้างหนึ่ง แล้วเริ่มขีดเขียนลงไป
ขณะเดียวกันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดขึ้นกับซังอู ความรู้สึกที่เคยหงุดหงิดงุ่นง่านไม่รู้จะทำอย่างไรหายไป อารมณ์คงที่ขึ้น ตัวหนังสือที่เคยอ่านไม่รู้เรื่องเริ่มชัดเจนขึ้นอีกครั้ง ซังอูเริ่มอ่านหนังสืออีกครั้งขณะเดียวกันก็รู้สึกเหลือเชื่อ
‘แย่แล้ว’
ตอนนี้การมีจางแจยองอยู่ข้างๆ ดูเหมือนจะกลายเป็นค่า Default[2] ไปแล้ว ต้องเป็นเพราะ Error ฝังลึกเกินไปจนทำให้จิตใจสับสนกับสภาวะปกติแน่ๆ ผู้คนต่างคิดว่าบริเวณนิคมเชอร์โนบิลที่เกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดในปี 1986 เป็นดินแดนแห่งความตาย แต่ความจริงแล้วนกฮอว์ฟินช์ที่มีระดับสารต้านอนุมูลอิสระสูงผิดปกติกำลังเติบโตขึ้นตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับที่พวกสัตว์ปรับตัวเข้ากับสารกัมมันตภาพรังสี ซังอูเองก็กำลังปรับตัวเข้ากับหายนะที่ชื่อว่าจางแจยอง
แจยองเงียบไป แม้จะได้ยินเสียงปากกาเสียดสีกับกระดาษเป็นพักๆ แต่มันไม่ได้กวนใจเหมือนเมื่อก่อน ซังอูรู้สึกอารมณ์ดีในรอบหลายวันขณะอ่านเนื้อหาในส่วนที่เขาพลาดไปในชั้นเรียน นี่เป็นครั้งแรกที่ซังอูมีสมาธิกับการเรียนขนาดนี้นับตั้งแต่ที่จางแจยองเข้ามาแทรกแซงชีวิตประจำวัน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ซังอูรู้สึกภาคภูมิใจขณะวางดินสอกดลงครู่หนึ่ง ในตอนนั้นเองเขาถึงได้รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมาที่ใบหน้าด้านข้าง แจยองใช้ซังอูเป็นแบบวาดรูปอีกแล้ว เมื่อพวกเขาสบตากัน แจยองก็ยิ้มพลางพูดเสียงค่อย
“หมวกเบี้ยวแฮะ”
ฝ่ายนั้นจับศีรษะจัดหมวกให้ คราวนี้เป็นการกระทำที่ให้สัญญาณล่วงหน้า ซังอูจึงไม่มีข้ออ้างให้ต่อว่าอีกฝ่าย เขานั่งนิ่ง ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปัญหาคือฝ่ามือของอีกฝ่ายไม่ยอมผละออกไปจากศีรษะของเขาเสียที แถมยังค่อยๆ ลงน้ำหนักกดลงมาเรื่อยๆ
“ซังอูยา ฉันมีเรื่องจะบอก…”
เดิมทีห้องสมุดก็เงียบมากอยู่แล้วทำให้ซังอูได้ยินเสียงของอีกฝ่ายดังเป็นพิเศษ เขารู้สึกถึงน้ำหนักของฝ่ามือที่กดลงมาบนศีรษะมากกว่าที่ควรจะเป็น เขาควรพูดออกไปว่าให้อีกฝ่ายเอามือออก แต่ปากกลับไม่ยอมขยับ ราวกับเวลาหยุดนิ่ง บรรยากาศหนักอึ้ง และประสาทสัมผัสอ่อนไหวยิ่งขึ้น สายตาของซังอูสำรวจใบหน้าของแจยองทุกซอกทุกมุม ถ้ามองดีๆ เขาอาจจะมองเห็นได้แม้กระทั่งรู้ขุมขนของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
นัยน์ตาที่ค่อนไปทางสีน้ำตาลเปล่งประกายที่ดูไม่เป็นธรรมชาติออกมา ถ้าดวงตาคู่นี้วัดความลึกได้ มันจะลึกแค่ไหนกันนะ แม้ว่าซังอูจะรู้จักโครงสร้างของลูกตาดีอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังคิดคำถามโง่ๆ ขึ้นมา ตาของแจยองกะพริบช้าๆ เงาของขนตาที่ทอดยาวพลันสั้นลงก่อนจะยาวขึ้นอีกครั้ง ที่ผมหน้าม้ามีเศษหญ้าที่ควรจะอยู่ในสนามหญ้าติดอยู่
‘วันนี้ก็นอนบนสนามหญ้าเหมือนวันนั้นอีกแล้วเหรอ’
ซังอูยื่นมือออกไปปัดเศษหญ้าโดยไม่เคยคิดว่าจะต้องทำแบบนั้น แจยองผงะไปและเผยอปาก ลิ้นสีแดงสดโผล่ออกมาเล็กน้อยดึงดูดสายตา ลิ้นนั้นค่อยๆ เลียริมฝีปากจากมุมปากขวาไปจนถึงซ้าย ซังอูรู้สึกว่าช่วงเวลาที่เย้ายวนอย่างประหลาดนี้ยาวนานเหลือเกิน เขากำลังประสบกับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ[3]ด้วยตัวเอง
[ERROR ERROR ERROR
การตอบสนองผิดปกติ การตอบสนองผิดปกติ การตอบสนองผิดปกติ]
[1] โปโรโร่ ตัวละครจากอนิเมชั่นเรื่อง เพนกวินป่วน ก๊วนขั้วโลก
[2] Default ในทางคอมพิวเตอร์หมายถึงค่าเริ่มต้น หรือค่าตั้งต้นที่กำหนดไว้ในโปรแกรม เช่น โปรแกรม Microsoft Word กำหนดระยะย่อหน้าตั้งต้นไว้ที่ 1.27 เซนติเมตร
[3] ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (Special Relativity) เกี่ยวข้องกับระบบที่มีความเร็วคงที่ หรือระบบที่ไม่มีความเร่ง กล่าวคือ เมื่อเรารู้สึกว่าทุกสิ่งกำลังหยุดนิ่งหรือมีความเร็วที่เท่ากัน เราจะไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งใดกำลังเคลื่อนที่ เช่น โลกหมุนรอบตัวเองและรอบดวงอาทิตย์ เรายังรู้สึกว่าทุกสิ่งกำลังอยู่กับที่ แต่ที่จริงสิ่งที่เรานึกว่าหยุดอยู่กับที่กลับเคลื่อนที่