Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 24 <100> #6
10:36
ปังๆๆ!
ใครบางคนมาเคาะประตู เราไม่ได้สั่งอะไรนี่ เกิดอะไรขึ้นหว่า ซังอูลุกออกจากเตียง
ปังๆๆๆๆๆ!
อีกฝ่ายต่อยประตูแรงขึ้น ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นใครแต่เห็นได้ชัดว่าเป็นคนใจร้อนและไร้มารยาท ซังอูเดินเข้าไปใกล้ประตูเพื่อส่องตาแมว แต่ในตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่น
“เฮ้ย ชูซังอู!”
ซังอูชะงักไปอย่างลังเลขณะที่เหลืออีกเพียงก้าวเดียวจะถึงประตู
“ฉันรู้ว่านายอยู่ข้างใน เปิดประตู”
“…”
“ตอบดิวะ”
ด้วยกลัวว่าถ้าขยับแล้วจะเกิดเสียงแม้เพียงเล็กน้อย ซังอูจึงเบิกตาโตและยื่นแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น
“กูบอกให้ตอบไง ไอ้เหี้ย”
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงสบถด่า นั่นทำให้ซังอูเข้าใจสถานการณ์อย่างง่ายดาย
เขาไม่ได้ไปเรียน จางแจยองเคยตามมาส่งถึงหน้าบ้านจึงรู้ที่อยู่ของเขา จักรยานของเขายังจอดอยู่ในที่จอดจักรยาน เท่านี้ก็เดาได้แล้วเขาอยู่บ้าน และตรงที่จอดจักรยานก็มีหมายเลขห้องของเจ้าของติดไว้
ซังอูถลึงตาตะโกนใส่คนที่อยู่หลังบานประตูอย่างโกรธเคือง
“ไปให้พ้นก่อนที่ผมจะแจ้งความข้อหาเมาแล้วอาละวาดเถอะครับ”
ปัง!
เสียงทุบนั้นดังจนเขานึกห่วงว่าประตูจะพัง
“เปิด”
“ไม่ครับ”
“เปิด!”
“ก็บอกว่าไม่ไงครับ มันเรื่องอะไรมาสั่งให้คนอื่นเปิดประตู!”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ฝ่ายตรงข้ามที่หัวร้อนอยู่หน้าประตูก็สงบไปครู่หนึ่งเช่นกัน ซังอูจ้องประตูเขม็ง
“เฮ้ย ไอ้เวร มึงกลัวกูชวนไปดูหนังถึงขั้นต้องโดดเรียนเลยเหรอวะ”
คำพูดนั้นมาพร้อมกับเสียงหอบหายใจของเจ้าตัว อกของซังอูพลอยขยับขึ้นลงไปด้วย
“มึงเนี่ยนะโดดเรียน? ไอ้คนที่ต่อให้โลกจะแตกในอีกห้านาทีก็ยังจะไปจองที่นั่งอะนะ?”
“แล้วแต่จะคิดครับ”
ตึง
คราวนี้เป็นเสียงที่เบาลง ซังอูรับรู้ได้ว่าแจยองกำลังยืนพิงประตู
“แค่ชวนไปดูหนังครั้งเดียวแม่งทำเหมือนกูเป็นเชื้อโรคเฉย แล้วคือจะดรอปเรียน?”
เขาพึมพำเหมือนพูดคนเดียว
“ก็เอาดิ เขียนเหตุผลแบบนี้เป็นไง ไอ้เหี้ย รุ่นพี่หัวค—มาตามก่อกวนแล้วก็ชวนไปดูหนังด้วยก็เลยดรอปเรียนงี้”
“หุบปากเถอะครับ!”
“มีใครจะลักพาตัวมึงไปขังแล้วทารุณกรรมหรือไง หรือมีใครจะวางยามึงแล้วขโมยอวัยวะไปขาย?”
“มันไม่ใช่เรื่องดีอยู่แล้วนี่ครับ! ผู้ชายด้วยกัน…น่าขยะแขยง…”
“มึงหลุดมาจากยุคหินเหรอ กูไปดูหนังกับเพื่อนผู้ชายออกบ่อย เมื่อวานกูก็ไปมา”
“แต่ผมไม่ครับ ผมจะไปดูหนังกับเพศตรงข้ามที่ผมจะแต่งงานด้วยเท่านั้น เพราะงั้นเลิกมาส่งเสียงดังหน้าบ้านคนอื่นแล้วไสหัวไปสักทีเถอะครับ!”
เขาได้ยินเสียงก่นด่ายาวเหยียดดังลอดเข้ามาทางประตู จากนั้นก็เป็นเสียงถอนหายใจ
“กูลงแรงลงเวลาไปกับมึงตั้งเท่าไร ไอ้เหี้ยนี่เห็นกูเป็นตัวอะไรวะ”
“พูดอะไรน่ะครับ เป็นฝ่ายมาแกล้งคนอื่นก่อนแท้ๆ”
“แค่สองวันเหอะ สองวัน ที่เหลือเป็นอาทิตย์ก็แค่เล่นไปเรื่อยปะวะ ให้ตาย ตั้งแต่ปลดประจำการมาก็เพิ่งเคยทำอะไรเปล่าประโยชน์ครั้งแรก ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงเลยครับที่ให้โอกาสผมได้ทำเรื่องเปล่าประโยชน์”
“เป็นโรคหลายบุคลิกเหรอครับ รุ่นพี่ทำอะไรดีหนักหนาถึงมาด่าผม”
“พอเหอะว่ะ อย่าพูดกันต่อเลย”
อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายเกรี้ยวกราดพอสมควร เขาจึงรู้สึกได้ถึงความดุเดือดในน้ำเสียง หลังจากปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ที่ช่องใต้ประตูก็มีกระดาษแผ่นบางลอดเข้ามา เป็นตั๋วหนังรูปฟิล์ม
“เอานี่ไปแดกแล้วจะไปไหนก็ไป ต่อไปกูจะไม่ไปเฉียดใกล้มึงเลย”
“ถ้าจะมัวแต่พูดแบบนั้นก็ไสหัวไปซะตั้งแต่ตอนนี้เถอะครับ”
“มึงนั่นแหละไสหัวไป ไอ้ประสาท แล้วอย่ามาให้กูเห็นหน้าอีกนะ”
อีกฝ่ายพูดเหมือนแสงเทียนที่สั่งให้ลมไสหัวไป คนเขาอยู่บ้านอยู่แล้ว ยังจะให้ไปที่ไหนอีกล่ะวะ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุ เสียงฝีเท้าหนักๆ แต่สม่ำเสมอค่อยๆ ไกลออกไปจนกระทั่งไม่ได้ยินอีกเลยในที่สุด
‘ก็ดีแล้วนี่’
วินาทีนั้นซังอูรู้สึกโกรธมากจนลืมเรื่องดรอปเรียนไปจนหมดสิ้น เขารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยไม่อาบน้ำเพื่อไม่ให้เข้าคาบต่อไปสาย ทุกเรื่องที่เขากลุ้มใจก่อนที่จางแจยองจะมาหากลายเป็นภาพเบลอ เพราะอีกฝ่ายเข้ามาทำลายทุกอย่างอยู่ช่วงหนึ่ง ซังอูจึงเกิดความอวดดีอยากจะเรียนเทอมนี้ให้จบอย่างเด็ดเดี่ยว
‘อย่ามาให้กูเห็นหน้าอีกนะ’
นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาได้ยินประโยคนั้น ไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้มันก็เป็นประโยคที่ระคายหูและน่ายินดีในเวลาเดียวกัน หลังจากได้ฟังประโยคนั้น เจ็ดนาทีต่อมาซังอูก็เปลี่ยนเสื้อผ้าและสะพายกระเป๋าออกจากบ้าน เขาปั่นจักรยานจนขาแทบหักตรงไปยังมหาวิทยาลัย พอมาถึงก็หมดคาบแรกพอดี ซังอูพ่นไอร้อนออกทางจมูกพลางมุ่งหน้าไปยังคณะวิศวกรรมศาสตร์
เมื่อจางแจยองประกาศว่าจะออกไปจากชีวิตของเขา เรื่องกลุ้มใจก็หายไปด้วย ตอนนี้เหลือเพียงการฟื้นฟูส่วนที่ถูกพายุพาดผ่านเท่านั้น ซังอูยืนอยู่หน้าห้อง 303 รอให้คนด้านในออกมาแล้วเข้าไปนั่งที่ของเขาที่ไม่มีอะไรให้รกหูรกตา เขาเปิดหนังสือเรียนด้วยพลังใจเต็มเปี่ยมกว่าทุกครั้ง และเริ่มอ่านตัวหนังสือที่อยู่ในนั้น ระบบประสาทซิมพาเทติกหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมามากมาย
ความโกรธที่มีต่อจางแจยองเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดี ซังอูสบตากับอาจารย์ด้วยดวงตาที่มีไฟลุกโชน และจดบันทึกด้วยแรงกดดินสอที่แทบจะฉีกกระดาษ เขาจดจำทุกอย่างที่ได้ยิน แค่มองไปที่โจทย์ วิธีแก้โจทย์ก็จะปรากฏขึ้นมาในหัว ถ้าเทียบกับเกมก็เหมือนได้รับฟีเวอร์บัฟ[1] หัวใจของเขาเต้นแรง
ซังอูทนไม่ได้กับการที่ชีวิตประจำวันถูกคนอย่างจางแจยองทำลาย ในวันศุกร์และวันเสาร์-อาทิตย์ซังอูใช้ชีวิตอย่างเต็มที่กว่าปกติด้วยความมุ่งมั่นว่าเขาจะไม่ตกเป็นเหยื่อ เขานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะโดยไม่ลุกขึ้นเลยเป็นเวลาหลายชั่วโมง เวลาว่างเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทำงานพิเศษเขาก็นั่งแก้โจทย์ที่อยู่ในการบ้าน เขาขึงตามองตัวหนังสือ แม้จะเป็นแค่ความสงสัยเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้ง ไม่ปล่อยผ่าน
เมื่อกลับถึงบ้านในคืนวันอาทิตย์เขาก็ล้มตัวลงบนเตียง
ฟีเวอร์บัฟต่อเนื่องตลอดสามวันหมดลงแล้ว ซังอูรู้สึกหดหู่เล็กน้อย และรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างรุนแรงจึงพยายามไม่คิดอะไร แต่เมื่อล้มตัวลงนอนมองเพดาน ความคิดจุกจิกไร้สาระก็ผุดขึ้นมาเต็มหัว ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นมือที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมา คำสบถด่าอันชั่วร้ายที่อีกฝ่ายพ่นออกมา ชื่อที่ทำเป็นเรียกอย่างสนิทสนม หรือลิ้นที่ค่อยๆ เลียริมฝีปากช้าๆ ในสมองดูเหมือนจะมีไวรัสที่ชื่อจางแจยองเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
แม้จะปิดไฟแล้ว ซังอูก็ยังคงตกอยู่ในสภาพนั้น มันเป็นคืนที่เขารู้สึกแย่
return 0;
สัปดาห์ที่ 3 โปรแกรมอันสมบูรณ์แบบที่ debug error แล้วเริ่มทำงาน
8:30 ตื่นนอน – ออกกำลังกาย – อาบน้ำ – กินข้าวเช้า
9:16 ออกไปเรียน
9:24 ถึงมหา’ลัย
9:30 ถึงห้องเรียน – อ่านเตรียมบทเรียน – ทบทวนบทเรียน
10:00 เริ่มเรียนคาบแรก
10:50 ย้ายห้องเรียน
11:00 เริ่มเรียนคาบที่สอง
12:00 ไปโรงอาหาร – กินข้าว
12:28 ไปร้านสะดวกซื้อ – ซื้อกาแฟ – เดินเล่น
12:45 ไปห้องสมุด – ดูหนังสือใหม่ – ยืมหนังสือ – ทำการบ้าน
6:00 ไปโรงอาหาร – กินข้าว
6:28 กลับบ้าน – แปรงฟัน – เปลี่ยนเสื้อผ้า – พักผ่อนชั่วคราว
7:00 เล่นเกม
9:00 ศึกษากระแสของเกม – วิเคราะห์ทิศทางของคอมมูนิตี้[2]
10:00 ศึกษาภาษาโปรแกรมมิ่ง
12:00 จองที่นั่งในห้องสมุด – พักผ่อนชั่วคราว
12:30 เข้านอน
ซังอูมาเรียนเวลาเดิม นั่งที่เดิม นั่งเรียนท่าเดิม แต่วิชา ‘Embedded System’ กลับให้ความรู้สึกแปลกใหม่เหมือนเพิ่งเข้าเรียนครั้งแรก สำหรับซังอู วิชานี้ไม่ต่างอะไรกับวิชาที่เพิ่งเข้าเรียนเป็นครั้งแรกจริงๆ เพราะในตอนนั้นเขามักจะถูกก่อกวนจนไม่มีสมาธิ หลังหมดคาบเรียนที่ต้องวุ่นอยู่กับการเช็กเนื้อหาที่ต้องอ่านเพิ่มเติม อาจารย์ก็เอ่ยเรียกเขา
“นักศึกษา เสร็จแล้วมาหาอาจารย์หน่อยนะ”
“ครับ”
เขาคิดว่าอาจารย์อาจจะเรียกเขาไปอบรมแยก ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เขาคงรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมา แต่ซังอูในตอนนี้เก็บหนังสือลงกระเป๋าด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นมากมายจนเขาคิดว่าความเครียดแค่นี้ไม่นับเป็นอะไรเลย
ซังอูลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินไปหน้าชั้นเรียนที่อาจารย์กำลังเก็บไมโครโฟนอยู่
“เรียกหาผมเหรอครับ”
ซังอูพูดด้วยน้ำเสียงห่อเหี่ยว
“คาบที่แล้วทำไมขาดเรียนล่ะ”
อาจารย์ว่าพลางม้วนสายไมโครโฟน
‘รุ่นพี่หัวค—มาตามก่อกวนแล้วก็มากระซิบชวนไปดูหนังทำให้ผมเกิดแข็งขึ้นมา ผมสะเทือนใจมากก็เลยคิดจะดรอปเรียนและไม่ได้เข้าเรียนครับ’
ซังอูค้อมศีรษะลง
“ขอโทษครับ”
“นักศึกษาที่ชอบหลับอยู่ข้างๆ ไปไหนแล้วล่ะ”
“น่าจะถอนไปแล้วครับ”
อาจารย์เก็บไมโครโฟนเสร็จก็ยื่นให้ผู้ช่วยฯ แล้วจ้องซังอูเขม็ง แววตาของอีกฝ่ายรุนแรงและเฉียบคม แต่ซังอูก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
“ผมคาดหวังในตัวคุณมากนะ นักศึกษาซังอู”
“รู้จักผมด้วยเหรอครับ”
“ในภาคเรามีอาจารย์คนไหนไม่รู้จักคุณด้วยเหรอ”
อาจารย์ยิ้มบางๆ บางมากจนดูไม่เหมือนรอยยิ้ม
“แม้ช่วงแรกคุณจะทำให้ผมผิดหวัง แต่ยังไม่สายเกินไป ตั้งแต่นี้ไปก็ตั้งใจดีๆ ล่ะ”
“ครับ”
ซังอูค้อมตัวลาแล้วเดินไปที่โรงอาหาร เขาติดนิสัยกินข้าวไปเหลือบมองข้างๆ ไปเผื่อว่ามีใครมานั่งเสียแล้ว แต่ไม่ว่าเขาจะมองไปรอบๆ โรงอาหารอีกกี่ครั้งก็ไม่มีใครอยากนั่งข้างเขา ซังอูกินข้าวเสร็จในเวลาปกติ ก่อนจะเดินไปที่ทางออก
เมื่อเข้ามาในร้านขายของชำ เจ้าของร้านก็ตะโกนขึ้นมาทันที
“พ่อหนุ่ม! กาแฟมาแล้วนะ!”
“อ้อ…ครับ”
“มาเยอะเลยล่ะ เลือกไปให้เต็มที่เลย”
แม้ไม่ได้ควบคุมแต่เท้าของซังอูก็ก้าวไปที่ตู้แช่ตู้ที่สามโดยอัตโนมัติ เขายื่นมือไปเปิดตู้แล้วหยิบกาแฟจากแถวที่ห้าออกมา
‘ที่บ้านก็มีตั้งเจ็ดกระป๋องนี่หว่า’
เขาออกจากร้านพลางเปิดกระป๋อง ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปแบบนี้ย่อมมีรสชาติเหมือนเดิม แต่น่าแปลกที่เขากลับรู้สึกว่ามันไร้รสชาติ จากนั้นซังอูก็เข้าใจว่าทุกอย่างไม่ได้กลับมาเป็นปกติ
return 0;
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปตามปกติ ทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่ในที่ของมัน และสถานการณ์ทั้งหมดก็ปกติดี สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงตัวซังอูเองเท่านั้น
ซังอูจมอยู่กับความหดหู่เป็นครั้งแรก แต่เขาก็ใช้พลังชีวิตในการตั้งใจเรียนให้มากขึ้น ถึงอย่างนั้นชีวิตก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไปเสียทุกที่ สมาธิของเขาลดลง เวลาฟังใครพูดอะไรก็ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเข้าใจ เล่นเกมก็ไม่สนุก ทุกสิ่งทุกอย่างน่ารำคาญไปหมด ตอนที่แปรงฟัน ตอนที่อ่านหนังสือ ตอนที่เดินไปตามทางเขามีอาการหยุดเป็นพักๆ เหมือนเครื่องแล็ก[3] และเมื่อเป็นแบบนั้นเขาต้องพยายามกลับมาจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ ซึ่งมันน่ารำคาญใจมาก
หน้าห้องเรียน บันไดคณะวิศวกรรมศาสตร์ บันไดคณะมนุษยศาสตร์ หน้าโรงอาหาร และห้องสมุด สถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่ที่จางแจยองเคยปรากฏตัว เดิมทีเขาคิดว่าที่ตัวเองเดินช้าลงเวลาผ่านสถานที่เหล่านั้นเป็นเพราะติดนิสัยหลบเลี่ยงอีกฝ่าย แต่ทั้งที่รู้ว่าแจยองไม่มีทางปรากฏตัว 100% เขาก็ยังคงไม่แก้นิสัยนั้น
อีกทั้งยังมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไปกินข้าวที่โรงอาหารแล้วหยิบตะเกียบมาสามอัน ใส่เสื้อผ้ากลับด้าน ใส่ถุงเท้าผิดคู่ นั่งนิ่งไม่ทำอะไรเป็นสิบนาที ซึ่งมันเป็นอาการที่น่ากลัวมาก
เขาเป็นแบบนั้นจนถึงวันอังคาร ก่อนจะเห็นจางแจยองที่หน้าประตูใหญ่
ฝ่ายนั้นไม่ได้สวมเสื้อขนเป็ดสีแดงหรือเสื้อโค้ทสีเขียว เขากลับมาสวมแว่นอีกครั้ง และยืนสูบบุหรี่ในชุดเสื้อแจ็กเก็ตเบสบอลที่ซังอูไม่เคยเห็นมาก่อน ตรงหน้าแจยองมีนักศึกษาชายอยู่อีกคนหนึ่ง ทั้งสองเหยียบกลางสเก็ตบอร์ดและเล่นกันอย่างสนุกสนาน
ซังอูนึกสงสัยว่าไกลขนาดนี้เขาหาแจยองที่อยู่ท่ามกลางผู้คนเจอได้ยังไง เพราะท่าทีเรื่อยเปื่อยอันเป็นเอกลักษณ์เหรอ? หรือเพราะส่วนสูง? เพราะหุ่นที่ผอมเพรียว? หรือเพราะใบหน้าที่ดูดีเวลายิ้ม?
ซังอูไม่คุ้นเคยกับตัวเองที่คิดแบบนั้น แม้เขาจะเดินผ่านแจยองมาอย่างรวดเร็ว แต่แค่ได้เห็นอีกฝ่ายก็ทำให้วันที่น่าเบื่อและเชื่องช้าฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง โหมดฟีเวอร์ระยะสั้นหลั่งอะดรีนาลีนออกมาแล้ว แม้จะแค่ไม่นาน แต่ซังอูก็รู้สึกเหมือนได้กลับคืนสู่สภาพเดิมชั่วขณะ
[1] ฟีเวอร์บัฟ (Fever Buff) ระบบเพิ่มพลังระบบหนึ่งในเกม Maplestory M ที่ช่วยผู้เล่นในการเก็บเลเวล ทำให้การเก็บเลเวลเป็นไปอย่างราบรื่น หรือช่วยให้สามารถจัดการมอนสเตอร์ได้สะดวกยิ่งขึ้น
[2] คอมมูนิตี้ (Community) หมายถึง แวดวงคนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน เช่น คอมมูนิตี้เกม คอมมูนิตี้นิยาย คอมมูนิตี้การ์ตูน
[3] แล็ก (Lag) ความล่าช้าที่เห็นได้ชัดระหว่างการเคลื่อนไหวของผู้เล่นและการตอบสนองของเซิร์ฟเวอร์เกม อาจเกิดขึ้นเนื่องมาจากพลังงานประมวลผลไม่เพียงพอทั้งในเซิร์ฟเวอร์ (ที่อาจประมวลผลเหตุการณ์ตามเวลา) หรือในเครื่องลูกข่าย (Client หรือหมายถึงเครื่องของผู้เล่นเอง)