Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 25 <100> #7
[ชูซังอู – ผิดปกติ]
ความจริงข้อนั้นเจาะเข้าไปในวงจรความคิดของซังอู เขาเดินก้มตัวเหมือนทหารแตกทัพที่ตากฝนกลับมาถึงบ้าน ล้างมือ แล้วมานั่งที่โต๊ะ พอดูโทรศัพท์ก็พบว่ามีข้อความเข้ามาหนึ่งฉบับ ซังอูรู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นแรง แต่เมื่อเปิดเข้าไปดูก็พบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขาเฝ้ารอ
[เบอร์ที่ไม่ได้บันทึก: สวัสดีค่า~ ฉันเห็นประกาสรับสมัครเลยติดต่อมานะค่ะ^^ ฉันเรียนอยุ่ภาคดีไซปี 3 สนใจอยากทำเกมด้วยคะ ฉันต้องทำยังงัยบ้างหรอค่ะ??_16:52]
นี่เป็นการติดต่อที่เขาเฝ้ารอมาตลอด แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกกระตือรือร้นเลย อาจเป็นเพราะเห็นอีกฝ่ายพิมพ์ผิดอยู่เจ็ดที่ก็เป็นได้ ซังอูพิมพ์อีเมลลงในช่องตอบกลับและขอให้อีกฝ่ายส่งพอร์ตโฟลิโอมาให้ จากนั้นเขาควรจะกดล็อกหน้าจอ แต่นิ้วมือกลับเลื่อนไปเปิดข้อความที่ใครอีกคนส่งมา
[มือไม่พาย 3: (รูปภาพ) พยายามได้ดีมาก_12 วันก่อน]
เมื่อแตะที่รูปตัวอย่าง รูปถ่ายก็ขยายขึ้นมาเต็มจอ ข้างๆ ซังอูที่นั่งตัวแข็งทื่อคือแจยองที่ยิ้มพลางแลบลิ้น แสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์สะท้อนกับวิกยางหัวล้านที่พวกเขาสวมปิดหน้าผาก ขยาย ขยาย ขยาย เขาขยายรูปจนใบหน้าของแจยองขยายเต็มจอมือถือ แต่คุณภาพของรูปแย่เกินไป ทำให้ซังอูไม่ชอบใจ
‘เห็นว่าเล่นโซเชียลด้วยสินะ’
ซังอูวางมือถือลงแล้วเปิดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แม้จะใช้วิธีการต่างๆ เพื่อลดเวลาในการบูตเครื่องแต่ก็ยังรอนานอยู่ดี ทันทีที่หน้าเดสก์ท็อปปรากฏขึ้น เขาก็เปิดเว็บบราวเซอร์แล้วล็อกอินเข้า SNS ด้วยแอคเคานต์ที่สร้างไว้เมื่อนานมาแล้ว คนที่ติดตามซังอูอยู่มีเพียงสองคนเท่านั้น
[ไอ้เหี้ยซังชู รับโทรศัพท์ไม่เป็นเหรอวะ??]
[ซังชูๆๆ เข้ากรมกี่เดือนอะ?]
ในกล่องข้อความส่วนตัวมีข้อความไร้สาระสองสามฉบับที่เพื่อนสมัยมัธยมส่งมาเมื่อไม่กี่ปีก่อน ซังอูพิมพ์ชื่อจางแจยองลงในช่องค้นหา มีหลายคนที่ชื่อเหมือนกัน แต่จางแจยองเวอร์ชั่นที่เขาค้นหาอยู่นั้นมีผู้ติดตามมากที่สุดจึงอยู่ในอันดับแรกสุด
[จางแจยอง (Jae. J) Graphic Designer / Graffiti Writer / Skate Boarder]
บนหน้าโปรไฟล์มีข้อความแนะนำตัวสั้นๆ พร้อมแนบลิงก์พอร์ตโฟลิโอไว้ใต้ข้อความ มีโพสต์อยู่ยี่สิบสองโพสต์ ถือว่าไม่มาก โพสต์ล่าสุดเป็นรูปที่ถ่ายกับซังอูในวันพรีเซนต์ละครสั้นภาษาจีน
[กับรุ่นน้องผู้น่ารัก]
ดูจากเวลาโพสต์แล้วเป็นช่วงก่อนที่ความสัมพันธ์จะแตกหักที่ห้องสมุด มีคนที่ซังอูไม่รู้จักมากดไลก์เกินร้อยไลก์ไปแล้ว
กว่าจะรู้ตัว ซังอูก็ขยายรูปนั้น กดแคปหน้าจอให้เห็นแคปชั่นของแจยองแล้วเซฟลงเครื่องเรียบร้อยแล้ว เขาก้าวเข้าไปสู่โลกของแจยองอย่างจริงจัง
โพสต์แรกเป็นรูปเซลฟีที่โพสต์เมื่อต้นปีที่แล้ว ใต้แคปชั่นสั้นๆ ที่บอกว่า ‘ฝากตัวด้วย’ มีคอมเมนต์ที่เต็มไปด้วยอีโมติคอนรูปหัวใจและหน้าร้องไห้เรียงเป็นแถว จางแจยองในรูปนั้นสวมต่างหูเรียวแหลมดูโดดเด่นออกมา ผมฟอกสีเป็นสีน้ำตาลอมส้มอ่อนๆ ดูกระเซอะกระเซิง ใบหน้าไม่แสดงสีหน้าใดๆ
‘ไม่ใช่แนวจริงๆ เหมือนพวกเจ้าสำอาง’
ซังอูดึงศีรษะที่ราวกับถูกดูดเข้าไปออกจากหน้าจอแล้วกดเซฟรูป
โพสต์ที่สองเป็นโพสต์ที่ติดแท็กร้านที่เจ้าตัวทำงานอยู่ ดูเหมือนว่าแจยองจะสนิทกับเจ้าของร้าน ‘ต้นโอลีฟ’ จึงไปช่วยงาน เขาโพสต์รูปที่ถ่ายคู่กับเจ้าของร้านหน้าคาเฟ่พร้อมลงวันและเวลาที่ทำงานพิเศษไว้ด้วย
‘รอยยิ้มนั่นต้องเสแสร้งแน่ๆ’
เซฟ
โพสต์ต่อไปเป็นโพสต์โฆษณา ส่วนโพสต์ต่อไปกลับมาเป็นรูปส่วนตัวอีกครั้ง คราวนี้เจ้าตัวสวมหมวกบีนนี่สีดำพร้อมแว่นและนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ สีผมยังคงเป็นสีสว่างเช่นเคย ดูจากสีดำนอกหน้าต่างดูเหมือนว่าเขาจะโต้รุ่งทำงานที่อาจารย์สั่ง
‘คนโต้รุ่งอะไรดูปกติขนาดนั้น ดูก็รู้ว่าจัดฉาก’
เซฟ
โพสต์ต่อมา โพสต์ต่อมา โพสต์ต่อมา ซังอูขยับเมาส์อย่างบ้าคลั่ง จนมาถึงรูปที่แจยองสวมชุดทางการแต่ถอดเสื้อสูทออกและกำลังโพสท่าแปลกๆ กับเพื่อนๆ
‘พวกเรียกร้องความสนใจ’
เซฟ
จากนั้นก็เป็นวิดีโอสั้นเกี่ยวกับการฝึกสเก็ตบอร์ดแล้วล้ม ในวิดีโอแจยองสวมหมวกกันน็อกและเครื่องป้องกันนั่งแปะอยู่กับพื้นพลางหัวเราะ
‘…งี่เง่า’
เซฟ
รูปต่อมาเป็นแจยองยืนถือกระป๋องสเปรย์อยู่หน้ากำแพงขนาดใหญ่ที่ถูกวาดเป็นรูปลิ้นสีดำและมีตัวหนังสือสีเรืองแสงดูแปลกพิลึก
‘วาดปีศาจเหมือนวาดตัวเองเลยนะ’
เซฟ
อีกรูปหนึ่งเป็นรูปที่เขาแต่งหน้าเป็นพิเศษเพื่อแสดงละครเวที เขากำลังหลับตาโดยมีพื้นหลังเป็นสีดำ
“…”
เซฟ
รอยยิ้มที่ล่อลวงผู้คน แววตาเป็นประกายที่ดูเหมือนเจ้าตัวกำลังสนุก ริมฝีปากที่หยักยิ้มอย่างขี้เล่น เสียงหัวเราะราวกับประชดประชัน รอยยิ้มที่เหมือนตัวร้าย เขาเป็นคนที่ไม่สามารถนิยามได้ด้วยคำคำเดียว ทันใดนั้นซังอูก็นึกถึงตอนที่ได้เห็นหุ่นจำลองรถแบ็คโฮครั้งแรกตอนอายุหกขวบ หลังจากรบเร้าขอให้ซื้อให้ทุกวันเป็นเวลาสิบห้าวัน ในที่สุดพ่อก็แอบซื้อให้โดยที่แม่ไม่รู้ ในตอนนั้นเขาก็รู้สึกแบบนี้ ซังอูในวัยยี่สิบกลางๆ ยังคงใจเต้นทุกครั้งที่เห็นรถแบ็คโฮ
ซังอูเข้ายูทูบดูวิดีโอสั้นๆ ทุกอันที่เกี่ยวกับละครเวทีและการโปรโมตละครเวที สเก็ตบอร์ด กราฟฟิตี้ และโหลดเก็บไว้ทั้งหมด เขาเสิร์ชหาไอดีของแจยองในกูเกิ้ลเพื่อหาสิ่งที่อีกฝ่ายสนใจและเจอแม้กระทั่งเพลย์ลิสต์ในยูทูบที่เต็มไปด้วยดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ของเจ้าตัว
[อห เทพเจ้าโนวา ซีซั่นนี้อย่างกับติดปีก เดี๋ยวคงได้ขึ้นสวรรค์]
[โนๆ อันนั้นสวมหมวกก็ไม่ได้ ถ้ากดผิดบ่อยๆ ก็พ่นออกมาด้วย อย่าซื้อนะคับ]
[โคตรสวย แต่เหมือนจะใช้ได้ไม่นานก็พังปะ?]
ซังอูเจอแม้กระทั่งคอมเมนต์รีวิวสินค้าสองสามชิ้นของอีกฝ่ายในเว็บบอร์ดจึงนั่งอ่านทั้งหมด จากนั้นก็เข้าโฮมเพจพอร์ตโฟลิโอเพื่อดูผลงานจบการศึกษา ผลงานที่ได้รับรางวลจากการประกวด เว็บไซต์ที่มีคนจ้างออกแบบ แบนเนอร์และโปสเตอร์คอนเสิร์ตของศิลปินอินดี้ ภาพประกอบนิตยสาร และภาพวาดกับกราฟฟิตี้ที่เจ้าตัวทำเป็นงานอดิเรก เขาค้นหากระทู้เก่าๆ ในเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัยและไล่อ่านกระทู้รับสมัครของชมรมการละคร กระทู้ประชาสัมพันธ์ละครเวที และกระทู้ประชาสัมพันธ์นิทรรศการทั้งหมด
[(ห่างจากมหา’ลัย 5 นาที) หารูมเมตชาย มาแต่ตัวก็พอครับ]
เช้ามืดอันมืดมิดหลังจากการโต้รุ่ง ในที่สุดซังอูก็รู้สึกตัวขณะค้นดูกระทู้ของเมื่อหกปีก่อน
‘นี่เราทำอะไรอยู่เนี่ย’
ในโฟลเดอร์ชื่อ ‘จางแจยอง’ ที่เขาสร้างไว้บนเดสก์ท็อปมีไฟล์รูปสามสิบหกไฟล์และไฟล์วิดีโออีกเก้าไฟล์เรียงตามวันที่ ซังอูเปิดไฟล์พวกนั้นดูทีละไฟล์ และพบว่าตัวเองกำลังชื่นชมและประเมินอีกฝ่ายอย่างละเอียด ตั้งแต่ได้พบกับแจยอง ในความทรงจำของเขาก็มีแต่การทะเลาะหรือไม่ก็การบ่น แต่ระหว่างที่ดูสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับแจยองอยู่นี้ เขากลับเกิดความคิดที่ว่าตนใกล้ชิดกับอีกฝ่ายยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนนึกอยากจะเรียกฝ่ายนั้นด้วยคำอื่น
‘พี่… นี่พี่ทำอะไรกับผมกันแน่ครับ’
เริ่มจากบังเอิญเจอกันที่ร้านอินเทอร์เน็ต ถูกด่าต่อหน้ารามยอนที่ขึ้นอืด และบอกว่าอย่ามาเจอกันอีก จนถึงตอนนั้นอีกฝ่ายก็ยังเป็นแค่ข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่หลังจากจัดการ Error ตัวนั้นไปแล้ว โปรแกรมก็ยังทำงานไม่เหมือนเดิม เช่นเดียวกับกาแฟกระป๋องทั้งเจ็ดที่อยู่ในตู้เย็น ข้อผิดพลาดเล็กๆ ที่แทรกเข้ามาในใจของซังอูไม่ได้หายไป
‘เหมือนจะมีโค้ดที่ใช้ได้อยู่ในซอร์ซที่ลบไปแล้วนะ’
วันนี้่เป็นวันที่สิบสองแล้วนับตั้งแต่ที่เขาทะเลาะกับจางแจยอง กินกาแฟก็ไม่อร่อย เล่นเกมก็ไม่สนุก แถมยังรู้สึกหดหู่ เดิมทีซังอูไม่ใช่คนที่ทำอะไรตามอารมณ์ แต่สามสัปดาห์ที่ผ่านมาเหมือนเขาจะใช้อารมณ์ไปมากทีเดียว
[1) หงุดหงิดสุดๆ / กังวลสุดๆ / รู้สึกไม่ยุติธรรม – วันที่ 2
2) หงุดหงิดเล็กน้อย / กังวลเล็กน้อย / ระแวง – วันที่ 3
3) สับสน / โกรธ / ว่อกแว่ก – วันที่ 6
4) หดหู่ / โกรธ – วันที่ 12]
อารมณ์ในข้อ 1-3 ที่มีสาเหตุมาจากการคงอยู่ของจางแจยอง แก้ไขได้เมื่อฝ่ายนั้นหายไป แต่สาเหตุของข้อ 4 ดันเป็นการหายไปของจางแจยอง กว่าสิบวันแห่งการพังทลาย สุดท้ายซังอูที่มองข้ามความจริงข้อนั้นมาตลอดก็ได้ข้อสรุปว่าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มันไม่ใช่ปัญหาที่สามารถแก้ได้ด้วยการเบือนหน้าหนี เขาต้องออกหน้าในฐานะคนแก้ปัญหา
เขาลองไตร่ตรองสาเหตุของปัญหา ผลประโยชน์ร่วมกันของแจยองกับเขา และวิเคราะห์สถานการณ์โดยรวมอย่างละเอียด มีหลายครั้งที่ยิ่งปัญหาซับซ้อนมากเท่าไร วิธีแก้ปัญหาก็ยิ่งง่ายมากขึ้นเท่านั้น เขาตัดปัจจัยที่ไร้เหตุผล (เช่น ความรู้สึกแปลกๆ ร่างกายที่ไม่ฟังคำสั่งของสมอง ฯลฯ) ออกไป แล้ววิเคราะห์แค่สถานการณ์เท่านั้น สาเหตุที่ทำให้ซังอูรู้สึกไม่ดีก็เพราะแจยองหายไปจากชีวิตประจำวัน ถ้าอย่างนั้นเขาต้องดึงอึกฝ่ายกลับเข้ามาในชีวิต
ตัวเลือกมากมายถูกรวมเข้าด้วยกันและสรุปออกมาเป็นวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุด ข้อสรุปมีเพียงหนึ่งเดียว เขามองไม่เห็นทางอื่นแล้ว ซังอูมักจะเลือกทางที่สั้นที่สุดเสมอ เขาไม่คิดจะปล่อยทางลัดไว้ตรงหน้าแล้วไปทางอ้อม
return 0;
“นี่”
ซังอูเรียกจีฮเยขณะกินข้าวหลังเลิกเรียนวิชาทฤษฎีวัฒนธรรม จีฮเยได้ยินเสียงเรียกก็เงยหน้าขึ้นจากถ้วยซุป
“ที่บอกว่าจะเลี้ยงข้าวน่ะ”
“ค่ะๆ”
“ฉันอยากเลี้ยงวันนี้”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เรียบเฉย เห็นดังนั้นซังอูก็นึกสงสัยว่าช่วงนี้อีกฝ่ายถังแตกอยู่หรืออย่างไร
“ถ้าตกลง วันนี้หกโมงก็มาที่ร้าน ‘ต้นโอลีฟ’ นะ”
“อ๊ะ! ร้านที่เราไปกินข้าวด้วยกันครั้งแรกนี่คะพี่ จำได้ด้วยสินะคะ แต่ที่นั่นแพงมากเลยนะ…”
“ฉันรู้ จะไปหรือไม่ไป”
“ไปค่ะๆ”
จีฮเยดีใจมากที่จะได้กินของแพง ซังอูขอเบอร์ของจีฮเยไว้เผื่อพวกเขาคลาดกันหน้าร้าน จีฮเยจึงบอกเบอร์โทรศัพท์อย่างตะกุกตะกัก
“เธอนามสกุลอะไรนะ”
“รยูค่ะ”
เขาบันทึกชื่อ ‘รยูจีฮเย เอกฝรั่งเศส’ แล้วเก็บมือถือลงในกระเป๋าตามเดิม
“พี่รู้จักชื่อฉันหรือเปล่าคะ”
“จีฮเยไง”
“โอ้…นึกว่าไม่รู้ซะอีก”
จีฮเยพยายามจะทดสอบความจำของซังอู
ซังอูกับจีฮเยมาต่อแถวหน้าร้านตอนหกโมงนิดๆ ตั้งแต่เกิดมาซังอูไม่เคยเสียเวลามายืนรออยู่เฉยๆ เพียงเพื่อกินข้าว แต่มีเพียงวันนี้ที่เขาคิดว่าเขาทนได้
“เหมือนจะมีที่นั่งแล้วนะคะ เราเข้าไปกันค่ะ”
ทันทีที่พนักงานเปิดประตูร้านที่ชั้น 2 เสียงกระดิ่งก็ดังขึ้น เมื่อเข้ามาในร้านอันกว้างขวางซังอูก็กวาดตามองไปรอบๆ ในร้านมีลูกค้าอยู่เต็มทุกโต๊ะ และมีพนักงานสามคนสวมผ้ากันเปื้อนสีดำเดินไปเดินมา
จางแจยองกำลังรับออเดอร์อยู่ที่โต๊ะซึ่งอยู่ห่างจากซังอู ตัวหนังสือที่จดลงบนกระดาษคงจะเละเทะจนอ่านไม่ออกเป็นแน่ หลังจากจดเสร็จแล้ว แจยองก็เก็บกระดาษโน้ตลงในกระเป๋าผ้ากันเปื้อน ตอนที่ฝ่ายนั้นหันมา ซังอูคิดว่าพวกเขาจะสบตากัน แต่ดูเหมือนเขาจะคิดไปเอง เพราะแจยองเดินกลับไปที่ห้องครัวอย่างรวดเร็ว
“…”
การคิดว่าแจยองจะมารับออเดอร์เหมือนครั้งที่แล้วดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเกินไป ผู้ชายที่เขาไม่รู้จักเดินมาที่โต๊ะแล้วถามว่าจะรับอะไร จีฮเยสั่งพาสต้าวองโกเล่ ส่วนซังอูสั่งเมนูที่อยู่บนสุด
“พี่ชอบซีฟู้ดสินะคะ คราวที่แล้วก็กินล็อบสเตอร์”
คล้อยหลังพนักงานพาร์ตไทม์ จีฮเยก็พูดกลั้วหัวเราะ
“อะไร”
“สั่งหอยแมลงภู่…กรี๊ด มันเป็นเมนูสำหรับคนที่รู้อะไรบางอย่างเท่านั้นไม่ใช่เหรอคะ ได้เห็นพี่ในมุมใหม่เลยนะคะเนี่ย”
‘จะพูดอะไรกันแน่’
ซังอูมัวแต่มองหาว่าแจยองอยู่ไหนจนไม่ได้สนใจอย่างอื่น ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่สามารถพูดโต้ตอบกับจีฮเยได้ทุกคำ ตอนนั้นเองเขาก็เห็นแจยองเดินออกมาจากห้องครัวแล้วตรงไปที่ทางออก ดูจากที่ยังไม่ถอดผ้ากันเปื้อนอีกฝ่ายคงออกไปแค่ครู่เดียว มีเรื่องด่วนหรือเปล่านะ? หรือเพราะเห็นเราเลยหลบหน้า?
ขณะที่เสียเวลาไปกับคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ อาหารก็มาเสิร์ฟ จานของจีฮเยเป็นสปาเก็ตตี้ธรรมดา แต่จานของซังอูกลับเป็นแกงรวมมิตรสีแดงแจ๋ที่ใส่หอยแมลงภู่ ซังอูไม่ใช่คนเลือกกินแต่เขาก็รำคาญใจที่ต้องมาคอยดึงเปลือกหอยออกจึงรู้สึกไม่ชอบใจนัก เขาหยิบช้อนส้อมขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และใช้มันดึงเนื้อหอยแมลงภู่ออกมาแล้วเริ่มกิน
“อร่อยไหมคะ”
“ไม่”
“ขอโทษค่ะ”
ระหว่างกินอาหาร สายตาของเขาก็เอาแต่มองไปที่ประตู จนกระทั่งซังอูตั้งอกตั้งใจประหนึ่งทำการบ้านกินหอยแมลงภู่ที่มีอยู่มากมายไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วแจยองก็ยังไม่กลับมา ซังอูกังวลจนทนไม่ไหว เขาผุดลุกขึ้น จีฮเยเห็นดังนั้นก็ตกใจ
“พี่จะไปไหนคะ”
“ออกไปข้างนอกแป๊บ เดี๋ยวมา”
“จะทิ้งฉันไว้อีกแล้วใช่ไหมคะ!”
“แค่ทิ้งกระเป๋าตังค์ไว้ก็พอแล้วไหม”
จีฮเยเป็นเด็กว่าง่ายแต่ขี้สงสัย ซังอูหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาวางไว้เป็นตัวประกันแล้วลุกจากที่นั่ง เมื่อออกจากร้านมาแล้วเขาก็เร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะวิ่งลงบันได ทันทีที่ออกจากตึกเขาก็หยุดชะงัก
แม้จะเป็นจุดที่มีเงาบังมืดสลัว แต่มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันที แจยองยืนพิงผนังอยู่ข้างตึก คุยโทรศัพท์กับใครสักคนพลางสูบบุหรี่ไปด้วย เมื่อเห็นอีกฝ่าย ใจของซังอูก็เต้นตึกตัก ผู้ร้ายที่เข้ามาทำลายชีวิตประจำวันกลับกลายเป็นข้อผิดพลาดที่รุกเข้ามาในร่างกายโดยไม่รู้ตัว
ไม่รู้ว่าเขามองมานานแค่ไหนแล้ว เมื่อเงาเลือนหายไป ดวงตาสีนิลก็มองมาที่ซังอู แจยองขมวดคิ้วท่ามกลางฉากที่เหมือนเฟรมหนึ่งจากเกมแนวภาพขาวดำ
“ว่าจะทำสักระยะ ตอนนี้กำลังพัก…”
วินาทีนั้นซังอูคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะวางสายแล้วหันมาคุยกับเขา แววตาของฝ่ายนั้นบอกแบบนั้น
“เปล่า ไม่ยุ่ง พูดมาเลย”
แต่แจยองกลับดึงสายตากลับไปและเอาปากคาบบุหรี่ที่อยู่ในมือเท่านั้น เขาหนีบมือถือไว้ระหว่างหูกับไหล่แล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู
“รุ่นพี่แจยอง”
ซังอูพูดโพล่งออกไป สายตาของแจยองที่มองผนังอยู่ค่อยๆ เลื่อนมามองเขา ซังอูสบตากับแจยองแล้วพูดต่อ
“บอกไปว่าไม่ว่างแล้ววางสายเลยครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”