Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 26 Blue #1
จากที่เคยเห็นตัวอย่างมามากมาย แจยองจึงเชื่อว่าขอเพียงเลี้ยงข้าวรุ่นน้อง ทำดีกับรุ่นน้อง เขาก็จะได้รับความจงรักภักดี และจนถึงตอนนี้มีรุ่นน้องเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ติดกับ รุ่นน้องคนนั้นคือคนที่กินพิซซ่าด้วยสีหน้าที่ชวนให้นึกสงสัยว่าพิซซ่านั้นจะกลายเป็นโคลนหรืออย่างไร อีกฝ่ายเหมือนเครื่องจักรที่มีหน้าที่ทำลายอาหารแล้วส่งมันลงท้องไป รีซอตโต้เองก็รสชาติไม่แย่ แต่ฝ่ายนั้นก็ทำหน้าเหมือนกินข้าวต้มที่ไม่ได้ปรุงรส ทั้งที่ดูไม่น่าจะเป็นคนจู้จี้เรื่องรสชาติอาหารเมื่อดูจากการที่สามารถกินข้าวที่โรงอาหารได้ทุกวันโดยไม่บ่น
ปีนี้แจยองใช้ชีวิตเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเป็นปีที่ห้าแล้ว เขาเก่งมากเรื่องการดึงรุ่นน้องมาเป็นพวก ผู้ชายกับผู้หญิงมีวิธีสร้างความประทับใจแตกต่างกันไป สำหรับผู้ชายแค่สั่งอาหารเดลิเวอรีมาเลี้ยง หลังจากนั้นก็เล่นสเก็ตบอร์ดโชว์ แค่นี้โดยส่วนใหญ่พวกเขาก็จะกลายเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์แล้ว ส่วนผู้หญิงก็เลี้ยงข้าวได้ แต่ต้องใส่ใจมากกว่าผู้ชาย ต้องชวนคุยและทำให้หัวเราะบ่อยๆ จึงจะให้ความรู้สึกว่าสนิทกัน ด้วยเหตุนั้นเขาจึงคิดว่าชูซังอูอาจจะจัดเป็นเพศที่สาม[1]
แจยองจู่โจมซังอูโดยไม่เลือกวิธีการ เขาเลือกใช้คำพูดที่นุ่มนวล และลดการกระทำที่จะเป็นการยั่วยุอีกฝ่ายลงให้เหลือน้อยที่สุด (แต่ถึงอย่างนั้นก็มีบ้างที่เขาระงับความขี้เล่นของตัวเองที่พลุ่งพล่านขึ้นมาไม่อยู่) ตอนพรีเซนต์ละครสั้นภาษาจีนเขาก็สร้างประโยชน์อย่างใหญ่หลวง ประเคนกาแฟให้ทุกวันตามธรรมชาติของอีกฝ่ายที่เป็นคนให้ความสำคัญกับกิจวัตรประจำวัน วาดภาพล้อเลียนให้อย่างจริงใจแม้จะได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม และเผยกระทั่งอาวุธลับของเขาอย่างสเก็ตบอร์ดให้อีกฝ่ายเห็นเพื่อไปส่งที่บ้าน จุดนี้เรียกได้ว่าเขาทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว
‘ขอให้รุ่นพี่ฝันร้ายครับ’
เขาแปลกใจที่ไม่มีวิธีไหนได้ผลเลย แจยองนึกสงสัยว่าอีกฝ่ายยังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า ใจก็อยากจะกดปุ่ม backspace[2] แต่เพราะลงทุนลงแรงไปแล้ว เขาจึงรู้สึกหยิ่งผยอง ยิ่งผลักดันต่อไปข้างหน้า
‘สำหรับมนุษย์หุ่นยนต์ก็ต้องมีวิธีที่เหมาะกับมนุษย์หุ่นยนต์อยู่สิ’
ในวันอาทิตย์ ขณะที่กำลังอ่านเว็บตูนด้วยโน้ตบุ๊กที่ช้าเป็นเต่าอย่างแค้นใจ แจยองก็คิดอะไรดีๆ ออก เขาถึงขั้นรื้อโน้ตบุ๊กเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากรุ่นน้อง ความยึดมั่นถือมั่นของเขาไม่ใช่เล่นๆ เลย แจยองเป็นคนที่ถ้าปักใจแล้วเขาจะหมกมุ่นกับมันมาก ซึ่งถ้าขอให้อีกฝ่ายฟอร์แมตคอมพิวเตอร์ให้ จะต้องถูกปฏิเสธอย่างเด็ดขาดแน่นอน ดังนั้น เขาจึงสร้างเหยื่อล่อขึ้นมา เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างที่จำเป็น แล้วไปออกศึกที่ร้านอินเทอร์เน็ต
การกระทำของซังอูเป็นเหมือนที่แจยองคาดไว้ไม่มีผิด เวลาเผชิญหน้ากับมนุษย์เขาชอบทำหน้าเนือยๆ แต่พอได้แตะเครื่องจักร ดวงตาสีดำนั้นจะเป็นประกาย
‘อย่างที่เขาว่ากันว่าผู้ชายจะดูเซ็กซี่เวลาทำงาน’
แจยองรู้สึกเพลิดเพลินจึงเท้าคางมองดูซังอูที่เคาน์เตอร์อยู่พักใหญ่ ทั้งฟอร์แมตให้โดยไม่ได้สั่งแถมยังออปติไมซ์เครื่องให้ด้วย เขารู้สึกว่าซังอูในมุมนี้ดูน่ารัก
ยากที่จะอธิบายว่าทำไม เพราะชูซังอูไม่ใช่สไตล์แบบลูกหมา น้องแมว หรือกระต่าย ถ้าจะให้พูดก็คือแม้อีกฝ่ายจะไม่มีส่วนที่คล้ายคลึงกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป แต่มีมุมน่ารักๆ อยู่อย่างแน่นอน
ไอ้คนที่ยืนรอสัญญาณไฟที่ทางม้าลายในเมืองที่ไม่มีใคร คนที่ไม่คิดจะออกจากแผนที่วางไว้แม้แต่ก้าวเดียวแบบนั้นแตกต่างจากแจยองอย่างสิ้นเชิง เพราะแจยองเรียกได้ว่าเป็นคนที่ภูมิใจในนิสัยชอบทำอะไรตามความรู้สึกและรักอิสระของตัวเอง แต่เอกลักษณ์ของซังอูซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนคงถูกมองข้าม มาตอนนี้หลังจากผ่านกระบวนการประหลาด มันเริ่มกลายมาเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง
ถึงจะทำตัวหยาบกระด้าง แต่ซังอูก็ตอบทุกอย่างที่ถาม โยนงานให้ทำก็ตั้งใจทำ ในคาบภาษาจีนก็สะกดไม่ผิด ใช้ไวยากรณ์ไม่ผิดเลย แต่การออกเสียงกลับเละเทะไปหมด สิ่งเหล่านั้นค่อยๆ ดูน่ารักขึ้นทีละนิด นอกจากนี้หน้าตาของซังอูกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของแจยองเสมอ ใต้ผิวขาวที่ซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าสีมืดคือลักษณะนิสัยที่ถูกครอบงำด้วยกฎเกณฑ์ ภาพของอีกฝ่ายในตอนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกวางดิสนีย์ที่ก้าวเข้าสู่ด้านมืดกำลังพิมพ์ดีด
‘เหมือนสัตว์กินพืชสายดาร์กที่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวโดยไม่รับรู้ถึงความผิดปกติอะไรเลยในโลกที่ล่มสลายจากสงครามนิวเคลียร์ และมีฉากหลังแบบไซเบอร์พังก์[3]’
แจยองดึงดูดสายตาได้เสมอจึงเป็นธรรมดาที่เขาจะดึงดูดสิ่งที่ถูกปกปิด สิ่งที่ถูกสับเปลี่ยน และสิ่งที่แตกต่างระหว่างภายนอกกับภายใน
ถ้าหยุดอยู่แค่นั้นก็คงดี แจยองเริ่มรู้สึกถึงวิกฤต การที่รุ่นพี่เอ็นดูรุ่นน้องเป็นสิ่งที่ดี แต่มันสามารถยอมรับได้ถึงขั้นไหนกัน ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่ซังอูมาขีดจมูกเขาก็น่ารักและตลกดีจึงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นความรู้สึกอยากกัดต้นคอด้านหลังที่ขาวซีดนั้นล่ะ?
เขาคิดมานานแล้วว่าอยากถอดหมวกที่เหมือนถูกสตัฟฟ์ไว้บนศีรษะใบนั้นออก แต่เอาเข้าจริง พอได้เห็นใบหน้าที่ไม่มีอะไรบดบัง แทนที่ความอยากรู้อยากเห็นจะได้รับการเติมเต็ม เขากลับกระหายใคร่รู้ยิ่งขึ้น ถ้าถอดเสื้อแจ็กเก็ตนั่นออก ถอดเสื้อยืดนั่นออก ถอดรองเท้าและถุงเท้านั่นออก ไหล่นั้นจะผอมบางแค่ไหน นิ้วเท้ามีรูปร่างเป็นอย่างไร ตามตัวมีขนเยอะหรือไม่ ยอดอกสีอะไร
‘นายพูดถูกแล้ว ซังอู ฉันมันขยะ’
เมื่อไหร่ก็ตามที่ออกไปไหนแล้วความคิดทำนองนี้ผุดขึ้นมา แจยองจะรู้สึกโล่งใจทุกครั้งที่ซังอูไม่มีพลังวิเศษ ถ้าอีกฝ่ายสามารถล่วงรู้ความคิดของแจยองได้ เขาจะโทรหาเบอร์ 112 ที่เขาชื่นชอบหนักหนาสักกี่ครั้งกันนะ
ยิ่งอาการภายในแย่ลงเท่าไร แจยองก็ยิ่งตั้งใจตกแต่งภายนอกให้ดูดีมากขึ้นเท่านั้น เขาแสดงเป็นรุ่นพี่ที่ดีบ่อยแล้ว เรื่องแค่นี้ง่ายจะตาย แค่ใช้คำพูดที่นุ่มนวล ลดโทนเสียงลงพูดอย่างอ่อนโยนและยิ้มบ่อยๆ เท่านี้ก็พอแล้ว จากนั้นผู้คนก็จะคิดว่าแจยองเป็นคนอบอุ่น แม้แต่ซังอูก็ไม่มีข้อยกเว้น ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะลังเลแล้วว่าระหว่างเสื้อขนเป็ดสีแดงกับเสื้อโค้ทสีเขียวอะไรดีกว่ากัน ในระหว่างนั้นแจยองก็ไปหาเรื่องนักศึกษาหญิงที่ไปไหนมาไหนกับซังอู ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้ แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่ามันเป็นแค่ความสนุกตื่นเต้นของเด็กอนุบาล
‘วันนี้ดูแต่งหน้าจัดเต็มกว่าที่เจอคราวที่แล้วนะ’
เขารับบทเป็นพี่สาวของสามีในละครตอนเช้าพูดออกไปด้วยสีหน้าชั่วร้ายแล้วทำเหมือนไม่ได้ตั้งใจ ขณะเดียวกันในใจก็คิดว่า แล้วทำไมกูต้องทำเป็นสนิทสนมกับเด็กนี่ด้วยวะ นี่มันการกระทำของเด็กหกขวบชัดๆ ตอนรยูจีฮเยเดินน้ำมูกไหลไปไหนมาไหน แจยองก็เป็นเด็กมัธยมปลายที่หนวดขึ้นแล้ว จากที่แค่หาเรื่องทะเลาะแบบเบาๆ ชักจะบ้าไปกันใหญ่ขึ้นทุกที
ดูเหมือนจะเป็นตอนนั้นเองที่เขาเริ่มคิดว่ามันเป็นความรู้สึกในเชิงชู้สาว ชูซังอูเป็นคนที่แปลกมากจริงๆ แต่แจยองก็มีนิสัยชอบเข้าหาสิ่งที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ทว่ามันเป็นความคิดที่มีปัญหามากเกินไป อันดับแรก แจยองเหลือเวลาไม่มากแล้ว เขายื่นใบสมัครเรียนต่อปริญญาโทอีกครั้ง ที่ที่เขายื่นก็คือที่เดิมที่เคยสอบติด ดูจากท่าทีทางอีเมลแล้ว ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเขาก็น่าจะผ่าน
ปัญหาที่หนักกว่านั้นคือซังอูเป็นผู้ชาย ไม่กี่ปีก่อนแจยองไปเที่ยวยุโรปและเคยนอนกับเกย์ตัวเล็กน่ารักเพราะบรรยากาศพาไป แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยคิดถึงขั้นจะออกเดตหรือคบกับผู้ชาย ถ้าอยากทำก็ใช่ว่าเขาจะทำไม่ได้ แต่เมื่ออีกฝ่ายเป็นชูซังอู เขาจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ เพราะเจ้าตัวดันเป็นคนประเภทที่คิดว่าโลกจะแตกถ้าไปดูหนังกับผู้ชาย
ไม่ว่าจะคิดอย่างก็สรุปได้ว่าเขากับชูซังอูนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่แจยองกลับคิดว่าถ้าอย่างนั้นเขาก็สามารถทำตามอำเภอใจได้มากกว่าเดิม เขามั่นใจว่าจะไม่มีการล้ำ ‘เส้น’ เกิดขึ้น จึงใช้ความมั่นใจนั้นเป็นโล่ และใช้ภาพลักษณ์รุ่นพี่นิสัยดีเป็นหน้ากาก แม้จะเห็นอยู่ชัดๆ ว่าซังอูเกลียดตัวเอง เขาก็ยังกระแซะเข้าไป
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สองสัปดาห์นั้นเต็มไปด้วยเรื่องสนุกผิดกับที่เคยคิดว่าทำไปแค่สองสามวันก็คงเบื่อ เขาสนิทกับซังอูมากขึ้น แม้จะไม่มากเท่าที่ตั้งเป้าไว้ก็ตาม ทว่ายิ่งอีกฝ่ายเฝ้ารอให้เวลาช่วงเพิ่ม-ถอนวิชาเรียนหมดลงมากเท่าไร แจยองก็ยิ่งผิดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ
อาจเป็นเพราะแบบนั้นเขาถึงได้เตรียมพรีเซนต์ละครสั้นของหมอนั่นอย่างมุ่งมั่น ทั้งที่เขาไม่เคยตั้งใจทำงานของวิชาเลือกขนาดนั้นมาก่อน เขาทำทุกอย่างตั้งแต่เตรียมเสื้อผ้า อุปกรณ์ประกอบฉาก แปลบท ตลอดจนคำแนะนำสำหรับการออกเสียง เขาตั้งนาฬิกาปลุกตั้งสิบครั้งเพราะกลัวตัวเองไม่ตื่น แล้วหอบหิ้วข้าวของมากมายไปมหาวิทยาลัย และวินาทีที่เขาเห็นแผ่นหลังของซังอูที่กำลังจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาก็ตระหนักได้ว่าตัวเองจบสิ้นแล้ว
แม้จะอยู่บนระเบียงทางเดินที่ไม่มีคน ไม่มีใครมอง อีกฝ่ายก็ยังคงเดินตรงแน่วในท่าทางที่ถูกต้อง แจยองมองซังอูแล้วใจเต้น ฝ่ายนั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินคอปกที่ดูเก่า กางเกงขาตรงสีดำมีรอยย่นบริเวณข้อเท้า และหมวกแก๊ปที่สมควรเอาไปเผา ดูจากคำอธิบายอาจไม่มีตรงไหนที่ชวนให้ใจเต้นแต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ทั้งที่สวมวิกหัวล้านหางเปียอยู่ แต่แจยองกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นพระเอกหนังโรแมนติก ทั้งยังรู้สึกวุ่นวายใจ
หลังจากแสดงละครสั้นจบลงด้วยดี เขาคิดว่าซังอูเปิดใจให้นิดหน่อย แต่ในตอนนั้นเองเรื่องราวก็ปะทุขึ้น เขาเข้าไปใกล้อีกฝ่ายแล้วชวนไปดูหนัง จากนั้นเขาก็ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แจยองไม่ได้คิดจะกลั่นแกล้งหรือทำร้ายซังอูอย่างที่เจ้าตัวคิดเลยสักนิด เขาแค่อยากมองใบหน้าด้านข้างที่กำลังจ้องหน้าจอในความมืดเท่านั้น จริงๆ แล้วเขาคิดว่าแค่ไปดูหนังอีกฝ่ายน่าจะยอมตกลงจึงถามออกไปด้วยความมั่นใจ ก็เขาลงทุนไปตั้งเท่าไร
‘ทำไมผู้ชายถึงไปดูหนังด้วยกัน’ ‘อยู่กับรุ่นพี่แล้วผมเหนื่อย’ คำพูดพวกนั้นสมเหตุสมผล แม้จะมีหลายครั้งที่แจยองอยากจับซังอูมาตีเพราะพูดจาไม่เข้าหู แต่ฝ่ายนั้นก็ไม่เคยพูดผิดเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธ แจยองจะมองเป็นเรื่องขำๆ แล้วปล่อยผ่านไป แต่ครั้งนี้เท่านั้นที่เขาปล่อยไปไม่ได้ เขาพยายามไปตั้งขนาดนั้น คุยกันยังไม่ทันรู้เรื่องก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเสียแล้ว
แจยองทะเลาะกับซังอูตรงนั้นและทำลายทุกสิ่งที่ตนสร้างมา เขามีความสามารถในการแสดงให้คนอื่นเชื่อว่าคนไม่สนโลกอย่างเขาเป็นเทวดา แต่พออยู่ต่อหน้าชูซังอู เขากลับใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรแทบไม่ได้เลย
พอกลับถึงบ้านเขาก็คิดไตร่ตรองอย่างละเอียด ใจหนึ่งก็คิดว่า ‘เชี่ยเอ๊ย เกลียดกูขนาดนั้น กูก็ต้องไสหัวออกมาดิวะ’ แต่อีกใจก็ปรารถนาว่า ‘แต่ถึงอย่างนั้นก็อยากให้จบกันด้วยดี’ สองความคิดประจันหน้ากันอย่างดุเดือด และในการต่อสู้กันระหว่างปีศาจกับเทวดา ปีศาจก็เป็นฝ่ายชนะ
‘แต่ถึงยังไงมันก็ไม่ควรจะจบแบบนี้ปะวะ’
มันคือปีศาจที่ซุกซ่อนความปรารถนาอันดำมืดที่ว่าอยากจะเห็นหน้าชูซังอูอีกสักครั้ง
วันต่อมา แจยองจินตนาการภาพตัวเองเรียกซังอูมาหาก่อนเริ่มคาบ ‘Embedded System’ ยื่นตั๋วหนังให้อีกฝ่ายราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเดินจากไปแบบคูลๆ แม้ข้างในจะเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน แต่เรื่องแค่นั้นเขามั่นใจว่าทำได้ ทว่า รอแล้วรอเล่าซังอูก็ไม่ปรากฏตัว
[1] เพศที่สาม ในที่นี้หมายถึง แจยองแบ่งการเทคแคร์รุ่นน้องตามเพศ เพศชายกับเพศหญิงเทคแคร์ไม่เหมือนกัน แต่พอมาเจอซังอูซึ่งไม่ว่าจะใช้วิธีของเพศไหนก็ไม่ได้ผล จึงจัดซังอูเป็นเพศใหม่คือเพศที่สาม
[2] ปุ่ม Backspace นอกจากจะมีไว้ลบข้อความแล้ว ยังใช้ในการย้อนกลับได้อีกด้วย
[3] ไซเบอร์พังก์ การผสมผสานกันระหว่างความไฮเทคกับคุณภาพชีวิตที่เสื่อมโทรม