Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 27 Blue #2
ชูซังอูน่าจะเป็นคนที่ยึดติดกับการเช็กชื่อเข้าเรียนที่สุดในมหาวิทยาลัยฮันกุก แต่การที่อีกฝ่ายไม่โผล่มาแม้อาจารย์จะเริ่มสอนแล้ว มันทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนถูกหักหลังที่เกินจะบรรยาย ไม่ชอบใจขนาดนั้นเลยเหรอ? เขาไม่ได้ขอจับมือเสียหน่อย แค่ชวนไปดูหนังเท่านั้น? ศักดิ์ศรีของแจยองถูกบดขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาวิ่งไปที่บ้านซังอู ทำตัวหยาบคายและสาดคำสาปแช่งใส่อีกฝ่าย
สุดท้ายแจยองก็ไม่สามารถเป็นรุ่นพี่ที่ดีของชูซังอูได้ วิธีเดียวที่สามารถปกปิดความเสียดายและความภาคภูมิใจที่ขาดวิ่นได้คือการตะคอกออกไปว่าอย่ามาเจอกันอีกเหมือนวันแรกที่เจอกัน จะรุ่นพี่ที่ดีหรืออะไรก็ช่าง เขาพอแล้วทุกอย่าง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแจยองก็ไม่ไปเหยียบที่มหาวิทยาลัยอีกเลยยกเว้นวันพุธที่มีเรียนวิชา ‘การอบรมบุคลิกภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยฮันกุก’ ที่เขาไม่อยากพูดถึง แม้แต่วันที่มีเรียนเขาก็พยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ซังอูมักจะเดินผ่านทุกวัน
เขาดื่มเหล้าทั้งกลางวันกลางคืน เล่นพูล เล่นโบว์ลิ่ง เที่ยวคลับ เล่นเกม ดูหนังกับบรรดาเพื่อนผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์คลุมเครือ ในระหว่างนั้นวันพุธก็ผ่านไปสองครั้ง เขาเปิดดูรูปที่ถ่ายด้วยกันประมาณสิบหกรอบแล้ว แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปความรู้สึกอึดอัดเกี่ยวกับอีกฝ่ายก็น่าจะหายไปได้ ถ้าซังอูไม่มาปรากฏตัวที่ร้านที่แจยองทำงานอยู่
‘ไอ้ประสาทกลับนั่น!’
เขาเตือนอย่างชัดเจนแล้วว่าอย่ามาให้เห็นหน้าอีก แต่กลับถูกเมินอย่างสิ้นเชิง ตอนแรกแจยองถึงกับเวียนหัวเพราะความโกรธและความหงุดหงิด เขายืนพิงผนังห้องครัวอยู่ประมาณห้านาที ใจถึงสงบลง เมื่อลองมองตามความเป็นจริง เป็นไปได้สูงว่าชูซังอูอาจไม่ได้คิดอะไรเลย เจ้าตัวมักจะลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกทันที เรื่องที่แจยองทำงานที่ร้านนี้ก็คงจำไม่ได้แล้วเช่นกัน
ไม่ว่าใครก็ต้องคิดว่าซังอูกับจีฮเยดูเหมือนหนุ่มสาวที่มาเดตกันหวานชื่น มาคราวหน้าไม่จับมือกันมาเลยเหรอ และตอนมาคราวหน้าๆ ก็คงมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันไปแล้วมั้ง ส่วนคราวหน้าๆๆ ก็คงมาพร้อมบัตรเชิญ และคราวหน้าๆๆๆ ก็คงท้องแก่แล้ว เชื่อได้เลย
แจยองไม่คิดจะทำอะไรไร้ประโยชน์จึงหลบออกมาจากตรงนั้น เขาบอกผู้จัดการร้านว่าขอพักสักครู่แล้วลงมาสูบบุหรี่ข้างล่างตึก จากนั้นก็รับสายจากเพื่อนที่โทรมาพอดี เขาได้ยินไม่ชัดนักว่าอีกฝ่ายพูดอะไรจึงได้แต่ตอบแบบผ่านๆ วันนี้บุหรี่ขมกว่าทุกวัน
ตอนนั้นเองเขาก็เห็นว่าซังอูตามลงมา ใบหน้าของอีกฝ่ายมีเค้าของความเศร้าแต่เคร่งขรึม โดยรวมแล้วบรรยากาศเหมือนนายพลที่มาขอท้าสู้
“รุ่นพี่แจยอง”
ชูซังอูเคยเรียกเขาแบบนั้นหรือเปล่านะ แจยองนึกสงสัย วันนี้หัวสมองของเขาแล่นช้ากว่าทุกวัน
“บอกไปว่าไม่ว่างแล้ววางสายเลยครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
คำพูดนั้นเหมือนมีแรงผลักดันให้เขาต้องตอบว่า ‘ครับ! รับทราบครับ!’ แจยองรู้สึกกดดันจนต้องบอกปลายสายว่าเดี๋ยวโทรกลับแล้วกดวางสาย เขาเดาไม่ออกเลยสักนิดว่าชูซังอูจะพูดเรื่องอะไรกันแน่ จะมาเรียกค่าทำขวัญที่ถูกทำร้ายจิตใจหรือเปล่านะ เหมือนจะเป็นไปได้
“ทำไม”
“ผมลงมาเพราะมีเรื่องจะคุยกับพี่[1]ครับ”
“…อะไรนะ?”
ชั่วขณะนั้นแจยองคิดว่าตัวเองหูฝาด
‘ผมมีแต่พี่สาวครับ’
‘ครอบครัวผมไม่มีอันธพาลครับ’
‘เลิกเพิ่มสมาชิกครอบครัวของคนอื่นสักทีเถอะครับ’
คำพูดที่ซังอูเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ผ่านเข้ามาในหัว
“มาทำเกมด้วยกันเถอะครับ ผมต้องการดีไซเนอร์ที่มีฝีมือ”
อีกฝ่ายพูดเสียงเรียบ ทำเหมือนพูดแบบนั้นแล้วแจยองจะม้วนแขนเสื้อขึ้นแล้วพูดว่า ‘เอาสิ เยี่ยมเลย! มารวมพลังมุ่งไปข้างหน้ากันเถอะ!’ อย่างนั้นแหละ แววตาของคู่นั้นดูเหมือนไม่ได้คิดเลยสักนิดว่าจะถูกปฏิเสธ เห็นดังนั้นแจยองก็ยิ่งพูดไม่ออก ชูซังอูดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่าเมื่อคนสองคนทะเลาะกันจะเกิดอะไรขึ้น ราวกับเจ้าตัวไม่รู้เลยสักนิดว่าการเติมเต็มช่องว่างของความรู้สึกที่ห่างเหินกันไปแล้วครั้งหนึ่งมันยากแค่ไหน
“ผมจะทำให้ดีแล้วช่วยหาเงินให้รุ่นพี่ไปเรียนต่อครับ เป็นโอกาสตกแต่งพอร์ตโฟลิโอด้วยนะครับ ผมจะซัปพอร์ตทุกอย่าง ทั้งคอนเซปต์ที่รุ่นพี่อยากทำ และดีไซน์ที่อยากลองทำ ขอแค่เชื่อมือผมก็พอครับ ผมมั่นใจจริงๆ ว่าสามารถทำได้ดี”
แล้วนี่มันโฆษณาขายตรงอะไรอีก ความรู้สึกเหลือเชื่อมีแต่จะขยายใหญ่ขึ้น
“เดี๋ยวก่อน”
แจยองยกมือขึ้นขัดคำพูดรัวของซังอู มีบางสิ่งที่เขาต้องถามให้แน่ใจ แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำแบบนั้นไปทำไม เขาจ้องซังอูซึ่งยืนกำมือสองข้างแน่นอย่างเด็ดเดี่ยวเหมือนพระเอกการ์ตูนโชเน็น[2]
“นาย… เมื่อกี้ว่าไงนะ”
“ผมบอกว่าผมต้องการดีไซเนอร์ที่มีฝีมือครับ”
“ฉันหมายถึงนายเรียกฉันว่าอะไรนะ”
“รุ่นพี่?”
“เรียกว่าพี่ไม่ใช่เหรอ ฉันหูฝาดไปหรือไง”
ซังอูปิดปากแน่นก้มหน้าลง ใบหน้าจึงถูกบดบังด้วยปีกหมวกสีดำ
“ผมพูดผิดไปครับ”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ แจยองไม่เข้าใจสถานการณ์นี้สักนิด คนที่เอาแต่เรียกเขาว่ารุ่นพี่ๆ มาตลอด จู่ๆ มาเรียกว่าพี่? ไอ้คนที่วิ่งหนีไปด้วยสีหน้ารังเกียจกำลังโน้มน้าวให้เขาทำงานด้วย?
“แล้วผมเรียกไม่ได้เหรอครับ ก็เห็นเรียกแบบนั้นกันหมด”
ซังอูเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรู้สึกต่อต้าน แจยองโยนบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้เหมือนไม่รู้สึกอะไร แต่ที่ฝ่ามือกลับชื้นไปด้วยเหงื่อ และหัวใจเต้นแรง
“ไม่ได้ นายห้ามเรียก”
‘ไม่อ่อนโยนกับใจกูเลย ไอ้เด็กเวร’
“เข้าใจแล้วครับ”
จากนั้นระหว่างทั้งคู่ก็ถูกปกคลุมด้วยความเงียบที่น่าอึดอัด ฝ่ายนั้นจ้องผนังพลางทำปากยื่น ในสถานการณ์แบบนี้ถ้าแจยองยังคิดว่าคนตรงหน้าน่ารัก สมองของเขาคงไม่ปกติแล้วจริงๆ แจยองจ้องพื้นพลางครุ่นคิดถึงเหตุผลที่ซังอูมาหาตนอีกครั้ง
‘ดูเหมือนจะต้องการเราขึ้นมาสินะ’
ถ้าพูดในฐานะอาจารย์ชูซังอูผู้มีวงจรความคิดที่มีประสิทธิภาพสูงก็คือเมื่อจำเป็นต้องร่วมมือกับใครสักคน แม้แต่เรื่องที่เคยทะเลาะกันใหญ่โตก็สามารถมองข้ามได้ ซึ่งถ้าเขาอยู่ในสถานะนั้นก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่แจยองมีความเป็นมนุษย์มากเกินไป เขาไม่มีความมั่นใจที่จะพัฒนาเกมร่วมกับซังอู
ความภาคภูมิใจของเขาตกต่ำถึงขีดสุด และความรู้สึกก็เน่าเสียจนมีหนอนชอนไช ต่อให้ซังอูทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทำเหมือนว่าที่ผ่านมาไม่เคยเฉยเมยใส่แจยองมาก่อน แต่หัวใจของแจยองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นแจยองอยู่กับความรู้สึกสับสนระหว่างการข้ามเส้นกับไม่ข้ามเส้นและความปรารถนาอันไม่บริสุทธิ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาเป็นครั้งคราวมาสองอาทิตย์แล้ว แจยองไม่อยากยืดช่วงเวลานั้นออกไป เพราะฉะนั้นเขาควรที่จะปฏิเสธ…
“มั่นใจเหรอว่าจะทำเสร็จภายในเทอมนี้”
นี่เป็นครั้งแรกที่ชูซังอูร้องขออะไรสักอย่าง ด้วยเหตุนั้นแจยองจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ในทันที นี่เขาลืมเรื่องที่เคยถูกเหยียดหยามทุกครั้งไปแล้วหรือ? ช่างน่าสมเพชที่แค่อีกฝ่ายเข้าหาก่อนเขาก็ไม่กล้าทำอะไรแล้ว แจยองไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ
อย่างไรก็ตาม อีกนัยหนึ่งมันก็น่าประทับใจมากที่วันหนึ่งหุ่นยนต์ที่รู้จักแต่การตบแก้มเป็นฝ่ายเดินเข้ามาชวนคุยก่อน แจยองคิดว่าตัวเองสมควรได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในสมัยหน้า
“ผมรู้ครับว่ารุ่นพี่มีแผนจะไปเรียนต่อ ผมขอเวลาแค่สี่เดือนจนถึงปิดเทอมก็พอครับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะทำให้เสร็จ”
“มีเวลาพัฒนาสั้นมากเลยนะ นายต้องเรียนไปด้วยไม่ใช่หรือไง”
“ผมจะลดฮาร์ดโค้ด[3]ลง แล้วใช้เกมเอนจิ้น[4]เป็นหลักครับ ส่วนเรื่องเรียนก็เรียนแค่ไม่กี่ตัวอยู่แล้ว”
ไปเอาแรงผลักดัน ความด้านได้อายอด และความตั้งใจขนาดนั้นมาจากไหนนะ ซังอูดูไม่กังวลเลยสักนิด จึงไม่ง่ายเลยที่เขาจะพูดจาหักหาญน้ำใจเพราะอีกฝ่ายพูดราวกับชวนไปทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน แจยองคล้ายจะตกลงปลงใจกับข้อเสนอที่ไร้เล่ห์เหลี่ยมนั้นแล้ว
ความรับผิดชอบในฐานะรุ่นพี่ ความรู้สึกผิด ความโลภในพอร์ตโฟลิโอ ความคาดหวังที่จะได้ร่วมงานกับโปรแกรมเมอร์ที่มีความสามารถ ทั้งหมดนั้นไม่จำเป็นเลยสักนิด เขาคิดเพียงว่ามันเป็นข้ออ้างที่จะได้เจอชูซังอูต่อไป
“อะ…อืม เข้าใจแล้ว”
เมื่อตอบตกลงออกไป แจยองก็นึกเสียใจทันที ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังลงไปเสียแล้ว
ซังอูพยักหน้าราวกับรอคำตอบนั้นอยู่แล้ว แม้จะเห็นไม่ชัดแต่เหมือนว่าเจ้าตัวจะยิ้มน้อยๆ ด้วย
“ไว้จะติดต่อไปนะครับ พี่”
สีหน้าเชื่อมั่นและน้ำเสียงที่ใช้ทำให้ซังอูดูเหมือนพระเอกหนัง แจยองได้แต่มองแผ่นหลังแข็งทื่อเหมือนรูปปั้นนั้นค่อยๆ ห่างออกไป จากนั้นขนที่แขนก็ลุกพรึ่บ! เกิดเรื่องที่ไม่น่าเชื่อขึ้นกับเขา โชคดีที่บริเวณนี้มืด ถ้าสว่างเหมือนตอนกลางวันล่ะก็ แค่คิดว่าซังอูจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเขาก็สยองแล้ว ผ้ากันเปื้อนสีดำพองออกมาขนาดนี้ ต่อให้เป็น AI ก็คงจะรู้ว่ามันหมายความว่าอะไร
‘นี่เรามีอารมณ์เพราะได้ยินชูซังอูเรียกว่าพี่เหรอวะ’
จากนั้นภาพตรงหน้าก็กลายเป็นสีน้ำเงิน
‘กูอยากจะบ้า แม่งเอ๊ย…’
เขารู้สึกเหมือนทำงานกราฟิกด้วยคอมพิวเตอร์สเปกต่ำแล้วเกิดอาการจอฟ้า[5]ขึ้นมา
[จางแจยอง – ผิดปกติ]
[1] ปกติแล้วซังอูจะเรียกแจยองว่า ‘รุ่นพี่’ (선배 : ซอนเบ) แต่ในฉากนี้เรียกว่า ‘พี่’ (형 : ฮยอง)
[2] การ์ตูนแนวโชเน็น หมายถึงการ์ตูนแนวที่เด็กผู้ชายนิยมกัน ทำมาเพื่อมีกลุ่มเป้าหมายไปที่เด็กผู้ชายเป็นหลัก โดยมากจึงมักจะเป็นการ์ตูนแอ็คชันต่อสู้ มิตรภาพลูกผู้ชาย หรือบางทีก็อาจจะเป็นแนวที่ค่อนข้างจะวาบหวิวสักหน่อย
[3] ฮาร์ดโค้ด (Hard Coding) การเขียนโค้ดตรงๆ โดยไม่ผ่านตัวแปร
[4] เกมเอนจิน (Game engine) ซอฟต์แวร์พัฒนาเกม
[5] อาการจอฟ้า หรือ Blue Screen ของคอมพิวเตอร์มักเกิดมาจากเคอร์แนล (Kernel) หรือไดรเวอร์ (Driver) ที่ทำงานผิดพลาดโดยที่ไม่สามารถคืนสภาพการทำงานให้กลับเป็นเหมือนเดิมได้ เช่น ไดรเวอร์ส่งค่าบางอย่างที่ไม่ถูกต้องไปยังกระบวนการอื่นๆ ทำให้ระบบปฏิบัติการทำงานผิดพลาด