Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 29 Cyan #2
“เห็นคิดว่าตัวเองแปลกใหม่ถึงได้คาดหวังสูง แต่น่าผิดหวังนะครับเนี่ย”
เขาเตรียมรับมือกับสถานการณ์แบบนี้มาแล้ว แต่คำพูดก็ยังรุนแรงเกินไป แจยองข่มความหงุดหงิด ทำเหมือนไม่สะทกสะท้านพลางนั่งลงบนเก้าอี้แล้วกอดอก
“ทั้งชื่อเกม ทั้งแผนงานยังเหมือนเดิม แก้มาแค่ตัวละคร ภาพนี้มันเข้ากับคอนเซปต์ของเราเหรอครับ”
ซังอูวางกระดาษสามแผ่นที่มีรูปตัวละครลงบนโต๊ะ นิ้วของเจ้าตัวขโมยสายตาของแจยองไป นิ้วที่มีกระดูกปูดโปนออกมายากจะเรียกได้ว่าสวย แต่ถึงอย่างนั้นแจยองก็นึกปรารถนาที่จะจับนิ้วเหล่าเข้าปากแล้วใช้ลิ้นเลียกระดูกแต่ละข้อ เรียวนิ้วดึงปีกหมวกลงเล็กน้อยแล้วกลับลงไปอยู่ใต้โต๊ะอีกครั้ง
“ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอครับว่ามันเป็นเกมสำหรับเด็กเล็ก กลุ่มลูกค้าคือพ่อแม่ที่อายุยังน้อย ถ้าสมองปกติดีเขาคงไม่ให้ลูกเล่นอะไรแบบนี้หรอกครับ”
แจยองดึงสติกลับมาอีกครั้ง และจ้องเข้าไปในดวงตาที่ถูกหมวกบังไว้ครึ่งหนึ่งของซังอู
“แบบไหนล่ะ”
ริมฝีปากที่เคยเรียบนิ่งเป็นเส้นตรงแสดงท่าทีไม่พอใจออกมา นิ้วของซังอูปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และชี้ไปที่ตัวละครตัวแรก เล็บที่อยู่บนนิ้วนั้นสั้นเหมือนเพิ่งตัดออกไปไม่นาน มองเห็นรูปพระจันทร์เสี้ยวสีขาวบริเวณโคนเล็บได้อย่างเด่นชัด
“ตัวละครมะเขือยาวตัวนี้ดูเหมือนพวกนักเลงที่ไตไม่ค่อยดีเลยครับ นี่ไม่ใช่เกมสยองขวัญนะครับ”
ซังอูเลื่อนกระดาษไปด้านข้างแล้วชี้ไปที่ตัวละครตัวที่สอง
“นี่ผักกาดหอมหรือขึ้นฉ่ายครับ? ดูไม่ออกเลย เกมเพื่อการศึกษาจะมาทำแบบนี้ไม่ได้สิครับ”
แล้วก็มาถึงคิวตัวละครตัวที่สามถูกสังคายนา
“มันฝรั่งเดินไปไหนมาไหนด้วยหน่ออ่อน นอกจากจะไม่ถูกต้องตามสัญชาตญาณแล้ว หน้าตายังน่ากลัวด้วยนะครับ นี่เป็นวิธีเคลื่อนที่ที่ดีที่สุดแล้วเหรอครับ”
แจยองพูดไม่ออก ได้แต่แค่นหัวเราะ เห็นอีกฝ่ายปล่อยให้แผนงานที่หมดทางแก้ผ่านได้ก็นึกว่าจะเป็นพวกตาไม่มีแววเสียอีก ทว่าซังอูมีมาตรฐานเป็นของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นทุกคำพูดล้วนสมเหตุสมผล เขาจึงไม่สามารถทำเป็นเล่นได้
แจยองมองภาพสเก็ตช์ของตัวเองนิ่งๆ ในส่วนของมะเขือยาวที่ดูพิสดารเพราะมันสะท้อนรสนิยมส่วนตัว มันฝรั่งเดิมทีก็วาดมาดีๆ แล้วไม่รู้จะจัดการกับขาอย่างไรจึงฝืนวาดหน่ออ่อนยื่นออกมา ระหว่างที่วาดเขาก็คิดว่ามันพิลึกอยู่บ้าง ส่วนผักกาดหอมเขาแค่วาดเล่นๆ ให้ครบสามแผ่นเท่านั้น อย่างไรก็ตามเขาก็มีเรื่องจะพูดเช่นกัน
“ให้เวลาแค่วันเดียวแล้วจะมาคาดหวังอะไรวะ ไอ้ปีศาจ”
เวลาที่ใช้ในการวาดทั้งหมดคือเจ็ดนาที อย่าว่าแต่หนึ่งวันเลย ชั่วโมงเดียวก็ไม่ถึงด้วยซ้ำ แต่แจยองก็ยังตบโต๊ะพูด การบีบให้คนทำงานตามตารางที่แน่นเอี้ยดเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่รู้จักวงการนี้ดีพอ แต่ซังอูกลับตอบโดยไม่มีวี่แววของความละอาย
“ผมไม่ได้คาดหวังไปเรื่อยหรอกนะครับ แต่เพราะเป็นรุ่นพี่ต่างหาก”
“…”
คำพูดนั้นทำให้แจยองเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม ถ้าโดนด่าเขาคงจะสู้กลับซึ่งๆ หน้า แต่พอได้ยินคำพูดแบบนั้น เรี่ยวแรงของเขาก็หายไปเสียดื้อๆ แจยองไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าอะไร แต่เขารู้สึกอึดอัดราวกับหัวใจถูกบีบรัด ผลงานที่เขาไม่ได้ทำอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรชูซังอูก็คงไม่ฟัง
“เรื่องแผนจะทำตามแผนเดิมนะครับ”
“ไม่ได้”
“งั้นมีทางเลือกอื่นไหมล่ะครับ”
ซังอูมองมาที่แจยองด้วยสายตาเย็นชา ครึ่งหนึ่งของแววตาคมกริบคู่นั้นถูกปีกหมวกบังไว้ วันนี้เป็นวันเดียวที่แจยองรู้สึกขอบคุณหมวกนั่น
“ฉันจะวางแผนใหม่ ตั้งแต่ต้น”
“ไม่มีเวลาจะมาเสียเปล่าแล้วนะครับ”
“ทำให้เสร็จก่อนการประชุมคราวหน้าก็พอแล้วไม่ใช่หรือไง วันไหนล่ะ… วันจันทร์นี่หว่า”
แจยองนิ่วหน้า คนอะไรนัดประชุมได้ทุกวี่ทุกวันขนาดนี้ เมื่อดูตารางงานอย่างละเอียดจึงพบว่านอกจากวันเสาร์-อาทิตย์ที่ซังอูต้องทำงานพิเศษ วันที่เหลือมีประชุมทุกวัน เห็นตารางงานแน่นปึกก็นึกว่าจะเปลี่ยนไปทำงานทางอีเมลเร็วๆ นี้เสียอีก สำหรับอีกฝ่ายแล้ว ดูเหมือนว่าแจยองจะเชื่อถือไม่ได้จนต้องคอยตรวจดูทุกวัน
สายตาของแจยองจ้องไปยังปากที่เม้มแน่นของซังอู ถ้าเขาเอาผลงานที่น่าพอใจมาให้ ริมฝีปากนั้นจะเลิกบึ้งตึงแล้วพูดจาเพราะๆ บ้างไหมนะ?
‘ไว้จะติดต่อไปนะครับ พี่’
น้ำเสียงที่จู่ๆ ก็แทรกเข้ามาถูกปรับให้อ่อนโยนกว่าที่เคยได้ยินหนึ่งระดับ จนถึงตอนนี้เขาเคยได้ยินซังอูพูดจาเพราะๆ แค่ครั้งเดียวเท่านั้น และในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นแจยองก็ถูกน็อกโดยสมบูรณ์ แจยองส่ายศีรษะเพื่อสลัดความทรงจำที่อันตรายออกไป
“ถ้าไม่พอใจ ผมจะให้เวลาเสาร์-อาทิตย์ครับ”
ซังอูพูดจาใหญ่โตราวกับว่าเพิ่มวันให้แค่ไม่กี่วันแล้วจะได้งานที่ยอดเยี่ยม
“ส่งแผนมาที่เมลผมตอนเที่ยงคืนวันอา…”
“ฉันไม่ส่ง ไม่ต้องโทรมาทวง”
“ทำไมครับ”
“นั่นไม่ใช่สไตล์ฉัน บางครั้งฉันก็วาดอะไรไม่ออกเลย แล้วมาทำจนเสร็จก่อนหมดเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็มี”
ดวงตาของซังอูหรี่เล็กลง เป็นสายตาที่บ่งบอกว่าไม่ชอบใจคำพูดนั้น
“เหมือนระเบิดที่ไม่รู้ว่าจะระเบิดเมื่อไหร่เลยนะครับ”
“ถ้ารับมือกับสไตล์การทำงานที่แตกต่างกันแค่นี้ไม่ได้ก็ไม่มีคุณสมบัติจะเป็นผู้นำหรือเปล่า เห็นแบบนี้แต่ฉันไม่เคยพลาดกำหนดการของโปรเจกต์สำคัญหรอกนะ”
“แล้วความสำคัญของโปรเจกต์นี้อยู่ในระดับไหนล่ะครับ”
“ไม่รู้สิ นั่นก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของนาย”
“มีแต่คำตอบคลุมเครือทั้งนั้นเลยนะครับ”
ซังอูเก็บเอกสารด้วยสีหน้าเรียบเฉย นั่นหมายความว่าวันนี้เลิกประชุมเร็วอีกแล้ว ซังอูเก็บสัมภาระลงกระเป๋าเป้แล้วรูดซิปอย่างพิถีพิถัน จากนั้นก็สะพายกระเป๋าไว้บนไหล่อย่างรวดเร็วแล้วเดินไปที่ประตูโดยไม่มองแจยองสักนิด ขณะเปิดประตูได้ครึ่งหนึ่ง เจ้าตัวก็หันกลับมา
“เจอกันในการประชุมครั้งหน้าครับ”
“รีบไปอีกแล้วเหรอ”
“ครับ”
“เหตุผลก็ไม่อยากบอก?”
“ก็รู้ดีนี่ครับ”
ปัง ประตูปิดลงอีกครั้ง
หลังจากซังอูออกไปแล้ว แจยองก็นั่งจ้องเก้าอี้ที่ว่างเปล่า คนสองคนซึ่งต่างกันราวกับกลางวันและกลางคืนจะทำงานร่วมกันอย่างนั้นเหรอ? ไม่มีทางเสียหรอก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาขัดแย้งกันทุกเรื่อง และจะต้องเหนื่อยกับการเห็นต่างอยู่เสมอ ชูซังอูเอาแต่พูดจาเป็นงานเป็นการ ถ้าเขาทำตัวสนิทสนมแม้เพียงนิดก็คงถูกผลักไส แจยองเดินเข้ามาในหลุมพรางที่ซังอูขุดไว้ด้วยตัวเองเพราะมีเจตนาแอบแฝงโดยไม่รู้ว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้ ไม่รู้ว่าเขาเสียดายอะไรหนักหนาถึงยังติดอยู่ตรงนี้แม้จะได้ฟังสิ่งที่น่าผิดหวัง ไม่ว่าจะมองมุมไหน การถอนตัวก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ความภาคภูมิใจของเขากลับไม่ยินยอมให้ล้มเลิกตอนนี้
‘คอยดูเถอะ’
แจยองจินตนาการไปถึงตอนที่ซังอูตาเป็นประกายเมื่อได้เห็นตัวละครที่เขาออกแบบแล้ว ในจินตนาการนั้นอีกฝ่ายประสานมือพูดอย่างตื่นเต้น
‘สุดยอดไปเลยครับ พี่แจยอง!’
น้ำเสียงที่ถูกดัดแปลงให้ต่างจากต้นฉบับดังก้องอยู่ในหู แจยองหัวเราะอย่างขมขื่น เก็บภาพร่างที่ถูกปฏิเสธแล้วพับครึ่งอย่างลวกๆ ดูเหมือนเขาจะมีแรงจูงใจให้จดจ่ออยู่กับงานขึ้นมาแล้ว
⌘W
ถึงอย่างนั้นภาพร่างที่จะทำให้นายจ้างอำมหิตพอใจไม่ได้วาดออกมาง่ายเหมือนปากพูด แม้จะนั่งลงที่โต๊ะเพื่อทำงาน แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าบูดบึ้งนั้นขึ้นมา เขาก็หงุดหงิดจนไม่มีสมาธิ ไม่ว่าจะวาดอะไรก็รู้สึกว่าชูซังอูที่คิดว่าแค่ลากเส้นสองสามเส้นก็ออกมาเป็นภาพที่สมบูรณ์ได้จะต้องพูดว่า ‘อันนี้ก็ใช้ไม่ได้ น่าผิดหวังจังเลยนะครับ ผมจะทำตามแผนเดิมครับ’
ในวันศุกร์ แจยองร่างตัวละครใหม่ได้ไม่กี่ภาพก็ล้มเลิกความตั้งใจแล้วออกไปดื่มกับพวกพี่ๆ ที่รู้จัก เริ่มด้วยการไปกินหมูสามชั้นย่างกับโซจูที่ร้านใกล้มหาวิทยาลัย แล้วย้ายไปดื่มค็อกเทลต่อที่บาร์แถวยอนซอกดง จากนั้นก็ไปเที่ยวเล่นที่คลับ และดื่มเบียร์ไปสองสามขวด พอกลับมาถึงบ้าน เขาก็ไม่มีแรงจับปากกาแล้ว
วันเสาร์แจยองมีสติแค่ครึ่งเดียวเพราะอาการเมาค้าง ตอนเย็นหลังจากกินซุปแก้เมาค้างแล้วพอจะตั้งสติได้บ้างเขาก็ดูหนังไปสองเรื่อง ก่อนจะนอนอย่างเต็มอิ่มและตื่นสายในวันอาทิตย์ จากนั้นเขาจับปากกาขึ้นมาอีกครั้ง และเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาพอดีจึงลองขีดๆ เขียนๆ ดู ภาพที่ออกมาค่อนข้างใช้ได้เลยทีเดียว ตัวละครไม่ระบุเพศที่มัดผมหยิกกระเซอะกระเซิงรวบเป็นจุกเดียว มือทั้งสองข้างถือปืนเลเซอร์ กับเกมแนวต่อสู้ผจญภัยเอาตัวรอดประเภทพัฒนาอาวุธ ที่มีฉากหลังแบบสตีมพังค์ดิสโทเปีย[1]
จากจุดนั้นแจยองวาดภาพขึ้นมาอีกภาพ เป็นฉากที่ตัวละครโดดร่มลงมาโดยมีตึกที่กำลังระเบิดอยู่เบื้องหลัง จากนั้นก็วาดปีกเวอร์ชั่นพัฒนาแล้วกับเสือจากัวร์เวอร์ชั่นพัฒนาแล้วขึ้นมาอีกอย่างละหนึ่งภาพ คุณภาพระดับนี้ มนุษย์แครอตของฮันซูยองเทียบแล้วยังอาย ต่อให้ชูซังอูตาถั่วแค่ไหนก็ตำหนิสิ่งนี้ไม่ได้ เขาเขียนคอนเซปต์คร่าวๆ พร้อมกับเส้นเรื่องลงในกระดาษโน้ตแล้วแปะลงบนกระดาษ
พร้อมแล้วสำหรับการประชุม
แจยองออกไปกินมื้อเย็นด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ เขาไปที่ร้านปลาหมึกผัดเผ็ดเปิดใหม่ของเพื่อนสมัยมัธยมตามคำเชิญ หลังจากกินเสร็จเขาก็ไปดูการแสดงสดของศิลปินอินดี้ที่เวทีแสดงขนาดเล็ก
⌘W
“เป็นแผนที่เหมาะกับเกมคอมพิวเตอร์ดีนะครับ”
‘อึก’
ผลงานถูกปฏิเสธอีกแล้ว ซังอูเปิดแฟ้มแล้วหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งออกมา
“นี่เป็นบทวิเคราะห์เกมร้อยอันดับในแอปสโตร์ครับ 68% เป็นมินิเกมง่ายๆ อย่างเกม Arcade เกมต่อสู้ เกม Puzzle ถึงเกม RPG จะมีสัดส่วน 11% แต่ทุกเกมมาจากบริษัทใหญ่ แผนที่รุ่นพี่เสนอมาทำเป็นเกมมือถือด้วยคนสองคนภายในสี่เดือนไม่ได้หรอกครับ”
“ไหนว่าจะซัพพอร์ตทุกคอนเซปต์ที่อยากลองทำไง”
“มันก็ต้องมีขอบเขตสิครับ”
ซังอูย้ายแบบร่างของแจยองไปไว้ด้านข้างด้วยสีหน้าเรียบเฉย ส่วนแจยองรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยเพราะไม่คิดว่าจะถูกปฏิเสธในฉาดเดียวแบบนี้ เขานั่งเหม่อไปครู่ใหญ่
“รุ่นพี่ไม่เคยลองทำเกมมือถือมาก่อน ผมเข้าใจครับ ทีนี้ก็เสียเวลากันมาพอสมควรแล้ว ช่วยโฟกัสที่แผนเดิมด้วยนะครับ”
“ไม่ได้”
“คราวนี้อะไรอีกล่ะครับ”
ซังอูพูดอย่างรำคาญ แจยองไม่เข้าใจว่าตัวเองตกต่ำขนาดนี้ได้อย่างไร ซังอูเป็นคนจัดตารางงานแน่นเกินไปแท้ๆ ทำไมเขาต้องกลายเป็นคนผิดด้วยล่ะ? เขารู้สึกทนไม่ได้ที่ตัวเองเหมือนกลายเป็นดีไซเนอร์ที่ไม่มีทั้งประสบการณ์และความสามารถ แจยองผุดลุกขึ้น สองมือค้ำกับโต๊ะ
“ฉันจะไม่พูดอะไรมาก”
ซังอูนั่งอยู่ที่เดิมและเงยหน้าขึ้นมามองช้าๆ
“ขอเวลาอีกแค่วันเดียว”
เขาร้องขอพอเป็นพิธี เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายจะตกลงหรือปฏิเสธ เขาก็จะยืนกรานทำตามความคิดของตน แต่ซังอูกลับหลบตาเขาเล็กน้อยแล้วถอนหายใจ
“เข้าใจแล้วครับ”
‘เอ๊ะ นึกว่าจะปฏิเสธทันทีซะอีก’
ชูซังอูเป็นคนใจอ่อนขนาดนั้นเลยเหรอ? เมื่อถูกแจยองจ้องเขม็ง ซังอูก็กระแอมไอพลางเก็บเอกสาร แจยองแอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้าง นิ้วมือที่เป็นเหลี่ยมเป็นมุม และข้อมือที่มีกระดูกนูนชัดของอีกฝ่าย ก่อนจะตั้งสติแล้วเดินไปที่ประตู ขณะกำลังจะออกจากห้องประชุม เสียงของซังอูก็ดังขึ้น
“ทำงานกับรุ่นพี่ลำบากจริงๆ ครับ”
“ใครกันแน่ที่ต้องพูดแบบนั้น”
ไม่จำเป็นต้องถามว่าประชุมครั้งต่อไปเมื่อไหร่
“พรุ่งนี้เจอกัน”
“ครับ”
ขณะนี้เวลาประมาณห้าโมง เดิมทีแจยองจะต้องไปกินข้าวเย็นกับเพื่อนและไปคลับกันต่อ แต่เขากลับตรงไปยังห้องทำงาน การปรากฏตัวของเขาทำให้รุ่นน้องเจ้าของที่นั่งข้างๆ ประหลาดใจ เพราะแจยองแค่ลงทะเบียนใช้ห้องไว้แต่แทบไม่ได้แวะมาเพราะช่วงนี้ไม่มีงานที่ต้องทำ เขาเปิดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในรอบหลายเดือน ก่อนจะนั่งประจำที่แล้วหักนิ้ว
“พี่ มาทำอะไรเหรอครับ”
“มีงานให้ทำน่ะ ชเวยูนาไปไหน”
“ไม่รู้ครับ เมื่อกี้ก็ยังอยู่นะ”
ระหว่างรอเครื่องบูต แจยองเข้าไปดูอันดับเกมมือถือในแอปพลิเคชั่นมาร์เก็ต[2] ในบรรดาเกมที่เร้าใจเหล่านี้ไม่มีทางเป็นเกมสำหรับเด็ก นอกจากนี้คอนเซปต์นั้นเป็นดั่งเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะกับเขา เมื่อหน้าเดสก์ท็อปปรากฏขึ้น เขาก็เปิดโปรแกรมพิมพ์เอกสารทันที แล้วพิมพ์หัวข้อลงไป
‘โครงร่างโครงการ’
ถ้าชอบแบบแผนขนาดนั้น เขาจะทำให้ก็ได้ แจยองแค่ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่านั้น ใช่ว่าเขาจะทำตามแบบแผนไม่ได้เสียหน่อย
[บทที่ 1 การสำรวจตลาดและการวิเคราะห์ความนิยมของเกม
บทที่ 2 ข้อเสนอแนะเปลี่ยนประเภทของเกม
บทที่ 3 ข้อเสนอแนะเปลี่ยนชื่อเกม
บทที่ 4 แนวคิดและโครงเรื่อง
บทที่ 5 แบบร่างฉาก, ตัวละคร, อาวุธ, ม็อบ[3]]
นิ้วมือของเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว สายตามองสลับไปมาระหว่างจอมือถือกับจอคอมพิวเตอร์ ขณะเดียวกันสมองซีกหนึ่งก็วิเคราะห์ ส่วนสมองอีกซีกก็คิดเรื่องโครงการใหม่ไปด้วย พร้อมกันนั้นความภาคภูมิใจอันบิดเบี้ยวก็กำลังร้องตะโกนว่ามันไม่ควรเป็นแบบนี้อยู่ในมุมมืด
แจยองวิเคราะห์ตลาดเกมเสร็จในชั่วพริบตา และกำหนดประเภทของเกมใหม่เป็นแนว ‘Side-scrolling Shooting Game[4]’ เขาแนบคำอธิบายไว้ว่าเป็นเกมเรโทรที่เล่นแบบ Platform Jump Action[5] และปล่อยชื่อเกมให้ว่างไว้ อาจเป็นเพราะเขากำลังหงุดหงิด หัวถึงได้แล่นเป็นพิเศษ
เขาจินตนาการถึงฟาร์มขนาดใหญ่ที่ถูกอุกกาบาตตกใส่ทำให้ที่นั่นปนเปื้อนด้วยสสารจากอวกาศ มีเพียงผักกลายพันธุ์ที่ได้รับอิทธิพลจากอุกกาบาตทำให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นที่สามารถต่อกรกับพวกสัตว์กลายพันธุ์ที่มีรูปลักษณ์ประหลาดได้ และเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ผู้กระตือรือร้นที่จะคว้ารางวัลโนเบลสาขาชีววิทยาจึงเข้าใกล้ศูนย์กลางของฟาร์มเพื่อการวิจัย
แจยองดึงกระดาษมาแผ่นหนึ่งแล้ววาดภาพนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องกวัดแกว่งแครอตเป็นอาวุธ เมื่อสมองแล่น ไอเดียต่างๆ ก็ตามมาเป็นทิวแถว หัวไชเท้าเป็นค้อน ข้าวโพดเป็นปืนยาว เมล็ดเป็นกระสุนปืน ฟักทองเป็นระเบิดไดนาไมต์ มันฝรั่งเป็นระเบิดมือ ผักกาดหอมเป็นกับระเบิด
แกรกๆ ปากกาเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง แจยองทำงานอย่างใจจดใจจ่อจนไม่รู้กระทั่งว่ามีคนโทรมา ซองจินที่นั่งอยู่ข้างๆ สะกิดไหล่และบอกว่ามีสายเข้า แจยองจึงตอบโดยไม่มองอีกฝ่าย
“น่าจะเป็นชเวยูนา นายรับแล้วบอกให้หน่อยว่าไปไม่ได้”
“ครับ! อ๊ะ สวัสดีครับ? พี่ ผมซองจินนะครับ พี่แจยองบอกว่าไปไม่ได้น่ะครับ…ไม่รู้สิครับ เหมือนจะกำลังตั้งใจทำอะไรสักอย่างอยู่นะ…ผมไม่รู้หรอกครับว่าคืออะไร…ไม่นะครับ เหมือนจะยังไม่เป็นบ้า…พี่ครับ พี่ยูนาจะคุยด้วย”
“บอกไปว่าไม่ไป”
“ครับพี่ พี่แจยองบอกว่าไม่ไปครับ…ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ไปด่ากันเอาเองเถอะครับ…ครับ ผมก็ไม่รู้ครับ จริงๆ นะครับพี่…แค่นี้นะครับ… แค่นี้ครับ…ครับ”
ซองจินวางสายแล้วยื่นโทรศัพท์ให้
“พี่ยูนาบอกว่าจะฆ่าพี่น่ะครับ”
แจยองรับโทรศัพท์คืนมา แล้วไล่ดูอย่างรวดเร็วว่าในแอปพลิเคชั่นมาร์เก็ตมีเกมที่มีคอนเซปต์คล้ายกันอีกหรือไม่ ใช่แล้ว โครงการที่แปลกใหม่ขนาดนี้จะไปมีอีกได้อย่างไร เขากลับไปสเก็ตช์รูปต่อด้วยสีหน้ามั่นใจ ขณะเดียวกันซองจินก็ยื่นหน้าข้ามไหล่มาและส่งเสียงอุทานด้วยความประทับใจ
“โห โคตรเท่ อันนี้อะไรเหรอครับ”
“ทุนเรียนต่อของพี่เอง”
แจยองว่าพลางหัวเราะในลำคอ เพราะเขารู้สึกขำตัวเองที่ผิดนัดเพื่อนและจดจ่ออยู่กับงาน ชูซังอูสามารถดึงว่าที่บัณฑิตที่เคยเล่นสนุกไปวันๆ ออกจากความเกียจคร้านได้ ช่างเป็นคนที่สุดยอดจริงๆ
คราวนี้แจยองมั่นใจมากจริงๆ เขามั่นใจว่าคำชมจะต้องหลุดออกมาจากปากที่เอาแต่ทำท่าทางหงุดหงิดนั่นแน่นอน ชายหนุ่มกัดฟันพลางกระชับฝ่ามือที่จับปากกา
⌘W
[1] สตีมพังค์ (Steampunk) โลกที่ผสมผสานองค์ประกอบทางประวัติศาสตร์เข้ากับความล้ำของเทคโนโลยี ต่างจากไซเบอร์พังค์ (Cyberpunk) ที่เป็นโลกแห่งอนาคตที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีล้วนๆ ส่วนดิสโทเปีย (Dystopia) คือชุมชม สังคม สถานที่ที่มีสภาพเลวร้าย เช่น ปกครองด้วยระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ หรือมีภัยพิบัติทางธรรมชาติ
[2] แอปพลิเคชั่นมาร์เก็ต แหล่งโหลดแอปสำหรับมือถือ เช่น Play Store ของแอนดรอยด์ หรือ App Store ของ iOS
[3] ม็อบ (Mob ย่อมาจากคำว่า Mobile) ตัวละครในเกมที่ถูกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า NPC
[4] Side-scrolling Shooting Game เกมยิงที่ภาพจะเลื่อนไปทางด้านเดียวตลอด เช่น เกม Contra เกม Konami’
[5] Platform Jump Action เกมที่ตัวละครสามารถกระโดดข้ามระหว่างแท่นที่แขวนอยู่ ข้ามอุปสรรค หรือทั้งสองอย่างเพื่อเดินหน้าไปตามเกม