Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 30 Cyan #3
แจยองเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว นอกจากภาพร่างชุดแรกที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจวาดขึ้นมา ยังมีภาพร่างสำรองอีกสองภาพ รวมเป็นสามภาพ และพิมพ์แผนงานออกมาไว้ล่วงหน้า กระดาษถูกจัดเรียงตามหมายเลขหน้า และเย็บเข้าด้วยกันอย่างเรียบร้อย อีกทั้งเขายังใส่ใจกระทั่งการแต่งตัว แม้ว่าต่อให้ตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ชูซังอูก็จะไม่มีวันสังเกตเห็นก็ตาม
“อืม…”
ชั่วขณะที่ซังอูกำลังตรวจแผนงานนั้นยากจะทานทน เขาอยากรู้ว่าใบหน้าที่อยู่ใต้หมวกนั้นคิดอะไรอยู่! แม้จะเป็นสีหน้าไร้ความรู้สึกแต่ดูเหมือนว่าโหนกแก้มจะยกขึ้นเล็กน้อย แจยองไม่อยากถูกจับได้ว่าเขากำลังกังวลอยู่ลึกๆ ในใจจึงจงใจนั่งพิงเก้าอี้และทำสีหน้าเย่อหยิ่ง
“รุ่นพี่เก่งภาษาอังกฤษด้วยเหรอครับ”
ดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังดูชื่อเกมอยู่ ถึงแจยองไม่คิดจะทำโปรเจกต์นี้ไปจนจบ แต่เขาก็รับชื่อ ‘ยอดมนุษย์ผัก’ ไม่ได้จริงๆ จึงตั้งชื่อใหม่ว่า ‘เวจจี้เวนเจอเรอร์ Veggie Venturer’ ซึ่งสามารถย่อเป็น ‘เวเวน’ หรือ ‘VV’ ได้
“ก็พอได้”
“ทำได้ดีเกินคาดหลายอย่างเลยนะครับ”
“นายก็พูดได้สองภาษานี่”
“นั่นสินะครับ ภาษาเกาหลีกับภาษาจีน”
“ภาษาเกาหลีกับภาษาคอมฯ ต่างหาก เนทีฟ[1]ทั้งคู่”
ซังอูไม่เข้าใจที่แจยองล้อเลียน เขานั่งงงไปชั่วครู่ก่อนจะหรี่ตาลงเมื่อสายไป
“เลิกพูดอะไรไร้สาระสักทีเถอะครับ ภาษาโปรแกรมมิ่งมีตั้งกี่ภาษา ถ้าจะนับแบบนั้นก็ต้องบอกว่าหกภาษาแล้วครับ”
สายตาของอีกฝ่ายกลับไปมองที่แผนงานอีกครั้ง แผ่นแรกผ่านไปโดยไม่มีความเห็น แผ่นต่อมาก็ไม่ได้จิกกัดอะไร แจยองทันเห็นอีกฝ่ายเคลื่อนไหวด้วยการพยักหน้าเบาๆ เขาใจสั่นยิ่งกว่าตอนประกาศผลการประกวดที่รอมาครึ่งปีเสียอีก
ครู่ต่อมาสีหน้าของซังอูก็เปลี่ยนไปขณะตรวจดูภาพร่าง ริมฝีปากที่เคยเรียบนิ่งคลี่ยิ้มเล็กน้อยจนแทบมองไม่ออก ดวงตาที่ดูน่ากลัวหรี่เล็กและโค้งลงอย่างไม่คาดฝัน
“ตัวละครนี้เหมือนรุ่นพี่เลยครับ”
“…ตรงไหน”
“สักที่แหละครับ”
ภาพร่างหมายเลข 1 คือนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง หมายเลข 2 เป็นโครงกระดูกสยองขวัญ หมายเลข 3 เป็นตัวละคร SD[2] 2 ตัว หลังจากทำให้แจยองสับสนวุ่นวายแล้ว ซังอูก็ลดเอกสารแผนงานในมือลง แจยองสบตากับอีกฝ่ายและได้เห็นสีหน้าใหม่ ในดวงตาที่เบิกกว้างเล็กน้อยนั้นฉายแววตื่นเต้น
“ทำได้ดีมากครับ”
ช่วงเวลาแห่งการยอมรับที่เขารอคอยทั้งเรียบง่ายและง่ายดายจนน่าตกใจ แม้อีกฝ่ายจะพูดออกมาเพียงประโยคเดียว แต่ความภาคภูมิใจก็เอ่อล้นขึ้นมาในใจเขาอย่างรวดเร็ว เพียงเพราะมันเป็นคำพูดที่มาจากคนพัฒนาเกมที่เข้มงวดและขาดความเป็นมนุษย์
สีหน้าของซังอูกลับไปราบเรียบในทันใดพร้อมทั้งมองมาที่แจยอง
“ตัวละครเอาเป็นภาพที่สามแล้วกันครับ”
“หา?”
ความประทับใจพังครืน แจยองรีบหยิบแผนงานมาพลิกไปที่หน้าตัวละครตัวที่หนึ่งที่เขาทุ่มเททั้งเวลาและความพยายามสร้างขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่มีมือและเท้าขนาดใหญ่ สวมแว่นหนาเตอะ และมีผมสีขาวยุ่งเหยิง เสื้อกาวน์ฉีกขาดเผยให้เห็นกล้ามเนื้อเด่นชัดที่เขาลงสีอย่างพิถีพิถันถึงหนึ่งชั่วโมง
เมื่อพลิกกระดาษอีกสองแผ่นก็จะพบกับภาพร่างที่สามซึ่งเป็นภาพตัวละครชายหญิงคู่หนึ่งที่เขาใช้เวลาวาดลวกๆ แค่ห้านาทีเพื่อให้ครบตามจำนวน ตัวละครชายมีต้นแบบมาจากซังอู หน้าตาเหมือนเจ้าตัวทุกอย่าง แต่ไม่สวมหมวก ผิวขาว รูปตาดูดุดัน ร่างกายผอมแห้งอยู่ในชุดที่หลวมโพรก
“อันนี้รุ่นพี่ใช่ไหมครับ”
ซังอูชี้ตัวละครผู้หญิง แจยองนิ่วหน้า มองแค่สีหน้ายากจะตัดสินว่าอีกฝ่ายล้อเล่นหรือพูดจริง
‘หลอกด่ากูปะวะ’
ตัวละครที่มีผมประบ่าสีส้ม มีดวงตากินพื้นที่กว่าครึ่งหน้าไม่มีทางเหมือนแจยองแน่นอนอยู่แล้ว
“แต่ฉันชอบภาพแรกมากกว่านะ”
“ผมชอบภาพที่สามมากกว่าครับ”
แจยองส่ายหน้า แม้จะเป็นผู้ชายที่ไร้กฎเกณฑ์ แต่เขาก็เป็นดีไซเนอร์ที่มีวาทศิลป์ เขาออกแบบมาเช่นนั้นเพื่อให้ตรงกับความสนใจของลูกค้าที่ชอบดีไซน์ที่ให้ความรู้สึกว่ามีสีสัน ในขณะเดียวกันก็เป็นโมโนโทน และมีการตกแต่งที่มากพอแต่ก็เรียบง่าย เขาอธิบายอยู่สองนาทีว่าภาพร่างแรกเหมาะกับคอนเซปต์อย่างมากและเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ซังอูฟังจนจบแล้วพูดออกมาคำหนึ่ง
“เข้าใจแล้วครับ เอาเป็นภาพที่สามนะครับ”
“ตัวละครนักวิทยาศาสตร์เหมาะกับการผจญภัยมากกว่าตัวละครวัยรุ่นชายหญิงมากนะ”
“ถูกต้องครับ แต่ผมจะเอาภาพที่สาม”
“ทำไมวะ”
“ตัดสินจากภาพรวมครับ”
ซังอูตอบสรุปคร่าวๆ ไม่สมกับเป็นเจ้าตัวและเตรียมจะข้ามไปเรื่องอื่น เห็นได้ชัดว่าเขายึดติดกับตัวละคร SD
“เฮ้ย เอาอันแรกเถอะ”
“ไม่เอาครับ”
ไม่ว่าจะพยายามโน้มน้าวอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่สะเทือน
“เอา บอกให้เอา”
หลังจากโต้เถียงกันอยู่สองสามรอบ แจยองก็ล้มเลิกความตั้งใจ ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็บรรลุเป้าหมายแล้ว และเขาจะถอนตัวจากโปรเจกต์
ซังอูค่อยๆ วางแฟ้มแผนงานลงแล้วหันกายมาหาแจยองอีกครั้ง
“ตอนแปลงภาพร่างเป็นรูปดิจิทัลช่วยคำนึงถึงตอนใส่แอนิเมชั่น และแยกส่วนอวัยวะมาให้ด้วยนะครับ รุ่นพี่เก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ แล้วส่งไฟล์ png ที่ปรับขนาดแล้วมาให้ผมก็พอ ถ้าทำไกด์ไลน์เสร็จแล้ว ผมจะส่งให้ทางอีเมลพร้อมกับตารางสเปกและไซซ์ รบกวนทำตามนั้นด้วยนะครับ ส่วนชื่อ…”
แจยองนั่งเหม่อ เอาคางเกยโต๊ะ ระหว่างที่มองริมฝีปากที่ขยับไม่หยุด เสียงที่เปล่งออกมาก็ค่อยๆ ไกลออกไป เขาแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเสียงนกหรือเสียงร้องของสัตว์ แต่ในระหว่างนั้นซังอูก็หยุดพูด สติของแจยองถึงได้กลับมา
“ไหวไหมครับ”
“…ไม่”
“รุ่นพี่ตั้งใจทำงานหนัก สภาพร่างกายเลยดูไม่ค่อยดีเท่าไร เหนื่อยหน่อยนะครับ อย่าลืมอ่านทำความเข้าใจสิ่งที่ผมส่งให้วันนี้ด้วยนะครับ”
“อือ”
เหนื่อยหน่อยนะ…งั้นเหรอ เขาเพิ่งเคยได้ยินซังอูพูดคำที่เป็นทางการแบบนั้นครั้งแรก แจยองคิดมาตลอดว่าซังอูไม่ชอบเข้าสังคม แต่เท่าที่สัมผัสดูคล้ายว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น บางทีอีกฝ่ายอาจจะแค่ไม่พูดคำพูดไร้สาระ
“แล้วก็…มาตรงนี้หน่อยครับ”
คำพูดเหนือความคาดหมายเรียกให้แจยองเงยหน้าขึ้น
“ทำไม”
“ขอแจ้งล่วงหน้านะครับ รุ่นพี่ทำได้ดี ผมก็เลยจะลูบหัวชมเชยครับ”
ทันใดนั้นซังอูก็ลุกขึ้นยืนลังเลอยู่ชั่วครู่แล้วยื่นแขนมา แจยองเหม่อมองนิ้วมือของอีกฝ่ายที่ใกล้เข้ามา มือนั้นเข้ามาใกล้ผมหน้าม้าของแจยองแล้วเลยไปลูบกระหม่อมด้วยท่าทางแบบหุ่นยนต์ หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง จากนั้นก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว
แจยองหลับตาแน่นโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่โตมานี่เป็นครั้งแรกที่มีคนทำแบบนี้กับเขา ใบหน้าของแจยองร้อนผ่าว ชั่วขณะที่เขายกมือขึ้นปิดปาก เสียงปิดประตูก็ดังขึ้น
แจยองถอนหายใจยาวเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในห้องประชุมแล้ว
“อะไรของเขาวะ”
⌘W
ขณะออกจากห้องประชุม แจยองรู้สึกเหมือนถูกจิ้งจอกล่อลวง มันคือการโจมตีต่อเนื่อง การเรียกเขาว่า ‘พี่’ คือการกระชากคอเสื้อ ส่วนการโจมตีด้วยการลูบหัวคือการน็อกดาวน์ เขารู้สึกคันยุบยิบจนอยากจามขึ้นมา คล้ายสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง
เมื่อออกจากห้องสมุด เขาก็ถูกโอบล้อมด้วยท้องฟ้าที่แผ่ไปไกลสุดลูกหูลูกตา มันเป็นสีไซอัน[3]สว่างจ้าอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่หัวใจยังคงเต้นแรง และริมฝีปากยังคงคลี่ยิ้ม อาการจอฟ้ากลายเป็นสีครามของท้องฟ้าอันสดใส แจยองลบความคิดที่จะถอนตัวจากโปรเจกต์ออกไปจากหัวแล้ว
แม้จะเบลอเหมือนคนแพ้เกสรดอกไม้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ลับสัมผัสที่หกให้เฉียบคมเหมือนนักสืบเพราะรู้สึกขัดแย้งเล็กๆ ในใจ ถึงจะบอกว่าเป็นการชมเชย แต่อีกฝ่ายจำเป็นต้องทำอะไรที่ไม่เข้ากับตัวเองที่สุดในโลกแบบนั้นด้วยเหรอ?
เมื่อคิดถึงวงจรความคิดของชูซังอูแล้วก็ไม่ถึงกับเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้ มันสามารถอธิบายได้ว่า ตอนที่แจยองลูบหัวฝ่ายนั้นสองสามครั้ง การกระทำนั้นคงถูกป้อนข้อมูลเข้าไปในวงจรความคิดของเจ้าตัว เกิดเป็นการคาดเดาว่า ‘คนคนนั้นคงชอบการกระทำแบบนั้น’ เขาจึงทำเช่นนั้นคืน
มันเป็นเพียงความรู้สึกที่คอยกวนใจแจยอง ความรู้สึกขัดแย้งในใจ ความกังวลใจว่าความสงบสุขที่ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงใดๆ เพราะเป็นสิ่งที่รู้สึกไปเองฝ่ายเดียวนี้อาจพังทลายลง ในขณะเดียวกันก็ยังมีความตื่นเต้นที่ยากจะรับมือ เหล่านั้นล้วนเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อน
ในห้องทำงานมียูนาอยู่กับซองจิน คงเพราะวันก่อนแจยองปล่อยให้อีกฝ่ายรอเก้อ เมื่อเห็นหน้าเขา ยูนาจึงเดือดพล่าน แจยองฟังอีกฝ่ายบ่นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
“แล้วก็นะ คืนนั้นบรรยากาศอย่างมัน เสร็จแล้วกูได้ลายเซ็นบนซีดีด้วย”
“สนุกก็ดีแล้ว”
“มึงนั่นแหละพลาดแล้วที่ไม่มา สรุปแล้วมัวแต่ทำอะไรอยู่กันแน่วะ”
“มีงานให้ทำ ตอนนี้ก็ยังมี ต่อไปนี้ไม่ต้องมาชวนกูคุยแล้วนะ”
เมื่อได้ยินแจยองใช้วิธีพูดแบบชูซังอู ยูนาก็มองเขาราวกับเห็นมนุษย์ต่างดาว ตอนนั้นเองเขาจึงเห็นว่าซองจินที่นั่งข้างๆ กำลังเก็บจอคอมพิวเตอร์ลงในกล่อง
“นายทำอะไรน่ะ”
“ผมจะไปเข้ากรมครับพี่”
“หา?”
ได้ยินว่าอีกฝ่ายไปสารภาพรักกับผู้หญิงที่ชอบแล้วถูกทิ้งจึงไม่มีแรงบันดาลใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป เขาดรอปเรียนไว้และจะเข้ากรมภายในเดือนนี้ ยูนาที่กำลังหงุดหงิดใส่แจยองเริ่มปลอบซองจินด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แจยองเองก็นิ่งเฉยไม่ได้จึงสัญญาว่าจะเลี้ยงข้าวเย็น ซองจินสูดน้ำมูกและเริ่มอธิบายความรู้สึกของตัวเอง แต่แจยองฟังได้ประมาณห้านาทีก็เปิดคอมพิวเตอร์
‘จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนกลายเป็นชูซังอูเลยแฮะ’
เขานึกสงสัยว่าตัวเองกลายเป็นคนที่ยึดงานเป็นหลักแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้เลยจริงๆ แจยองรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกเล่ห์กลของซังอูบงการ แต่กลับไม่มีทางขัดขืน แจยองสแกนภาพสเก็ตช์ลงในคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นก็เปิดโปรแกรมออกแบบกราฟิกขึ้นมาแล้วเริ่มเปลี่ยนภาพนั้นเป็นไฟล์ดิจิทัล
⌘W
“กูต้องกลับบ้านแล้ว มึงไม่กลับเหรอ”
ยูนาเอ่ยถาม
“กี่โมงแล้วนะ”
“ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว”
แจยองกะพริบตาที่แห้งแล้วดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ เวลาผ่านไปขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เขาออกไปเลี้ยงข้าวซองจินนอกมหาวิทยาลัยแล้วกลับเข้ามาตอนประมาณหนึ่งทุ่ม หลังจากนั้นก็ทำงานจนแทบไม่ได้พัก เมื่อบิดขี้เกียจ ความเมื่อยล้าก็หลั่งไหลเข้ามา
“หมู่นี้มึงขยันจังนะ อะไรอะ มีอะไรดีๆ ก็บอกกันบ้างดิ” ยูนาให้ความสนใจกับงานของเขา
‘ควรอธิบายยังไงดีนะ…’
แจยองครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และตอบในเวอร์ชั่นที่กระชับที่สุด
“เกมมือถือ”
“อินมากเลยดิ สนุกมากสิท่า?”
เขาพูดออกไปไม่ได้ว่าเป็นเพราะอยากได้รับคำชมจากคนพัฒนาเกมจึงได้แต่พยักหน้ารับ ขณะที่กำลังคิดว่าจะหากาแฟดื่มสักแก้วแล้วกลับบ้านก็มีข้อความเข้ามาที่โทรศัพท์
[นายจ้าง : อีก 5 นาทีจะเที่ยงคืนครับ เห็นยังไม่ส่งเมลมาผมเลยมาเตือน_11:55]
แม้เนื้อความจะเหมือนกับข้อความก่อนหน้าราวกับก็อปวาง แต่ตอนนี้แจยองกำลังตกอยู่ในภวังค์ของชูซังอู แม้จะเห็นข้อความที่ดูเป็นการเป็นงาน เขาก็รู้สึกตื่นเต้น คราวนี้เขาตั้งใจทำงานมาก ข้อมูลที่ต้องส่งก็รวบรวมไว้แล้ว เขาเปิดกล่องอีเมลขึ้นมา ขณะกำลังกดแนบไฟล์รูปเขาก็ชะงัก
จู่ๆ แผนการอื่นก็แวบขึ้นมาในใจ แทนที่จะส่งอีเมล เขากลับเอนหลังพิงเก้าอี้พลางกอดอก นั่งเขย่าขาจ้องโทรศัพท์อยู่สามนาที เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนตรงก็มีโทรศัพท์เข้ามาตามนัด แจยองรออยู่หกวินาทีก่อนจะรับโทรสาย และปรับน้ำเสียงให้ต่ำที่สุด…
“อ้อ ซังอู”
[…ครับ?]
“โทรมาทำไมเหรอ”
[เอ่อ…หมดเว- เที่ยงคืนแล้ว…เห็นยังไม่มีเมลเข้ามา…ผมก็เลยโทรมาครับ]
“พี่ลืมไปเลยแฮะ ขอบคุณนะที่โทรมา จะส่งให้เดี๋ยวนี้เลย”
[…]
“กินข้าวเย็นหรือยัง”
[ครับ]
“กินอะไร”
[ที่โรงอาหารครับ ทำไมเหรอครับ]
“เมนูอะไรล่ะ”
[โชบับ[4] ซุปเต้าเจี้ยวใส่ผักกาด กิมจิ ไส้กรอก ผัดผัก ปลาแอนโชวีผัด โยเกิร์ต ถามทำไมเหรอครับ]
“อยากได้ยินเสียงน่ะ”
[…]
“พี่ชอบฟังเสียงคนพูดไง”
[งานอดิเรกแปลกดีนะครับ แค่นี้นะครับ]
สายตัดไปก่อนที่เขาจะทันได้ตอบอะไร แจยองเอียงคอไปมา ผลการทดลองคือน้ำเสียง ถ้าซังอูมีใจให้เขาก็คงไม่ย้อนตอบและรีบร้อนตัดสายไปแบบนั้น
‘เราเข้าใจผิดไปเองเหรอวะ’
ถ้าอย่างนั้นเขาก็คงโชคดีแล้ว ยูนาที่อยู่ด้านหลังบ่นพึมพำขึ้นมา
“บ้าเอ๊ย เมื่อกี้มึงเป็น’ไรอะ”
“อะไร”
“น้ำเสียงกับวิธีพูดทำไมเป็นแบบนั้นวะ อยากจะอ้วก”
“ไม่เสือกสิครับ”
ซังอูเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่เขารู้สถานการณ์ของตัวเองดี อาการของการมีความรัก สภาวะไร้ข้อผูกมัด มีเพียงความตื่นเต้นอย่างอิสระเท่านั้น สำหรับการมีความรัก เขาสนุกกับช่วงเวลานี้ที่สุด ถ้าความรู้สึกพัฒนาจากจุดนี้ไปมากกว่านี้ สถานการณ์จะซับซ้อนยิ่งขึ้น ขุ่นมัวยิ่งขึ้น ทั้งยังอันตรายยิ่งขึ้น แต่ขอเพียงรักษา ‘เส้น’ นี้ไว้ได้ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล แจยองมั่นใจ เพราะที่ผ่านมาเขาไม่เคยเสียการควบคุมเพราะความรู้สึกเลยสักครั้ง
‘แต่ถึงอย่างนั้นก็ตั้งอกตั้งใจเช็ดผลไม้ที่ไม่ได้เอาเข้าปากน่าดูเลยนะครับ’
แจยองมองรูปที่อัดแน่นอยู่เต็มโฟลเดอร์พลางยิ้มอย่างขมขื่น ถ้าเพียงซังอูไม่มาเล่นตุกติกแกล้งทำตัวเป็นรุ่นน้องที่น่ารักขึ้นมา เขาก็คงไม่ถูกปั่นหัวอย่างไร้ทางตอบโต้แบบนี้ แจยองเปิดกล่องอีเมลแล้วแนบไฟล์งานที่เขาตั้งใจทำลงไป
ส่งเมลแล้ว เสร็จงาน
⌘W
[1] เนทีฟ มาจาก Native Speaker
[2] SD ย่อมาจาก Super Deformed หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ตัวละครจิบิ” โดยจะวาดร่างกายของตัวละครบิดเบือนจากความเป็นจริง ทำให้มีรูปร่างผิดสัดส่วน โดยส่วนใหญ่มักจะใช้สัดส่วน 1:3 จากขนาดตัวจริง
[3] สีไซอัน (Cyan) หนึ่งในแม่สี อยู่ระหว่างสีเขียวและสีน้ำเงิน เป็นหนึ่งในสีของระบบสี CMYK ที่ใช้ในเครื่องพิมพ์
[4] โชบับ ข้าวสวยหุงผสมข้าวฟ่างหญ้า