Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 31 Cyan #4
“ผมเช็กไฟล์ที่ส่งมาให้แล้วนะครับ โดยรวมก็โอเค แต่มีเรื่องจะพูดอยู่สองสามเรื่องครับ”
ซังอูที่เขาเจอในวันต่อมายังคงดูเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่ได้หยอดน้ำมัน เจ้าตัวเปิดไฟล์ที่เขาส่งไปเมื่อวานขึ้นมาโดยไม่แม้แต่จะสบตาเขา จากนั้นก็ขยายรูปแล้วชี้ไปที่มุมหนึ่ง
“เห็นใช่ไหมครับว่าพิกเซลมันแตก แก้มาด้วยครับ”
“ในมือถือมันเห็นเหรอ”
“รายละเอียดเล็กๆ พอมารวมกันมันก็เกิดเป็นภาพที่สมบูรณ์ได้นะครับ ช่วยใส่ใจด้วยครับ”
ต่อไปเป็นรูปอาวุธสองอันถูกเปิดสลับขึ้นมา
“ส่วนนี้ควรจะใช้โค้ดสีเดียวกัน แต่เห็นใช่ไหมครับว่ามันต่างกัน แก้มาด้วยครับ”
ต้องเรียกว่าตาเหยี่ยว มันเป็นรายละเอียดที่ไม่สำคัญ แต่สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาก็ไม่ผิด เขาจึงไม่มีอะไรจะพูด ซังอูชี้กรณีเดียวกันอีกสองสามจุดก่อนจะจัดเรียงโฟลเดอร์ตามชื่อไฟล์
“แล้วก็ผมเขียนในไกด์ไลน์ชัดเจนแล้วใช่ไหมครับว่าเวลาส่งรูปมาให้ตั้งชื่อไฟล์ด้วยรูปแบบ ‘ประเภท_รายละเอียดประเภท_เลขสองหลัก’”
“…”
“ตรงนี้ไม่ใส่อันเดอร์สกอร์มา และทั้งหมดใส่เลขมาหลักเดียว ช่วยเพิ่มเลข 0 ข้างหน้าด้วยนะครับ แล้วก็อย่าใช้ตัวพิมพ์ใหญ่กับตัวพิมพ์เล็กผสมกันครับ ใช้แค่ตัวพิมพ์เล็กก็พอ เคยทำเว็บมาก่อนแท้ๆ ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะครับ ที่ทำผิดมาคราวนี้ผมแก้ให้แล้ว คราวหน้าระวังอย่าให้ผิดอีกนะครับ”
อีกฝ่ายก็สนใจอยู่แค่นี้ แจยองสร้างไฟล์หลายสิบไฟล์พร้อมกันภายในเวลาที่กำหนด เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ทำพลาดเลย ยิ่งปกติเขาเป็นคนชอบตั้งชื่อไฟล์ทำนอง ‘สุดท้าย_final11สุดท้ายแล้วจริงๆ_1_สุดท้าย.ai’ ยิ่งแล้วใหญ่
“ไอ้คนเลือดเย็น”
ซังอูพับโน้ตบุ๊กลงแล้วเก็บใส่กระเป๋าโดยไม่สนใจคอมเมนต์ของแจยอง วันนี้ไม่มีคำว่า ‘ทำได้ดีมากครับ’ อะไรทำนองนั้นเหรอ แจยองแอบรออยู่ในใจ ทว่ากลับมีเพียงลมเย็นๆ พัดผ่าน ทำงานหนักแทบตายแต่ไม่ได้รับคำชมสักคำ สุดท้ายเรื่องที่ชูซังอูเองสนใจเขาเหมือนกันนั้นก็เป็นแค่การคิดไปเองที่เกิดจากความหวัง
เมื่อซังอูเก็บของเสร็จและลุกขึ้น แจยองก็เอ่ยเรียกลอยๆ
“นี่”
“ทำไมครับ”
“ช่วงนี้การเรียนนายโอเคดีหรือเปล่า”
เขาไม่รู้จะพูดอะไรจึงหลุดถามคำถามผิวเผินออกไป ซังอูสบตากับแจยองด้วยสีหน้าเป็นเชิงว่าถามเรื่องแบบนั้นไปทำไม
“ดีครับ วันนี้ก็เพิ่งไปมา”
“ซูเปอร์แมนชัดๆ”
“ช่วงนี้สภาพจิตใจดี การเรียนก็เลยเป็นไปด้วยดีครับ”
“ดีเพราะฉันถอยให้สินะ ขอบใจ ไอ้เด็กเวร”
ทีนี้ก็จะถึงคราวอีกฝ่ายนิ่วหน้าและบอกเขาว่าพูดจาไร้สาระให้มันน้อยๆ หน่อย ถ้าดูจากรูปแบบที่ผ่านมามักจะเป็นเช่นนั้น แต่ซังอูกลับกลอกตาไปรอบๆ แล้วจ้องไปที่มุมหนึ่งของเพดาน
“เปล่าครับ ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว”
“แล้ว?”
“ผมไม่อยาก….”
“ผมไม่อยากตอบครับ คำฮิตใหม่เหรอ”
คราวนี้ก็ได้เวลาออกจากห้องประชุมแล้ว ทันใดนั้นซังอูก็ก้าวเท้าไปทางประตูอย่างที่คิดจริงๆ แจยองคิดจะรีบคว้าแขนของอีกฝ่ายเอาไว้ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าซังอูเกลียดการแตะต้องร่างกายสุดขีด เขาจึงเปลี่ยนไปจับสายกระเป๋าเป้แทน
“นายว่าฉันผอมลงไหม”
“ไม่ครับ ช่วยปล่อยอันนี้ด้วยครับ”
เขาได้เวลามาจากการพูดไร้สาระหนึ่งวินาที ทีนี้อีกฝ่ายก็จะจากไปภายในสามวินาที แจยองใช้สมองอย่างหนักก่อนจะเกิดความคิดที่บรรเจิด
“ฉันต้องแก้ตั้งหลายอย่าง มีส่วนที่ไม่เข้าใจด้วย… นายมาดูด้วยตัวเองและคอยบอกฉัน แบบนี้ดีปะ”
“ที่พูดไปนั่นก็ไม่เข้าใจเหรอครับ”
“เอาให้ชัวร์ไม่ดีกว่าเหรอ นายยังไม่เคยเข้าไปที่ ‘สินกำใช่ปะ ไปดูห้องที่ฉันทำงานแล้วก็ดื่มชาสักถ้วยเถอะ อ่านหนังสือเสร็จหมดแล้วนี่”
“…ห้องทำงานของรุ่นพี่?”
ฟังจากน้ำเสียงแล้วไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร หมวกของหมอนั่นทำให้เขามองไม่เห็นดวงตาคู่นั้นและอ่านสีหน้าไม่ออก แจยองดึงสายกระเป๋าเบาๆ
“ไปกันเถอะ นายไม่มีอะไรทำอยู่แล้วนี่”
“มีอะไรให้ทำเยอะแยะไปครับ”
ซังอูตอบตามตรงแล้วกอดอก
“แต่ก็ควรไปเช็กสภาพแวดล้อมที่รุ่นพี่ทำงานเหมือนกัน เพราะดูเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไร งานก็เยอะด้วย ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานถึงจะดีกับทั้งสองฝ่ายไงครับ”
“ใช่แล้ว ฉันหมายถึงอย่างนั้นแหละ”
แจยองที่เคยนั่งหมดแรงอยู่ที่โต๊ะผุดลุกขึ้นทันที ซังอูเห็นดังนั้นก็เบิกตากว้าง
“ตอนนี้เหรอครับ”
“งั้นจะตอนไหนล่ะ”
“ผมยังไม่ได้เตรียมใจ….”
“จะต้องเตรียมใจอะไร ไปแค่แป๊บเดียว ตามมาเถอะน่า”
แจยองลากสายกระเป๋าของซังอูให้เดินมาด้วยกัน ระหว่างออกจากห้องสมุดซังอูก็เดินตามเงียบๆ ไม่พูดอะไร
อากาศช่วงต้นเดือนเมษายนสดชื่นและเย็นสบาย แจยองชอบอากาศแบบนี้ที่สุด เขาเดินผิวปากพลางดึงสายกระเป๋าของซังอูไปด้วยเมื่อรู้สึกว่าฝ่ายนั้นอยู่ห่างเกินไป จนกระทั่งมาถึงหน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์
“มันเป็นห้องทำงานสำหรับสี่คน ลงทะเบียนรายเทอมก็ใช้ได้”
“งั้นก็มีคนอื่นอยู่ด้วยเหรอครับ”
“ก็มีอีกสองคน คนหนึ่งเห็นว่าไปเข้ากรม ส่วนอีกคนก็ทำแค่เรื่องที่ต้องทำเท่านั้นแหละ นายไม่ต้องสนใจหรอก”
“เป็นรุ่นพี่ผมเหรอครับ”
“เรียนปีเดียวกับนายแต่อายุเท่าฉัน ลองไปทักทายเอาเองเถอะ”
อายุมากกว่าสองปีแต่อยู่ปีเดียวกัน ซังอูมีสีหน้าสับสน ในกรณีแบบนี้ปกติแล้วแค่เรียกว่าพี่ก็จบ แต่สำหรับซังอูนั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แจยองเปิดประตูห้องทำงาน
“ที่นี่แหละ เข้าไปสิ”
ซังอูเดินเข้าไปในพื้นที่ที่มีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่อยู่สี่โต๊ะ แจยองไม่เคยรู้สึกอึดอัดกับสถานที่นี้เลยสักครั้ง แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกกระดากอายขึ้นมา โปสเตอร์ที่ติดซ้อนกันอยู่บนผนัง วันนี้กลับดูสกปรกเป็นพิเศษ บนพื้นมีกล่องต่างๆ กระดาษยับยู่ยี่ ถุงขนม ลำโพงที่เสียแล้ว เครื่องหนีบผม เครื่องนวดน่องขา รองเท้าแตะที่หายไปข้างหนึ่งและอื่นๆ อีกมากมายกระจัดกระจายอยู่ทั่ว เพลงแนวเฮวีเมทัลที่ยูนาเปิดไว้ฟังดูน่าหนวกหูเป็นพิเศษ หญิงสาวกำลังหลับตาโยกหัว ผมประบ่าสีเหลืองสดสะบัดอยู่กลางอากาศอย่างบ้าคลั่ง
‘…คิดๆ ดูแล้วสองคนนี้ไม่น่าจะเข้ากันได้แฮะ’
“เฮ้ย ชเวยูนา หันมานี่หน่อย”
“ทำไม”
เธอตอบโดยไม่หันมา แจยองมองหน้าซังอูราวกับเห็นผี อีกฝ่ายไม่มีทางพอใจอยู่แล้ว เพราะวันนี้ยัยนั่นดันใส่เสื้อแจ็คเก็ตหนังสีแดงและใส่โชคเกอร์ที่คอมาน่ะสิ
“ไม่ต้องไปสนใจยัยนั่นหรอก นั่งนี่สิ”
เมื่อแจยองชี้ไปยังที่นั่งของซองจิน ซังอูก็เดินเอากระเป๋าเป้ไปแขวนที่เก้าอี้อย่างไม่เต็มใจ ในตอนนั้นเองยูนาที่หันมามองก็ตะโกนเสียงดัง
“ใครอะ”
“รุ่นน้องที่ทำโปรเจกต์ด้วยกัน มึงจะทำอะไรก็ทำไป”
“ว้าววว ไอ้เกมที่ทำอยู่ช่วงนี้น่ะเหรอ ชื่อไรอะ อยู่เอกเราเหรอ”
“ชูซังอู เอกคอม ไม่ต้องสนใจสีหน้า อันนี้คือสีหน้ายินดีที่ได้เจอ”
“ชื่อโคตรตลกอะ เหมือนชูซังชูเลย”
ยูนาหัวเราะชอบใจพลางตบมือไปด้วย แจยองรู้สึกหวาดเสียวว่าซังอูจะกลับ แต่อีกฝ่ายแค่นั่งลงด้วยสีหน้าเกร็งๆ เท่านั้น แจยองยื่นห่อขนมที่อยู่บนโต๊ะของซองจินพอดีให้ซังอู
“ตามสบายเลย”
“ไม่สบายแล้วจะให้สบายได้ยังไงครับ”
“ก็จริง”
เมื่อแจยองทำท่าจะเปิดคอม ซังอูก็ยกมือขึ้นห้าม
“เอาขยะไปทิ้งก่อนครับ”
ตอนนั้นเองที่เขาเริ่มเห็นเศษขนม กระป๋องโคล่า ซองบุหรี่เปล่า และก้อนทิชชูที่อยู่บนโต๊ะ แจยองเอาขยะไปทิ้งตามคำสั่งของซังอูอย่างสงบเสงี่ยม ส่วนที่อยู่บนพื้นก็กวาดลวกๆ ไปสุมไว้ที่มุมหนึ่ง
“เก็บถุงเท้าด้วยครับ”
พอนั่งลง คำสั่งต่อไปก็มาทันที แจยองหยิบถุงเท้าที่ยัดอยู่หลังหน้าจอคอมพิวเตอร์มาใส่กระเป๋า
“ระบายอากาศด้วยคับ”
ถึงจะรำคาญแต่เขาก็เปิดหน้าต่าง
“จัดหนังสือครับ”
เขาทำเป็นทนหนังสือแค่ไม่กี่เล่มไม่ได้แล้วจัดให้เรียบร้อย จากนั้นซังอูก็พูดต่อ
“ทีนี้ก็เปิดคอมครับ”
แจยองมองเพดานระหว่างที่รอเครื่องบูต
“ก่อนเริ่มทำงาน จัดไอคอนบนหน้าเดสก์ท็อปก่อนครับ”
“แม้แต่เรื่องแบบนี้ก็ด้วยเหรอ”
“มองจากด้านข้างมันดูยากครับ เร็วสิครับ”
ชักจะน่าหงุดหงิดขึ้นทุกที แต่แจยองก็ยอมลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นหรือไม่ก็ย้ายไปไว้ที่โฟลเดอร์แยกต่างหาก
“จัดเรียงให้เป็นนิสัยเถอะครับ”
“นี่มันเขตของฉัน ไอ้เด็กนี่ เข้ามาในที่ของคนอื่นแท้ๆ ยังจะมาทำตามอำเภอใจอีก”
“พอรุ่นพี่เป็นคนพูดแบบนั้นแล้วตลกดีนะครับ”
“รู้จักหยอกเหมือนกันนะเรา”
แจยองคลี่ยิ้ม ตอนนี้เขาอยากจะล็อกคอหรือไม่ก็ขยี้หัวอีกฝ่าย แต่นั่นเป็นข้อห้ามของซังอู ซังอูนั่งกอดอกด้วยสีหน้าที่ยังคงดูไม่พอใจ และมองเพดาน จู่ๆ เจ้าตัวก็หมุนเก้าอี้ไปมองยูนาที่นั่งหันหลังให้
“ขอโทษนะครับ ไม่ได้อยู่คนเดียวแท้ๆ เสียงดังเกินไปไหมครับ”
ยูนาเบิกตาโตมองซังอูสลับกับแจยอง
“ตรงนั้นมีเฮดโฟนดีๆ อยู่นี่ครับ ใช้สิครับ”
“…”
ยูนาไม่ใช่คนโกรธง่าย แต่ดูเหมือนเธอจะงงจนได้แต่อ้าปากพะงาบๆ แจยองลุกจากที่นั่งไปหยิบเฮดโฟนบนโต๊ะของยูนาแล้วสวมลงไปบนศีรษะของเธอ หลังจากเสียบสายแจ็กเข้ากับคอมพิวเตอร์ เสียงเพลงอันดุเดือดก็หายไป สีหน้าของซังอูดูสบายใจขึ้นมาก
“ทีนี้ก็เปิดโปรแกรมขึ้นมาครับ”
ได้เวลาแสดงความสามารถ แจยองกลับมายังที่นั่ง จากนั้นก็วอร์มมือแล้ววางมือซ้ายที่คีย์บอร์ด วางมือขวาที่เมาส์
“เริ่ม”
พูดจบ ซังอูก็ย้ายสายตากลับไปมองที่หนังสือซึ่งวางแผ่อยู่บนโต๊ะที่ว่างเปล่า
แจยองคิดว่าซังอูจะเข้ามาแทรกแซงทุกงานแล้วสั่งให้ทำแบบนั้นแบบนี้ แต่ซังอูรักษาคำพูดที่ว่าจะดูแลควบคุมเท่านั้น ด้วยเหตุนั้นแจยองจึงสามารถทำงานได้อย่างสบายใจ ซังอูนั่งอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ จนเหมือนไม่อยู่
ก๊อกแก๊กๆ ในห้องมีเพียงเสียงกดคีย์บอร์ดและคลิกเมาส์ ถ้าไม่นับเสียงฮัมเพลงของยูนาที่ดังมาจากด้านหลังเป็นครั้งคราวก็ไม่มีอะไรรบกวนอีกแล้ว
เขามองไปด้านข้างโดยไม่ตั้งใจเมื่อรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไม่น้อยแล้ว ซังอูเท้าศอกสองข้างไว้บนโต๊ะและมองมาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของแจยองแทนที่จะเป็นหนังสือเรียน
ลำคอที่ตรงและยาวของอีกฝ่ายดึงดูดสายตา คอเสื้อของเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำแบะออกเล็กน้อย เผยให้เห็นส่วนที่เป็นผิวขาวเด่นชัด ถ้าได้ถอดเสื้อผ้าไร้ประโยชน์นั่นออกแล้วฝังเขี้ยวลงบนไหล่ลาดนั้น เขาคงตายตาหลับ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ได้แต่คิดในใจเท่านั้น
‘อา…อันตราย’
แจยองจินตนาการภาพไหล่เปลือยของซังอูที่มีร่องรอยสีแดง ก่อนจะฝืนดึงสายตากลับมามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงล่ะก็ จองคิวไปออกข่าวพรุ่งนี้ได้เลย
[[ข่าวด่วน] นักศึกษาหนุ่มรุ่นน้องถูกนักศึกษาหนุ่มรุ่นพี่มหาวิทยาลัยเดียวกันกัดไหล่ – สดจากศาล
‘เจ็บมากเลยครับ ถึงจะได้รับการตรวจหาเชื้อพิษสุนัขบ้าแล้วแต่ผลยังไม่ออก และผมไม่คิดจะถอนฟ้องครับ หวังว่าเขาจะได้รับโทษหนักๆ เลยครับ’]
เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงให้สัมภาษณ์ดังอยู่ข้างหู เมื่อเห็นว่าเมาส์นิ่งไปนาน ซังอูจึงหันมาสบตา แจยองรู้สึกเหมือนถูกทิ่มแทงโดยไม่รู้สาเหตุจึงเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน
“มองอะไร”
“กำลังคิดว่าตัวเองหาดีไซเนอร์ได้ดีน่ะครับ”
“…”
“สภาพความเป็นอยู่เลวร้าย… แต่ในด้านความสามารถดูเหมือนจะไร้ที่ติ”
ซังอูพูดราวกับเป็นเรื่องทั่วไป บางครั้งอีกฝ่ายก็ชอบรุกเข้ามาแบบนี้ แม้จะเป็นคำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ แต่พอซังอูเป็นคนพูดมันกลับต่างออกไป
จากนั้นความเร็วในการทำงานก็เพิ่มขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปน่าจะเป็นโต๊ะที่สะอาดขึ้น สภาพแวดล้อมที่เงียบสงบขึ้น อากาศที่สดชื่น และคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ แม้จะเป็นการทำงานเหมือนปกติ แต่แจยองรู้สึกเพลิดเพลินราวกับมาปิกนิก