Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 39 <110> #3
สมุดโน้ตที่ควรจะว่างเปล่ากลับถูกขีดเขียนไว้มากมาย มีรูปรถและปืนต่างๆ อยู่สองสามหน้า ที่เหลือเป็นรูปคนทั้งหมด ล้วนแต่เป็นตัวการ์ตูน SD ที่สวมหมวกแก๊ปสีดำเหมือนกัน หางตาชี้ ขอบตาคล้ำลงมาถึงแก้ม หัวโต ตัวผอมแห้งเหมือนกิ่งไม้ เมื่อพลิกหน้าต่อไปอีกสองสามหน้าก็พบกับการ์ตูนชุด ‘การฆ่า ชซอ.’
‘วาดรูปพวกนี้ไว้ตอนไหน’
ในการ์ตูนสี่ช่อง ซังอูในร่าง SD ถูกผ่าครึ่งตัวตาย ถูกป่นเป็นผงตาย ถูกเป่าพองเป็นลูกโป่งแล้วแตกตาย ถูกแย่งหมวกจนป่วยตาย แต่ละรูปล้วนแปลกประหลาดพิสดาร แต่เพราะถูกวาดออกมาเป็นการ์ตูน ซังอูเห็นแล้วจึงหัวเราะออกมาเบาๆ แต่ภาพสุดท้ายดูไม่เหมือนลายเส้นปกติของแจยอง มันเป็นรูปด้านข้างของผู้ชายสวมหมวกคนหนึ่งที่ถูกวาดออกมาอย่างสมจริงราวกับรูปถ่าย
‘นี่เราเหรอ?’
ภาพนั้นถูกวาดออกมาดูดีเสียจนบอกว่าเป็นดาราก็เชื่อ ดวงตาที่หลุบลงมีขนตาเรียงเป็นแพ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากถูกวาดด้วยเส้นโค้งนุ่มนวล ลำคอมีการลงแสงและเงาเป็นพิเศษอย่างใส่ใจ เส้นเอ็นที่นูนออกมาและกล้ามเนื้อที่เชื่อมต่อกับหัวไหล่ มีแม้กระทั่งขี้แมลงวันที่อยู่เหนือคอเสื้อ ซังอูมองลงไปที่บ่าของตัวเองและเพิ่งได้รู้เป็นครั้งแรกว่าตรงนั้นมีขี้แมลงวันอยู่ด้วย
“นี่ จางแจยองรู้หรือเปล่าว่านายอยู่ที่นี่ อย่ามัวแต่นั่งอยู่อย่างนั้นสิ ลองโทรหาดู”
คนลักลอบล่าสัตว์ที่อยู่ด้านหลังพูดขึ้น ซังอูยัดสมุดโน้ตลงในลิ้นชักอีกครั้งแล้วดันปิด
“วันนี้ผมไม่มีงาน รอนานกว่านี้ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ”
“แล้วถ้ามันไม่มาล่ะ คือฉันอึดอัดน่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก ให้โทรไปแทนไหม”
“แล้วแต่เถอะครับ”
คนลักลอบล่าสัตว์ส่งเสียงเป่าลมออกทางปากแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หลังจากนั้นครู่หนึ่งเธอก็กดโทรออกและเปิดโหมดลำโพง เขาจึงได้ยินเสียงรอสายเสียงดัง
ตู๊ด… ตู๊ด… ตู๊ด…
ยิ่งเสียงรอสายดังหนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง ดังซ้ำไปเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งประหม่า แต่แจยองไม่รับสาย แม้จะโทรไปอีกสองครั้งก็ยังเหมือนเดิม คนลักลอบล่าสัตว์สบถด่าและพูดว่า ‘มาดูกันว่าใครจะชนะ’ แต่ไม่ว่าจะโทรอีกกี่ครั้ง ผลก็ยังเหมือนเดิม
“หมอนั่นคงจะรำคาญเลยจงใจไม่รับว่ะ นี่ ลองเอาของนายมาโทรดูเถอะ”
ซังอูตอบรับคำขอนั้นอย่างมีมารยาท เขากดโทรหาแจยองแล้วยื่นโทรศัพท์ให้อีกฝ่าย คราวนี้คนลักลอบล่าสัตว์ก็กดเปิดลำโพงเช่นเคย
ตู๊ด… ตู๊ด… ตู๊ด… ตู๊ด… ตู๊ด… ตู๊ด…
[ฮัลโหล]
“อะไรของมึง ทำไมไม่รับสายกู!”
[อยู่กับซังอูเหรอ]
คนลักลอบล่าสัตว์กลอกดวงตาที่มีรอบตาดำคล้ำมองบน
“มึงอยู่ไหนเนี่ย”
[บ้าน กูถามว่ามึงอยู่กับซังอูเหรอ]
“ก็เด็กนี่มาที่ห้องทำงานแล้วไม่ยอมไปนี่หว่า เอาแต่นั่งทำหน้ามุ่ย ไม่ทำอะไรสักอย่าง! กูอึดอัดจะตายอยู่แล้วเนี่ย มึงมารับไปที ขับรถมาเดี๋ยวนี้เลย”
เสียงถอนหายใจเบาๆ ดังออกมาจากลำโพง
[รู้แล้ว]
พูดจบ อีกฝ่ายก็ตัดสายไป
“สงสัยไอ้นี่จะคิดว่าฉันง่ายสุด เห็นไม่มีความจำเป็นต้องรับสายทันทีก็เลยจงใจไม่รับสินะ”
คนลักลอบล่าสัตว์ทำเสียงฟึดฟัดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะยื่นโทรศัพท์คืนให้ซังอู ซังอูรับอุปกรณ์สื่อสารมาเก็บใส่กระเป๋าเป้แล้วหยิบหนังสือขึ้นมา
“คือ…นี่ ชูซังชู”
“ช่วยจำชื่อคนอื่นให้ถูกต้องหน่อยเถอะครับ”
ดูเหมือนว่าเขาจะพูดประเด็นนี้มาเป็นสิบครั้งแล้ว ซังอูเคยพยายามจำชื่อของคนลักลอบล่าสัตว์ แต่กลับไม่ได้บันทึกข้อมูลไว้ ทว่าเขาเห็นสร้อยคอทองคำที่คอของอีกฝ่ายเขียนไว้ว่า ‘Yoona Choi’
“ถ้าผมเรียกว่าชเวยูชเวบ้างจะชอบไหมครับ”
“ก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้นนะ”
“งั้นต่อไปผมจะเรียกแบบนั้นแล้วกันครับ ชเวยูชเว”
“…”
ซังอูคล้ายจะอึดอัดเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย จะว่าไปแล้วเวลามาที่นี่ ความทรงจำระหว่างเขากับเธอก็มีเพียงการโต้เถียงกันเท่านั้น ความประทับใจจึงไม่ดีนัก แม้เขาจะไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับมนุษย์หัวแข็งแบบนี้อยู่แล้วก็ตาม
“พวกนายทะเลาะกันเหรอ แบบ... เห็นช่วงนี้นายไม่มาที่นี่เลย แล้วก็ดูจากท่าทีของจางแจยองด้วย”
“ไม่ต้องรู้สึกกดดันว่าต้องหาเรื่องชวนคุยไร้สาระหรอกครับ จะทำอะไรก็ทำไป ทำเหมือนผมไม่อยู่ก็ได้นี่ครับ ชเวยูชเว”
“ที่ถามเพราะสงสัยเถอะ ทะเลาะกันใช่ปะ ทำไมถึงทะเลาะกันอะ”
“ไม่ได้ทะเลาะกันครับ แล้วก็ไม่ต้องรู้หรอกครับ ชเวยูชเว”
จะให้อธิบายว่ารุ่นพี่รุ่นน้องผู้ชายไปกินเหล้าด้วยกันแล้วก็จูบกัน จากนั้นความเห็นเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตก็แตกออกเป็นสองฝั่ง แบบนั้นก็คงไม่ดี ซังอูจึงปิดปากเงียบ
ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นโต๊ะของยูนา เมื่อเห็นว่าสายที่พันกันยุ่งเหยิงนั้นเหมือนกับสถานการณ์ของตนไม่มีผิด เขาก็ทนไม่ได้ ซังอูลุกขึ้นแล้วเดินไปที่โต๊ะของหญิงสาว ดวงตาที่มีรอบตาดำคล้ำเหมือนหมีแพนด้าเหลือบขึ้นมามองซังอู
“ถ้ายังไงก็ไม่ได้ทำงานอะไรอยู่แล้วก็พักสักหน่อยแล้วกันครับ”
เมื่อเห็นซังอูทำมือเป็นเชิงเรียกให้ออกมา หญิงสาวจึงลุกขึ้น ซังอูควบคุมเมาส์และคีย์บอร์ดบันทึกการทำงานของโปรแกรมที่เปิดไว้สิบสองโปรแกรม หลังจากนั้นก็ปิดคอมพิวเตอร์ ปิดลำโพง ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ หาปุ่มของอุปกรณ์ที่หน้าตาเหมือนที่คีบแล้วปิด ปิดอุปกรณ์ที่อยู่ใต้โต๊ะซึ่งไม่รู้ว่ามีไว้ทำอะไร จากนั้นก็เริ่มจัดการกับสายต่างๆ
เขาถอดสายเชื่อมต่อฮาร์ดไดรฟ์มาทบครึ่งแล้วยัดลงไปในเคส ม้วนสายไฟของเครื่องคีบ แท็บเล็ต ที่ชาร์จแบตมือถือแล้วเก็บลงในลิ้นชัก ถอดสายเชื่อมต่อของเมาส์ คีย์บอร์ด และลำโพงวางไว้ข้างๆ จากนั้นก็เริ่มจัดระเบียบสายไฟของหน้าจอคอมพิวเตอร์และซีพียูซึ่งพันกันยุ่งเหยิงแล้วเสียบเข้าไปใหม่ ติดตั้งปลั๊กพ่วงสี่ช่องไว้หลังหน้าจอคอมพิวเตอร์ จัดสายของอุปกรณ์ที่เหลือไม่ให้พันกันแล้วเสียบเข้าไปใหม่ หลังจากนั้นโต๊ะก็ดูสะอาดเรียบร้อยขึ้นมาก
ซังอูใช้หนังยางสีเหลืองที่มีอยู่เกลื่อนโต๊ะมัดสายไฟให้เรียบร้อยพร้อมเผยสีหน้าพออกพอใจ สายของลำโพงไม่ได้สั้น แต่เป็นเพราะคนใช้ใช้แบบไร้อารยธรรมต่างหาก มนุษย์ชอบทำเรื่องไม่ดีกับเครื่องจักรมากเกินไป
“นายลองไปออกทีวีดูนะ พวกรายการปรมาจารย์แห่งชีวิต[1] อะไรเทือกนั้น”
“ต่อไปก็จัดแบบนี้นะครับ เพราะชอบเสียบของที่ไม่ใช้ไว้เยอะแยะไปหมด โต๊ะถึงได้ถึงรกไงครับ”
“ฉันก็ใช้หมดนะ”
“งั้นก็เชิญทำแบบนั้นต่อไปเถอะครับ”
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่ ประตูห้องก็ถูกเปิด แจยองใช้เท้าเตะประตูปิดแล้วก้าวเนิบๆ เข้ามา เขาสวมเสื้อสเวตเตอร์ปักลายสีขาวบนหน้าอกเป็นรูปโลโก้ทีมเบสบอลและกางเกงขายาวสีดำ เจ้าตัวเดินผ่านซังอูไปนั่งที่ของตัวเอง
“ไง มาแล้วเหรอพ่อคนหื่น”
เมื่อได้ยินคำพูดหยอกล้อของแจยอง ยูนาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ทำไมเป็นคนหื่นวะ”
“ถามเจ้าตัวดูสิ”
แจยองเล่นมือถือพลางตอบอย่างไม่ใส่ใจ ซังอูมองอีกฝ่ายนิ่งๆ แต่แจยองก็เอาแต่มองจอมือถือโดยไม่พูดอะไร ใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายเผยสีหน้าเย็นชาหาใดเปรียบ ยูนาจึงหัวเราะเจื่อนๆ อย่างอึดอัด
“เฮ้ย… พวกนายทะเลาะกันทำไมเนี่ย รีบคืนดีกันเร็วเข้า”
“ไม่ได้ทะเลาะ แต่เป็นสถานการณ์ที่ประหลาดกว่านั้นน่ะสิ”
แจยองว่าพลางนั่งไขว่ห้างเอาแข้งพาดบนเข่าแล้วส่องเล็บมือตัวเอง
“มาที่นี่ทำไมล่ะ ดูก็รู้ว่าคงมาถามหางาน แต่ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย เอาไงล่ะ ให้ฉันยืนยกมือค้างไว้ไหม”
“ไม่ใช่ครับ เรื่องข้อเสนอของรุ่นพี่… ผมบอกว่าจะลองพิจารณาดูแล้วจะแจ้งผลวันมะรืนใช่ไหมล่ะครับ”
“ก็ใช่ไง”
“ผมว่าจะแจ้งล่วงหน้าวันนี้ก็เลยมาที่นี่ครับ”
สายตาของแจยองดุดันขึ้น เขาเหลือบมองแผ่นหลังของยูนาแล้วพูดกับเจ้าตัว
“มึงน่ะ ได้เวลาสูบบุหรี่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“คือจะให้ออกไป? นี่คือไล่ถูกปะ”
“อีกสิบนาทีค่อยกลับมา”
“ตลกว่ะ มึงจ่ายเงินเช่าหรือไง”
คำสั่งของแจยองไม่ยุติธรรมและดูเหมือนยูนาจะต่อต้านอย่างมาก แต่เธอก็แค่ส่งเสียงไม่พอใจ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าตังค์ติดมือไปด้วย
“พวกนายน่ะ เลิกทำให้บรรยากาศในห้องทำงานผิดปกติได้แล้ว รับผิดชอบคืนดีกันซะ ฉันจะออกไปแค่สิบนาทีเท่านั้นจริงๆ นะเว้ย”
หญิงสาวสบถด่าพลางเดินถอยหลัง เมื่อเธอเปิดประตูและออกไปแล้ว ในห้องก็เหลือกันแค่สองคน
ความเงียบดำเนินไปครู่ใหญ่ แจยองที่เคยเล่นโทรศัพท์เก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้และมองมาที่ซังอู ดวงตาที่อยู่เบื้องหลังเลนส์แว่นตาไม่มีแววของการล้อเล่นเลยสักนิด และไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ ร่างกายของซังอูเกิดปฏิกิริยาทางเคมีเพียงเพราะได้เจออีกฝ่ายในรอบสองสัปดาห์
“ข้อเสนอของรุ่นพี่… ผมตกลงครับ ผมคิดว่ามันสมเหตุสมผล อีกทั้งรุ่นพี่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน ผมเลยบวกคะแนนพิเศษเพิ่มให้อีกเยอะเลย เริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไปนะครับ”
ซังอูบอกการตัดสินใจของตัวเองกับแจยองอย่างสงบ มันคือความต้องการทางเพศ 100% เป็นความใคร่ที่บริสุทธิ์ ไม่มีจุดประสงค์อื่น ซังอูเหมือนคนป่าที่ไม่เคยได้สัมผัสกับอารยธรรม ถือฉมวกและออกไล่ล่าความใครที่ไม่จำเป็นซึ่งคอยก่อกวนเขา
แจยองฟังด้วยสีหน้าเฉยเมยแล้วพูดออกมาคำหนึ่ง
“ข้อเสนอของฉันคืออะไรช่วยแจกแจงให้ชัดเจนที”
“คือการอนุญาตให้ต่างฝ่ายต่างทำสิ่งที่เป็นเรื่องปกติในการคบหากันครับ”
“ด้วยจุดประสงค์ของการแก้ปัญหาความต้องการทางเพศ?”
“ครับ”
“คู่นอน...แบบนั้นใช่ไหม”
“ครับ”
“แม่งเอ๊ย โคตรเหี้ย”
ซังอูไม่เข้าใจปฏิกิริยาของแจยอง เจ้าตัวเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอที่มีปัญหาด้านศีลธรรมก่อน แล้วมาทำเหมือนซังอูทำอะไรผิดเสียอย่างนั้น
“เอาจริงๆ ฉันไม่คิดว่านายจะตกลง และไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร เออ ก็…ลองดูแล้วกัน”
“ครับ งั้นผมจะติดต่อไปนะครับ”
พูดจบซังอูก็เตรียมจะลุกขึ้นจากที่นั่ง แต่เสียงของแจยองก็รั้งเขาไว้
“เดี๋ยว”
แจยองไม่ได้ขยับตัว เขามองมาที่ซังอูด้วยสีหน้าเดียวกับก่อนหน้านี้ และพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ทำไมถึงไม่เริ่มวันนี้แต่เป็นวันจันทร์ล่ะ เพราะต้องเตรียมตัว?”
“ครับ แล้วก็ต้องศึกษาด้วยครับ”
“ศึกษาอะไร”
“ต้องบอกด้วยเหรอครับ”
แจยองอ้าปาก สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างพิลึก
“เอ่อ… ฉันว่าฉันรู้แล้วว่านายจะพูดอะไร งั้นวันจันทร์ก็…โรงแรมเลย?”
“ผมเข้าใจว่าอย่างนั้นนะครับ”
แจยองพองแก้มแล้วถอนหายใจใส่เพดาน ส่งเสียง ‘ฮู่ว’ ออกมาเสียงดัง จากนั้นเอามือลูบหน้าแล้วพูดว่า
“เอาเป็นว่าฉันเข้าใจแล้ว แล้ววันนี้ไม่มีอะไรเหรอ ไม่ได้เจอกันตั้งสองอาทิตย์ น่าจะสะสมความอยากไว้เยอะเลยไม่ใช่หรือไง”
“จะทำวันนี้เดี๋ยวนี้ได้ยังไงครับ ไม่ได้เตรียมอะไรสักอย่าง”
“ถึงไม่ใช่เรื่องนั้นแต่ก็มีเรื่องอื่นที่ทำได้อยู่นี่”
แจยองมีนิสัยชอบพูดอ้อมๆ ดังนั้นเวลาคุยกับอีกฝ่ายซังอูมักจะต้องคิดซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ยาก
“วันเสาร์ก่อนนู้นก็ทำที่ร้านเหล้าไปแล้วไงครับ”
“ทำอีกก็ไม่ตายหรอกน่า”
‘นั่นก็จริง’
ซังอูยืดขาออกไปแล้วเดินไถลเก้าอี้ด้วยจมูกเท้า เขาเข้าไปใกล้แจยองมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเก้าอี้กับเก้าอี้ชนกัน เก้าอี้ของแจยองจึงถูกผลักออกไปเล็กน้อย ซังอูยื่นมือไปยึดเก้าอี้ไว้แล้วเงยหน้าขึ้น แจยองซึ่งอยู่ห่างออกไปแค่ปลายจมูกกำลังเบิกตากว้าง ซังอูรู้สึกได้ถึงความต้องการที่ปั่นป่วนอยู่ในท้องอย่างชัดเจน
“ผมจะจูบรุ่นพี่แต่… ก่อนหน้านั้นเราควรล็อกประตูก่อนไหมครับ”
“ไปสิ”
ซังอูลุกขึ้นเดินไปกดปุ่มล็อกของลูกบิดทรงกลม จากนั้นเมื่อหันหลังกลับ แจยองก็มาโผล่ตรงหน้าโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง
“อะ ตกใจ…”
มือของแจยองกอบกุมสองข้างแก้มอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากของอีกฝ่ายทาบทับลงมา ซังอูจึงไม่สามารถพูดอะไรได้อีก ซังอูหลับตาลงด้วยสติพร่ามัว ริมฝีปากของแจยองมีกลิ่นวานิลา เขาไม่อาจรู้ได้ว่าในน้ำลายของอีกฝ่ายมีส่วนประกอบอะไรถึงได้มีรสหวาน พายุอารมณ์ลูกใหญ่พัดกระหน่ำทำให้หัวสมองของเขาเป็นอัมพาต ฝนตกลงมาห่าใหญ่พร้อมทั้งมีสายฟ้าฟาด ทำให้เขาไม่สามารถตั้งสติได้ ลิ้นของซังอูกวาดไปทั่วโพรงปากของแจยอง แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่เอ่อล้นยากจะควบคุม ในหัวเต็มไปด้วยความคิดที่อยากจะเอาชนะและกลืนกินอีกฝ่ายผู้ซึ่งมักจะทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ลงไปเสีย นั่นเป็นความรู้สึกที่ร้อนแรงและน่าเวียนหัว ยากจะแยกแยะได้ว่าเป็นความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดีกันแน่
เมื่อหายใจไม่ออกจนทนไม่ไหวอีกต่อไป ซังอูจึงผลักอกแจยองออก เขาหอบหายใจอย่างแรงเหมือนเพิ่งไปวิ่งมาพลางใช้หลังมือเช็ดน้ำลายที่มุมปาก แจยองขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางพูดราวกับกระซิบ
“นายน่ะ ภายนอกก็ดูไม่เป็นอย่างนั้นแท้ๆ ทำไมถึงได้รุนแรงแบบนี้”
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่านั้นกระตุ้นความต้องการของซังอูมากยิ่งขึ้น ที่ทำไปช่างเปล่าประโยชน์ มันมีแต่จะแย่ลง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลยสักนิด ซังอูไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับความต้องการที่พลุ่งพล่านนี้อย่างไรจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ
‘ถ้าอดทนจนถึงวันจันทร์ก็คงจะแก้ปัญหาได้’
ดวงตาจริงจังคู่หนึ่งจ้องใบหน้าของซังอูแทบจะทะลุ
“ฉันสับสนจริงๆ ว่านายเป็นคนโง่ หรือเป็นอัจฉริยะกันแน่”
“ผมไม่เข้าใจว่ารุ่นพี่พูดอะไรครับ ผมไปก่อนนะครับ”
ซังอูกลับไปยังที่นั่งแล้วสะพายกระเป๋าขึ้นบ่า เขารู้สึกว่าถ้าอยู่ที่นี่ต่อไปเขาอาจก่ออาชญากรรมอะไรสักอย่างจึงรีบออกจากห้องปฏิบัติการไปอย่างรวดเร็ว
return 0;
[1] ปรมาจารย์แห่งชีวิต แปลมาจากชื่อรายการของช่อง SBS ของเกาหลีใต้ที่ชื่อว่า 생활의 달인 เป็นรายการที่นำเสนอเกี่ยวกับผู้ที่ทำงานในสาขาหนึ่งมานานหลายปีจนก้าวขึ้นสู่ระดับผู้เชี่ยวชาญและกลายเป็นต้นแบบของชีวิต