Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 41
“ก็บอกว่าไม่เป็นไรจริงๆ ไงคะ พี่เอาไปเถอะค่ะ”
“ไม่ล่ะ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก”
ซังอูก้าวเนิบๆ เดินไหล่ตก ในมือของจีฮเยมีเครื่องเล่นเกมชูเปอร์ฟอมิคอมCX แต่ในมือของซังอูกลับไม่มีอะไรเลย ทั้งที่สัญญากันไว้ว่าจะเอาของรางวัลมาแลกกัน แต่เพราะความล้มเหลวอันน่าเศร้าทำให้เขาไม่มีหน้าจะเงยขึ้นด้วยซ้ำ
“ฉันไม่เป็นไรจริงๆ นะคะ… เครื่องเล่นเกมเก่าๆ แบบนี้ฉันจะเอาไปใช้ที่ไหนล่ะคะ ฉันเล่นไม่เป็นหรอกค่ะ”
“ขายในอินเทอร์เน็ตสิ ฉันสอนวิธีซื้อขายของมือสองไปแล้วนี่”
“งั้นฉันขายให้พี่เอาไหมคะ”
ซังอูเงยหน้าขึ้นทันที สมแล้วที่เป็นรยูจีฮเย! วิธีที่ดีที่สุดถูกจำลองขึ้นมาในสมองของเขาอย่างรวดเร็ว ซังอูพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“วันนี้เธอลงขายในคาเฟ่[1] ‘อาณาจักรของมือสอง’ นะ ฉันจะเข้าไปหากระทู้ของเธอแล้วติดต่อไป อย่าขายให้คนอื่นล่ะ ต้องขายให้ฉัน…”
“พี่คะ… พี่ทึ่มหรือเปล่า”
จีฮเยหัวเราะคิกคักพลางจับไหล่ของซังอู ซังอูเบี่ยงตัวไปข้างๆ ทำให้มือของเธอร่วงลงไป จีฮเยหัวเราะอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะยัดถุงช็อปปิ้งที่มีเครื่องเล่นเกมอยู่ข้างในใส่มือของซังอู
“เอาล่ะค่ะ นี่ถือเป็นการซื้อขายโดยตรงแล้วไงคะ”
“อ่า…”
“ค่าเครื่องเล่นเกมไม่เอาเป็นเงิน แต่ขอเป็นเลี้ยงข้าวฉันเย็นนี้แทนค่ะ”
“ราคาเจ้านี่น่าจะมากกว่าแสนวอนเลยนะ”
“ถ้าไม่พอใจเงื่อนไขการซื้อขายก็เอาคืนมาค่ะ”
จีฮเยยื่นมือมาด้วยสีหน้าจริงจัง ซังอูจึงตกอยู่ในความกลุ้มใจ
[มือไม่พาย 3 : คืนพรุ่งนี้สี่ทุ่มจะไปรับหน้าบ้านนะ_23:09]
เมื่อนึกถึงข้อความที่ได้รับเมื่อวานขึ้นมา ใจเขาก็เต้นแรง ทั้งยังรู้สึกเวียนหัว เดิมทีเวลานี้เขาควรจะแยกกับจีฮเยแล้วกลับบ้านไปเตรียมใจ… ท่าทีที่เคยมั่นใจในตัวเองของซังอูตอนพบกับแจยองในวันศุกร์หายไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากพิชิตขั้นตอนการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายในทางทฤษฎีมาได้
‘ยังไงก็คงไม่ได้’
ถึงอย่างไรเขาก็คิดว่าจะเปลี่ยนใจและขอโทษแจยอง ซังอูดึงเครื่องเล่นเกมมากอดแล้วตอบ
“ไม่ล่ะ ไปกินข้าวกันเถอะ”
“เอาสิคะ”
ไม่รู้ว่าจีฮเยดีใจอะไรขนาดนั้นถึงได้ปิดปากหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอีกแล้ว
บรรยากาศรอบตัวมืดลงโดยไม่รู้ตัว เขาถูกจีฮเยลากไปทางคณะมนุษยศาสตร์ ระหว่างทางหลอดไฟก็สว่างขึ้นเป็นสีต่างๆ ริบบิ้นหลากสีทำให้เขาตาลาย ร้านรวงรายทางที่จัดโดยชมรมต่างๆ เช่น ซุ้มเหล้าอะแคปเปล่า ซุ้มอาหารพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ คาเฟ่สุนัข ซุ้มเหล้าบอร์ดเกม ต่างได้รับความนิยมอย่างมาก
“อ๊ะ! ไปตรงนั้นกันค่ะ ตรงนั้น!”
จากที่เคยเดินอยู่เงียบๆ จีฮเยกระโดดโลดเต้นแล้วชี้ไปยังร้านที่มีคนมารวมตัวกันมากเป็นพิเศษจนต้องต่อแถวยาวเหยียด ป้ายชื่อร้าน ‘ซุ้มเหล้าวิญญาณ’ ให้บรรยากาศที่เย็นยะเยือก และที่ทางเข้าเต็นท์ผ้าใบก็มียมทูตและผีสาวยืนอยู่ คอยหลอกให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมากลัว
“ขอโทษนะคะ ตอนนี้ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ ถึงจะลงชื่อจองคิวไว้ก่อนก็ต้องรออีกหนึ่งชั่วโมงครึ่งค่ะ”
นักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่แต่งตัวเป็นโทแกบีค้อมลงและกล่าวซ้ำๆ
“อ๋า… เห็นดูน่าสนุก คงจะไม่ได้สินะคะ”
จีฮเยทำหน้าเสียดาย ซังอูไม่สนใจวิญญาณอะไรพวกนั้น แต่เพราะเขาติดหนี้จีฮเยอยู่จึงไม่อยากอยู่เฉย น้ำหนักของเครื่องเล่นเกมที่อยู่ในถุงช็อปปิ้งคือความรับผิดชอบที่เขาต้องรับฟังความปรารถนาของหญิงสาว ซังอูบอกให้จีฮเยรอแล้วแหวกฝูงชนแทรกตัวเข้าไปในเต็นท์
ภายในร้านที่มืดเหมือนถ้ำถูกตกแต่งด้วยของตกแต่งแปลกประหลาด และโต๊ะทั้งสิบในร้านก็มีลูกค้านั่งอยู่เต็มทุกโต๊ะ เหล่าพนักงานร้านที่แต่งตัวจัดเต็มทั้งซอมบี้ พ่อมด ร่างทรง เทวดากับปีศาจ แวมไพร์ แฟรงเกนสไตน์กำลังให้บริการตามโต๊ะ และมอบความบันเทิงให้กับลูกค้า ในบรรดาพนักงานเหล่านั้น ซังอูรู้สึกเดจาวูกับภาพด้านหลังของแวมไพร์ที่กอดอกยืนลงน้ำหนักไปที่เท้าข้างหนึ่ง
‘อย่าบอกนะว่า…’
ผู้ท้าชิงคนสุดท้ายที่เอาชนะเขาในการแข่งขันเกมอาเคดก็แต่งตัวแบบนั้นเหมือนกัน ในตอนนั้นเองแวมไพร์ก็หันหลังมา ดวงตาของพวกเขาสบกันทันทีราวกับแม่เหล็ก
“…”
ขณะที่ซังอูก้าวถอยหลังด้วยความรู้สึกเหมือนถูกทุบหัว เขาก็ชนเข้ากับโทแกบี เธอพูดตามบทที่เตรียมไว้ทันทีราวกับเป็นเครื่องตอบรับอัตโนมัติ
“ขอโทษนะคะ ตอนนี้ไม่มีโต๊ะค่ะ”
“ครับ ผมจะออกไปครับ”
ซังอูตอบอย่างรวดเร็วแล้วกลับหลังหัน ในตอนนั้นเองเขาได้ยินเสียงแวมไพร์ดังมาจากข้างหลัง
“ให้เพิ่มโต๊ะไหม”
“ตอนนี้ไม่มีที่ให้วางโต๊ะแล้วค่ะ รุ่นพี่!”
“ให้คนที่กินเสร็จแล้วออกไปก็ได้แล้วนี่”
ซังอูรีบวิ่งออกจากเต็นท์ แล้วมาอธิบายให้จีฮเยฟังว่าไม่มีที่นั่ง คงต้องไปที่อื่น อีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็ทำหน้ามุ่ยพลางพยักหน้า ขณะกำลังจะก้าวขา โทแกบีก็วิ่งออกมาจากเต็นท์
“คุณคนที่ใส่หมวก? เมื่อกี้เพิ่งมีที่นั่งพอดี เข้าไปได้เลยค่ะ! รีบมาเถอะค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ เมื่อกี้ผมเห็นอย่างชัดเจนว่าไม่มีที่นั่ง ผมจะไปแล้วครับ”
“ตามมาตอนที่ยังพูดดีๆ เถอะค่ะ”
น้ำเสียงที่ดังลอดหน้ากากออกมาฟังดูเย็นชาจนซังอูหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว ระหว่างที่กำลังลังเล แฟรงเกนสไตน์กับซอมบี้ร่างยักษ์เหมือนนักกีฬาเบสบอลก็ออกมาจากเต็นท์ และจับแขนทั้งสองข้างของเขาอย่างดื้อดึง
“เอาล่ะ ไปกันครับ!”
“ปล่อยนะครับ เป็นนักเลงหรือไงครับ”
ขณะที่ซังอูต่อสู้กับพวกผู้ชาย ด้านจีฮเยกำลังพูดคุยกับโทแกบี
“พี่คะ เขาบอกว่าข้างในมีที่นั่งพอดีน่ะค่ะ โชคดีจังเลยนะคะ!”
หญิงสาวหัวเราะร่าและเดินเข้าเต็นท์ไปเสียอย่างนั้น ซังอูจึงกลายเป็นถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวเหมือนไข่เป็ดในแม่น้ำนักตง[2] ซังอูสะบัดมือของแฟรงเกนสไตน์ออกอย่างยากลำบาก แต่คราวนี้กลับมีซอมบี้คอยดันหลัง คนพวกนี้แข็งแรงมากเกินไปอย่างไร้สติ ซังอูจึงถูกลากไปที่เต็นท์โดยไม่ทันได้ขัดขืน
“ยินดีต้อนรับครับ”
ต่อมาก็พบกับแวมไพร์ที่มาต้อนรับพวกเขาด้วยสีหน้าหงุดหงิด อีกฝ่ายเสยผมหน้าม้าขึ้นด้วยแว็กซ์เผยให้เห็นหน้าผาก เขียนขอบตาดำ และทาแป้งจนหน้าขาว ริมฝีปากถูกทาด้วยสีแดงเข้มแทนเลือด แม้จะเป็นรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาดเหมือนกับพนักงานคนอื่นๆ แต่เจ้าตัวกลับดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ และดูโดดเด่นสะดุดตา ในขณะนั้นมีนักศึกษาจำนวนหนึ่งวนเวียนอยู่รอบตัวเขาเพื่อรอขอถ่ายรูปด้วย
“สวัสดีค่ะ พี่แจยอง!”
“ไม่เจอกันนานนะจีฮเย คงต้องเซอร์วิสให้หนักๆ หน่อยแล้ว”
“ว้าว! จริงเหรอคะ? ฉันขอบคุณล่วงหน้าเลยนะคะ พี่แต่งหน้าแต่งตัวแบบนี้เหมาะมากเลยค่ะ สุดยอดๆ! เหมือนท่านเคานต์แดร็กคูล่าเลย เท่จังค่ะ”
“กับซังอูคือ… มาเดต?”
“เปล่าค่ะ เดตอะไรกัน! ฮ่าๆๆๆ! ก็แค่… พี่ซังชูติดหนี้ฉันนิดหน่อยก็เลยจะเลี้ยงข้าวฉันน่ะค่ะ
“งั้นเหรอ เที่ยวเล่นกันให้สนุกนะ”
พูดจบ แวมไพร์ก็เดินหายไปที่ไหนสักที่ ซังอูไม่ได้กินอะไรแต่กลับรู้สึกคลื่นไส้
“ตกแต่งได้ดีจริงๆ นะคะ สมแล้ว คุณภาพระดับชมรมการละครนี่นา… ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ”
ในทางกลับกัน จีฮเยกวาดตามองค้างคาวและฟักทองที่ตกแต่งอยู่บนเพดานและถ่ายรูปอย่างอารมณ์ดี
“ที่จริงแล้ว…”
จีฮเยเก็บมือถือและลดเสียงลง
“ถ้ารู้ว่าชมรมการละครเป็นคนจัด ฉันคงไม่มาหรอกค่ะ”
“ทำไมล่ะ”
หญิงสาวมองรอบๆ ให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ก่อนจะกระซิบ
“เพราะฉันคิดว่าพี่แจยองไม่ชอบฉันน่ะสิคะ”
“ทำไมล่ะ”
“ก็แค่…ความรู้สึกน่ะค่ะ”
“ดูไม่มีเหตุผลให้ไม่ชอบเลยนะ”
“ใช่แล้วค่ะ จากที่เห็นวันนี้ดูเหมือนว่าฉันจะคิดไปเอง เพราะงั้นก็เลยรู้สึกดีขึ้นแล้วค่ะ ที่ผ่านมาฉันรู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อย”
ซังอูปิดปากเงียบด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
“แล้วก็นะคะ พี่…”
จู่ๆ จีฮเยก็ขยับตัวมาชิดโต๊ะแล้วพูดอย่างลับๆ ล่อๆ ซังอูจึงเอียงตัวไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติเพื่อฟังเสียงเธอ
“วันนี้ฉันมีเรื่องจะบอกค่ะ”
แสงเทียนสะท้อนไหวๆ อยู่ในดวงตาของหญิงสาว ซังอูได้มองใบหน้าของจีฮเยอย่างละเอียดเป็นครั้งแรก เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าบนแก้มของเธอมีลักยิ้มอยู่จางๆ
“วิงกา~ร์เดียม เลวีโอ~ซ่า!”
ทันใดนั้น ผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งกายเป็นพ่อมดก็วิ่งเข้ามาพร้อมกับยื่นเมนูอาหารมาตรงหน้าพวกเขา ตัดการสื่อสารทางสายตา ซังอูกลับมานั่งหลังตรงอีกครั้งและดูเมนู
ไข่ม้วนสยองขวัญ อัลปับ[3]หมักพันปี ซุปออมุกเย็นยะเยือก แม้ราคาจะค่อนข้างแพง แต่เมื่อเทียบกับเครื่องเล่นเกมที่จีฮเยได้มาแล้วก็ไม่เท่าไร
“อยากกินอะไรก็สั่งเลย ในงบไม่เกิน 130,000 วอน”
“ค่ะ!”
จีฮเยครุ่นคิดอย่างหนักแล้วสั่ง ‘อุด้งชุบแป้งทอดเน่า’ ส่วนซังอูสั่ง ‘ซุปกิมจิบ้าคลั่ง’ กับ ‘ข้าวเปล่าใยแมงมุม’ หลังจากพ่อมดไปแล้ว ซังอูก็สบตากับจีฮเยที่นั่งทำสีหน้าคล้ายไม่พอใจ
“เธอกำลังจะพูดอะไรไม่ใช่เหรอ”
“ปะ… เปล่าค่ะ ไว้บอกทีหลังแล้วกันค่ะ”
“โอเค”
จากนั้นความเงียบก็โรยตัว ซังอูนั่งนิ่งไม่ขยับ แต่หูคอยฟังเสียงทุกเสียงในเต็นท์ผ้าใบ ที่ต้องทำแบบนี้เพราะเขาสงสัยว่าจางแจยองกำลังทำอะไร กำลังคุยกับใคร เขาได้ยินเสียงจากตรงนั้นตรงนี้ อีกฝ่ายพูดคุยหยอกล้อกับคนไม่รู้จัก ไปรับออเดอร์ที่โต๊ะและคอยบริการ หัวใจของซังอูเต้นแรงและเร็วขึ้นเล็กน้อย
“อ้อ พี่คะ! ฉันเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟังไหมคะ”
“หา? อ้อ… เอาสิ”
“คืออย่างนี้ค่ะ คิมบับทูน่ากับคิมบับชีสกำลังเดินอยู่บนถนน จากนั้นก็เจอหัวไชเท้าดอง แต่…”
“บรู๊ววว!”
“ว้าย ตกใจหมดเลย!”
ทันใดนั้นแฟรงเกนสไตน์ก็ยื่นหัวที่มีตะปูตอกไว้เข้ามา จีฮเยดูเหมือนจะลอยขึ้นสามสิบเซนติเมตรเพราะความตกใจ แม้จีฮเยจะทำสีหน้าโกรธเคือง แต่การหยอกล้อกับลูกค้าเป็นคอนเซปต์ของซุ้มเหล้าวิญญาณ เธอจึงได้แต่ฮึดฮัดโดยที่ทำอะไรไม่ได้
“พวกพนักงานก็ขี้แกล้งอยู่เหมือนกันนะคะ”
“เธอชอบถึงได้เข้ามาไม่ใช่หรือไง”
“มันก็จริงค่ะ ฉันไม่รู้จะพูดอะไรเลย…”
จากนั้นบทสนทนาก็หยุดลงอีกครั้ง จีฮเยเอาแต่ขยับนิ้วมืออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะถามคำถามที่ไม่น่าฟังขึ้นมาคำหนึ่ง
“พี่คะ ฉันสงสัยมานานแล้ว… พี่มีแฟนหรือยังคะ”
“ยัง”
“อ๊ะ จริงเหรอคะ งั้นสมมติว่าถ้ามีโอกาส… พี่คิดจะคบใครไหมคะ”
ซังอูตั้งใจจะตอบว่าเขายุ่งอยู่กับการเรียน ไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้น แต่ปีศาจกลับถลาเข้ามาสาดคำสาปแช่งใส่เขาและออกท่าออกทางใหญ่โต (เหมือนจะแกล้งทำขึ้นมาเดี๋ยวนั้น) จากนั้นก็จากไป
“พูดอะไรของเขา”
ซังอูพึมพำกับแผ่นหลังที่ค่อยๆ ห่างออกไป ขณะที่จีฮเยเงียบไปครู่ใหญ่
“กินข้าวให้เสร็จแล้วออกไปกันไหมคะ”
“เอาที่เธอสบายใจเถอะ”
“ค่ะ… ที่นี่เสียงดังเกินไป คงพูดอะไรกันไม่รู้เรื่อง”
ตอนแรกซังอูคิดว่าหญิงสาวอ่อนไหวไปเอง แต่ยิ่งนาน เขาก็ยิ่งเข้าใจคำพูดนั้นมากขึ้น น่าแปลกที่พอจีฮเยจะพูดอะไรสักอย่าง อาหารก็จะออกมาเสิร์ฟทีละอย่าง พอพวกเขาเริ่มคุยอะไรกันสักอย่างก็จะต้องมีสมาชิกชมรมการละครโผล่มาขัดจังหวะ มันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะจะพูดคุยกัน
แต่ไม่ว่าอย่างไร การรับรู้ของซังอูก็ไปจดจ่ออยู่ที่คนอื่นเสียหมด แม้อีกฝ่ายจะมัวแต่ไปถ่ายรูปอยู่ที่อื่น ไม่ได้มาแถวนี้เลยสักครั้ง เขาจึงไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้เห็นการแต่งหน้าแต่งตัวของฝ่ายนั้นชัดๆ
‘คู่นอนงั้นเหรอ’
แม้ว่าตอนนี้เขาคิดจะตอบว่าไม่ใช่แล้วก็ตาม
ซังอูถอนหายใจพลางเอนตัวพิงเก้าอี้ ยิ่งคิดจำลองเหตุการณ์การมีเพศสัมพันธ์กับแจยอง เขาก็ยิ่งมืดแปดด้าน ซังอูไม่มีความกล้าพอที่จะสอดใส่อวัยวะเพศของตัวเองเข้าไปในลำไส้ตรงของอีกฝ่าย อีกทั้งไม่มีความมั่นใจที่จะเห็นแจยองเจ็บปวดทรมานเหมือนคนที่อยู่ในสื่อโสตทัศนะสำหรับศึกษาข้อมูล
แจยองรักษาคำพูดที่บอกว่าจะเซอร์วิสของแถมอย่างเต็มที่โดยการให้โซจูสามขวด กับแกล้มของแห้ง และไข่ม้วนที่พวกเขายังไม่ได้สั่ง แม้แต่คนที่บอกว่าเดี๋ยวจะออกไปแล้วอย่างจีฮเย เมื่ออยู่ต่อหน้าอาหารฟรีเหล้าฟรีก็ยังหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างตะกละ
“พี่ดื่มเก่งจังเลยนะคะ”
จีฮเยเองก็ดื่มเช่นกัน แต่โซจูส่วนใหญ่เข้าปากซังอู อาจเป็นเพราะความเครียดที่ได้รับมาในวันเสาร์-อาทิตย์นั้นหนักหนาเกินไป เขาจึงอยากจะเมาไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
สภาพจิตใจของเขาเหมือนคอมไพเลอร์ที่ตรวจเจอโค้ดเออเร่อร้อยบรรทัด ความเศร้าที่เขาไม่รู้จัก ความกลัวที่ยากจะจำกัดความ ความรู้สึกต่อต้านการมีเพศสัมพันธ์ ความกังวลที่คลุมเครือ ความต้องการทางเพศที่ยังไม่หายไป แม้กระทั่งความรู้สึกล้มเหลวที่เล่นเกมแพ้จึงไม่ได้คีย์บอร์ดมา ทั้งหมดนั้นคือต้มจับฉ่ายที่ผสมผสานด้วยความรู้สึกในแง่ลบและความรู้สึกที่คลุมเครือ ถ้าดื่มเหล้าแล้วลืมทุกอย่างได้ ให้ดื่มเท่าไรเขาก็จะดื่ม
“ครือออ… เหล้ากับกับแกล้มมาแล้ว ครืออ...”
“อีกเหรอคะ? ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ให้เยอะเกินไปหรือเปล่าคะเนี่ย”
“ครึก พวกมนุษย์หน้าโง่…”
“โอ๊ะ จะร่วงแล้ว เอาข้าวโพดเนยมานี่ค่ะ เดี๋ยวฉันถือเอง”
ตอนแรกจีฮเยตั้งแง่กับแฟรงเกนสไตน์ แต่ต่อมาก็เริ่มชิน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหนก็ไม่ตกใจแล้ว
พวกเขานั่งกินกับแกล้มและโซจูฟรีหนึ่งขวดกันเงียบๆ อยู่ครู่ใหญ่ ใบหน้าของจีฮเยแดงเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์โดยไม่รู้ตัว หญิงสาวฮัมเพลงพลางโยกตัวไปด้วย ขณะเดียวกันก็หัวเราะร่วน ซังอูกะพริบตาช้าๆ รู้สึกว่าหนังตาหนักอึ้ง
“พี่คะ… ฉันบอกว่าวันนี้มีเรื่องจะพูดใช่ไหมล่ะคะ”
“อืม ว่ามาสิ”
จีฮเยส่ายหน้า เธอยกมือขึ้นจัดผม แล้วดึงเก้าอี้มานั่งชิดโต๊ะ จากนั้นพูดด้วยสีหน้าจริงจังอย่างมาก
“ฉันน่าจะเมานิดหน่อยแล้ว… เดี๋ยวจะพูดอะไรผิดไปซะเปล่าๆ ไว้จะบอกคราวหน้านะคะ”
“คราวหน้าคือเมื่อไหร่”
“เดี๋ยวก็คงมีโอกาสอีกนั่นแหละค่ะ แค่พี่จำไว้ก็พอว่าวันนี้เราได้เที่ยวเล่นด้วยกัน อ่านการ์ตูนด้วยกัน เล่นเกมด้วยกัน ได้ดื่มด้วยกันด้วย เข้าใจไหมคะ”
จีฮเยยิ้มพลางยื่นมือมาให้แปะเหมือนตอนได้รับเครื่องเล่นเกม ซังอูนึกถึงเรื่องตอนนั้นพลางยิ้มน้อยๆ และยกมือขวาขึ้น จากนั้นมือทั้งสองที่ควรจะแตะกันก็มีเสียงดังแปะ
“…”
เขามั่นใจว่าตนเองยื่นมือออกไปสุดแขน แต่ไม่รู้ทำไมมือที่แตะกันถึงเป็นมือของแวมไพร์ ไม่ใช่มือของจีฮเย มือนั้นกำรอบนิ้วมือของซังอูไว้แน่นหนาไม่ให้หลุดไปไหน
“น่าเสียดายนะ แต่ได้เวลาปิดร้านแล้วล่ะ เด็กๆ”
แจยองโยนมือของซังอูไปไว้ที่เข่าของเจ้าตัวพลางว่า จีฮเยเผยสีหน้าพูดไม่ออกขณะที่ยังยกมือค้างอยู่กลางอากาศ แจยองส่งยิ้มให้หญิงสาว
“นี่ก็ดึกแล้ว ได้โทรบอกที่บ้านหรือยัง”
“บ้านฉันให้อิสระ ไม่มีเคอร์ฟิวค่ะ ไม่เป็นไรหรอก”
“ถึงอย่างนั้นก็ต้องรีบกลับสิ คุณพ่อคุณแม่จะเป็นห่วงเอา พี่ไม่รู้ว่าบ้านเธออยู่ไหน แต่น่าจะยังทันรถเที่ยวสุดท้ายอยู่นะ”
บทสนทนาไร้สาระ ซังอูเอาชนะความง่วงไม่ได้จึงหลับตาลง น่าแปลกที่ความรู้สึกสับสนกลับกระจัดกระจายหายไป และเมื่อได้ยินเสียงของแจยองดังอยู่เหนือศีรษะ เขาก็คิดแต่เพียงว่ารู้สึกดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร เขาดื่มมากเกินไป เขาคงจะเมาแล้ว
“ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง ฉันจะทำตามที่พี่บอกค่ะ”
สิ้นคำตอบของจีฮเยก็เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ทันใดนั้นเธอก็พูดต่อ
“พี่ซังชู… ไม่ไปเหรอคะ”
“ไม่ต้องห่วงซังอูหรอก เดี๋ยวพี่ไปส่งเขาที่บ้านเอง”
“คะ?”
“ข้างนอกมืดขนาดนี้แล้ว จะปล่อยให้กลับคนเดียวได้ไง จะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้
“…”
“กลับระวังๆ นะจีฮเย”
เขาคล้ายจะงีบไป ซังอูกะพริบตาปริบๆ พอฝืนลืมตาขึ้นมาได้ก็เห็นแผ่นหลังของจีฮเยหายออกไปจากเต็นท์แล้ว เขาต้องกลับบ้านแต่ไม่มีแรงเลย
คนในเต็นท์กำลังยุ่งวุ่นวายกับการเก็บโต๊ะ แจยองกำลังมองไปทางอื่นแล้วพูดอะไรสักอย่าง ฝ่ายนั้นปราดมองมาที่ซังอู เมื่อทั้งคู่สบตากัน ซังอูควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ได้จึงหัวเราะออกมาอย่างสดใส
‘อ่า… ต้องดูเหมือนคนโง่แน่ๆ’
ซังอูหันหน้าหนีด้วยสีหน้าไม่เต็มใจ หัวใจเกิดอาการเต้นไม่เป็นจังหวะและเกิดความวิตกกังวลที่น่ากลัวขึ้นพร้อมกัน ในตอนนั้นเองฝ่ามือขนาดใหญ่ก็เคลื่อนเข้ามาใกล้และปิดตาของเขาไว้ ทำให้การมองเห็นมืดลง ใจของเขาสั่นไหว ปากก็เผยอออกโดยอัตโนมัติ
“ฮยองจิน รู้ใช่ไหมว่ารถฉันอยู่ไหน”
“ครับพี่”
“พาเด็กนี่ไปไว้ตรงที่นั่งข้างคนขับให้หน่อย”
“ครับ! ขอกุญแจรถด้วยครับ แล้วพี่ล่ะครับ ไม่กลับเหรอครับ”
“สภาพนี้จะให้ไปไหน ต้องไปเปลี่ยนชุด ล้างเครื่องสำอางก่อนสิ”
“จริงด้วยครับ อ้อ จะว่าไปแล้ว วันนี้ขอบคุณจริงๆ ครับ เพราะพี่ ร้านถึงขายได้เยอะเลย เป็นตำนานไปเลยครับ ได้ยินว่าพี่กำลังยุ่งด้วย ขอบคุณจริงๆ ครับที่ยอมฟังคำขอของพวกเรา”
“ไม่หรอก ฉันก็สนุกด้วย”
“เดิมทีพี่บอกว่าจะช่วยแค่ตอนเปิดร้านนี่ครับ แต่นี่กลับอยู่จนเลิกเลย ผมก็ซึ้งใจสิครับ”
“ก็แค่ไม่กี่ชั่วโมงเองนี่”
เมื่อแจยองเอามือออก แสงจึงส่องทะลุเปลือกตาเข้ามาอีกครั้ง ตอนที่ซังอูลืมตาขึ้นก็เห็นแผ่นหลังของแวมไพร์กำลังเดินห่างออกไป
“ขอโทษนะครับ”
ใครคนหนึ่งเขย่าไหล่ของซังอูอย่างแรง
“ตื่นเถอะครับ ไปอยู่ที่รถของพี่แจยองรอ”
แฟรงเกนสไตน์ฉุดลากแขนของซังอูอย่างไม่ใส่ใจ
[1] คาเฟ่ ในที่นี้หมายถึง online community ชนิดหนึ่งของเกาหลี เทียบกับที่นิยมใช้ในไทยก็คือเพจเฟซบุ๊ก หรือกลุ่มในเฟซบุ๊ก
[2] ไข่เป็ดในแม่น้ำนักตง มาจากสำนวน 낙동강 오리알 (นักตงกัง โอรีอัล) หมายถึงไข่เป็ดในแม่น้ำนักตง หมายถึงการอยู่คนเดียวและโดดเดี่ยว ไม่มีอะไรเลยในสถานที่ที่ไม่ชัดเจน
[3] อัลปับ (알밥) ข้าวคลุกกับไข่ปลา อาจะมีเครื่องเคียงอื่นๆ ด้วย