Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 42 Magenta #1
แจยองล้างหน้าจนสะอาดแล้วเงยหน้าขึ้น ในกระจกมีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีน้ำหยดลงมาตามกรอบหน้ากำลังจ้องมองกลับมาด้วยสีหน้าซับซ้อน เขายกฝ่ามือขึ้นลูบหน้า ก่อนจะใช้ผ้าขนหนูซับความชื้น จากนั้นความรู้สึกที่แปรปรวนมาทั้งวันก็สงบลงเล็กน้อย
ความคาดหวังอันเลือนราง ความสะเทือนใจ ความโกรธ ความละอาย ความหึงหวง และสุดท้ายคือความสับสน ไม่ง่ายเลยที่จะได้สัมผัสกับอารมณ์ที่หลากหลายขนาดนี้ภายในหนึ่งวัน
“เชี่ยเอ๊ย… นี่กูกำลังทำอะไรวะเนี่ย”
เขาพึมพำอย่างขมขื่นและหยิบถุงช็อปปิ้งที่ใส่เสื้อผ้าไว้ขึ้นมา เมื่อออกมาจากคณะมนุษยศาสตร์ ลมร้อนก็พัดมากระทบข้างแก้ม
แจยองรู้ดีว่าชูซังอูไม่ได้มองเขาเป็นเป้าหมายของความรัก ตำแหน่งข้างๆ อีกฝ่ายเปิดไว้สำหรับฝ่ายตรงข้าม ‘ที่เป็นปกติ’ ส่วนแจยองเป็นแค่เป้าหมายของ ‘ความต้องการทางเพศที่ผิดปกติ’ เท่านั้น
แจยองคิดว่าบางทีความสัมพันธ์ที่ใช้แค่ร่างกายกับชูซังอูอาจจะดีกว่าก็เป็นได้ แม้จะให้ความรู้สึกแปลกประหลาดเหมือนวาดการ์ตูน 18+ ด้วยตัวละครเทเลทับบี้ก็ตาม ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนเบื่อง่ายกับทุกๆ เรื่องอยู่แล้ว หลังจากได้นอนกับซังอูครั้งหนึ่ง ความสนุกก็จะคงจะลดน้อยลงไปเอง เขาไม่อยากคบตามอำเภอใจอย่างไร้เหตุผลแล้วมาปวดหัวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงในภายหลัง
แต่ระหว่างที่สวมชุดแวมไพร์ถือป้ายเดินไปรอบมหาวิทยาลัย เขาก็พบหนุ่มสาวคู่หนึ่งถ่ายรูปคู่กันใต้ต้นไม้ที่มีดอกไม้บานสะพรั่ง หลังจากนั้นแจยองก็ถูกครอบงำด้วยความโกรธ
‘มีเซ็กซ์กับกู แต่คบกับรยูจีฮเย?’
มาหลอกล่อด้วยการเรียกว่าพี่ ชวนให้ทำเกมด้วยกัน ในห้องทำงานก็มานั่งข้างๆ แล้วมาทำให้ใจคนอื่นสั่นไหว ไหนจะลูบหัว แล้วจู่ๆ ก็เข้ามาจุ๊บ แล้วก็ตามด้วยจูบอย่างดูดดื่มแทบสูบวิญญาณ แต่กลับตอกย้ำว่าคบกันไม่ได้ แล้วสุดท้ายก็มาเดตในงานเทศกาลกับรยูจีฮเย?
‘ไอ้เวร คิดจะดูถูกว่ากูเป็นขยะหรือไงวะ’
ความโกรธที่พลุ่งพล่านขึ้นมาทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น ถ้าเปรียบการให้คนเช็กชื่อเข้าเรียนแทนนิดๆ หน่อยๆ ของแจยองเป็นขยะหนึ่งลิตรในถุงขยะ ท่าทีของชูซังอูคงไม่ต่างอะไรกับโรงบำบัดน้ำเสีย รู้ตัวอีกทีแจยองก็แย่งหน้ากากของรุ่นน้องมาใส่และไล่ตามไปขัดจังหวะพวกเขาแล้ว
ระหว่างที่เดินกลับมาพร้อมกับคีย์บอร์ดแบบกลไล แจยองตกอยู่ในความสับสน คิดๆ ดูแล้วเขาไม่มีเหตุผลอะไรให้โกรธเลยสักนิด หากความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นคู่นอนก็ว่าไปอย่าง พูดอย่างที่ซังอูชอบพูดก็คือพวกเขาตกลงกันว่าจะไม่สนใจเรื่องอื่น และปลดปล่อยแค่ความใคร่เท่านั้นไม่ใช่หรือ ไม่ว่าชูซังอูจะมีจิตใจเหมือนโรงเผาขยะหรือไม่ เขาควรจะมองข้ามไปอย่างเยือกเย็น เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็กลับมา ‘เยือก-เย็น’ อีกครั้ง
ถึงอย่างไรก็คืนนี้แล้ว มีเซ็กซ์ ปลดปล่อยความใคร่ แล้วก็จบ มีเซ็กซ์ ปลดปล่อยความใคร่ แล้วก็จบ
เขาพูดประโยคนั้นซ้ำๆ อยู่ในหัว แต่วินาทีที่ซังอูเข้ามาในเต็นท์ ความคิดนั้นก็พังทลายลง เขาจงใจสร้างที่นั่งว่างขึ้นมาเพื่อจับให้ซังอูมานั่ง เซอร์วิสนั่นนี่เพื่อไม่ให้ซังอูไป งานที่คิดจะทำแค่ตอนเปิดร้าน เขากลับอยู่จนเลิก และกลายมาเป็นแบบนี้
หนุ่มสาวที่นั่งตรงข้ามกันที่โต๊ะใต้แสงเทียนช่างดูเหมาะสม ผู้ชายทื่อๆ กับผู้หญิงน่ารัก ผู้ชายที่ทำเหมือนไม่แยแสแต่จริงใจ กับผู้หญิงกระตือรือร้นมีไหวพริบและนุ่มนวลมีเสน่ห์ ถึงจะเห็นอยู่ตำตาว่าซังอูไม่สนใจรยูจีฮเยเลยสักนิด แต่ในใจก็ยังรู้สึกไม่สบอารมณ์
‘กลไกทางชีววิทยาที่ซับซ้อนของมนุษย์ได้พัฒนาไปสู่รูปแบบของการเกิดความรู้สึกรักระหว่างเพศเพื่อผลิตทายาทรุ่นที่สองครับ ถึงผมจะคิดว่ามันเป็นวิธีที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่มันก็เป็นความจริงที่มนุษยชาติขยายพันธุ์และดำรงอยู่โดยการจับคู่ผสมพันธุ์และผ่านกระบวนการตั้งครรภ์ที่ซับซ้อน’
เป็นไปได้ว่าถ้าตนไม่แทรกเข้ามา ชูซังอูก็จะมีความรักและมีความสัมพันธ์กับคนต่างเพศอย่างไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ ความคิดนั้นเองที่เป็นสาเหตุของความหงุดหงิด
ดูเหมือนว่ารยูจีฮเยพยายามจะคว้าชัยในตอนจบ ทุกครั้งที่เจอ เธอมักจะแต่งหน้าจัดเต็มและสวมชุดสวยๆ วันนี้ก็เช่นกัน เธอปรากฏตัวในชุดวันพีซสีเขียวที่มีจีบรอบเอว สวมรองเท้าอีนาเมล[1] และสวมที่คาดผมที่ตกแต่งด้วยอัญมณี
‘เธอคิดว่าตัวเองเป็นโดโรธีหรือไง ถึงได้แต่งตัวแบบนั้นไปไหนมาไหน’
ถึงจะรู้สึกว่าโอเวอร์เกินไปหน่อย แต่หญิงสาวก็ดูน่ารักสดใส แจยองไม่ชอบที่ซังอูมองอีกฝ่าย ด้วยเหตุนั้น เขาจึง…
‘ซองฮยอก โต๊ะสามยังไม่ได้เมนูนะ’
‘อ๊ะ! ผมจะเอาไปให้เดี๋ยวนี้ครับ!’
‘ฮยองจิน เด็กๆ โต๊ะสามดูจะเบื่อๆ นะ’
‘แบบนั้นไม่ได้สิครับ! ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ’
‘มีจิน ส่งเซอร์วิสไปที่โต๊ะสามหน่อย’
‘ค่ะ! จะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ’
‘ซอฮยอน โต๊ะสาม…’
‘ค่า จะไปเดี๋ยวนี้ค่า!’
‘ฮยองจิน’
‘ครับ ไปเดี๋ยวนี้ครับผม!’
หลังๆ มาต่อให้ไม่พูด พวกรุ่นน้องก็เอากับแกล้มและโซจูไปเสิร์ฟกันเองแล้ว รุงรังจริงๆ รุงรังเหมือนผมหน้าม้าที่พันกันเป็นก้อนเพราะแว็กซ์
แจยองกลับมาเก็บของที่เต็นท์ จากนั้นถ่ายรูปรวมกันสองสามรูป บอกลาพวกรุ่นน้อง และไปที่รถ
‘นี่เราเสียดายอะไรถึงได้เป็นแบบนี้วะ’
แจยองยืนอยู่หน้าที่จอดรถและสูบบุหรี่สามมวนติดต่อกัน
ชูซังอูคืออะไรกันแน่ เขาตามติดผู้ชายคนหนึ่งเพื่อกลั่นแกล้ง แกะโน้ตบุ๊กตัวเองเพื่อซื้อใจ กลายเป็นทาสทำงานทั้งวันทั้งคืน แอบตามเหมือนสตอล์กเกอร์ ร่วมกิจกรรมเล่นเกมที่ตัวเองไม่ได้สนใจ
‘กูแม่งฉิบหายตั้งแต่วันที่ใส่เสื้อขนเป็ดสีแดง เสื้อเจอร์ซีย์สีแดง หมวกบีนนี่สีแดง กางเกงในสีแดงออกจากบ้านแล้ว อย่างเหี้ย’
เสียดายอะไรอย่างนั้นเหรอ? เสียดายทุกอย่างนั่นแหละ เสียดายที่ตอนนั้นชูซังอูไม่รู้จักชื่อและไม่รับรู้ถึงตัวตนของเขา เมื่อเวลาผ่านมาประมาณหนึ่งก็เสียดายที่อีกฝ่ายยังคงไม่รู้ว่าเขาเป็นคนที่เท่ขนาดไหน มาตอนนี้ก็เสียดายที่อีกฝ่ายไม่มองเขาเป็นเป้าหมายของความรัก
แจยองสัมผัสได้ถึงความขมของบุหรี่ เมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้าสีดำ เขาก็ถอนหายใจออกมาโดยอัตโนมัติ ไม่ได้คบกันด้วยซ้ำ แล้วเขาจะยึดติดขนาดนั้นไปเพื่ออะไร เสียพลังงานไปเปล่าๆ เพื่ออะไร ไม่ว่าจะซักไซ้ตัวเองอย่างไรก็ไม่มีคำตอบ
แจยองทิ้งก้นบุหรี่ที่สูบไปเพียงครึ่งแล้วเปิดประตูรถ สอดตัวเข้าไป ทันใดนั้นเขาก็ถูกโจมตีอย่างรุนแรงทันที
“…”
ซังอูกำลังนอนหลับเอนศีรษะพิงกับประตูรถ ด้วยเหตุนั้นลำคอขาวยาวเรียวของอีกฝ่ายอันเป็นจุดอ่อนของแจยองจึงเผยให้เห็นเด่นชัดอยู่ตรงหน้า (ความจริงแล้วต่อให้ไม่ใช่สิ่งนี้ สภาพนี้ก็ยังรุนแรงต่อใจอยู่ดี) แจยองกำหมัดแน่น หายใจหอบ ในหัวผุดความคิดที่ถ้าถูกจับได้คงถูกซังอูฟ้องร้อง แต่แล้วเขาก็หลับตาลงนิ่งๆ แล้วปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ถึงจะรีบแค่ไหนเขาก็ไม่ใช่ไอ้เดรัจฉานที่จะจู่โจมเด็กที่เมาหลับ
‘ตั้งสตินะตัวเรา’
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใจเขาก็สงบลงเล็กน้อย แจยองสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วมองซังอูอีกครั้ง ก่อนจะยื่นมือออกไปทางนั้นพลางคิดหาข้ออ้าง
‘แค่จะคาดเข็มขัดให้เท่านั้นแหละ ไม่ได้มีเจตนาอื่นเลยจริงๆ’
เขาขยับเข้าไปใกล้ซังอู ยืดแขนออกไปคว้าเข็มขัดนิรภัย จากนั้นก็โน้มตัวลงแล้วดึงเข็มขัดมาคาด มือของซังอูวางอยู่ข้างปุ่มสีแดง เป็นมือที่มีเล็บมือสั้นสะอาดสะอ้านเหมือนเพิ่งตัดเมื่อวาน และมีข้อกระดูกปูดโปน
อึก
แจยองเสียบแผ่นล็อกเข้ากับหัวเข็มขัดนิรภัยก่อนจะยกร่างกายท่อนบนขึ้นและจงใจหันหน้าเข้าหาอีกฝ่าย ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากริมฝีปากที่เผยอเล็กน้อยนั้นสิบเซนติเมตร ไม่รู้ว่ากลิ่นแอลกอฮอล์ยั่วอารมณ์ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำเอาแจยองถึงกับมึน ชายหนุ่มโลมเลียต้นคอขาวด้วยสายตาแล้วค่อยๆ ดึงร่างกายกลับมายังที่นั่งของตัวเอง ขณะที่กำลังคาดเข็มขัดนิรภัย เรี่ยวแรงของเขาก็ถูกสูบออกไปจนหมด
แจยองสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วสตาร์ทรถ ทันทีที่นั่งประจำที่ สิ่งที่อยู่ในสภาพพร้อมจู่โจมก็ไม่รู้จักคำว่าสงบอีกต่อไป เขานึกสงสัยว่าหมู่นี้มีสปริงติดอยู่ที่ขาหนีบหรืออย่างไร มันให้ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปสมัยมัธยมต้นที่ได้เปิดหูเปิดตาเรื่องเพศเป็นครั้งแรก ราวกับวัตถุทุกชนิดบนใบโลกใบนี้ถูกมองเป็นอวัยวะเพศชายและอวัยวะเพศหญิงจนทำให้อยู่ในสภาพแข็งตัวตลอดเวลา
แจยองเหยียบคันเร่งโดยไม่มองไปด้านข้าง เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจึงขับไปที่บ้านของซังอูที่อยู่ใกล้ๆ ก่อน หน้าอะพาร์ตเมนต์ไม่มีที่จอดรถเป็นหลักแหล่ง เขาจึงจอดสุ่มๆ แล้วดับเครื่องยนต์
“ชูซังอู ตื่น”
‘ได้เวลามีอะไรกันแล้ว ไอ้เด็กเหี้ย’
แจยองละประโยคหลังไว้ในใจ หลังจากนั่งนิ่งอยู่ชั่วขณะและรู้สึกสงบลงบ้างแล้ว เขาจึงปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองอย่างใจเย็น สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอี้ยวตัวไปด้านข้าง
“…”
เจ้าคอนั่นเป็นปัญหาอีกแล้ว แจยองหรี่ตาและเขย่าไหล่ของซังอู แต่อีกฝ่ายไม่ตื่น
“จะปลด…เข็มขัดให้นะ”
หลังจากพึมพำพูดกับซังอูอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความรู้สึกผิดโดยไม่จำเป็น แจยองก็โอบพนักพิงด้วยแขนขวา แล้วยืดมือซ้ายออกไปจับมือจับประตูรถ ก่อนโน้มตัวไปด้านหน้าโดยไม่จำเป็นจนจมูกเฉียดใกล้แก้มของซังอู
ผิวของอีกฝ่ายสะท้อนแสงจันทร์เปล่งประกายท่ามกลางความมืดจนดูขาวซีด ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นสีดำหรือไม่ก็สีขาวเหมือนในภาพยนตร์ขาวดำ ด้วยความปรารถนาที่อยากจะมองใบหน้าของซังอู แจยองจึงถอดหมวกของเจ้าตัวออกแล้วโยนไปไว้ที่เบาะหลัง
ภาพที่มีความคอนทราสต์[2]กันสูงทำให้ใจของแจยองเต้นแรง ทั้งจมูกและขนตา รูปร่างของเงาที่เกิดจากริมฝีปาก ลวดลายสีดำบนแก้มที่เกิดจากรอยเปื้อนบนกระจก ทุกๆ องค์ประกอบทำให้ซังอูกลายเป็นตัวเอก ใบหน้ายามหลับดูไร้เดียงสากว่ายามตื่นมากเสียจนเขาต้องเลียริมฝีปากขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดบาปไปด้วย
‘กูต้องทำยังไงกับเด็กนี่ล่ะเนี่ย’
มันเป็นความปรารถนาที่น่าพิศวง เพราะอีกฝ่ายไม่มีอะไรเหมือนคนอื่นๆ ที่แจยองเคยให้ความสนใจเลย ไม่มีจุดเด่น เป็นคนเงียบๆ และไม่ยืดหยุ่น ซังอูอาจเป็นผู้เชี่ยวชาญในบางเรื่อง แต่กลับโง่เขลาในเรื่องความสัมพันธ์
แจยองผู้ผ่านการมีความสัมพันธ์มาพอสมควรจะไม่ตามติดคนที่ไม่ชอบตน บนโลกนี้มีผู้คนตั้งมากมาย เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องกระหายกิเลสตัณหาที่มีช่วงโปรโมชั่นและช่วงหมดโปรโมชั่น แต่กับชูซังอู ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงทำตัวเยือกเย็น ไม่แยแส และไม่ยึดติดไม่ได้
ในตอนนั้นเองซังอูก็ลืมตาขึ้น และกะพริบตาปริบๆ อย่างง่วงงุนก่อนจะเบิกตากว้างเท่าเหรียญห้าร้อยวอน[3]
“เปล่านะ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย”
แจยองรีบบอก ทว่าเขาพูดขณะอยู่ในท่าทางเหมือนกำลังจะจูบ อีกฝ่ายย่อมต้องไม่เชื่อแน่นอนอยู่แล้ว อกของซังอูขยับขึ้นลง แจยองยกมือขึ้นให้เห็นว่าเขาไม่มีอาวุธราวกับโจรที่ถูกจับได้ขณะปล้นธนาคาร
“เข้าใจผิดแล้ว ช้าก่อน”
จากนั้นแจยองก็ลดมือขวาลงช้าๆ
“เอาล่ะ ดูนะ ฉันแค่จะทำแบบนี้ต่างหาก”
เมื่อแจยองกดปุ่มสีแดง เข็มขัดนิรภัยที่คาดอกซังอูอยู่ก็คลายออกและถูกดูดกลับขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ซังอูหลุบตาลงแล้วถอนหายใจยาว ในสถานการณ์นี้แจยองควรจะถอยกลับไปยังที่ของตัวเอง แต่เขากลับไม่สามารถขยับได้
“ผม…มีเรื่อง…จะพูดครับ”
แจยองรู้สึกว่าอากาศในรถร้อนเหมือนอยู่ในโรงอาบน้ำ ไม่สิ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก บนหน้าต่างมีไอน้ำเกาะอยู่เต็มไปหมด ลมหายใจเข้าออกทั้งหนักทั้งร้อน
“ที่จะพูดก็คือ… อา เชี่ย…”
‘ถ้ากินเหล้าจะชอบสบถสินะ’
นี่เป็นครั้งที่สองที่แจยองเห็นอีกฝ่ายสบถคำหยาบ ซังอูส่งเสียงครางพลางนิ่วหน้า เจ้าตัวยกมือขึ้นปิดตาแล้วนั่งอยู่ในสภาพนั้นสักพัก ครู่ต่อมาก็เปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นดูเหนื่อยล้า
“ที่จะพูดก็คือ อา… ให้ตายเถอะ อยากจะบ้า”
‘โคตรยั่วเลยว่ะ ไอ้เด็กเวร’
เมื่อกี้เขาเพิ่งคิดว่าอีกฝ่ายดูไร้เดียงสา แต่ตอนนี้แค่หายใจก็เหมือนหนังอีโรติกแล้ว ความไม่แน่นอนที่ไปๆ มาๆ ระหว่างเรต 18+ กับเรตทุกเพศทุกวัยนี้ทำให้เขายากที่จะตั้งสติได้ แจยองได้แต่กลืนน้ำลาย
“ผม…ผม ผม…ผมน่ะครับ ไปศึกษามา…”
ขอโทษด้วยนะ ฉันไม่ได้อยากรู้เลยสักนิดว่านายจะพูดอะไร แจยองมองแต่ริมฝีปากที่กำลังขยับของซังอูเท่านั้น รูปปากอันยั่วยวนกำลังขยับเปิดปิด
“ด้วยกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมาย… (บลาๆๆ) จ่ายเงิน… (บลาๆๆ) ดาวน์โหลด… “
‘พูดอะไรของเขากันแน่วะ’
“โดยเด็ดขาด… (บลาๆๆ) ความรุนแรง… (บลาๆๆ) ชายฉกรรจ์…”
และแล้วเครื่องเสียงก็ดับไป มีเพียงปากที่ยังขยับอยู่ แต่ไม่ได้ยินเสียง วินาทีที่ความใคร่ทำให้เขากลายเป็นคนหูหนวก แจยองสูญเสียสติสัมปชัญญะและพุ่งเข้าหาซังอู
“อา!”
[1] รองเท้าอีนาเมล คือรองเท้าหนังที่เคลือบสารอีนาเมล (Enamel) ทำให้มีลักษณะแวววาว หรือที่เรียกกันว่า ‘รองเท้าหนังแก้ว’
[2] Contrast หรือ ความเปรียบต่าง คือการเปรียบเทียบกันระหว่างของที่แตกต่าง เช่น เทียบขาวกับดำ เทียบสว่างกับมืด
[3] เหรียญห้าร้อยวอน ขนาดประมาณเหรียญสิบบาทไทย