Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 44 Magenta #3
ซังอูยังคงปิดตาปล่อยให้ความเงียบดำเนินไปครู่ใหญ่
“จะชวนให้เข้าไปทำกันในบ้านเหรอครับ”
หมู่นี้อีกฝ่ายความรู้สึกไวขึ้นมาก
“ไม่อยาก?”
อาการของอีกฝ่ายเหมือนจะดูแปลกๆ มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว แจยองเข้าใจว่าต้องมีความรู้สึกต่อต้านอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้เรียบง่ายแบบนั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องการอยู่ตรงหน้านี้แล้ว ชายหนุ่มจึงไม่มีเวลามาใส่ใจซังอู และตอนนี้ก็เช่นกัน เพราะแม้จะปลดปล่อยไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่เจ้าท่อนเนื้อไร้หัวคิดของเขาก็ยังคงตั้งโด่อยู่เช่นเดิม
“ก่อนอื่น… ช่วยถอยออกไปก่อนครับ ผมมีเรื่องจะพูด แต่พูดในสภาพนี้ไม่ได้หรอกครับ”
อีกฝ่ายคงจะหมายถึงสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมเปียกชื้น แก้มเลอะคราบสีขาวขุ่น แถมตรงนั้นยังตั้งตรง แจยองทอดสายตามองลงไปที่ซังอูนิ่งๆ พลันเกิดอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมา แต่ก็ยอมกลับไปยังที่นั่งคนขับ เขาจัดการสวมกางเกง เปิดคอนโซลหน้ารถแล้วหยิบถุงยางอนามัยที่เตรียมพร้อมไว้สำหรับวันนี้ยัดใส่กระเป๋ากางเกง ส่วนเสื้อผ้านั้นเขาคิดว่าอย่างไรเดี๋ยวก็ต้องถอดจึงไม่ได้ใส่ให้เรียบร้อย
ในชั่วพริบตานั้นซังอูลงจากรถและเดินไปที่ตึกอย่างรวดเร็ว ทำไมสภาพถึงดูเหมือนกำลังหลบหนี? แจยองรีบลงจากรถแล้ววิ่งตามไป
ใช่แล้ว อีกฝ่ายกำลังหนี เพราะเสื้อเชิ้ตที่หลุดลุ่ยของซังอูปลิวสะบัดขณะวิ่งขึ้นบันไดทีละสองขั้น แจยองไล่ตามไปในทันใดก่อนจะจับซังอูได้ที่บันไดชั้นสาม เขาสวมกอดเอวสอบนั้นตามอำเภอใจจากด้านหลัง เจ้าตัวจึงหันกลับมา
“ทำไมถึงหนีล่ะ”
ที่บันไดของอะพาร์ตเมนต์ไม่มีไฟ ดวงตาของซังอูจึงสะท้อนกับแสงจากไฟถนนที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ดวงตาที่เคยไร้ความรู้สึกในครั้งแรกที่เห็น มาตอนนี้กลับเก็บกักความเกลียดชังและความรำคาญเอาไว้ เมื่อมองทะลุผ่านความรู้สึกผูกพันที่คลุมเครือก็จะพบกับความร้อนแรงบางอย่าง ทว่าแจยองก็เห็นความละล้าละลังที่สั่นไหวอยู่เบื้องหลังความร้อนแรงนั้นด้วยเช่นกัน ทำไมล่ะ? ช่วงเวลาที่จะมีความสุขให้สมใจยังไม่พอ ทำไมถึงทำสีหน้ายุ่งยากแบบนั้น เห็นว่ามีเรื่องจะพูด สงสัยเขาจะเพิกเฉยมากเกินไป แต่แจยองไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น เขากระชับอ้อมแขนที่โอบรัดรอบเอวของซังอู
‘ทั้งที่มีวิธีที่ดีกว่า แล้วทำไมต้องพูดด้วย’
เขาพร้อมแล้วที่จะใช้ร่างกายแสดงความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจและสูบฉีดไปตามเส้นเลือด เขารั้งร่างของซังอูเข้ามาแล้วหลับตาฝังริมฝีปากลงบนต้นคอ ฝ่ามือลูบไล้ไปตามแผ่นหลังแน่น ส่วนริมฝีปากเคลื่อนก็ตัวขึ้นไปด้านบน
ร่างกายของซังอูร้อนผ่าวเหมือนคนเป็นไข้ นิ้วมือของแจยองขยับจากแผ่นหลังลงไปที่เอว เคลื่อนตัวขึ้นไปตามสีข้างและสัมผัสซี่โครงทีละซี่ ขณะที่รู้สึกจั๊กจี้ใต้วงแขน แขนเสื้อก็ถูกดันออก นิ้วมือลากไล้ไปตามกล้ามเนื้อบนแขนลงมาจนถึงมือแล้วสอดประสาน
ทันทีที่ลืมตาขึ้น อกของแจยองก็ถูกดันไปข้างหลังอย่างแรง ถอยไปได้สองก้าวแผ่นหลังก็สัมผัสกับผนังเย็น สัตว์ร้ายที่เข้ามาประชิดตัวนิ่วหน้าอย่างทรมาน
“เอาแต่… ทำให้พูดไม่ได้อยู่ได้”
สองริมฝีปากห่างกันไม่ถึงคืบ นอกจากกลิ่นเหล้าแล้ว เห็นได้ชัดว่ายังมีฮอร์โมนที่กระจายออกมาปลุกเร้าเขาอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นคงอธิบายอารมณ์ที่พลุ่งพล่านนี้ไม่ได้
“ทำไม… ถึงชอบล่อลวงให้คนเขาลำบากล่ะครับ”
หน้าผากของซังอูสัมผัสกับหน้าผากของแจยอง เมื่อถูกอีกฝ่ายใช้ฝ่ามือปิดตา การมองเห็นของแจยองจึงมืดสนิท หัวใจเต้นแรงราวกับจะระเบิดออกมา ทันใดนั้นริมฝีปากของซังอูก็สัมผัสกับลำคอของแจยอง แจยองคล้ายรู้สึกเหมือนถูกกดดันให้ต้องทำแบบเดียวกันจึงกัดลงไปบนต้นคอของอีกฝ่ายเหมือนก่อนหน้านี้ ลิ้นร้อนเย้าแหย่กระดูกซี่โครง สติของแจยองพร่ามัวแม้จะถูกลูบไล้อย่างเงอะงะ บันไดขึ้นตึกที่เงียบสนิทเต็มไปด้วยเสียงเฉอะแฉะจากการเลีย
แจยองทนได้ไม่เท่าไรก็กอดซังอูไว้แน่นในอ้อมแขน จากนั้นดันอีกฝ่ายขึ้นบันไดไปจนเจอกับพื้นที่ราบขนาดไม่ถึงหนึ่งพย็อง[1]และผลักให้ชิดผนัง ในตอนนั้นเองซังอูก็คว้าข้อมือของแจยองแล้วผลักเข้ามุม
“ตอนนี้เป็นคิวของผมนะครับ”
ซังอูเริ่มเลียต่อจากที่หยุดไปเมื่อครู่โดยไม่พูดอะไร และใช้มือกักไว้ด้วยกลัวว่าแจยองจะหลุดออกไปได้ แจยองปล่อยให้ซังอูทำตามใจ แต่การอยู่เฉยๆ มันยากเกินไป ร่างกายของเขาอยู่ไม่สุข เขาอยากจะถอดเสื้อผ้าของซังอูออกให้หมด จับนอน แล้วหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ข้างในนั้นจะแคบแค่ไหน อีกฝ่ายจะตื่นตัวขนาดไหน และจะครวญครางแบบไหน เขามัวแต่คิดถึงเรื่องเหล่านั้นจนรู้สึกชาไปทั้งหัว
“เข้าไปในห้องกันก่อนเถอะ”
แจยองคว้าข้อมือของซังอูที่สอดเข้ามาในลูบไล้บริเวณสะโพกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แล้วค่อยๆ ก้าวขึ้นบันได ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าการปลดล็อกประตูช่างยาวนานเหลือเกิน แจยองคิดว่าเขาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว แต่บางทีถ้าเขาเข้าไปสัมผัสหน้าอกของซังอูแล้วขบใบหูจากด้านหลังตอนนี้อาจยิ่งทำให้เวลายืดเยื้อออกไป ซังอูกดรหัสผิดถึงสามครั้งประตูถึงเปิดออก
ทันทีที่เข้าไปในพื้นที่มืด แจยองก็เข้าไปโอบกอดร่างของซังอูแล้วดันอีกฝ่ายไปด้านหลัง เขาหาตำแหน่งของเตียงอย่างคร่าวๆ ดันอีกฝ่ายนอนลงไปแล้วตามไปขึ้นคร่อมทันที ขณะที่กำลังจะจูบ ซังอูก็หันหน้าหนีพลางดันแจยองออก
“ผมต้องการ...เวลาเตรียมตัวครับ”
แจยองไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย เขาจับคางของคนใต้ร่างให้หันกลับมามองตนแล้วประทับริมฝีปากลงไป ซังอูใช้แรงฮึดดันหน้าของแจยองออก
“ผมบอกว่าต้องเตรียมตัวไงครับ… อา รุ่นพี่ ขอร้องล่ะ…”
แจยองปลดกระดุมกางเกงของซังอูแล้วดึงลง ในตอนนั้นเองซังอูถึงหยัดกายขึ้นและตะคอกด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
“ขอเถอะ! หยุดแล้วให้เวลาผมเตรียมใจหน่อยครับ”
ระหว่างที่กำลังตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด แจยองก็ได้ยินเสียงปิดประตูอย่างแรง เขาหันไปมองประตูที่น่าจะเป็นประตูห้องน้ำนิ่งๆ จากนั้นลุกขึ้นด้วยความรู้สึกว่างเปล่าแล้วเดินไปหน้าประตู ก๊อกๆ เขาเคาะประตูแล้วแนบหูฟังเสียงแต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไร
“เป็นอะไรหรือเปล่า?”
“ช่วยรอสักครู่เถอะครับ แค่ครู่เดียว”
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงน้ำ มันฟังดูไม่เหมือนเสียงฝักบัว คิดว่าอีกฝ่ายคงล้างหน้าตรงอ่างล้างหน้า แจยองยืนพิงผนังอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะนั่งลงบนพื้นอย่างเหม่อลอย
เมื่ออารมณ์พลุ่งพล่านที่มากเกินไปสงบลงบ้าง เขาก็นึกอยากดื่มน้ำสักแก้วจึงลุกขึ้นแล้วคลำหาสวิตช์ไฟ เมื่อเปิดไฟก็พบกับห้องสตูดิโอที่แยกห้องครัวออกมาเป็นสัดส่วน สะอาดสะอ้านเหมือนใหม่ และมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นจึงให้ความรู้สึกโล่งโปร่ง
นอกจากเตียง โต๊ะสองตัว ตู้หนังสือ ราวแขวนผ้า และตู้ลิ้นชักขนาดเล็ก ในห้องก็ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นอีก ในห้องครัวมีเตาแก๊ส ชั้นติดผนัง และตู้เย็น เมื่อลองเปิดดูในตู้เย็นก็พบกับกาแฟเจ็ดกระป๋อง ไข่สองสามใบ นมหนึ่งแพ็ก และน้ำเปล่าสองขวด
เขาเปิดขวดน้ำเปล่ากรอกใส่ปากแล้วเดินกลับมาที่ห้อง ในห้องไม่มีที่ให้นั่ง เขาจึงพิงสะโพกกับเตียง บนผ้าปูที่นอนสีขาว มีผ้านวมสีน้ำเงินคลุมไว้อย่างเรียบร้อยราวกับเก็บเข้ามุม
‘นอนตรงนี้ทุกวันสินะ’
อวัยวะตรงนั้นที่ฝืนข่มให้สงบลงกลับรู้สึกเหมือนมีเลือดไหลเวียนอีกครั้ง แจยองเบนสายตาไปมองที่อื่น
ตู้หนังสือมีแต่หนังสือเขียนโปรแกรมเล่มใหญ่ ไม่มีหนังสือนิยายทั่วไปเลยสักเล่ม นี่เป็นตู้หนังสือที่น่าเบื่อที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา ที่ราวแขวนผ้าสองชั้นด้านบนใช้แขวนเสื้อและเสื้อคลุม ส่วนด้านล่างเป็นกางเกง เสื้อมีหกตัว ส่วนกางเกงมีสองตัว ทั้งหมดนั้นดูคุ้นตา ไม่มีชิ้นไหนที่ไม่เคยเห็น เขาแอบคิดอยู่ว่าอีกฝ่ายคงมีหลักเกณฑ์ในการสวมเสื้อผ้า เพราะดูคล้ายกับจัดลำดับไว้แล้ว
ในห้องมีโต๊ะอยู่สองตัว ตัวหนึ่งมีเพียงโคมไฟตั้งอยู่ น่าจะมีไว้สำหรับอ่านหนังสือ ส่วนอีกตัวที่ใหญ่กว่าเป็นโต๊ะสำหรับทำงานที่มีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ มองแวบแรกเห็นจอคู่ UHD สี่สิบนิ้วที่ใช้เป็นทีวียังได้กับซีพียูเคสใส ไม่ต้องดูส่วนประกอบก็รู้ว่ามีแต่ระดับไฮเอนด์ นอกจากนี้ยังมีคีย์บอร์ดแบบกลไกแบรนด์แพง เมาส์สำหรับเล่นเกม และลำโพง
‘น่าจะสักสามล้านวอน[2]ได้’
คอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะนั้นดูแพงกว่าราคาของใช้ในบ้านทั้งหมดรวมกันเสียอีก ดูจากความต่างระหว่างราวแขวนผ้ากับคอมพิวเตอร์แล้ว แจยองคิดว่าช่างสมกับเป็นซังอูจริงๆ พลางหัวเราะไม่ออกเสียง
“รุ่นพี่แจยอง”
เมื่อได้ยินเสียงนั้นเขาก็เด้งตัวลุกขึ้นราวกับติดสปริงแล้ววิ่งไปที่หน้าห้องน้ำ
“อ้อ ทำไม เป็นอะไร ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
“ผมสร่างเมาแล้วครับ”
ซังอูพูดอย่างสงบนิ่ง รู้สึกถึงลางไม่ดีแปลกๆ มาถึงขั้นนี้แล้วคงจะไม่บอกว่าทำไม่ได้หรอกใช่ไหม แจยองกำหมัดแน่นอย่างวุ่นวายใจ รออยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงดังมาจากหลังประตู
“ผมพยายามจะทำให้ดี… พยายามแล้ว… ศึกษามาเยอะมากด้วย ศึกษามาจริงๆ… แต่ผมไม่มั่นใจเลยครับ”
“…”
“ช่วยกลับไปเถอะครับ”
“หา?”
แจยองอ้าปากค้าง ถ้ารู้สึกหนักใจกับการมีความสัมพันธ์กับผู้ชาย เขาก็เข้าใจ ยิ่งไปกว่านั้นยังรู้ด้วยว่าลักษณะนิสัยของชูซังอูอาการหนักกว่านั้นหลายเท่า แต่จนถึงเมื่อกี้อีกฝ่ายก็ยังอิงแอบแนบชิดมีความสุขไปกับเขาขนาดนั้น พอได้ยินแบบนี้เขาจึงได้แต่ตกตะลึง หลังจากคิดเรื่องที่จะพูดแล้วลบทิ้งไปอยู่หลายครั้ง แจยองก็เปิดปาก
“นี่ฉันงัดประตูเข้ามาเหรอ ก็เห็นพ้องต้องกันไม่ใช่หรือไง”
น้ำเสียงของเขาฟังเองยังรู้สึกว่าเย็นชา อีกฝ่ายลังเลเล็กน้อย จนในที่สุดก็ตอบกลับมา
“ผมรู้ว่ารุ่นพี่จะต้องโกรธ แต่ถึงยังไง…”
“ไม่ได้โกรธ แต่ไม่เข้าใจต่างหาก”
“ผมคงทำเหมือนในคลิปวิดีโอไม่ได้ ก็แค่นั้นแหละครับ”
มันคือการบอกกล่าวอย่างสุภาพว่าความคาดหวังของเขากลายเป็นแค่เศษกระดาษทิชชู่ของซังอู ลมหายใจของแจยองหนักหน่วงขึ้น หัวใจที่แทบจะระเบิดเพราะความสุขสมเมื่อครู่ ยามนี้ถูกครอบงำด้วยความโกรธจัด
“หมายความว่าจากนี้ไปจะไม่มาเจอฉันแล้ว? ไม่ว่าจะด้วยเรื่องเกมหรือเรื่องอะไร?
“ครับ ผมคงบ้าไปเอง ช่วยกลับไปด้วยเถอะครับ”
“เป็นบ้าไปแล้วเหรอวะ”
เขาโกรธสุดขีดจนแผดเสียงตะคอกออกมา แม้ซังอูจะทำตัวดี แต่ก็มีนานๆ ครั้งที่แกล้งหลอกให้ว้าวุ่น และทุกครั้งแจยองไม่เคยหวั่นไหว
“ทำไมเป็นคนไม่มีหัวคิดแบบนี้วะ”
“ผมขอให้กลับไปไงครับ”
“ออกมา อย่าเอาแต่หลบ ไอ้สัตว์ ถ้าจะพูดแบบนั้นก็มาพูดต่อหน้ากูดิวะ”
อีกฝ่ายนิ่งไม่ตอบ ชูซังอูมีปัญหาอะไรกันแน่ พอทำท่าจะไปได้ดีก็หาเรื่องมาให้หัวร้อนอีกแล้ว และคราวนี้ดันเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดเลยด้วย
แจยองด่าระบายอารมณ์ใส่ประตู เขาเหมือนกลายเป็นไอ้ตัวผู้ที่หงุดหงิดเพราะไม่ได้มีเซ็กซ์จนรู้สึกทุเรศตัวเอง แต่เขาก็ไม่มีอารมณ์จะมารักษาหน้าแล้ว แม้จะด่ากราดไปแล้วรอบหนึ่งแต่ความรู้สึกของเขาก็ไม่ได้ดีขึ้นสักนิด ซังอูเงียบไปครู่ใหญ่ จากนั้นเสียงต่อยประตูก็ดังขึ้น ปัง
“รุ่นพี่ก็ง่ายสิครับ! แค่อยู่เฉยๆ ก็พอแล้วนี่!”
“พูดเรื่องอะไรของมึงอีก กูไปทั้งอย่างนี้ไม่ได้หรอกนะ ออกมาพูดให้เข้าใจด้วย ไม่งั้นกูไม่ไปไหนทั้งนั้น”
“ออกไปแล้วยังไง? ออกไปแล้วก็จูบกัน… สัมผัสกัน…อย่างไม่มีสติ ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ แบบนั้นไม่ใช่เหรอครับ!”
“ยับยั้งชั่งใจไม่ได้ก็ให้มันเป็นไปสิ แล้วก็ไม่ต้องตั้งสติด้วย!”
“พูดอะไรง่ายๆ แบบนั้นได้ยังไงครับ เพราะรุ่นพี่ผมถึงทำอะไรไม่ได้เลย!”
“ทำไมมึงพูดอะไรไม่รู้เรื่องแบบนี้วะ!”
แจยองตะโกนและเอาหัวด้านหลังโขกประตู ก่อนจะไถลลงไปนั่งกับพื้น บางทีแค่คิดจะทำอะไรกับหมอนี่ก็คงเป็นเรื่องโง่แล้ว ไอ้คนขี้ขลาดที่เอาแต่มุ่งไปบนเส้นทางที่ตัวเองรู้จัก ไม่ก้าวขาไปเฉียดเส้นทางที่น่าสงสัย ทำแต่อะไรที่เคยชิน
“มึงอยู่อย่างนั้นไปทั้งชีวิตเถอะ ทำสิ่งที่เคยทำ ใส่ชุดที่เคยใส่ แดกของที่เคยแดก ไม่ผิดจากแผนชีวิตอันดีเลิศแม้แต่สักนิ้ว”
“ผมก็ใช้ชีวิตอย่างดีมาตลอดนั่นแหละครับ จนกระทั่งรุ่นพี่โผล่มา”
คราวนี้ก็เหมือนเดิมสินะ ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นความผิดของเขา แจยองรู้สึกปวดหัวตุบๆ พอคิดว่าเรื่องที่ตนเข้าไปแทรกแซงชีวิตของอีกฝ่ายจนสับสนวุ่นวายเป็นเรื่องจริง เขาก็ยิ่งปวดหัว แต่มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ฝ่ายเดียว ถ้าแจยองทำลายชีวิตประจำวันของซังอู ซังอูเองก็ไม่ต่างกัน ที่แจยองใส่ใจซังอู ที่ทุ่มแรงทุ่มเวลาทำเกมให้ ต่างฝ่ายต่างได้รับผลกระทบซึ่งกันและกัน แต่ไอ้เด็กเวรนั่นไม่ได้รับรู้เลยสักนิดว่ามันเป็นเรื่องระหว่างคนสองคน ในความคิดของซังอูมีแต่ผู้ร้ายกับผู้เสียหาย และแค่ร้อนใจเพราะอยากปกป้องชีวิตประจำวัน แจยองหงุดหงิดกับเรื่องนั้นจนทนไม่ได้
“ออกมาคุยกันก่อน ไอ้เวร”
“ไม่ครับ”
“ออกมาตอนที่กูยังพูดดีๆ”
“แค่ไปให้พ้นๆ ซะเถอะครับ”
“อย่ายั่วโมโห ถ้าไม่ออกมาภายในสิบวินาที กูจะทำอะไรไม่รู้ด้วยนะ”
“ไอ้เลว มึงลองทำสิ…”
“ลองทำแล้วไงต่อ? คิดว่ากูพังประตูนั่นไม่ได้เหรอ”
“ก็ลองดูสิครับ ผมจะรอดูว่าไปถึงสถานีตำรวจแล้วรุ่นพี่จะยังมั่นใจได้อย่างนี้หรือเปล่า”
ชูซังอูเหมือนเป็นคนที่เกิดมาเพื่อยั่วโมโหแจยอง แจยองมองรอบห้องด้วยสีหน้าหงุดหงิดก่อนจะเอ่ย
“คอมพิวเตอร์ดูน่าจะแพงนะ”
“อย่านะครับ! ห้ามดูคอมพิวเตอร์”
ซังอูตอบอย่างลุกลี้ลุกลน
“สิบ”
“โอ๊ย… ผมก็ปฏิเสธไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ”
“แปด สายไปแล้ว มึงควรบอกก่อนที่กูจะเข้ามาในห้องนี้”
“ตอนนั้นผมไม่มีสติที่จะตัดสินใจครับ ดื่มเข้าไปตั้งเยอะ รุ่นพี่ก็เอาแต่เสิร์ฟเพิ่ม…”
“ไม่ฟัง เจ็ด”
“รุ่นพี่บังคับให้ใครมีเพศสัมพันธ์โดยที่เขาไม่ต้องการไม่ได้หรอกนะครับ”
“ห้า… ออกมาก่อน กูจะคุยกับไอ้หนูที่อยู่ในกางเกงในมึงเอง”
“ตอนนี้มันสงบลงแล้วครับ”
“เหลืออีกสามวิ”
“โว้ย แม่ง… อยากตายว่ะ”
ถึงจะพูดอย่างนั้นอย่างนี้ก็ยังคงเป็นเด็กผู้ชายไร้เดียงสา ก่อนจะหมดเวลาซังอูเปิดประตูออกมาอย่างรวดเร็ว แจยองหลบการโจมตีล่วงหน้า เขานั่งพิงผนังพลางเงยหน้ามองซังอูที่ส่งเสียงกระหืดกระหอบด้วยใบหน้าแดงก่ำ เสื้อด้านบนติดกระดุมสามเม็ดอย่างเรียบร้อย ส่วนด้านล่างไม่มีกระดุมจึงสะบัดพะเยิบพะยาบ เจ้าตัวอยู่ในสภาพผิดปกติและพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ผมพูดจากใจจริงนะครับ ผมเครียดมากเพราะรุ่นพี่ ขืนเป็นแบบนี้อาจจะแย่ก็ได้”
‘อะไรของมันวะ’
แจยองสบตากับอีกฝ่ายและนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาเคยตกใจกับความตรงไปตรงมามากเกินไปของซังอูที่จู่ๆ ก็ไปหาถึงที่ร้านอาหาร และรั้งไว้ด้วยการบอกว่ามีเรื่องจะพูดหลังจากที่เคยผลักไสเขาอย่างเย็นชา รวมถึงตอนที่พูดออกมาอย่างสงบนิ่งว่าจะเป็นคู่นอนด้วย ดังนั้นเขาจึงคิดว่าคราวนี้จะได้ทำกันจริงๆ ทั้งที่เป็นคนประเภทที่ว่าถ้าเห็นด้วยก็จะเดินหน้าอย่างแข็งขัน แล้วทำไมจู่ๆ ถึงเป็นแบบนี้?
“อธิบายมาตามตรง อย่าลืมนะว่าฉันก็เป็นคน ไม่ใช่ NPC”
“…”
“มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดออกมาง่ายๆ แบบนั้นนะ”
ซังอูมองพื้นด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม แต่เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าตัวก็เหลือบตาขึ้นมามอง
“ง่าย…งั้นเหรอครับ?”
“แล้วไม่ใช่หรือไง นายเล่นตัดขาดทันทีเหมือนกดออกจากเว็บไซต์เลยนี่หว่า คิดว่าความสัมพันธ์ของมนุษย์มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ทุกอย่างมันคงง่ายสำหรับรุ่นพี่สินะครับ! เสเพลจนเชี่ยวชาญ… จนไม่รู้สึกอะไร ไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าผมอยู่ในสภาพไหน”
“งั้นก็พูดมาตรงๆ สิว่านายเป็นอะไร เพราะฉันเห็นแค่ว่านายสบายดีฉิบหายเลยไง”
“ผมพยายามจะพูดมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วครับ แต่ในหัวมันก็ขาวโพลนไปหมดตลอด ความรู้สึกก็แปลกไป…”
“งั้นก็ช่างมันสิ จะมีปัญหาอะไร”
“ผมบอกแล้วไงว่าอย่าพูดส่งเดชแบบนั้น!”
ซังอูแผดเสียงตะคอกออกมา แจยองผงะถอยหลังเล็กน้อย ท่าทางของอีกฝ่ายดูเกรี้ยวกราดเหมือนจะฟาดคน ทั้งคู่จ้องตากันอยู่พักใหญ่ ดูเหมือนซังอูจะโกรธจริงๆ ตาที่เหลือบมองขึ้นมาดูเฉียบคม ถ้าถูกแทงคงเจ็บน่าดู
จากนั้นไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ดวงตาสีดำคู่นั้นก็มีน้ำสีใสคลอหน่วย สีหน้าของซังอูค่อยๆ บูดเบี้ยวขึ้นทุกที ทำเอาแจยอุงกระอักกระอ่วน
“ซังอู?”
แจยองขยับขาโดยอัตโนมัติและลุกขึ้น เมื่ออยู่ในระดับสายตาที่เท่ากัน เขาก็เห็นน้ำตาที่อยู่ตรงหางตาอย่างชัดเจน กล้ามเนื้อบนใบหน้าที่สั่นไหว ปากที่เม้มแน่น แจยองยื่นมือไปที่แก้มของคนตรงหน้าอย่างไม่ตั้งใจ แต่แน่นอนว่าเขาถูกปฏิเสธ
“นาย…ร้องไห้เหรอ”
[1] 1 พย็อง (평) = 3.3058 ตารางเมตร
[2] 3 ล้านวอน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 9 หมื่นบาท