Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 46 <111> #1
ความจำ
ซังอูมักจะจนปัญญาเพราะความจำบ่อยๆ สมัยมัธยมเขายอมแพ้กับการพยายามจำแนกเด็กผู้ชายที่หน้าตาคล้ายๆ กันไปเสียหมด และตอนอยู่ในกองทัพ ถ้าไม่มีชื่อที่ปักอยู่บนอก เขาอาจจะใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติไม่ได้เลยก็เป็นได้
ความทรงจำแรกที่ทำให้เขาลำบากคือย้อนกลับไปตอนเขาอายุเจ็ดขวบ ซังอูเดินทางไปที่บ้านของญาติในวันปีใหม่ของเกาหลี และเขาทำให้ลูกพี่ลูกน้องชายที่อายุมากกว่าเขาห้าปีร้องไห้ระหว่างเล่นด้วยกัน
‘อย่ามาล้อชื่อแม่ฉันนะ ไอ้…ไอ้คนนิสัยไม่ดี!’
‘ไม่ได้ล้อสักหน่อย’
อีกฝ่ายวิ่งน้ำตานองหน้าไปหาพ่อแม่ของตัวเอง และฟ้องว่าซังอูล้อเลียนป้า ด้วยเหตุนั้นพวกผู้ใหญ่จึงถามหาต้นสายปลายเหตุ เขาพูดออกไปต่อหน้าพวกท่านว่าป้าของเขาชื่อ ‘ชูโกจา’ จากนั้นเขาก็ได้เห็นพ่อโกรธเป็นครั้งแรก
ระหว่างทางกลับบ้าน พ่อขอโทษเขาที่ทำให้กลัว พร้อมทั้งตักเตือนว่าอย่าล้อเลียนคนอื่นด้วยการเปลี่ยนชื่อของคนคนนั้น พอซังอูบอกไปว่าเขาไม่ได้ล้อเลียน เพียงแค่พูดชื่อของป้าเท่านั้น พี่สาวก็เยาะเย้ยว่าเขาเป็นไอ้โง่ที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของป้า เธอไล่ถามตั้งแต่ชื่อของย่าไปจนถึงชื่อของลูกพี่ลูกน้องแต่ละคน และซังอูก็ตอบอย่างซื่อสัตย์ แต่ถามมายี่สิบเอ็ดชื่อ เขากลับตอบผิดถึงสิบแปดชื่อ พ่อถอนหายใจ ส่วนแม่ไม่พูดไม่จาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากว่าต้องวัดไอคิวของเขาสักหน่อยแล้ว
สัปดาห์ต่อมา ซังอูไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่กับพ่อและแม่ คุณหมอในชุดกาวน์สีขาวบอกซังอูว่าไม่ต้องกลัวและชักชวนว่ามีอะไรสนุกๆ ให้เล่นหลายอย่าง แต่ทั้งที่พูดอย่างนั้น เธอกลับบังคับให้เขาวาดรูปห้ารูป และเอาแต่ถามคำถามไร้ประโยชน์
‘ว้าววว สนุกมากเลยใช่ไหม’
‘ไม่ครับ ผมอยากกลับบ้าน’
ในตอนท้ายเขาได้เล่นจำตัวเลขและแก้โจทย์รูปทรงที่วาดไว้บนกระดาษ มีเพียงช่วงเวลานั้นเท่านั้นที่เขารู้สึกสนุก
เขามารู้ทีหลังว่ากิจกรรมเหล่านั้นคือการทดสอบเชิงลึกทั้งหมดสิบสามแบบ ได้แก่ การทดสอบความจำ การทดสอบบุคลิกภาพในด้านต่างๆ การทดสอบสภาพจิตใจ การทดสอบสติปัญญา และการทดสอบความสามารถในการเข้าสังคม แม่เอาผลการทดสอบให้ดูพร้อมอธิบายให้ฟังตอนซังอูอายุสิบสามปี ซึ่งเป็นตอนที่เกิดเรื่องขัดแย้งทำนองเดียวกันขึ้นที่โรงเรียนและเขาถูกเรียกว่าไอ้โง่
‘ไม่มีคำวินิจฉัยว่าสมองส่วนหน้า[1]เกิดความเสียหาย ดังนั้นลูกไม่ต้องกังวล อาการที่สงสัยว่าจะเป็นภาวะไม่รู้ใบหน้าก็เกิดจากการมีความผูกพันไม่มากพอ จึงเรียกว่าเป็นการเลือกที่จะลืม ไม่ใช่ปัญหาด้านสติปัญญาจ้ะ แม่กลัวว่าลูกจะกลายเป็นคนอวดดีเลยไม่ได้บอก แต่ความจริงแล้วความฉลาดทางด้านความจำของลูกอยู่ในระดับยอดเยี่ยมของอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะเลยล่ะ’
‘ผมไม่ได้ทำอะไรผิดใช่ไหมครับ’
‘แน่นอนสิ เดิมทีสมองของมนุษย์ก็มักจะกำจัดข้อมูลที่ไม่จำเป็นทิ้งไปอยู่แล้ว สมองของลูกแค่มีการจัดลำดับความสำคัญที่ต่างจากคนอื่นเล็กน้อยและทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง’
‘ผมดีใจครับ ที่ผมไม่ใช่ไอ้โง่’
‘…อย่าพูดแบบนั้นสิ แล้วก็คุณหมอบอกว่าอารมณ์ของลูกมั่นคงมากจนน่าเป็นห่วง แต่แม่ไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาตรงไหน นอกจากนี้ก็มีอาการคิดหมกมุ่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเล็กน้อย ลูกก็รู้ไว้แล้วกัน’
‘เป็นอันตรายมากไหมครับ’
‘ไม่จ้ะ เห็นว่าไม่ถึงกับเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต ลูกไม่ต้องใส่ใจหรอก แม่เองก็มีอาการเดียวกัน แต่ก็อยู่มาได้โดยไม่มีปัญหาอะไรนะ’
การเลือกที่จะลืมคือความสามารถในการลบความทรงจำที่ไร้ประโยชน์และเหลือไว้เพียงความทรงจำที่จำเป็น ตอนนี้มันเป็นความสามารถที่จำเป็นมากทีเดียว แต่น่าแปลกที่สมองกลับไม่ทำงานเหมือนปกติ
ความทรงจำของเมื่อวานยังชัดเจนจนขนลุก แม้จะอยู่สภาพอ่อนแรงเพราะดื่มเหล้าเข้าไปมาก แต่ช่วงเวลาหลังจากขึ้นไปนั่งบนรถของแจยองยังแจ่มชัดราวกับวิดีโอที่ถูกถ่ายด้วยกล้องความละเอียดสูง ไม่ใช่แค่ภาพและเสียง แต่ยังมีทั้งกลิ่น สัมผัส และกระทั่งรสชาติ เขาจำได้เป็นฉากๆ ว่าผิวของจางแจยองมีรสชาติอะไร อีกฝ่ายบีบไหล่แน่นแค่ไหน และในรถร้อนเพียงใด
กลิ่นแว็กซ์จากหน้าผากที่ชื้นเหงื่อ ความรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบตอนที่พนักพิงเอนไปข้างหลัง เสียงหายใจหอบถี่ เสียงครางกระเส่าของแจยองที่ดังลอดไรฟัน ทุกคำพูดที่กระซิบเบาๆ ข้างหู ทุกคำพูดที่พรั่งพรูออกมาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ และทุกคำสบถด่าที่พ่นออกมาด้วยความโกรธ
ช่วงเวลาที่นึกไม่ออกมีเพียงก่อนที่ตัวเองจะหลั่งในฝ่ามือของแจยองเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นซังอูจำได้ละเอียดมากเกินไปด้วยซ้ำ
“แม่ครับ ผมแย่แล้ว”
ซังอูพึมพำอย่างไร้เรี่ยวแรงและลุกจากเตียง เขานอนเหม่อลอยไม่ทำอะไรจนได้เวลาอาหารกลางวัน หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขาก็หยิบข้าวสวยกึ่งสำเร็จรูปกับแกงกะหรี่สำเร็จรูปจากชั้นติดผนังมาอุ่นกิน และเมื่อล้างจานเสร็จ เขาก็ไปนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
ตอนนี้ ‘เวจจี้ เวนเจอร์’ ล่มแล้ว จนกว่าจะหาดีไซเนอร์คนอื่นได้ เขาทำงานไปก็ไม่มีความหมาย และเขาก็ไม่มีอารมณ์จะทำเกมด้วย ซังอูนั่งนิ่งโดยไม่ได้เปิดคอมพิวเตอร์ แต่แวบหนึ่งเขากลับเห็นแสงไฟจากเครื่อง
“อะไรน่ะ”
เขาติดนิสัยต้องปิดคอมพิวเตอร์เมื่อไม่ใช้เพื่อประหยัดไฟ ดังนั้น เขาไม่มีทางเปิดคอมพิวเตอร์ไว้นานกว่าสิบชั่วโมง เมื่อขยับเมาส์ หน้าจอก็สว่างขึ้น ซังอูมองหน้าจอที่มีโฟลเดอร์เกมและโฟลเดอร์ดาวน์โหลดถูกเปิดไว้หลายโฟลเดอร์อย่างไม่เป็นระเบียบและพบว่าวิดีโอศึกษาการมีเซ็กซ์ระหว่างผู้ชายหายไป
“…”
เขาเริ่มขยับมือวุ่นวาย ลองเช็กดูในถังขยะว่าตัวเองเผลอลบไปหรือไม่ แต่ก็ไม่มี เมื่อลองเช็กบันทึกรายการการเข้าถึงก็พบบันทึกที่บอกว่ามันถูกลบไปตอน 00:55:21 น.
“จางแจยอง!”
ซังอูคำรามพลางขยี้ผมตัวเอง พวกวิดีโอที่เขากะว่าจะลบอยู่แล้วนั้นช่างเถอะ แต่ฝ่ายนั้นไม่มีทางไม่เห็นโฟลเดอร์ที่โชว์หราอยู่บนหน้าเดสก์ท็อป ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะคิดอย่างไรหลังจากพบว่าข้อมูลทุกอย่างของตัวเองที่หาได้ตามเว็บไซต์ถูกเก็บไว้ในนั้น
ซังอูทนความละอายใจไม่ไหวจึงกดลบโฟลเดอร์จางแจยองทั้งโฟลเดอร์อย่างถาวร มือของเขาสั่นเทา ใบหน้าร้อนวูบวาบ เขาใช้ชีวิตอย่างผ่าเผยมาตลอด ไม่เคยมีเรื่องให้ต้องอับอาย แต่หมู่นี้กลับมีแต่ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคย ซังอูรู้สึกอ้างว้างราวกับลอยเคว้งอยู่กลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
‘ซังอู? นาย…ร้องไห้เหรอ’
เมื่อวานนี้เขาก็น้ำตาแตก มันเป็นความทรงจำที่เขาอยากจะลบทิ้งไปเหมือนโฟลเดอร์ ซังอูร้องไห้ครั้งสุดท้ายคือตอนฝึกทหาร ก่อนหน้านั้นคือตอนที่เขาเอานิตยสารของพี่สาวไปตบยุงจนเปื้อนเลยโดนยัยปีศาจนั่นแก้แค้น และเคยน้ำตาไหลตามกลไกของร่างกายตอนกินไก่เผ็ดที่ซื้อมาเพราะถูกคนขายหลอกว่าไม่เผ็ดเข้าไปเต็มปากเต็มคำ
ซังอูคิดเสมอว่ามนุษย์ร้องไห้กันเก่งเกินไป ยกตัวอย่างเช่น การให้เด็กๆ มารวมตัวกันในวันสุดท้ายของการออกค่าย จุดเทียน เปิดเพลงคลอเบาๆ และกระตุ้นแกมกดดันให้เกิดความรู้สึกประทับใจ ในบรรดาพวกที่คร่ำครวญหวนไห้เหมือนก๊อกแตก ซังอูมักจะเป็นคนที่เบิกตาอย่างเหม่อลอย
‘เฮ้ย ไอ้หนู ทำไมนายไม่ร้องไห้อยู่คนเดียว’
‘ผมไม่เศร้าครับ’
ต่อให้ดูภาพยนตร์เศร้า เขาก็ไม่อิน เพราะไม่ว่ามันจะน่าเศร้าแค่ไหนก็เป็นแค่เรื่องของตัวละครในภาพยนตร์เท่านั้น ไม่ได้มีผลกระทบอะไรต่อซังอู สำหรับเขาแล้ว การร้องไห้คือปฏิกิริยาเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในดวงตา แต่คราวนี้เขาได้เรียนรู้อย่างหนึ่ง คือเมื่อจิตใจรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมและอึดอัดอย่างสุดขีด น้ำตาจะไหลออกมา และไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน มันก็จะยังคงไหลอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด
ซังอูนั่งอยู่สักพักก็อยากร้องไห้ขึ้นมาอีก เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าความสามารถในการจัดการกับความเครียดของตัวเองจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ ชีวิตที่ไม่มีอะไรเป็นไปดั่งใจนึกเป็นชีวิตที่ยุ่งเหยิง เขาคิดว่าช่วงที่จางแจยองใส่เสื้อขนเป็ดสีแดงไปไหนมาไหนเป็นช่วงที่ลำบากที่สุดแล้ว ทว่าเมื่อเทียบกับเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ช่วงเวลาในตอนนั้นยังจะสงบสุขเสียกว่า ซังอูเขามั่นใจว่าตนจะมองการกลั่นแกล้งพรรค์นั้นเป็นเรื่องขำๆ เพราะตอนนี้เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทรมานยิ่งกว่าตอนนั้นเสียอีก
เขาเอาชนะความใคร่ไม่ได้จนเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมกับอีกฝ่าย มิหนำซ้ำยังคิดจะปลดปล่อยความต้องการด้วยวิธีที่รุนแรงที่สุดราวกับมีอะไรเข้าสิง ขณะที่พยายามทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับนกติ๊ดที่พยายามก้าวขากว้างๆ เพื่อเดินตามนกฟินิกซ์[2]
ความสัมพันธ์อันเลวร้ายที่เริ่มต้นมาจากงานกลุ่มจบลงเพียงเท่านี้ แม้ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจกลายเป็น Error ที่ส่งผลต่อทั้งโปรแกรม แต่ไม่ว่าซังอูจะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถตรวจจับ Semantic Error ที่มีชื่อว่าจางแจยองได้ หยุดเสียตั้งแต่ตรงนี้ก็ดีแล้ว ก่อนที่จะแย่ไปกว่านี้ ก่อนที่จะเจ็บปวดไปกว่านี้ การตัดอีกฝ่ายออกจากชีวิตอาจทำให้อาการของเขาย่ำแย่ถึงขีดสุด แต่เขาคิดว่าทุกอย่างล้วนเป็นราคาของการตัดสินใจที่ผิดพลาดทั้งสิ้น
“อยากกลับบ้านแฮะ”
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ซังอูคิดถึงบ้านมากขนาดนี้ บ้านที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่แม่วางไว้ บ้านที่ทุกอย่างอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ และบ้านที่ไม่มีอะไรมาทำอันตรายเขาได้ บางทีการคิดว่าตัวเองสามารถอยู่ตัวคนเดียวได้อาจเป็นแค่ความอวดดี เพราะโลกที่เขาเคยเชื่อว่ามันหมุนไปอย่างสมเหตุสมผล พอได้มารู้จักจริงๆ แล้วกลับเต็มไปด้วยคลื่นโหมกระหน่ำ และเรือโจรสลัดที่นำมาซึ่งความลำบากก็ได้ยิงปืนใหญ่ใส่เรือของซังอูอย่างไม่ปรานีจนอับปาง
ซังอูดันคีย์บอร์ดและค่อยๆ ฟุบหน้าลง ก่อนที่เรือจะอับปาง ความคิดเหลวไหลก็ผุดขึ้นมาในหัวขณะที่เขาอยู่ในสภาพสะบักสะบอม
‘อยากเห็น…ตอนแต่งตัวเป็นโจรสลัดจังแฮะ’
เมื่อพบว่าสารเอ็นโดรฟินหลั่งออกมาในสถานการณ์แบบนี้เขาก็แทบบ้า ได้เวลาที่ต้องไปหาหมอคนนั้นอีกครั้งเพื่อตรวจดูว่าสมองเกิดความผิดปกติหรือไม่
ซังอูเลื่อนเมาส์ไปกดเปิดเว็บบราวเซอร์ทั้งที่ยังฟุบหน้ากับโต๊ะ และกดเข้า SNS ของแจยองจากรายการบุ๊กมาร์ก แต่โพสต์สุดท้ายยังคงเป็นรูปที่ถ่ายกับซังอูตอนแสดงละครสั้นภาษาจีน เขาคลิกและค้นหาแค่ไม่กี่ครั้ง รูปภาพที่อัปโหลดโดยคนที่เขาไม่รู้จักก็ปรากฏขึ้น
ค้นหา คลิก คลิก แคปเจอร์ ค้นหา คลิก แคปเจอร์ คลิก ค้นหา แคปเจอร์ คลิก ค้นหา แคปเจอร์
#งานเทศกาลมอฮันกุก #การประกวด #ซุ้มเหล้าวิญญาณ #ชมรมการละครมอฮันกุก
แวมไพร์หน้าขาวที่กำลังยิ้ม แวมไพร์ที่ทำสีหน้าบูดบึ้ง แวมไพร์ที่ทำสีหน้าน่ากลัว แวมไพร์ที่วางจานกับแกล้มไว้บนมือหนึ่งจาน บนแขนอีกหนึ่งจาน ส่วนมืออีกข้างถือโซจูสามขวด จางแจยองที่ลบเครื่องสำอางออกแล้วแต่ยังคงดูเปล่งประกายอยู่คนเดียวในรูปรวม เขาอยากเห็นรูปอีก แต่กลับหาเจอเพียงแปดรูปเท่านั้น
ซังอูเปิดโปรแกรมกู้ข้อมูลแล้วกู้คืนโฟลเดอร์จางแจยองกลับมา จากนั้นแก้ชื่อรูปภาพที่เซฟมาใหม่ตามรูปแบบ
‘คงลบไม่ได้หรอก...สำหรับตอนนี้…ยังทำไม่ได้…ไปอีกสักพัก’
เวลาหนึ่งวันช่างยาวนานเหลือเกิน ซังอูนอนกลางวันอยู่นานเพื่อจัดการกับความเครียดสุดขีด จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นมาทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมของบ้านก่อนจะกินข้าวเย็นแบบง่ายๆ ต่อมาพอเล่นเกมไปได้สองสามเกม เขาก็ดึงคีย์แคปทั้งหมดออกจากคีย์บอร์ดเพื่อทำความสะอาดฝุ่นและสิ่งสกปรก หลังจากนั้นก็ยังเหลือเวลาอยู่ เขาจึงออกกำลังกายตามปกติโดยเริ่มจากวิดพื้นและท่าอื่นๆ ห้าเซ็ต เสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำ กว่าจะเตรียมตัวเข้านอนเสร็จก็เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว
ตอนเที่ยงคืนเขามักจะจองที่นั่งในห้องสมุดและเช็กอีเมล เขาไม่จำเป็นต้องไปมหาวิทยาลัยเพราะไม่มีเรียนไปจนถึงวันพุธจึงข้ามขั้นตอนการจองที่นั่งไปและเปิดกล่องอีเมลขึ้นมาแต่ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ มีเพียงพวกจดหมายข่าวจากบริษัทเกมที่เขากดติดตามไว้ และอีเมลสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่มักจะส่งมาสัปดาห์ละครั้ง เขาเปิดอ่านทั้งหมดและจัดระเบียบตามหมวดหมู่ ในระหว่างนั้นก็มีอีเมลเข้ามาหนึ่งฉบับ
[0430 ชิ้นงาน
ผู้ส่ง │Jae. J
4/30 รายละเอียดของงาน
1) แก้ไขพาร์ติเคิล[3]ที่ขอมา
2) เพิ่มอ็อบเจกต์[4]ประเภทอาวุธ
3) แผนที่ Lv7-10
4) รีซอร์ซโหมดโนลิมิต
5) UI ของ Ladder Ranking[5]
ไฟล์แนบขนาดใหญ่: 0430.zip]
ซังอูเปิดอีเมลทิ้งไว้แล้วเอาแต่นั่งจ้องอยู่สามนาที เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการให้เขาทำอย่างไร หลังจากสร้างเรื่องวุ่นวายนั้นแล้ว ฝ่ายนั้นก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นแม้ซังอูจะเคยขอร้องอยู่หลายครั้ง แต่จนถึงตอนนี้แจยองไม่เคยส่งงานมาทางอีเมลตอนเที่ยงคืนเลยสักครั้ง ถ้าไม่อัปโหลดไฟล์ลง FTP ก่อนประชุมก็เอาใส่ฮาร์ดดิสก์พกพามาให้ตลอด
เมื่อซังอูดาวน์โหลดไฟล์แนบมาดูก็ตกใจ ในนั้นไม่มีชื่อไฟล์ที่พิมพ์ผิดหรือไม่ตรงตามไกด์ไลน์เลยแม้แต่ไฟล์เดียว
“ทำให้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ก็เป็นนี่นา”
อีกฝ่ายทำงานมาเยอะมากสำหรับหนึ่งวัน เขาทำตามที่กำหนดไว้ในตารางและทำงานส่วนที่เลื่อนไปเสร็จแล้วถึง 50% แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีเค้าของงานเผาเลยสักนิด แม้จะตรวจดูอย่างละเอียดแล้วก็ไม่เจอจุดที่ผิดพลาดเลยแม้แต่จุดเดียว หลังจากจัดเรียงไฟล์ตามหัวข้อแล้ว ซังอูก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย และปิดหน้าต่างโปรแกรมลง
‘ก็รู้หรอกนะว่าออกแบบได้ดี แต่มันจะไปมีความหมายอะไรล่ะ’
เขาลองเช็กโทรศัพท์ดูเผื่อจะมีข้อความเข้ามาแต่ก็ไม่พบอะไร ซังอูจึงตกอยู่ในความสับสนอย่างมาก
return 0;
[1] สมองส่วนหน้า (frontal lope) ทำงานเกี่ยวกับการตัดสินใจ เหตุผล วางแผน และควบคุมการเคลื่อนไหว
[2] นกติ๊ดที่พยายามก้าวขากว้างๆ เพื่อเดินตามนกฟินิกซ์ มาจากสำนวนเกาหลีที่ว่า ‘뱁새가 황새를 따라가면 다리가 찢어진다 (แพ็บแซกา ฮวังแซรึล ตารากามย็อน ทารีกา จีจอจินดา)’ หรือ ‘ถ้านกติ๊ดเดินตามนกฟินิกซ์ขาอาจฉีกได้’ หมายถึง ทำอะไรเกินความสามารถของตนเอง ทำเลียนแบบคนใหญ่คนโตหรือคนมั่งมีทั้งๆ ที่ตนไม่มีกำลังทรัพย์หรือความสามารถพอ เทียบกับสำนวนไทยคือ ‘เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง’ หรือ ‘เห็นเขาขึ้นคานหาม เอามือประสานก้น’
[3] พาร์ติเคล (Particle) เอฟเฟกต์ต่างๆ ความพลิ้วไหว รายละเอียดของสิ่งต่างๆ ในเกม เช่น แผนที่ ตัวละคร ไอเทม
[4] อ็อบเจกต์ (Object) สำหรับเกมจะหมายถึงองค์ประกอบต่างๆ ภายในเกม เช่น ตัวละคร ไอเทม สิ่งกีดขวางต่างๆ เช่น ต้นไม้ กำแพง อาคาร
[5] Ladder Ranking การจัดอันดับตามคะแนนรวม หักลบกันระหว่างจำนวนครั้งที่ชนะและแพ้