Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 49 <111> #4
“กินอีกไหม”
“…ครับ”
แจยองป้อนส่วนที่เหลือใส่ปากซังอูหน้าตาเฉย ซังอูตั้งอกตั้งใจเคี้ยวเกี๊ยวที่ยัดอยู่เต็มปาก ไม่รู้เพราะตั้งใจกินมากเกินไป หรือเพราะเกี๊ยวมันร้อน เขารู้สึกว่าบรรยากาศรอบๆ ร้อนขึ้นมา
“ทำไมวันนี้มันร้อนงี้วะ”
“นั่นสิครับ”
แจยองวางตะเกียบลงแล้วถอดหมวกวางไว้บนโต๊ะ สองมือจับชายเสื้อสเวตเตอร์แล้วถอดออกรวดเดียว เสื้อยืดสีขาวที่สวมไว้ด้านในจึงร่นขึ้นมาถึงหน้าท้อง ทำเอาซังอูลืมวิธีหายใจ เห็นอีกฝ่ายเอาแต่เล่นไปวันๆ แต่พื้นที่บนหน้าท้องนั้นกลับถูกจับจองด้วยกล้ามเนื้อ
แจยองโยนเสื้อของตัวเองไปไว้บนเตียงพับแล้วหยิบหมวกมาสวมอีกครั้ง แขนเปลือยที่ไม่ได้เห็นเป็นครั้งแรกแต่กลับดึงดูดสายตา สายตาของซังอูกวาดมองกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่อยู่บนแขนของแจยองอย่างระมัดระวัง บางส่วนของรอยสักที่พาดลงมาจากไหล่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ แม้ไม่อยากนึกถึงว่าบนรถในคืนนั้นตัวเองทำอะไรกับแขนนั้นลงไปบ้าง แต่เขาก็หยุดคิดไม่ได้
จู่ๆ แจยองก็หันมาทำให้สายตาสองคู่ประสานกัน ซังอูตกใจหันไปมองจอคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ได้บูตและทำท่าจะจับเมาส์ที่ยังไม่ได้เอาขึ้นมาวางด้วยซ้ำ
“เพิ่งเคยเห็นนี่ครั้งแรกสินะ”
แจยองถกแขนเสื้อขึ้นไปถึงไหล่เผยให้เห็นรอยสักประหลาด
“คราวที่แล้วก็เห็นแล้วครับ”
“ตอนไหน? อ้อ…”
ความเงียบโรยตัวชั่วขณะ ซังอูหยิบขวดน้ำในกระเป๋าเป้มากรอกลงคอ เมื่อดื่มจนหมดก็ใช้หลังมือปาดน้ำที่ไหลลงมาตามขอบปากเล็กน้อย ในตอนนั้นเองแจยองก็เอ่ยขึ้น
“นายคงเห็นตอนที่เราแนบชิดมีความสุขด้วยกันบนรถสินะ”
โชคดีที่เขาดื่มน้ำหมดแล้ว ไม่งั้นคงได้พ่นน้ำออกมาแน่ พอแจยองพึมพำว่า “วันนั้นโคตรดีเลย” ซังอูก็รู้สึกว่าควรเปลี่ยนหัวข้ออย่างจริงจัง
“ทำไมถึงสักล่ะครับ”
“ทำไมล่ะ เหมือนนักเลงเหรอ”
“นิดหน่อยครับ”
“เป็นลายเซ็นที่ออกแบบไว้เมื่อไม่กี่ปีก่อนน่ะ คิดซะว่าเป็นรูปวาดก็ได้”
“ทำไมถึงวาดรูปลงบนผิวล่ะครับ”
“เพราะอยากวาดมั้ง?”
แจยองเอาแต่กินข้าวอยู่พักใหญ่ ซังอูนั่งอยู่บนเก้าอี้และมองลายเซ็นที่ประทับอยู่บนแขนของแจยอง เขาเคยคิดว่ารอยสักมีไว้สำหรับพวกนักเลงเท่านั้น แต่อาจเพราะเป็นอีกฝ่าย มันจึงดูไม่ได้แย่ขนาดนั้น พอดูดีๆ แล้วเหมือนนก เหมือนตัวอักษรของประเทศที่ไม่รู้จัก เหมือนดาวตก และเหมือนเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ ซังอูรู้สึกว่ารูปนั้นเหมือนแจยองตรงที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าตัวตนจริงๆ ของเขาเป็นอย่างไรกันแน่
“จ้องใหญ่เลยนะ”
“เพิ่งเคยเห็นอะไรแบบนั้นครั้งแรกน่ะครับ”
“ถ้าประหลาดใจขนาดนั้นเดี๋ยวฉันวาดอะไรบนแขนให้”
ซังอูนิ่วหน้า แรกสุดเขารู้สึกต่อต้าน แต่ทันใดนั้นความอยากรู้อยากเห็นที่แปลกใหม่ก็พลุ่งพล่านขึ้นมา ถ้าเขามีภาพวาดอยู่บนแขนเหมือนอีกฝ่ายจะให้ความรู้สึกแบบไหนนะ ระหว่างที่ซังอูกำลังชั่งใจ แจยองก็จัดการกับอัลปับจนเกลี้ยงแล้วขยำถ้วยกระดาษทิ้ง เขาเปิดคอมพิวเตอร์พลางเอ่ย
“มีรูปร่างที่ชอบไหม”
ซังอูจมอยู่กับความคิดพลางเหม่อมองใบหน้าด้านข้างของแจยอง แจยองคล้ายจะรู้สึกถึงสายตานั้นจึงพูดอย่างมั่นหน้ามั่นใจ
“ไม่ใช่ฉันสิ เอาอย่างอื่น วาดรอยสักเป็นหน้าคนมันไม่สวย”
“จะบ้าเหรอครับ”
ถ้าไม่ได้พูดเพ้อเจ้อ หนามมันจะงอกในปากมั้ง ซังอูทำเสียงฮึดฮัดพลางหาวิธีสลัดความเข้าใจผิดที่ทำให้เสียชื่อเสียง เขาครุ่นคิดเพียงไม่นาน เพราะของที่เขาชอบมากจนอยากวาดลงบนแขนก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง
“วาดรถแบ็คโฮให้หน่อยครับ”
“โอเค”
แจยองเปิดจอคอมพิวเตอร์และเปิดเว็บบราวเซอร์เพื่อค้นหารูป ซังอูขยับเข้าไปชิดอีกฝ่ายเพื่อมีส่วนร่วม
“เอาแบบวีลนะครับ ไม่เอาครอว์เลอร์”
“ครอว์เลอร์คืออะไร”
“อันที่ดูอยู่นี่แหละครับ ล้อตีนตะขาบไงครับ คือไม่เอาแบบที่ขับเคลื่อนด้วยสายพาน หาแบบวีลครับ ล้ออะครับ ล้อ”
แจยองเอาแต่กดรูปที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ซังอูชักจะหงุดหงิดที่อีกฝ่ายไม่เข้าใจที่เขาพูด
“อันนั้นบุ้งกี๋เล็กไปครับ เดี๋ยวสิ ก็ผมบอกว่าบุ้งกี๋เล็กไปไง”
“แต่ฉันว่าอันนี้สวยสุดแล้วนะ”
“ไม่ใช่ว่าต้องเป็นขนาด 0.8 ตันถึงจะเคลื่อนย้ายอะไรได้ซะหน่อยครับ ให้ตาย…ไม่รู้อะไรเลย”
“เลิกรังแกกันได้แล้ว นายหาเองแล้วกัน”
พอแจยองส่งเมาส์มาให้ ซังอูก็หาแบบที่ตนชอบที่สุดแล้วเปิดขึ้นบนหน้าจอราวกับรออยู่แล้ว แจยองมองจอคอมพิวเตอร์นิ่งๆ อยู่หนึ่งนาที จากนั้นก็เปิดลิ้นชักแล้วหยิบปากกาออกมาสองสามแท่ง เป็นปากกาที่ตัวแท่งหนาต่างจากเครื่องเขียนทั่วไปที่ขายตามท้องตลาด
“จะให้วาดตรงไหน”
เจ้าตัวพูดขณะที่ตายังมองหน้าจอ ซังอูคิดถึงจุดที่ต่อให้มีอะไรผิดพลาดขึ้นมาก็ไม่เป็นอุปสรรคกับชีวิตประจำวันและไม่เปิดเผยต่อภายนอก จากนั้นก็ยื่นแขนซ้ายออกไป
“เหนือศอกครับ”
แจยองหมุนเก้าอี้มาแล้วหยิบปากกาแท่งหนึ่งเข้ามาใกล้ เขาจับข้อมือของซังอู ปลดกระดุมที่ปลายแขนเสื้อแล้วพับขึ้นไปที่ไหล่ เอาแขนซ้ายมาชิดกับแขนของซังอู และใช้ฝ่ามือโอบรอบใต้วงแขนในส่วนที่เนื้ออ่อนนุ่ม
อาจเป็นเพราะอากาศร้อน ทำให้ผิวของอีกฝ่ายร้อนไปด้วย เขารู้สึกจั๊กจี้เหมือนมีแมลงไต่อยู่บนผิวหนังจนอยากเกา แม้ซังอูจะไม่สบายตัว แต่ในเมื่อเอ่ยปากอนุญาตไปแล้ว เขาก็ทำได้เพียงนั่งนิ่งๆ เท่านั้น
“เริ่มแล้วนะ”
“…ครับ”
แจยองสบตากับเขาพลางใช้ฟันดึงปลอกปากกา ทั้งที่ไม่มีอะไร แต่ท่าทางนั้นกลับดูเย้ายวน เจ้าตัวใช้มือข้างที่จับปากกาหยิบปลอกปากกาไปวางบนโต๊ะ จากนั้นเลื่อนเก้าอี้เข้ามาในระยะประชิด พลางกระชับมือที่จับแขนของซังอูและเริ่มวาดรูปด้วยปากกาเส้นหนา
เสียงปากกาเคลื่อนตัวไปบนผิวหนังอย่างลื่นไหลไม่มีสะดุดดังขึ้น เส้นตรง เส้นตรง เส้นตรง แล้วก็เส้นโค้ง จับหัวปากกาตั้งขึ้น แล้วก็เอียงลง ความหนาของเส้นเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เปลี่ยนท่าทาง อีกทั้งทุกครั้งที่แจยองเอียงคอ มุมมองใบหน้าที่ได้เห็นก็ต่างกัน บางครั้งก็เห็นสันจมูกใต้ปีกหมวก บางครั้งก็เห็นดวงตาที่กำลังจดจ่อคู่นั้น เพราะแจยองกำลังจดจ่อกับการวาดรูป ซังอูจึงวางใจแอบมองอีกฝ่ายได้ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ
“ตอนคาบแรกของวิชา ‘Embedded System’ ก็ใช้ปากกานี้เขียนหน้าผมเหรอครับ”
แจยองผงะทำให้เส้นขาด
“…คงงั้นมั้ง”
เขาว่าพลางขีดเส้นต่อ
“จู่ๆ ถามเรื่องนั้นทำไม”
“กำลังคิดว่ามันคงลบไม่ค่อยออกน่ะครับ วันนั้นก็ลบจนเหนื่อย”
“อุตส่าห์ตั้งใจวาดขนาดนี้ จะมาลบง่ายๆ ไม่ได้สิ”
จากนั้นแจยองก็วาดล้อต่อไปเงียบๆ ซังอูนึกว่าคนมักง่ายอย่างอีกฝ่ายจะวาดแค่วงกลม แต่กลับตั้งปลายปากกาขึ้นแล้ววาดดอกยางเป็นรูปฟันเฟืองเพื่อใส่รายละเอียด
ซังอูเริ่มรู้สึกแปลกๆ เพราะคนที่กำลังแนบชิดและวาดรูปที่เขาชอบมากที่สุดลงบนร่างกายของเขาไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นจางแจยอง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแบบนั้น แค่จางแจยองคนเดียวก็มากเกินพอแล้ว นี่จางแจยอง+รถแบ็คโฮ หัวใจของเขาไม่มีทางปกติได้เลย โชคดีที่เขาอยู่ในสภาพที่มีสติครบถ้วน ถ้าอยู่สภาพดื่มเหล้าเข้าไปมากจนขาดการยับยั้งชั่งใจล่ะก็ เขาอาจโถมขึ้นคร่อมอีกฝ่ายโดยไม่สนกฎเกณฑ์ก็เป็นได้
ซังอูมีความสุขอย่างเงียบๆ กับความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความยินดี ความว้าวุ่นใจ ความอึดอัดใจ และความใคร่ ตอนที่รู้สึกแบบนั้นครั้งแรก เขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร มาตอนนี้พอได้สัมผัสกับความรู้สึกนั้นหลายครั้งเข้า เขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่ขนาดนั้นแล้ว
นอกจากเสียงของปากกา ภาพวาดนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบอันสมบูรณ์แบบ แจยองเริ่มวาดจากล้อ ขึ้นไปที่ตัวรถ และจบที่แขนกล ซังอูรู้สึกตื่นเต้นกับเจ้าเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนแขนของตัวเอง
“รุ่นพี่”
“ทำไม”
“เหมือนพ่อมดเลยครับ”
ริมฝีปากของแจยองวาดเป็นเส้นโค้ง เขาอยากมองตาอีกฝ่าย แต่ปีกหมวกเวรนั่นกลับบังอยู่ ซังอูชักจะเกลียดหมวกเบสบอล เกลียดแม้กระทั่งทีมเบสบอลในเมเจอร์ลีก
“ถอดหมวกหน่อยครับ”
“ทำไม”
“ไม่บอกครับ”
หึ ไหล่ของแจยองสั่น ทำให้บุ้งกี๋ที่กำลังวาดบิดเบี้ยวไป ซังอูกรีดร้องอยู่ในใจ ทันใดนั้นอีกฝ่ายก็ใช้ปลายปากกาด้านกว้างระบายทับส่วนที่เลอะ และเริ่มวาดใหม่ใต้ส่วนนั้น
“ไม่ได้ นายเองก็ต้องโดนซะบ้าง”
หลังจากนั้นครู่หนึ่งแจยองก็พูดขึ้น
‘พูดอะไรของเขา’
ซังอูเบะปากมองบน
“ถ้ารำคาญก็พูดมาตรงๆ เถอะครับว่ารำคาญ”
แจยองเพียงแต่หัวเราะเท่านั้น เจ้าตัวเอาแต่วาดรูปโดยไม่ตอบอะไร
return 0;
วันต่อมา นานแล้วที่ซังอูไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแบบนี้ แม้เขากับดีไซเนอร์จะมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการปล่อยให้เล่นฟรี[1] แต่มันก็ไม่ใช่การทุ่มเถียงกันด้วยอารมณ์
ตอน 20:43 น. ยูนาบอกว่าจะสั่งพิซซ่าเพราะคืนนี้เธอจะโต้รุ่ง และถามความเห็นว่าอยากกินอาหารประเภทไหนหรือไม่ แจยองพูดเพ้อเจ้อว่าถ้าไม่ใช่แบรนด์เฉพาะก็จะไม่กิน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนจ่าย ยูนาจึงด่าไปว่าไม่รู้จักเจียมตัว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังสั่งพิซซ่าจากร้านที่ว่า
“ค่ะ สวัสดีค่ะ…อีกสามนาทีเหรอคะ…ค่ะๆ ค่า!…พิซซ่ามาแล้วนะ ชูซังชู นายลงไปชั้นหนึ่ง ไปรับมาไป”
ยูนาพูดหลังจากได้รับโทรศัพท์จากคนส่งพิซซ่า ซังอูมองการ์ดที่หญิงสาวยื่นมาให้นิ่งๆ
“ทำไมถึงเป็นผมล่ะครับ”
“ก็ในที่นี้นายเป็นเด็กน้อยที่สุดไง”
“ที่นี่มีเด็กน้อยที่ไหนครับ”
“อย่ามากวนประสาทน่า เดิมทีเรื่องแบบนี้ก็เป็นหน้าที่ของคนที่เด็กที่สุดอยู่แล้ว”
“ใช่ว่าเด็กกว่าแล้วจะเหนื่อยน้อยกว่าหรือเวลามีค่าน้อยกว่านี่ครับ”
“เอาอีกละ ไปซะให้มันจบๆ เถอะน่า!”
การคิดว่าคนอายุน้อยต้องเป็นฝ่ายจัดแจงทุกอย่างเป็นวิธีคิดที่ไม่สมเหตุสมผลสิ้นดี เขานึกถึงใบหน้าอันน่าหมั่นไส้ของพี่สาวที่เรียกเขาอย่างเร่งร้อนเพียงเพื่อให้ช่วยปิดไฟให้ขึ้นมา ก่อนที่ซังอูจะตัดสินใจสู้กับยูนาสักตั้ง แจยองก็เดินผ่านระหว่างพวกเขาไป
“มึงจะไปไหนอีกล่ะ”
“สูบบุหรี่”
“งั้นก็รับพิซซ่ามาด้วย อะ นี่บัตร”
ยูนายื่นบัตรเครดิตให้พลางสะบัดมือ แต่แจยองกลับเดินไปที่ประตูโดยไม่หยุดรับ เขาพูดทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งก่อนจะออกจากห้องไป
“กูจ่ายเอง คราวหน้าอย่าไปสั่งซังอูแบบนั้นอีก”
“หา?”
ยูนาถามกลับอย่างมึนงง แต่แจยองออกไปแล้ว ยูนาสบถพลางเดาะลิ้น ขึ้นลงแค่สามชั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่แท้ๆ หญิงสาวนึกโมโหที่แจยองทำเป็นสร้างภาพแล้วทำให้เธอกลายเป็นคนไม่ดี
“นี่ เหมือนมันจะแสร้งทำตัวเป็นคนดีเพราะทำงานกับนาย แต่อย่าไปโดนหลอกล่ะ เข้าใจไหม”
“ผมรู้ครับ ผมเจอมาเยอะแล้ว”
“ซังอูยา~ ซังอูยา~ แหวะ… เป็นบ้าอะไรวะนั่น ใครดูก็รู้ว่ามันสนใ…”
จู่ๆ ยูนาก็ปิดปากลง ใบหน้าหงุดหงิดเปลี่ยนเป็นฉงน เธอเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง
“ฉันก็จะไปสูบบุหรี่หน่อยนะ เดี๋ยวมา”
จากนั้นหญิงสาวก็ออกจากห้องทำงานไป ซังอูไม่ได้สนใจ เขาเซฟงานแล้วจัดเก็บโต๊ะ เก็บขยะบนโต๊ะแจยองไปทิ้ง แล้วออกไปล้างมือที่ห้องน้ำ แต่ถึงอย่างนั้นพอกลับมาที่ห้อง แจยองกับยูนาก็ยังไม่กลับมา ไหนว่าพิซซ่าจะมาส่งในอีกสามนาที นี่ผ่านไปสิบสามนาทีแล้ว
เขานั่งเหม่อลอยรอต่อไปอีกสองนาทีประตูก็เปิดเข้ามา ยูนาเดินเข้ามาก่อนและนั่งตรงที่ของตัวเอง แจยองถือพิซซ่ากล่องใหญ่พร้อมกับโคล่าเข้ามาแล้ววางลงบนโต๊ะของซังอู พอเปิดกล่องฝ่ายนั้นก็หยิบพิซซ่าชิ้นหนึ่งยื่นมาให้ แม้ซังอูจะสงสัยในความใจดีที่ไม่จำเป็นแต่ก็รับพิซซ่าชิ้นนั้นมาแล้วเริ่มกัดจากด้านปลาย พิซซ่ายังอุ่นๆ อยู่ แจยองหยิบพิซซ่าขึ้นมาอีกชิ้นโดยคราวนี้เอาใส่ปากตัวเอง ยูนาลากเก้าอี้มาทางโต๊ะของพวกเขา
“ไม่หยิบให้กูบ้างอะ”
“ไม่มีมือมีตีนเหรอ”
“อย่าให้พูดเลย…”
หญิงสาวดึงพิซซ่าออกมาชิ้นหนึ่งอย่างแรงแล้วยัดใส่ปากทีเดียวครึ่งชิ้น พวกเขาเอาแต่กินโดยไม่พูดอะไรกันอยู่ครู่ใหญ่ พอกินกันไปคนละสองสามชิ้นแล้ว จู่ๆ ยูนาก็เอ่ยกับซังอู
“เฮ้ย ขอเบอร์หน่อย”
หน้าจอโทรศัพท์ที่ถูกยื่นมามีรอยแตกร้าวเหมือนรูปใยแมงมุม และมีเจลลี่เคสสีส้มเรืองแสงน่าสะเทือนใจห่อหุ้มตัวเครื่อง
“เอาไปทำไมครับ”
“แค่อยากได้ อีกหน่อยน่าจะได้เจอนายที่ห้องทำงานบ่อยๆ ไง อาจจะมีเรื่องให้ติดต่อกันก็ได้”
‘ไม่น่ามีนะ’
ซังอูเห็นต่างในใจแต่ก็ยังปลดล็อกโทรศัพท์แล้วกดเบอร์ตัวเองให้ จากนั้นยูนาก็กดโทรเข้ามาประมาณห้าวินาทีแล้ววางสายไป
[1] เล่นฟรี (Free-to-play หรือ F2P) คำที่ใช้เรียกเกมหรือแอปพลิเคชันที่อนุญาตให้ผู้ใช้เล่นหรือใช้บริการฟรีโดยไม่ต้องจ่ายเงิน