Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 50 <111> #5
“นายก็เมมเบอร์ฉันไว้ด้วย ชู…ซังชู เรียบร้อย!”
“ช่วยเมมด้วยชื่อจริงทีเถอะครับ”
ยูนาไม่สนใจคำพูดนั้น ซังอูเปิดหน้าบันทึกเบอร์โทรศัพท์ขึ้นมา เมื่อพิมพ์ไปถึง ‘เอกนิเทศศิลป์ ชเวยู’ เขาก็หยุดมือ เขามั่นใจว่าตัวถัดไปไม่มีทางเป็น ‘ชเว’ อย่างแน่นอน แต่พอเรียกแบบนั้นบ่อยๆ เข้า เขาก็ชักจะสับสน
“นา”
แจยองที่มองจออยู่ด้วยกันข้างๆ บอกเป็นนัย เมื่อกดปุ่มบันทึก โทรศัพท์ก็หายไปจากมือทันที เป็นแจยองดึงไปกดเบอร์ของตัวเอง เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอเขาก็หรี่ตาลง
“มือไม่พายนี่ไม่พายตอนไหน แบบนี้ไม่ยุติธรรมเลยนะ ตอนนั้นฉันเกาะนายไม่สำเร็จซะหน่อย”
“พอเมมชื่อครั้งหนึ่งแล้วผมไม่ชอบเปลี่ยนครับ ยังไงผมก็ไม่ค่อยใช้มือถืออยู่แล้ว นอกจากว่าจะเสิร์ชหาอะไรตอนอยู่ข้างนอก”
“มี 1 กับ 2 ด้วยปะ”
“พวกนั้นผมลบไปก่อนหน้านี้แล้วครับ”
แจยองเปิดรายชื่อผู้ติดต่อ จากนั้นรายชื่อไม่กี่ชื่อก็ปรากฏขึ้นมา ซังอูไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายต้องอยากเห็นรายชื่อผู้ติดต่อของคนอื่น แต่ในเมื่อไม่มีอะไรเสียหาย เขาจึงปล่อยให้อีกฝ่ายทำไป
[คิมวอนจง มัธยมปลายกงมุน
คิมชุงโฮ มัธยมปลายกงมุน
อิมเซวอน มัธยมต้นกงมุน]
“พวกนี้เป็นเพื่อนแถวบ้านเหรอ”
“ครับ”
“สนิทปะ”
“ก็มีไปดื่มหรือเล่นเกมด้วยกันบ้างครับ”
[รุ่นพี่พัคซองจุง วิศวฯ เครื่องกล
อิมมินโฮ วิศวฯ เครื่องกล
ผู้จัดการร้านโดรักอินเทอร์เน็ต
มือไม่พาย 3
รยูจีฮเย เอกฝรั่งเศส]
“ไอ้พัคซองจุงนี่เป็นรุ่นพี่นายเหรอ”
“อืม…”
“เหมือนนายจะไม่รู้จัก งั้นลบนะ”
“เชิญครับ”
“อิมมินโฮนี่ใคร เจ้านี่ก็ลบด้วยได้ไหม”
“เหมือนจะเป็นคนที่ซื้อการ์ดจอไปเมื่อเทอมที่แล้ว แต่ก็เหมือนจะไม่ใช่นะครับ ลบเถอะครับ”
แจยองเหมือนจะไม่มีอะไรทำถึงได้มาจัดระเบียบรายชื่อผู้ติดต่อของซังอู แต่ปัญหาคือมาตรฐานในการลบของเขาเข้มงวดเกินไป จะลบเบอร์คนที่ไม่ได้ติดต่อกันเกินสามเดือนก็ช่างเถอะ แต่คนที่ไม่เข้าข่ายเขาก็ดึงดันจะลบ ยกตัวอย่างเช่น รยูจีฮเยที่เรียนด้วยกันในปัจจุบันซึ่งเป็นไปได้สูงว่าจะต้องติดต่อกันไปจนถึงปลายเทอม แต่เขาก็พยายามจะลบโดยไม่คิดถึงสามครั้ง
เมื่อแจยองให้สัญญาว่าจะไม่ลบข้อมูลตามอำเภอใจ ซังอูจึงยื่นโทรศัพท์ให้อีกครั้ง อีกฝ่ายเลื่อนๆ ลงไปด้านล่างก่อนจะหยุดกะทันหัน
“อะไรเนี่ย ไอ้นี่ใคร”
แจยองว่าพลางนิ่วหน้า พอเหลือบดูหน้าจอซังอูก็เห็นชื่อ ‘จงฮัน♥’ ถึงจะบันทึกด้วยรูปแบบแปลกๆ ก็เถอะ แต่จู่ๆ จะมาเรียกว่าไอ้นี่ได้อย่างไร ซังอูรู้สึกขุ่นเคืองใจเล็กน้อยจึงยื่นมือออกไป
“พอแค่นี้แล้วคืนโทรศัพท์มาได้แล้วครับ”
“ฉันถามว่าใคร”
“ส่งมาครับ ผมรู้นะครับว่ารุ่นพี่กำลังดึงเวลาไปเรื่อยๆ เพราะไม่อยากทำงาน”
“ก็ถามว่าใครไง”
สุดท้ายแจยองก็ขึ้นเสียงด้วยหน้าตาเคร่งขรึม ซังอูกอดอกจ้องอีกฝ่าย ไอ้บ้านี่ ทำตัวดีได้ไม่กี่วันก็เผยธาตุแท้เสียแล้ว จางแจยองควรเข้ารับการบำบัดอาการควบคุมความโกรธไม่ได้อย่างที่คิดจริงๆ
“เฮ้ย”
อีกฝ่ายพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงหงุดหงิด
“ฉันถามอยู่นะ ถามตั้งสองครั้ง”
“ชื่อ ชู จงจา ฮันจา[1] อายุห้าสิบห้าปี อาชีพนักกวี พอใจหรือยังครับ”
แจยองมองซังอูสลับกับมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยสีหน้าพูดไม่ออก เจ้าตัวอ้าปากค้างก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา จากนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นและยกฝ่ามือขึ้นปิดตา
“โลกนี้มีใครเขาเมมชื่อพ่อแบบนี้กันบ้าง”
ตอนซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องแรก ซังอูก็บันทึกเบอร์โทรของพ่อด้วยชื่อจริงว่า ‘ชูจงฮัน’ แต่พอพ่อมาเห็นเข้าก็ไปดื่มเหล้าอย่างหนัก พอกลับมาก็บอกว่าเขาทำตัวเย็นชากับครอบครัว แล้วก็เรียกคนในครอบครัวมารวมกันและร้องไห้ให้ดู หลังจากนั้นก็ถูกรบเร้าขอให้แก้ชื่อ สุดท้ายก็ได้ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่เห็นพ้องต้องกันอย่างที่เห็น
“ใส่หัวใจไปเรื่อยมันทำให้คนเข้าใจผิดนะ”
“ไม่ได้ใส่ไปเรื่อยซะหน่อยครับ ถ้าไม่มีพ่อ ผมอาจจะไม่ได้เกิดมาก็ได้”
“นี่มันบ้าชัดๆ”
จู่ๆ ยูนาก็ตะโกนขึ้นมาแล้วออกจากห้องทำงานไป สิ้นเสียงปิดประตูดังปัง แจยองก็ไล่ดูรายชื่อติดต่อทั้งหมด มือที่เลื่อนหน้าจอลงไปเรื่อยๆ หยุดชะงักอีกครั้ง
“คุณชูซังฮีนี่คือพี่สาว?”
“ครับ”
“ทำไมไม่ใส่หัวใจล่ะ”
“ทำไมผมต้องใส่ด้วยล่ะครับ พี่น้องเป็นศัตรูกันตั้งแต่เกิดครับ”
พอคิดถึงพี่สาว ซังอูก็หงุดหงิดขึ้นมาในทันใด เขาหักนิ้วตัวเองเสียยังจะดีกว่าถ้าต้องใส่หัวใจไว้หลังชื่อผู้หญิงคนนั้น
“พี่สาวสวยปะ ถ้าหน้าคล้ายนายก็น่าจะสวยนะ”
“โคตรขี้เหร่เลยครับ”
“ไม่มีรูปเหรอ”
“ผมไม่เก็บรูปสัตว์ประหลาดครับ”
แจยองดูรายชื่อติดต่อไปจนสุดโดยไม่พูดอะไร รายการสุดท้ายเป็น ‘ฮวังกึมรเย’
“คุณแม่เหรอ ตรงนี้ก็ไม่มีหัวใจแฮะ”
“ท่านไม่ได้ขอน่ะครับ”
แจยองพยักหน้าแล้วปิดรายชื่อติดต่อ ซังอูยื่นมือออกไปเพราะคิดว่าได้เวลาขอคืนแล้วแต่อีกฝ่ายกลับเปิดอัลบัมรูปขึ้นมา ในอัลบัมมีรูปไวต์บอร์ดสองสามรูปกับอีกหนึ่งโฟลเดอร์
“โฟลเดอร์นี้หรือว่า…”
“เอาคืนมาครับ!”
ซังอูพุ่งเข้าใส่แจยองก่อนที่ฝ่ายนั้นจะแตะโฟลเดอร์ ถึงอย่างไรอันที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ก็ถูกจับได้แล้ว จะเห็นเวอร์ชั่นมือถือด้วยก็คงไม่ต่างกันเท่าไร แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายล้อเลียนตัวเองต่อหน้าต่อตาแบบนี้
“เอ๊ะ ทำอะไรเนี่ย ไอ้เด็กโรคจิตนี่…”
แจยองยื่นมือไปด้านหลังจนสุด ซังอูตั้งหน้าตั้งตาจะชิงโทรศัพท์คืนมาจึงคว้าแขนของอีกฝ่ายแล้วดึงมาโดยไม่ระวัง จากนั้นอกของทั้งคู่ก็สัมผัสกันเหมือนกำลังโอบกอด
“จับ…ตรงไหนอยู่น่ะ”
ซังอูแข็งค้างอยู่ชั่วครู่ก่อนจะรู้ตัวว่าตัวเองเอามือยันต้นขาด้านในของแจยองอยู่ แม้จะรีบเอามือออก แต่ริมฝีปากหน้าไม่อายของอีกฝ่ายก็ยังคลี่ยิ้ม ลิ้นของแจยองปรากฏตัวออกมากวาดริมฝีปากอย่างเนิบช้าก่อนจะหายไป ซังอูแพ้การยั่วยวนแบบนั้นมาก คราวนี้ก็เช่นกัน สัญชาตญาณของเขาถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
ครั้งสุดท้ายคือเมื่อเก้าวันก่อน วันนี้ริมฝีปากนั้นจะเป็นกลิ่นวานิลาอีกไหมนะ ห้องทำงาน ร้านเหล้า ห้องทำงาน รถของแจยอง ข้อมูลทั้งสี่เกี่ยวกับการจูบแวบขึ้นมาในหัว แต่แค่ความทรงจำมันไม่พอ แค่ความทรงจำ…
แม้จางแจยองบอกว่าจะรอ แต่ในขณะเดียวกันอีกฝ่ายก็เป็นคนที่ร้อนใจอยากจะนอนกับซังอูสักครั้ง ทว่าถึงจะอยู่ในจุดที่รั้งสะโพกเข้าไปกอด แต่แจยองก็ยังสบตาอย่างสุขุมเยือกเย็น ราวกับล่วงรู้ถึงความปรารถนาของซังอูที่อยากจะทึ้งเส้นผมของเขาและจูบอย่างรุนแรง
ซังอูรู้สึกเจ็บปวดราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบหัวใจ อย่างไรก็ตามซังอูเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมที่พัฒนาไปไกลแล้ว ครั้งหนึ่งเขาหวั่นไหวเพราะความปรารถนาทางกายและจุ่มเท้าลงไปในอนารยธรรม แต่หลังจากล้มเหลวอย่างน่าสมเพช เขาก็ได้กุมบังเหียนแห่งความใคร่ สำหรับคนมีการศึกษา แรงกระตุ้นทางเพศเป็นเพียงสิ่งที่ต้องควบคุมเท่านั้น หากปล่อยให้สัญชาตญาณชักจูงก็คงไม่ต่างอะไรกับพวกคนเถื่อน
ซังอูปิดปากแน่นและยืดแขนออกไปฉวยเอาโทรศัพท์มือถือที่ถูกแกว่งไปแกว่งมาในอากาศคืนมา เขาหันหลังทันทีเพื่อปกป้องเกียรติของอารยชน จากนั้นก็ได้ยินเสียงพึมพำแผ่วเบา
“น่าเสียดาย”
ตอนนี้เขาไม่มีแรงจะทนอยู่ในห้องทำงานไปมากกว่านี้แล้ว ซังอูถอดปลั๊กโน้ตบุ๊กแล้วจัดการเก็บลงในกระเป๋าเป้อย่างลวกๆ
“อดทนเก่งไม่ใช่เล่นเลยนะ”
“เดิมทีก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้วครับ”
“ไร้ประโยชน์”
“อันนี้ชมหรือด่าครับ”
“ด่า”
เขาไม่สนใจคำพูดนั้น ได้เวลากลับบ้านแล้ว
return 0;
ยิ่งกราฟิกของ <เวจจี้ เวนเจอเรอร์> สมบูรณ์มากขึ้นเท่าไร ภาพที่แจยองวาดให้บนแขนของเขาก็ค่อยๆ จางลงเท่านั้น แม้เขาไม่ได้จงใจถูสบู่ที่แขนซ้าย แต่หลังจากผ่านไปได้สองวัน รายละเอียดต่างๆ ของภาพก็หายไป ขณะที่เส้นของปากกาอ่อนลง ความตึงเครียดในห้องทำงานกลับค่อยๆ เข้มขึ้น
เห็นบอกว่าจะรอ เห็นบอกว่าแล้วแต่เขา เขาก็นึกว่าจะสามารถจดจ่อกับงานได้ แต่ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเกินไป แม้แจยองจะไม่บีบบังคับอะไรตามที่ให้สัญญาไว้ แต่กลับคอยกระตุ้นซังอูอยู่เป็นนัย ด้วยเหตุนั้นจึงเกิดสถานการณ์น่าอึดอัดใจขึ้นวันละครั้ง และในจุดนั้นเองซังอูก็มีส่วนผิด
‘นายปากแห้งนะ ทาลิปบาล์มไหม’
แม้จะรู้ว่าการหลุดลอกของเซลล์หนังกำพร้าเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ซังอูกลับไม่สามารถพูดออกไปได้
‘ครับ จำเป็นมากครับ’
พอตั้งสติได้ แจยองก็เลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้ในระยะที่เข่าแตะกันแล้ว จนถึงตรงนั้นเขายังมีโอกาสกลับตัว แค่ขอลิปบาล์มมาทาเองก็จบแล้ว แต่ความคาดหวังอันไร้เหตุผลกลับขัดขวางซังอูเอาไว้
เมื่อเขานั่งนิ่ง แจยองจึงเปิดผลิตภัณฑ์รูปแบบแท่งสีขาวแล้วจับแบบปากกา ปกติแล้วซังอูไม่เคยทาลิปบาล์ม มือซ้ายของอีกฝ่ายแตะคางของเขาอย่างเป็นธรรมชาติและยึดใบหน้าของซังอูไว้ก่อนจะค่อยๆ ยื่นลิปบาล์มมาที่ริมฝีปากพร้อมทั้งสบตาตรงๆ ไปด้วย
มีหลายช่วงเวลาที่เขารู้สึกว่าใบหน้าของจางแจยองเร้าอารมณ์เป็นพิเศษ อย่างตอนที่ชวนไปดูหนังที่ห้องสมุด หรือตอนปลดเข็มขัดนิรภัยให้ในรถ วันนี้ก็เช่นกัน แจยองให้ความรู้สึกคุกคามเหมือนคนที่กำลังถืออาวุธแหลมคมไม่ใช่เครื่องสำอาง
ในหัวเกิดคำถามเต็มไปหมด เช่น ที่แตะริมฝีปากอยู่นี้ใช่ลิปบาล์มจริงหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงขยับอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวลขนาดนี้ ทำไมหัวใจถึงเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งขนาดนี้ ทำไมห้องทำงานถึงร้อนขนาดนี้
‘หลับตาทำไม’
แจยองทิ้งน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเอาไว้แล้วกลับไปยังที่ของตัวเอง ส่วนซังอูรีบหนีไปล้างหน้าด้วยน้ำเย็นที่ห้องน้ำทันที กลิ่นวานิลาอ่อนๆ หลงเหลืออยู่ที่ริมฝีปาก มันเป็นกลิ่นที่เขาได้ทำความรู้จักด้วยวิธีอื่นก่อนจะได้ทาด้วยตัวเอง เขาอยากลบกลิ่นนั้นออกไป แต่ในขณะเดียวกันก็อยากเก็บไว้ ความรู้สึกที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้เขาไม่สามารถกลับไปที่ห้องทำงานได้พักใหญ่
วันต่อมาซังอูก็เข้ามาในห้องทำงานพร้อมกับความกังวลว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น เขามองสำรวจโต๊ะของแจยองเพื่อหาปัจจัยที่ไม่คาดคิดอย่างเกี๊ยว หรือลิปบาล์ม แต่ก็มีแค่ขยะอย่างกระป๋องโคล่าตามปกติเท่านั้น ไม่มีอะไรสะดุดตาเป็นพิเศษ
“ผมมาแล้วครับ”
แจยองกำลังขมวดคิ้วมองหน้าจอคอมพิวเตอร์
“มาแล้วเหรอ ข้าวเย็นล่ะ”
“กินแล้วครับ”
บทสนทนาทั่วไปหยุดลง วันนี้แจยองเงียบเป็นพิเศษ หลังจากทดสอบโปรโตไทป์ไปเมื่อวันก่อนเจ้าตัวก็บอกว่าไม่ชอบใจอะไรบางอย่างและจะแก้ UI ใหม่ หรือเรื่องนั้นจะไม่ราบรื่น? แจยองเอาแต่ขยับเมาส์ด้วยสีหน้าไม่พอใจ ในขณะที่ซังอูหยิบโน้ตบุ๊กและเมาส์ขึ้นมาจัดวางบนโต๊ะที่ว่างอยู่หลังจากนั้นก็นั่งมองเพดานระหว่างที่รอเครื่องบูต
ปกติแล้วแจยองจะต้องเย้าแหย่เล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะเข้าสู่ภาวะปกติอย่างเงียบๆ ซังอูเปิดเกมเอนจิ้นขึ้นมาและเริ่มทำงานต่อจากที่ค้างไว้เมื่อวาน หลังจากทำงานหนักมาหลายวัน ในที่สุดเขาก็นำรูปภาพขึ้นแสดงผลและใส่การเคลื่อนไหวใกล้จะเสร็จแล้ว หลังจากแก้ไขการชนกันของวัตถุเสร็จแล้ว เขาคิดว่าจะหันไปจัดการเรื่องเซิร์ฟเวอร์และประสิทธิภาพต่อ
หลังจากเริ่มทำงานมาได้ราวห้านาที สายตาของซังอูก็เบนไปยังที่นั่งข้างๆ แม้จะดึงสายตากลับมาที่หน้าจอ แต่ศีรษะก็ยังหันไปโดยอัตโนมัติ
ทำไมคนเราถึงไม่มีความเสมอต้นเสมอปลายขนาดนี้ ไหนล่ะที่ป้อนเกี๊ยวให้ ไหนล่ะที่เสียเวลาเป็นชั่วโมงวาดรูปบนแขนให้ ไหนล่ะที่ทาลิปบาล์มให้ แถมวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังโทรมากวนใจด้วยเรื่องไร้สาระอีก แล้วทำไมวันนี้?
“วันนี้ไม่ทำอะไรเหรอครับ”
เขาโพล่งถามออกไป จากนั้นใบหน้าด้านข้างที่ล็อกสายตาไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เกิดรอยยับย่นอย่างซุกซน บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่เขาอยากเห็น ซังอูรู้สึกพึงพอใจอย่างประหลาด ขณะเดียวกันริมฝีปากก็พลอยคลี่ยิ้มตามไปด้วย แจยองเคาะโต๊ะด้วยปลายนิ้วพลางตอบ
“อยากฟังคำตอบแบบไหนล่ะ ระหว่างเวอร์ชั่นจริงใจกับเวอร์ชั่นมีแผน”
“เวอร์ชั่นจริงใจครับ”
“วันนี้รู้สึกว่าเซ้นส์มันมาเลยว่าจะลองรอดู”
คำตอบนั้นไม่ได้ตอบคำถามของซังอูเลย แต่ก็ใช่ว่าแจยองเพิ่งมาพูดจาเพ้อเจ้อแค่วันสองวัน ซังอูจึงไม่นึกแปลกใจ
“เอาเถอะ งั้นพูดเวอร์ชั่นมีแผนให้ฟังหน่อยครับ”
แจยองพยายามกลั้นหัวเราะก่อนจะลบสีหน้ากะทันหันและมองมาที่ซังอู การลบสีหน้าขี้เล่นออกไปนั้นน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าโชว์มายากลในงานเทศกาลมหาวิทยาลัยเสียอีก แจยองถอนหายใจเบาๆ พลางลูบหน้าผากด้วยปลายนิ้ว
“งานที่แก้ไม่ได้ดั่งใจเลยแฮะ หดหู่อะ คงต้องออกไปเดินเล่นกับนายแล้วล่ะ”
‘ดูไอ้บ้านั่น’
คิดว่าพูดแบบนั้นแล้วเขาจะไปเดินเล่นด้วยง่ายๆ หรืออย่างไร งานที่ต้องทำมีตั้งเยอะแยะ ซังอูหันกลับไปให้ความสนใจกับโน้ตบุ๊กอีกครั้ง
ซังอูหัวเราะให้กับความเหลวไหลของอีกฝ่าย การคุยกับแจยองเพียงชั่วครู่ทำให้เขารู้สึกสดชื่นและแจ่มใสขึ้น
“ผมจะตั้งใจทำงานแล้ว เลิกชวนคุยได้แล้วครับ”
“อ่อ ครับ…”
แจยองทำตามที่พูด เขาเอาแต่จับเมาส์และคีย์บอร์ดด้วยหน้าตาจริงจัง ทำราวกับซังอูไม่ได้อยู่ในห้องด้วย ภายใต้ความประหม่าเล็กน้อยทำให้ความเร็วในการทำงานมีความยืดหยุ่น หางตาด้านซ้ายคอยเหลือบมองมือขวาที่กดคีย์บอร์ด บางครั้งเสียงกระแอมไอก็ดึงความสนใจไป แต่ความใจเต้นเบาๆ กลับทำให้มีสมาธิมากขึ้น นั่นคือข้อดีของการทำงานกับแจยอง ในความเป็นจริงนั่นเป็นประสิทธิภาพที่ดีเพียงอย่างเดียวที่อีกฝ่ายมอบให้กับซังอู
[1] ชู จงจา ฮันจา เมื่อต้องแนะนำชื่อพ่อแม่ให้กับคนรู้จักที่อายุมากกว่าเรา แต่น้อยกว่าพ่อแม่ จะมีการเติมคำว่า ‘จา (자/字)’ หลังชื่อแต่ละพยางค์ (ไม่ต้องเติมหลังนามสกุล) เพื่อเป็นการแสดงความยกย่อง ในที่นี้พ่อของซังอูชื่อ ชูจงฮัน เมื่อต้องบอกชื่อพ่อกับแจยอง ซังอูจึงพูดว่า “ชู จงจา ฮันจา”