Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 51 <111> #6
เวลาในห้องปฏิบัติการมักจะผ่านไปเร็วเสมอ เมื่อทำงานไปได้สองชั่วโมงซังอูก็ดื่มน้ำ พูดคุยไร้สาระกับแจยองสองสามคำ ก่อนจะตรวจงานที่แจยองทำเสร็จแล้ว หลังจากนั้นก็ทำงานอีกหนึ่งชั่วโมงแล้วไปเข้าห้องน้ำ พอกลับมาก็ได้เวลกลับบ้านพอดี
“วันนี้ไม่ก่อกวนจริงๆ ด้วยนะครับ แถมไม่แกล้งอะไรด้วย อดทนเก่งมากครับ”
ซังอูว่าพลางเก็บโน้ตบุ๊กกับเมาส์ ด้วยเหตุนั้นทั้งงานด้านกราฟิกและพัฒนาระบบจึงทำไปได้มากทีเดียว แจยองบิดขี้เกียจอยู่ข้างๆ พลางดูเวลาที่นาฬิกาบนผนัง
“สี่ทุ่มแล้วแฮะ จะกลับแล้วใช่ปะ”
“ได้เวลากลับก็ต้องกลับสิครับ”
ซังอูเก็บโน้ตบุ๊กลงกระเป๋าเป้แล้วรูดซิป ขณะสะพายเป้ขึ้นหลังเตรียมจะออกจากห้อง แจยองก็เอ่ยเรียก
“ซังอู”
เมื่อหันศีรษะไปมองก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังดึงส้นรองเท้าผ้าใบที่พับลง ดูเหมือนเจ้าตัวกำลังจะออกไปข้างนอก ไม่รู้ว่าจะออกไปไหน
“ฉันอยากไปส่งนายที่บ้าน นายคิดว่าไง”
“ทำไมล่ะครับ”
“เอาความจริงหรือแผน”
“ความจริงครับ”
“เมื่อกี้ก็บอกไปแล้วนี่ว่าเซ้นส์มันมา อยากฟังเวอร์ชั่นมีแผนด้วยไหม”
“ช่างมันเถอะครับ”
ซังอูออกจากห้องทำงาน ไม่นานประตูก็เปิดและแจยองก็ตามออกมา เขารู้สึกบอกไม่ถูกว่าชอบใจหรือไม่ชอบใจกันแน่
ระยะทางจากมหาวิทยาลัยถึงหอพักของซังอูประมาณ 1.8 กิโลเมตร หากปั่นจักรยานจะใช้เวลาแปดนาที ส่วนความเร็วในการเดินของมนุษย์โดยเฉลี่ยอยู่ที่สี่กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้น เวลาที่ใช้ในการเดินจะอยู่ที่ยี่สิบเจ็ดนาที
“ไม่ดู EPL[1] หรือ NBA[2] เหรอ”
“ผมไม่ติดตามการแข่งกีฬาครับ และไม่ดูกีฬาด้วย”
แม้จะรู้อย่างนั้นแต่ซังอูก็ยังจูงจักรยานเดินช้าๆ แม้มันจะเป็นหนึ่งในการกระทำที่สูญเปล่าที่สุดที่เขาเคยลองทำในชีวิต แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะเขาบอกแจยองไปแล้วว่าจะทำแบบนี้
“แปลกแฮะที่นายบอกว่าไม่สนใจ ร่างกายนายดูเหมือนจะออกกำลังกายอยู่บ้างนี่”
“การดูกับการทำไม่เหมือนกันนี่ครับ ผมต้องนั่งทำงานที่โต๊ะนานๆ ก็ต้องมีความแข็งแรงขั้นพื้นฐานสิครับ”
ไม่น่าเชื่อว่าการเดินไปพร้อมกับพูดคุยเรื่องไร้สาระไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่เลย ขณะเดินบนถนนที่ปั่นจักรยานผ่านทุกวัน ซังอูก็ได้รู้ว่าป้ายที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนมีเยอะแค่ไหนและมีไฟถนนอยู่เท่าไร บรรยากาศอบอุ่นในตอนกลางคืนแฝงไว้ด้วยความชื้น แต่ความรู้สึกเปียกชื้นใต้สายสะพายกลับไม่ทำให้เขาหงุดหงิด
“ฉันชอบทั้งคู่เลย คราวหน้าไปเล่นบาสด้วยกันไหม”
“นอกเวลาทำงานนะครับ”
แจยองเงียบไปครู่ใหญ่ ซังอูปราดมองใบหน้าด้านข้างที่ไร้สีหน้าแวบหนึ่งก่อนจะกลับมามองด้านหน้าอีกครั้ง ไฟถนนย้อมถนนทั้งเส้นให้กลายเป็นสีส้ม แม้ว่าเป้าหมายคือการเดินให้ถึงบ้าน แต่เขากลับรู้สึกเสียดายที่ระยะทางกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ
“ถึงซะแล้วแฮะ”
“เมื่อถึงเวลามันก็ต้องถึงสิครับ”
เมื่อดูนาฬิกาก็พบว่าใช้เวลานานกว่ายี่สิบเจ็ดนาทีที่คาดไว้ถึงยี่สิบสองนาที นั่นหมายความว่าพวกเขาเดินช้ากว่าความเร็วปกติมาก
แจยองหยุดเดินในซอยที่มองเห็นตึกอะพาร์ตเมนต์ ขณะเดียวกันการก้าวเท้าของซังอูก็ช้าลงกว่าเดิม เขาจูงจักรยานไปจอดและล็อกในที่จอดที่กำหนดไว้ แม้จะทำอย่างช้าที่สุด แต่มันก็เสร็จสิ้งลงในเวลาไม่นาน ต่อไปก็ถึงคราวที่ต้องเดินเข้าตึกแล้ว ทว่าซังอูกลับหันไปมองด้านหลัง
แจยองยังคงไม่ไปไหน เจ้าตัวยืนล้วงกระเป๋าสองมือและมองมาที่ซังอู ทั้งที่ไม่ได้พูดถ้อยคำลามกข้างหูหรือแกล้งหลับ เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ เท่านั้น แต่ไม่รู้ทำไม… บางทีอาจจะเป็นการหลอกตาของไฟถนน ซังอูลืมจนหมดสิ้นว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันมาทั้งวันแล้ว และอยากจะเห็นหน้าแจยองใกล้ๆ กว่านี้
เวลาอยู่กับอีกฝ่ายเขามักจะรู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าอก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกที่หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติหรือเลือดสูบฉีดเร็วกว่าปกติล้วนไม่น่ายินดี ในขณะนั้นซังอูรู้สึกถึงความไม่พอใจที่รุนแรงกว่าที่เคย
‘อดทนเก่งไม่ใช่เล่นเลยนะ’
ชูซังอูเป็นมนุษย์ที่มีสมองอันสมบูรณ์แบบ ในโลกของเขามีหอควบคุมที่คอยควบคุมทุกอย่างอย่างเบ็ดเสร็จมาตลอดยี่สิบห้าปี แต่เมื่อไม่นานมานี้พลังที่ชื่อว่าความต้องการทางเพศซึ่งเคยถูกกดข่มและควบคุมไว้ในจิตใจในยามปกติกลับลุกขึ้นมาต่อต้าน และไม่ว่าจะกดลงไปอย่างไร แทนที่จะได้ถอนรากถอนโคน นานวันมันกลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้นจนเขาปวดหัว
สายตาของซังอูพินิจภาพซิลลูเอท[3]ของแจยองอย่างไม่มีสติ ภาพชายรูปร่างสูงโปร่งที่ถูกรายล้อมด้วยแสงสีส้มนั้นมองเท่าไรก็ไม่เบื่อเลย อีกฝ่ายเพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ เท่านั้น แต่กลับทำให้เกิดความกระหายอย่างรุนแรงเพียงเพราะยืนอยู่ไกลเกินไป แม้จะเป็นความรู้สึกนึกคิดที่ไร้เหตุผล แต่เขากลับไม่อาจเพิกเฉยได้เลย
ควบคุมไม่ได้
แม้จะปฏิเสธการล่อลวงอย่างเป็นนัยของแจยองในช่วงนี้มาโดยตลอดก็ไม่มีประโยชน์ แรงกระตุ้นที่เขาคิดว่าตัวเองเอาชนะได้ถูกสั่งสมไว้เรื่อยมา และวินาทีที่ก้าวข้ามจุดวิกฤตไปแล้ว เท้าของซังอูก็ขยับไปโดยอัตโนมัติอย่างทนไม่ได้กับระยะระหว่างพวกเขา
ซังอูก้าวเดินเนิบช้าเข้าไปหาแจยอง ในหัวคิดหาข้ออ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คิดออกเพียงอย่างเดียวว่าเขาทนไม่ไหวแล้ว กลายเป็นคนไร้อารยธรรมเสียยังดีกว่า ธงชัยแห่งความต้องการเข้ายึดครองกำแพงของซังอูแล้ว
“รุ่นพี่แจยองครับ…ผม…”
ซังอูหยุดอยู่ตรงหน้าแจยอง อีกฝ่ายเพียงจ้องซังอูเขม็งโดยไม่ขยับสักนิด
“มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากทำมาตั้งแต่สองสามวันก่อนแล้วครับ”
แววตาจริงจัง ปราศจากความขี้เล่นทำให้ซังอูประหม่า ขณะที่ซังอูอ้าปากเตรียมจะพูดขยายความ อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาพอดี
“ฉันรู้”
“ผมทำได้ไหมครับ”
“อือ เต็มที่เลย”
ซังอูพยักหน้าและก้าวเข้าไปใกล้แจยองหนึ่งก้าว ในเมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็ไม่จำเป็นต้องลังเลอีก คราวนี้เขาเข้าไปหาแจยองด้วยความเต็มใจ ด้วยตัวขงเขาเอง ด้วยสติครบถ้วนไม่ได้เมา ขณะที่เขาโน้มใบหน้าของอีกฝ่ายลงมาและเขย่งเท้า แจยองก็ถอยหลังเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของตรอก ใช้นิ้วขวางริมฝีปากของซังอูที่กำลังจะพุ่งเข้าใส่พลางเอ่ย
“คราวนี้เอาแบบนุ่มนวล ช้าๆ ค่อยๆ สัมผัสไปทีละนิด ทำได้ไหม”
ซังอูอยากจะปัดนิ้วนั้นออกเดี๋ยวนี้แต่ท่าทีที่จริงจังของแจยองทำให้เขาต้องผงกศีรษะ จากนั้นมือของแจยองก็ค่อยๆ ผละออกจากริมฝีปาก
ซังอูฝังคำแนะนำไว้ในหัวแล้วดันแจยองติดกับกำแพงมืดๆ จากนั้นเขย่งปลายเท้าขึ้นอีกครั้งแล้วกลืนกินริมฝีปากของอีกฝ่าย ปีกหมวกชนกับหน้าผากของแจยองแล้วร่วงหลุดไปด้านหลัง กลิ่นวานิลา กลิ่นบุหรี่ ซังอูสูดเอากลิ่นของจางแจยองเข้าไปด้วยความยินดี ขณะที่ส่งลิ้นเข้าไปเขาก็รู้สึกว่ามือที่สัมผัสอยู่ที่แผ่นหลังหยุดชะงักไป
‘โอ๊ะ ต้องนุ่มนวล’
เขาหลับตาแน่นแต่ไม่รู้เลยว่าต้องทำอย่างไร เพราะเขาไม่เคยร้อนใจอยากจูบถึงขนาดนี้มาก่อน
“ต้องหายใจทางจมูกสิ”
เมื่อเขาทำตามคำแนะนำที่สองที่ได้ยินเบาๆ แจยองก็ดันเข้ามาอย่างนุ่มนวล ริมฝีปากของฝ่ายนั้นทาบทับและบดขยี้ริมฝีปากที่ลื่นไปด้วยน้ำลายของซังอู ใช้ลิ้นเลียเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ขบเม้มดูดดึงริมฝีปากบนเพียงอย่างเดียว
เขาหวังว่าอีกฝ่ายจะรีบทำอะไรสักอย่าง ซังอูรู้สึกไม่สาแก่ใจอย่างมากจึงรั้งคอคนตรงหน้าลงมา แจยองโอบกอดเอวของซังอูและสัมผัสอย่างแผ่วเบาด้านในโพรงปาก นุ่มนวล ช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป เขากำลังทำให้ซังอูละลาย
เรียวลิ้นแทรกตัวเข้ามาตามช่องฟัน ซังอูพยายามทำให้ช้า แต่ไม่ค่อยราบรื่นนัก ปลายลิ้นของพวกเขาพบปะกันก่อนจะเกี่ยวกระหวัดในทันใด ระหว่างที่ลิ้นของแจยองพัวพันอยู่กับลิ้นของซังอู มือก็ลูบใบหูไปด้วย ชายหนุ่มลูบใบหูและคลำติ่งหูอย่างอ่อนโยนจนเขาต้องหดไหล่โดยอัตโนมัติ จากนั้นอีกฝ่ายก็ลากมือผ่านขมับมาประคองท้ายทอยของซังอูแล้วกระซิบ
“หายใจ”
เมื่อซังอูสูดลมหายใจที่ลืมไปเมื่อกี้เข้าออกผ่านทางจมูก อีกฝ่ายก็เอียงคอและส่งลิ้นเข้ามาลึกยิ่งขึ้นเพื่อเลียโคนลิ้น
‘ช้าๆ ค่อยๆ สัมผัส’
ประสาทสัมผัสที่ใช้ในตอนกินมาตลอดตื่นขึ้นด้วยวิธีที่ต่างออกไป ความรู้สึกที่น่าเวียนหัวเข้ายึดครองพื้นที่ ทำให้เขาโอบรอบคอของแจยองไว้แน่น มากกว่านี้ มากกว่านี้ ใกล้กว่านี้ แจยองถูกรั้งมาทางเขาอย่างง่ายดาย
‘นุ่มนวล’
ลิ้นของแจยองลากไล้ไปตามแนวไรฟันก่อนจะผละออกไป ทิ้งความเสียดายไว้ให้ซังอูพลางใช้ฟันขบริมฝีปากเบาๆ เสียงครางที่ฝืนเก็บเอาไว้หลุดออกมา ฝ่ามือของแจยองกุมแก้มของซังอู เขาเอียงคอเก้าสิบองศาเปลี่ยนมุมบดขยี้ริมฝีปาก
“แฮ่ก แฮ่ก...”
คราวนี้ไม่ได้เป็นเพราะหายใจไม่ออก แต่เป็นเพราะแรงอารมณ์ที่หวามไหว ซังอูทำได้เพียงผลักอีกฝ่ายออกก่อนเท่านั้น แจยองค่อยๆ เปิดปาก
“บอกแล้วไงว่าเซ้นส์แม่นขนาดนี้ สงสัยต้องปูเสื่อรับดูดวงแล้วล่ะ”
ใบหน้าของอีกฝ่ายดูแดงเล็กน้อยในความมืด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอารมณ์หรือแสงไฟ
“ผมแพ้แล้วครับ”
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่การแข่งขัน”
“ผมไม่ได้แพ้ให้รุ่นพี่ แต่หมายถึงสติแพ้ให้กับความต้องการต่างหากครับ”
“ความต้องการก็เป็นส่วนหนึ่งของนายไม่ใช่หรือไง”
นี่ไม่ใช่เวลาที่ควรจะมาโต้เถียงกัน เพราะจูบสูบวิญญาณนั่นทำเอายืนไม่อยู่ ความปรารถนาที่จะลิ้มรสความสุขที่มากยิ่งขึ้นกับความต้องการที่จะหลบหนีไปยังที่ปลอดภัยปะทะกัน และสิ่งที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าคือความหวาดกลัว
“ไปก่อนนะครับ”
“โอเค”
แจยองก้มลงหยิบหมวกขึ้นมาสวมลงบนศีรษะของซังอูแบบเอียงๆ
“ฝันดีนะ ซังอูยา”
“…รุ่นพี่ก็เช่นกันครับ”
ก่อนที่จะรู้สึกละโมบไปมากกว่านี้ ซังอูรีบหันหลังเดินไปที่ตึกทันที
return 0;
“สวัสดีครับ”
[ถึงบ้านเรียบร้อยดีไหม]
“ใช้เวลาแค่สามสิบวินาทีจะไม่ถึงได้ยังไงล่ะครับ โทรมาทำไมเหรอครับ”
[อยากได้ยินเสียงน่ะ]
“อ๋อ ที่บอกว่าชอบฟังเสียงคนสินะครับ”
[เปล่า อยากได้ยินเสียงนายเลยโทรมา]
“…”
[…]
“รุ่นพี่”
[หืม?]
“ทำไมถึงเก่งจังครับ”
[…]
“ฝึกมาเยอะเหรอครับ”
[…ไม่รู้สิ]
“ถ้าไม่มีอะไรจะพูดก็วางไหมครับ”
[ไม่ ไหนเล่าให้ฟังซิว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง]
“วันนี้เหรอครับ วันนี้เข้าเรียนวิชา ‘วัฒนธรรมร่วมสมัยและทฤษฎีวัฒนธรรม’ ครับ ผมไม่ค่อยเข้าใจเรื่องบูรพาคดีศึกษาเท่าไร แต่น้องที่เรียนด้วยกันอธิบายได้ดี ช่วยได้มาก...”
[จีฮเยเหรอ?]
“ครับ หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวกลางวัน… มีซุปเนื้อวัว ยำหมี่หอยทาก ผัดสาหร่ายเส้น โยเกิร์ต…”
[กินกันสองคน?]
“ครับ จากนั้นก็เดินเล่น…”
[กับจีฮเย?]
“ครับ อ้อ แล้วก็วันศุกร์นี้ผมอาจจะไปช้ากว่าปกตินะครับ บอกไว้ก่อนล่วงหน้า”
[ทำไมล่ะ]
“มีนัดกินข้าวเย็นครับ”
[ทำไมล่ะ]
“ได้ยินว่ามีคนอยากจะคุยกับผมน่ะครับ”
[ซังอูยา]
“ครับ”
[ช่วงนี้พวกเราทำอะไรกันอยู่]
“ทำเกมไงครับ”
[นอกจากเรื่องนั้น]
“รุ่นพี่…กำลังรอผมอยู่ครับ”
[รออะไร]
“ต้องพูดด้วยเหรอครับ”
[อืม]
“มีอะไรกันครับ”
[แล้วคิดว่าทำไมฉันถึงอยากทำเรื่องนั้นกับนายนะ]
“ไม่รู้ครับ นั่นเป็นเรื่องของรุ่นพี่”
[เข้าใจแล้ว ขอเบอร์จีฮเยหน่อยได้ไหม]
“เอาไปทำไมครับ”
[ไม่ได้ถามสารทุกข์สุขดิบนานแล้วน่ะ]
“ข้อมูลส่วนตัวผมให้ไม่ได้ครับ วันศุกร์ถ้าถามเจ้าตัวแล้วโอเค ผมจะบอกแล้วกันครับ”
[โอเค แค่นี้นะ เจอกันตอนประชุมครั้งหน้า]
ซังอูชะงักกึก
“เจอกันพรุ่งนี้ครับ พี่”
[1] EPL English Premier League
[2] NBA The National Basketball Association
[3] ภาพซิลลูเอท ภาพย้อนแสง ทำให้กลายเป็นเงาดำ