Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 52 La dame du mercredi #1
‘รยูจีฮเย’ นักศึกษาสาววัยยี่สิบเอ็ดปี ผู้หลงใหลในวรรณกรรมฝรั่งเศสแสนโรแมนติก เธอเป็นคนที่มองโลกตามความเป็นจริงผิดกับภาพลักษณ์ภายนอก แม้จะชื่นชอบในวรรณกรรมของวิกตอร์-มารี อูว์โก และฟลอแบร์ แต่ในความเป็นจริงเธอไม่ได้อยากมีความรักแบบนั้น เธอเลือกใช้ความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวทั้งสามครั้งของตัวเองในการคัดกรองลักษณะนิสัยของคนรักในอนาคตแทนที่จะจมอยู่กับความเสียใจ
ตัวอย่างเช่น ไม่ขี้อวด ไม่เจ้าสำอาง มีเพื่อนไม่เยอะจนเกินไป ไม่ปากหวานจนเกินไป ไม่หลงตัวเอง ไม่ใส่เสื้อรัดรูป ไม่สูบบุหรี่ หัวดี เมาแล้วไม่อารมณ์ร้าย ไม่ขี้โม้
จากที่ว่ามานั้น ชูซังอูเป็นคนที่เหมาะจะเป็นแฟนหนุ่มสุดเพอร์เฟคของเธอ เขามีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่จีฮเยตั้งไว้ทุกอย่าง แม้จะไม่ได้ตรงตามสเปกหนุ่มในฝัน แต่พอได้รู้จักมากขึ้นก็ถือว่าเป็นผู้ชายที่ใช้ได้คนหนึ่ง อย่างไรก็ตามความประทับใจแรกระหว่างพวกเขาไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
เมื่อสามเดือนก่อน จีฮเยตั้งใจว่าจะขนของไปใส่ล็อกเกอร์ไว้ล่วงหน้า เธอขนแม้กระทั่งหนังสือที่ไม่ได้คิดจะอ่านใส่กล่องไปด้วย ความโลภ ทำให้เธอต้องขนของอย่างทุลักทุเล ตอนนั้นเองที่จีฮเยได้พบกับชูซังอูที่เดินผ่านมา การพบกันครั้งแรกของพวกเขาไม่นับว่าเป็นพรหมลิขิตหรือความโรแมนติกแต่อย่างใด
ปกติแล้วถ้าคนเราเห็นใครกำลังถือของหนักๆ อยู่ก็ต้องมีน้ำใจคิดช่วยกันบ้างไม่ใช่เหรอ? จีฮเยคิดว่าการที่เขาเห็นเธอทำกล่องหลุดมือจนของข้างในกระจัดกระจายเต็มพื้นแต่กลับเดินผ่านไปเฉยๆ มันช่างใจดำจนไม่สามารถปล่อยไปเฉยๆ ได้
‘อีกไกลแค่ไหนเหรอครับ’
คำแรกที่ออกมาจากริมฝีปากเหยียดตรงฟังดูหยาบคายเหมือนกับใบหน้าไม่มีผิด เสื้อขนเป็ดสีดำ หมวกสีดำ กางเกงยีนทรงกระบอก การแต่งกายเหมือนไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดเท่าไรนัก นิสัยก็คงอึมครึมไม่ต่างกัน แต่แถวนั้นนอกจากซังอูแล้วก็ไม่มีใครให้ขอความช่วยเหลือได้เลย
‘น่าจะหนักเกินสามสิบกิโลด้วยซ้ำ แบบนี้ต่อให้เป็นคนรับจ้างขนของยังต้องเก็บเงินเพิ่มเลยครับ’
ไม่รู้ทำไมคำพูดนั้นถึงได้ติดอยู่ในใจนัก บางทีซังอูอาจจะกำลังเตือนอยู่กลายๆ ว่าใช้งานหนักขนาดนี้จะมาเลี้ยงข้าวมื้อเดียวอย่างไร้จิตสำนึกได้ที่ไหน แต่จีฮเยฟังแล้วกลับคิดว่ามันเป็นเพียงสำนวนการพูดของคนเย็นชาที่ต้องการจะถามว่าทำไมเธอถึงถือของหนักขนาดนี้มาคนเดียวมากกว่า
ตั้งแต่นั้นมาทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ใบหน้าที่เคยมองว่าบึ้งตึง กลับดูเป็นคนมีความรับผิดชอบ จากภาพลักษณ์ที่เคยคิดว่าธรรมดากลับกลายเป็นดูอบอุ่น เธอจึงถามตั้งแต่ชื่อแซ่ คณะ รหัสนักศึกษา ไปจนถึงที่อยู่ แม้อีกฝ่ายจะทำหน้าเหมือนรำคาญเต็มทน แต่ก็ตอบทุกคำถามอย่างครบถ้วน เมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง อีกฝ่ายก็ถอดเสื้อขนเป็ดออกมาพาดไว้ที่แขน ไม่รู้ทำไมท่าทางนั้นถึงได้ดูเท่เสียเหลือเกิน ทั้งหน้าผากที่มีเหงื่อผุดออกมา และกล้ามแขนที่มีพอประมาณล้วนทำให้เธอต้องเหลือบมองอยู่ตลอด แต่อย่างไรรยูจีฮเยก็ไม่ใช่คนโรแมนติก เธอไม่ได้ตกหลุมรักชูซังอูตั้งแต่แรกเห็น
เธอค่อยๆ ชอบเขาทีละนิด จากคนแปลกๆ ในตอนแรกกลายเป็นคนที่พิเศษ คนที่ใช้ได้ คนที่ดี และเป็นลูกผู้ชายตัวจริงในเวลาต่อมา กระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงครึ่งเทอมเขาก็กลายเป็นคนที่เธอคิดว่าไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไป
แต่ปัญหาก็คืออีกฝ่ายไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่นิดเดียว พอได้ลองคุยก็ไม่ใช่ว่านิสัยเข้ากันไม่ได้ แต่ซังอูแทบจะไม่สบตากับเธอเลย ไม่สิ แม้แต่ตอนอยู่ด้วยกันเขาไม่แม้แต่จะมองเธอด้วยซ้ำ
‘เราไม่สวยเหรอ’
ลองแต่งตัวตามสไตล์ที่ว่ากันว่าผู้ชายชอบก็แล้ว ลองเปลี่ยนสไตล์การแต่งหน้าตามอินเทอร์เน็ตก็แล้ว แต่ก็ไม่ได้ผล ซังอูไม่สนใจจีฮเยเลยสักนิด
แต่ถึงอย่างนั้นจีฮเยก็ไม่ยอมแพ้ เธอคิดว่าถ้าพยายามต่อไปเรื่อยๆ สักวันเขาคงรับรู้ถึงความจริงใจของเธอ อันที่จริงตอนเดินเที่ยวงานเทศกาลด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็เริ่มปรากฏเค้าลางที่ดีขึ้นมาบ้าง แต่แล้วกลับมีมารผจญอย่างคาดไม่ถึง
จางแจยอง
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เขาเป็นเพียงรุ่นพี่ที่ดูดีเหมือนพวกดาราเท่านั้น เป็นคนดังที่เพื่อนสนิทชื่นชอบเหมือนพวกนักแสดง เป็นหนุ่มหล่อที่ทำให้คนรอบข้างกลายเป็นหน้าปลาจวด มีร่างกายสูงใหญ่กับสไตล์ที่ดูดีเหมือนพนักงานในภัตตาคารอาหารอิตาเลียนชั้นสูง เป็นดาวเด่นแห่งชมรมการละครที่เพียงแค่มีข่าวลือว่าเขาจะปรากฏตัวในการแสดงก็ทำให้ตั๋วขายหมดภายในชั่วพริบตา
เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มารู้จักกับคนที่เหมือนไม่มีอยู่จริงแบบนี้ แต่ชูซังอูก็ทำให้เธอได้รู้จักกับเขา ตอนที่ได้พูดคุยกันระหว่างกินข้าวในโรงอาหารจีฮเยรู้สึกตื่นเต้นมาก ใครบ้างจะไม่ชอบที่ได้มานั่งกินข้าวกับเพศตรงข้ามที่หน้าตาดีขนาดนี้ ทว่าเขาไม่ได้เป็นแค่รุ่นพี่ที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น
‘ดูเหมือนเราจะสนิทกับซังอูของพี่มากเลยนะ เรียกชื่อเล่นด้วย’
‘ไม่ต้องห่วงซังอูหรอก เดี๋ยวพี่ไปส่งเขาที่บ้านเอง’
ครั้งแรกที่โดนกีดกันที่โรงอาหาร เธอคิดว่าเขาอาจจะแค่มีนิสัยแปลกๆ นิดหน่อยเท่านั้นจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ แต่ที่ซุ้มเหล้าวิญญาณในงานเทศกาล อีกฝ่ายเริ่มทำตัวเปิดเผยมากขึ้น แข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าลางสังหรณ์ของจีฮเยถูกต้อง นั่นคือคำเตือนสำหรับศัตรูหัวใจ
“เธอชอบซังอูเหรอ”
แจยองถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยขณะที่ทั้งคู่มีโอกาสได้อยู่กันสองต่อสองชนิดที่เพื่อนรู้เข้าคงอิจฉาตาร้อน จีฮเยตกใจจนแทบจะผุดลุกขึ้นยืนทั้งๆ ที่ก้นเพิ่งแตะเก้าอี้ได้ไม่ถึงหนึ่งวินาที
จีฮเยพิจารณาใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ แต่ดวงตาสีสว่างตรงหน้ากลับไม่มีคำใบ้ใดๆ เจ้าตัวเพียงแต่ดื่มอเมริกาโน่พลางกัดหลอดคล้ายกำลังเบื่อหน่าย เขาสวมเสื้อยืดสีดำสกรีนรูปลูกตาดูน่าขยะแขยง ที่หูใส่จิวแหลมๆ หลายอัน และเพิ่งเห็นว่าที่แขนมีรอยสักอยู่ด้วย แม้จะนึกกลัวแต่จีฮเยก็เกิดดื้อดึงไม่อยากแพ้ขึ้นมา
“ค่ะ”
เธอตอบไปอย่างหนักแน่น แจยองจ้องจีฮเยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ถ้าเธอกับซังอูตกลงไปในน้ำพร้อมกัน แล้วมีเสื้อชูชีพแค่ตัวเดียว เธอจะทำยังไง”
หลังจากมองข้ามคำถามแรกที่ฟังดูไร้มารยาทไป จีฮเยกลับต้องนิ่วหน้ากับคำถามต่อมา หรือนี่จะเป็นคำถามทดสอบไหวพริบ? แต่คิดอย่างไรก็คิดคำตอบที่มีไหวพริบไม่ออก เธอจึงตอบคำถามไร้สาระตามสามัญสำนึก
“คงใส่ให้ตัวเองก่อนมั้งคะ”
ถึงแม้จีฮเยจะมีความรู้สึกดีๆ ให้ซังอู แต่มันก็ยังเป็นเพียงรักข้างเดียวเท่านั้น แถมนี่มันก็ศตวรรษที่ 21 แล้ว ไม่ใช่ยุคของการฆ่าตัวตายตามคนรักอย่างโรมิโอกับจูเลียตเสียหน่อย
“แบบนั้นซังอูก็ต้องจมน้ำตายไม่ใช่หรือไง”
คำถามไร้สาระของอีกฝ่ายกลับทำให้จีฮเยกลายเป็นคนเลวเสียอย่างนั้น จีฮเยอ้ำอึ้งอย่างงุนงงก่อนจะตอบกลับไป
“ไม่งั้นฉันก็ตายสิคะ”
“หมายความว่าเธอไม่ได้ชอบเขาถึงขั้นอยู่ไม่ได้นี่นา งั้นก็ยอมแพ้ได้สิ”
“พี่จะสรุปเอาเองแบบนั้นได้ยังไงคะ”
สถานการณ์ที่ยากจะเข้าใจทำให้จีฮเยรู้สึกเวียนหัว เธอโต้กลับไปอย่างฉุนเฉียว
“งั้นถ้าเป็นพี่ พี่จะยกเสื้อชูชีพให้พี่ซังอูแล้วยอมจมน้ำตายเองเหรอคะ”
“พี่ไม่ชอบเล่นน้ำ เพราะงั้นพี่ไม่พาซังอูไปในที่แบบนั้นหรอก ซังอูเองก็ไม่ชอบเหมือนกัน”
จีฮเยพูดไม่ออก ได้แต่กะพริบตาปริบๆ คนตรงหน้าเป็นทั้งรุ่นพี่ที่อาวุธโสกว่า เป็นคนดังของมหาวิทยาลัย ทั้งยังเป็นคนที่สนิทกับชูซังอูมากกว่าเธอ ถึงแม้จะด้อยกว่าในหลายๆ ด้าน แต่เธอก็ไม่อยากถูกจูงจมูกด้วยวิธีเหลวไหลไร้สาระแบบนี้ หญิงสาวกำหมัดแน่นแล้วโจมตีกลับ
“หรือว่ารุ่นพี่เองก็ชอบพี่ซังอูเหรอคะ”
จางแจยองเป็นผู้ชาย ชูซังอูเองก็เป็นผู้ชาย ถ้าเป็นไปได้เธอก็ไม่อยากถามคำถามแบบนี้ตรงๆ เท่าไรนัก เพราะมันอาจเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่คุกคาม เธอย่อมทนนิ่งเฉยไม่ได้อยู่แล้ว
“อือ”
ทว่าแจยองกลับยอมรับง่ายๆ เกินไป จีฮเยเผลอมองสำรวจรอบตัว คาเฟ่ของมหาวิทยาลัยในเวลาบ่ายสามโมงวันพฤหัสบดีแทบจะไม่คน และดูเหมือนว่าเขาจะมีเหตุผลให้จงใจเลือกที่นั่งหลบมุมตรงนี้ตั้งแต่แรกแล้ว แจยองดูดเครื่องดื่มแล้วพูดต่อ
“คงต้องบอกว่าชอบมากพอที่จะยอมรับออกมาตรงๆ ทั้งที่รู้ว่าเธออาจจะเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศ”
เอาอีกแล้ว วิธีพูดที่ทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นคนเลวแบบนี้ ปกติแล้วจีฮเยไม่ใช่คนปากพล่อย และเธอก็ไม่ได้โง่ถึงขั้นจะทำตัวน่าสมเพชด้วยการปล่อยข่าวลือเพียงเพราะถูกรุ่นพี่ผู้ชายที่ชอบผู้ชายคนเดียวกันข่ม
“พี่ดูเหมือนนิสัยดีใช่ไหม”
แจยองถามเหมือนประชด จีฮเยขมวดคิ้วพลางส่ายหน้า
“ไม่ค่ะ ไม่เลย”
“ใช่แล้ว พี่มันนิสัยแย่ ถ้าไม่ชอบใจขึ้นมายังเล่นสกปรกเก่งอีกด้วย”
“แล้วยังไงเหรอคะ”
“พี่ไม่สนใจหรอกว่าเธอจะเอาเรื่องของพี่ไปพูดยังไง”
แจยองกระเถิบเก้าอี้เข้ามาจนชิดโต๊ะ สายตาที่เคยเฉยเมยพลันเปลี่ยนไป
“แต่ถ้ามีอะไรมากระทบซังอูแม้แต่นิดเดียว พี่ไม่ปล่อยไว้แน่”
ราวกับน็อตหลุด สายตาที่จ้องมาที่เธอนั้นดูเหมือนพร้อมจะทำทุกอย่าง และนั่นทำให้จีฮเยหวาดกลัวขึ้นมาในทันใด หญิงสาวนั่งตัวแข็งทื่อไปครู่ใหญ่ก่อนจะตั้งสติได้
‘เราต้องตั้งสติ! เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักนิด!’
แค่อยากเป็นแฟนกับรุ่นพี่ที่เรียนด้วยกันมันผิดตรงไหน ถ้าสองคนนั้นคบกันแล้วก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ชูซังอูไม่เห็นจะมีท่าทีอะไรเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เธอเจออยู่ตอนนี้มันไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว จีฮเยตบแก้มสองข้างเพื่อเรียกสติ
“เรื่องนั้นฉันจะเก็บเป็นความลับให้เองค่ะ พี่ไม่จำเป็นต้องพูดจาน่ากลัวแบบนั้นหรอก”
ก่อนอื่นต้องทำให้สัตว์ร้ายที่กำลังโมโหสงบลงก่อน
“แล้วฉันก็ไม่เคยรู้มาก่อนด้วยค่ะ ถ้าพี่สองคนคบกันอยู่ ฉันต้องยอมถอยอยู่แล้ว”
จีฮเยสวนกลับด้วยความสะใจ เธอแอบเห็นอีกฝ่ายหรี่ตา ถ้าทั้งคู่คบกันอยู่ก็แค่บอกผ่านซังอูมาก็ได้ไม่ใช่เหรอว่าให้เลิกตามตื๊อได้แล้ว และแจยองก็คงไม่ต้องเรียกเธอมาคุยเป็นการส่วนตัวแบบนี้ จีฮเยได้ข้อสรุปว่าพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกัน
“เธอนี่ฉลาดเกินไปจนน่ารำคาญเลยนะ”
แจยองพูดกลั้วหัวเราะ แต่มันไม่ได้ฟังดูเหมือนคำชมเลยสักนิด จีฮเยเองก็หัวเราะ ‘ฮ่าๆๆ’ ด้วยสีหน้าตึงเครียด เช็ดเหงื่อที่ฝ่ามือเข้ากับกางเกงยีนส์แล้วยืดหลังนั่งตัวตรงเพื่อไม่ให้ตัวเองดูเสียเปรียบจนเกินไป หลังจากปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่สักพักแจยองก็พูดขึ้น
“เราไม่ได้คบกัน พี่ชอบเขาฝ่ายเดียว”
จู่ๆ ชายหนุ่มก็พูดสิ่งที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบออกมาแล้วทำท่าทางราวกับไม่รู้สึกอะไร พลางเหลือบตาขึ้นมาสบตากับจีฮเย
“แต่ถึงอย่างนั้นแล้วมันจะมีอะไรต่างล่ะ”
ต้องต่างอยู่แล้ว ถ้าทั้งคู่คบหากันอยู่ จีฮเยก็จะกลายเป็นตัวขัดขวางที่น่ารำคาญ แต่ถ้าจางแจยองกำลังรักข้างเดียวเหมือนเธออยู่ล่ะก็ เขาและเธอก็ถือว่าเป็นคู่แข่งที่เท่าเทียมกัน
“ถ้าทั้งพี่และฉันอยู่ในสถานะเดียวกัน งั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะต้องยอมแพ้นี่คะ”
“ไม่เลย เธอกำลังเข้าใจผิดแล้ว”
จีฮเยหุบปากฉับ คิดอย่างไรก็เดาไม่ออกว่าตัวเองเข้าใจผิดตรงไหน แจยองดูดน้ำก่อนจะก้มลงมองนิ้วมือของตัวเอง ใบหน้าที่หลุบตาลงนั้นดูดีราวกับนายแบบโฆษณา ไม่รู้ว่าคนที่มีนิสัยแบบนั้นดันมีเปลือกนอกที่ดูเป็นปกติดีแบบนี้ได้อย่างไร จีฮเยได้แต่นึกสงสัย
“นี่คงไม่ได้กำลังคิดว่าพวกเรากำลังสู้กันเพื่อแย่งซังอูหรอกใช่ไหม โหย ไม่เอาน่า”
“แล้วไม่ใช่เหรอคะ”
จีฮเยนึกพล็อตอย่างอื่นไม่ออกแล้ว ถ้าไม่ได้คิดจะกำจัดเธอออกไป งั้นทำไมเขาถึงกับต้องสืบหาเบอร์โทรของเธอแล้วเรียกออกมาคุยด้วย
แจยองเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ
“เธอน่ะ สู้พี่ไม่ได้หรอก”
“คะ?”
“เธอไม่ได้เป็นแม้แต่อุปสรรคในความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับซังอูด้วยซ้ำ อุปสรรคเดียวของความสัมพันธ์นี้มีแค่ชูซังอู ตัวเขาเองนั่นแหละ”