Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 53 La dame du mercredi #2
จีฮเยจ้องมองสายตาของคนตรงหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จากที่ดูหยิ่งยโส เป็นขี้เล่น แล้วก็เปลี่ยนเป็นดุดัน ขณะเดียวกันก็รอคอยให้เขาพูดต่อ
“เธอตั้งใจจะสารภาพรักหลังกินข้าวพรุ่งนี้ใช่ไหม สมมติว่าเธอบอกไปว่า เรามาคบกันเถอะค่ะ เธอเดาไม่ออกเลยเหรอว่าคำตอบจะเป็นยังไง”
“…”
“ไม่ได้ เทอมนี้ต้องโฟกัสกับการเรียนและการพัฒนาเกม ไม่มีเวลาให้เรื่องความรักหรอก”
แจยองเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ ช่างเป็นการเลียนแบบการพูดจาทื่อๆ ได้เหมือนเจ้าตัวสุดๆ ถ้าไม่ใช่ในสถานการณ์แบบนี้จีฮเยเองก็คงหลุดขำออกมาเหมือนกัน
“หรืออาจจะแค่บอกว่า ‘ไม่มีเวลาสำหรับเรื่องไร้สาระพวกนั้นหรอก’ ก็ได้”
หลังจากสวมบทบาทเป็นชูซังอูเสร็จแจยองก็กลับมามีท่าทีเหมือนเดิม บรรยากาศที่เหมือนจะดีขึ้นหายไป จีฮเยถูกดึงกลับมาเผชิญหน้ากับแจยองอีกครั้ง เธอรู้สึกแย่มาก บทพูดที่อีกฝ่ายเลือกมาดูสมจริงเกินไป ราวกับออกมาจากปากของชูซังอูเองโดยตรง แม้จะยังไม่ได้สารภาพรัก แต่กลับรู้สึกเหมือนโดนปฏิเสธไปเสียก่อนแล้ว
อย่างไรเธอก็เตรียมใจมาแล้วว่าต้องโดนปฏิเสธแน่ๆ เธอไม่ได้คาดหวังด้วยซ้ำว่าจะได้คบกับอีกฝ่ายในทันที แต่ที่คิดจะสารภาพรักก็เพื่อให้ชูซังอูมองตนในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง หลังจากนั้นค่อยสั่งสมความรู้สึกดีๆ กันไปทีละนิดๆ ก็น่าจะพอมีหวัง ถึงแม้ไม่ใช่ภายในเทอมนี้ก็คงจะมีสักวันหนึ่ง นั่นคือแผนการของจีฮเย
“ฉันเข้าใจที่พี่พูดนะคะ แต่ถ้าฉันสู้พี่ไม่ได้ แล้วพี่เรียกฉันออกมาทำไมเหรอคะ”
จีฮเยไม่สามารถควบคุมสีหน้าของตัวเองได้อีกต่อไป เธออาจจ้องมองรุ่นพี่ที่โตกว่าหกชั้นปีด้วยสายตาเฉียบแหลม แต่เธอไม่สามารถแสร้งทำตัวเป็นคนดีมีเมตตาได้อีกแล้ว แจยองทอดสายตามองจีฮเยนิ่งๆ ก่อนจะตอบ
“มันขัดหูขัดตาน่ะ”
คำพูดที่เอ่ยออกมานั้นฟังดูไม่ยี่หระ ราวกับว่าแจยองไม่แม้แต่จะมองว่าเธอเป็นคู่แข่งที่ทัดเทียมกัน และนั่นทำให้จีฮเยรู้สึกสะอึกเล็กน้อย
“พอดีช่วงนี้พี่ค่อนข้างอ่อนไหว พอคิดว่าซังอูเข้าเรียน พูดคุย กินข้าว หรือออกไปเดินเล่นกับคนอื่นโดยที่พี่ไม่รู้ มันก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา”
ชักจะปวดหัวแล้วสิ สถานการณ์นี้ทำให้เธอนึกถึงภาพยนตร์ที่แม่สามีหวงลูกชายเกินเหตุจนไม่ถูกกับลูกสะใภ้ และสามีที่เอาแต่หวาดระแวงว่าภรรยาจะนอกใจจนไม่ยอมให้ภรรยาคบค้ากับใครเลยขึ้นมา ผู้ชายคนนี้…ทั้งที่ได้ยินมาว่าเป็นคนคูลๆ แต่พอมาเห็นสภาพนี้แล้ว ไม่รู้จริงๆ ว่ามันออกมาเป็นคำพูดแบบนั้นได้อย่างไร จากนั้นแจยองก็พูดต่อ
“สารภาพรักในสถานการณ์แบบนั้นเนี่ยนะ ถึงจะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์แต่พี่ก็ไม่ชอบอยู่ดี พี่ไม่อยากให้เธอพูดเรื่องพวกนั้นกับซังอู และไม่อยากให้ซังอูมารับฟังอะไรแบบนั้นด้วย จีฮเยครับ เข้าใจที่พี่พูดหรือเปล่า”
เธอรู้ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ถ้ามั่นใจในตัวเองขนาดนั้นแล้วทำไมต้องมาหึงหวงเธอที่ดูไม่มีแม้แต่ความหวังกับชูซังอูด้วยล่ะ ยิ่งไปกว่านั้น จีฮเยมองว่ามันแปลกตั้งแต่คนที่สามารถเลือกคบกับผู้หญิงที่สวยที่สุดและโดดเด่นที่สุดในมหาวิทยาลัยได้ ดันมาหลงรักชูซังอูผู้เฉยชาและจุกจิกเพียงข้างเดียวแล้ว
‘ทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้นไปได้นะ’
หลังจากไตร่ตรองคำพูดเพ้อเจ้อและฟังดูใจแคบของแจยองดูแล้ว เธอก็จับสังเกตอะไรได้บางอย่าง
ตอนที่อ่านวรรณกรรม จีฮเยไม่เคยเข้าใจความหลงใหลของชูเลียงที่มีต่อมาดามเรนาล[1] และความหมกมุ่นของกาซีโมโดที่มีต่อแอสเมรัลดา[2] เธอไม่เคยมีความรู้สึกที่รุนแรงขนาดนั้นมาก่อน จึงคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องราวในนิยายเท่านั้น ทว่าเธอมองเห็นความรู้สึกแรงกล้าที่ตัวเองไม่เคยรู้สึกมาก่อนจากคนตรงหน้า ผู้ชายคนที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพียงเพราะรู้ว่าเธอไปกินข้าวและเดินเล่นกับชูซังอู
‘คงรักจริงๆ สินะ…’
เธอรู้สึกพ่ายแพ้ และไม่ใช่แค่นั้น…
‘ไม่ชอบไอ้… ไม่สิ คนคนนั้น ไม่รู้แล้วว่าต้องทำยังไง’
‘คือ…รุ่นพี่จาง…แจยองนั่นน่ะ เหมือนเขาจะมีแฟนนะ’
‘ถ้าตกลง วันนี้หกโมงก็มาที่ร้าน ‘ต้นโอลีฟ’ นะ’
สมองของจีฮเยเริ่มประเมินสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่อย่างรวดเร็ว ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่สังเกตนะ ที่ผ่านมานอกจากตอนเล่นเกมกับตอนที่รบเร้าให้อธิบายเรื่องทฤษฎีวัฒนธรรมแล้ว ก็มีแต่เรื่องของจางแจยองเท่านั้นที่ทำให้ชูซังอูดูกระตือรือร้นขึ้นมาได้
‘บางทีอาจจะไม่ใช่รักข้างเดียว’
จีฮเยรู้สึกเหมือนหมดแรงจะสู้ต่อ ข้อสันนิษฐานนั้นทำให้ทุกอย่างลงล็อก ถ้าชูซังอูมีรสนิยมแบบนั้นจริงๆ เรื่องที่เขาไม่คิดจะมองมาที่เธอเลยก็ฟังดูสมเหตุสมผล บางทีทั้งสองคนอาจจะกำลังคบกันแล้วก็เป็นได้ แจยองอาจจะโกหกเพราะว่าเป็นห่วงซังอู จีฮเยใช้ฝ่ามือลูบใบหน้า ความพ่ายแพ้ใกล้เข้ามาทุกที
“ขอโทษทีนะ พี่ไม่มีเวลามารอให้เธอนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย และไม่มีอารมณ์จะรอด้วย พี่จะพูดแค่สิ่งที่อยากพูดแล้วก็จะไป”
จู่ๆ แจยองก็พูดรัว จีฮเยพยักหน้าและจัดผมเผ้าของตัวเองให้เข้าที่ก่อนจะนั่งตัวตรงมองคนตรงหน้าอีกครั้ง สีหน้าของอีกฝ่ายยังคงไร้อารมณ์ไม่ต่างจากที่เธอเห็นตอนเดินเข้ามาในคาเฟ่แห่งนี้
“ชูซังอูน่ะ น่าสนใจมากใช่ไหมล่ะ พี่เข้าใจนะ เขาทั้งฉลาด น่ารัก เคารพกฎหมาย คอสวย เรียนจบไปแล้วก็คงหาเงินเก่งน่าดู”
‘เฮอะ… อะไรของเขาเนี่ย’
จีฮเยหรี่ตามอง แต่แจยองไม่ได้สนใจท่าทีดังกล่าว เขาพูดต่ออย่างเป็นงานเป็นการ
“พี่จะไปมีสิทธิ์อะไรมาบอกให้เธอยอมแพ้ล่ะ ไม่ว่าจะตามซังอูต้อยๆ ต่อไปเหมือนอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้ หรือว่าจะพอแค่นี้ เธอตัดสินใจเอาเองก็แล้วกัน”
จีฮเยหัวเราะเจื่อนๆ ก่อนหน้านี้ยังทำเหมือนจะบังคับให้เธอเลิกยุ่งกับซังอูเดี๋ยวนี้แท้ๆ มาตอนนี้กลับมาบอกว่าให้ตัดสินใจเอาเองเนี่ยนะ เธอสับสนไปหมดแล้วว่าเขาจะเอาอย่างไรกันแน่ แจยองหัวเราะและพูดต่อ
“แต่…ถ้ายังยืนยันจะตามตื๊อต่อไป ก็เตรียมใจรับมือกับพี่ไว้ได้เลย พี่ไม่เหมือนเธอหรอกนะ เพราะพี่นี่แหละคืออุปสรรคที่แท้จริง”
“…”
“รอดูได้เลยว่าจะเละเทะขนาดไหน”
‘กะแล้วเชียวว่าต้องเป็นแบบนี้’
จีฮเยแสยะยิ้มแม้จะเสียกำลังใจไปแล้วก็ตาม ตอนที่เดินเข้ามาในคาเฟ่แห่งนี้เธอตั้งใจไว้ว่าจะเปิดเผยจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนแล้วขอตัวออกไปก่อนแท้ๆ แต่รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นถูกจิกกัดจนสะบักสะบอมเสียแล้ว จีฮเยเค้นพลังเฮือกสุดท้ายเอ่ยถามออกไป
“พี่กำลังข่มขู่ฉันเหรอคะ”
“ใช่แล้ว พี่ไม่ได้บอกตั้งแต่แรกแล้วเหรอว่านี่คือการข่มขู่”
“ไม่ได้ยินว่าอย่างนั้นเลยนะคะ”
“งั้นการข่มขู่ก็พอแค่นี้แล้วกัน ต่อจากนี้ไปจะเป็นการเกลี้ยกล่อม”
แจยองหยิบซองเอกสารขนาดใหญ่จากเก้าอี้ตัวข้างๆ ยื่นมาให้ จีฮเยรับมาด้วยสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย
‘อย่าบอกนะว่าเงิน?’
ความคิดเหลวไหลผุดขึ้นมาชั่ววูบ แต่เมื่อลองเปิดดูก็พบกับเอกสารขนาด A4
แต่ละหน้าเป็นรูปถ่ายพร้อมข้อมูลส่วนตัวคร่าวๆ จีฮเยนิ่วหน้า ไล่สายตาดูรายชื่อพวกนั้นผ่านๆ ลูกชายนักการเมือง นักร้องวงดนตรี นักศึกษาแพทย์ นักศึกษากฎหมาย นักเรียนดุริยางค์ นักกีฬาเบสบอลมือสมัครเล่น นักพัฒนาหุ่นยนต์ นักพากย์ ว่าที่พนักงานบริษัทใหญ่ของต่างชาติ… ประวัติของผู้ชายมากหน้าหลายตาผ่านตาไปเป็นทิวแถว
“พี่ไม่รู้ว่าสเปกของเธอเป็นแบบไหนก็เลยเลือกๆ มาให้ก่อน ทุกคนพี่สามารถนัดให้ได้ ไม่จำกัดครั้ง ถ้าไม่ถูกใจเลยสักคน เดี๋ยวพี่หามาเพิ่มให้อีก”
“ทั้งหมดนี่มันกี่คนกันคะ”
“ห้าสิบคน”
“เอริก สมิธสัน? คนนี้อะไรเนี่ย…”
มีแม้กระทั่งคนสวีเดน
“เจ้านั่นพูดภาษาเกาหลีเก่งมากนะ อาจจะเก่งกว่าเธอด้วยซ้ำ”
“มันจะเป็นไปได้ยังไงคะ”
จีฮเยรู้สึกว่าสถานการณ์นี้ไร้สาระจนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เธอหัวเราะแห้งๆ ด้วยความรู้สึกสิ้นหวังพลางเปิดเอกสารไปเรื่อยๆ จนถึงแผ่นสุดท้าย และได้พบกับใบหน้าหน้าที่ดุคุ้นตา
[พัคฮยองจิน / 21 ปี / 180 ซม. / เอกปรัชญา ม.ฮันกุก / ประธานชมรมการละครคนปัจจุบัน / อยากเป็นนักแสดง มีความรับผิดชอบสูง มีความจริงใจ เป็นคนละเอียดอ่อนในเรื่องของความรัก]
“คนนี้ ที่เป็นแฟรงเกนสไตน์ไม่ใช่เหรอคะ”
“วันนั้นแต่งหน้าเข้มขนาดนั้นยังจำได้อีกเหรอเนี่ย”
“จะลืมได้ยังไงกันล่ะคะ ก็พี่ส่งเขามาที่โต๊ะฉันตั้งกี่ครั้ง!”
“หลังจากนี้เดี๋ยวเขาคงหาทางเข้าหาเธอ ดูเหมือนเขาจะชอบเธอนะ”
จีฮเยพองแก้มอย่างหมดคำจะพูด ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าของใบหน้านี้อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่สะดุดตาคือคำว่า ‘เอกปรัชญา’
“งั้นคนแรกเป็นฮยองจิน?”
“ไม่ใช่ค่ะ ฉันยังไม่ได้พูดแบบนั้นซะหน่อย”
จีฮเยเก็บเอกสารแนะนำคู่เดตหนาปึกกลับใส่ซองแล้วยัดลงในกระเป๋าของตัวเอง จากนั้นยืดหลังตรงแล้วมองไปที่แจยองอีกครั้ง แม้ดูทรงแล้วเหมือนว่าเธอจะยอมจำนนให้กับการข่มขู่และการเกลี้ยกล่อมของอีกฝ่ายแล้วก็ตาม แต่เธอก็ไม่อยากดูเป็นคนง่ายขนาดนั้น
“เอาเป็นว่าฉันเข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะลองไปคิดเรื่องตัดใจดู”
“ดีจริงๆ ที่พูดกันรู้เรื่อง”
“อย่าได้เข้าใจผิดไปค่ะ ฉันไม่ได้ยอมแพ้เพราะคำขู่หรือข้อเสนอของพี่ แต่เพราะฉันไม่ได้เสียสติถึงขั้นทำตัวไม่สะทกสะท้านแบบพี่ต่างหากค่ะ ฉันแค่ไม่อยากเข้าไปเป็นมือที่สามในความสัมพันธ์ที่ดูหนักแน่นจริงจังก็เท่านั้น”
แจยองหัวเราะโดยไม่พูดอะไร ราวกับจะบอกว่า ‘จะยังไงก็ช่าง’ จีฮเยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจถามออกไป
“แต่ยังเป็นเพื่อนกันได้ใช่ไหมคะ”
“ไม่ได้ ที่ผ่านมาไม่ได้ฟังเลยหรือไง”
อีกฝ่ายตอบกลับในทันทีทันใด จีฮเยรู้สึกไม่ยุติธรรมอยู่บ้างจึงเริ่มขึ้นเสียง
“ทำไมล่ะคะ พี่ก็รู้ว่าเขาไม่ได้สนใจฉันอยู่แล้วนี่นา! ทุกวันนี้ก็ทำอย่างกับฉันเป็นเครื่องอธิบายทฤษฎีวัฒนธรรมที่พอกดปุ่มแล้วจะมีคำอธิบายออกมา พออธิบายอะไรผิดไปสักอย่างหนึ่งก็มองฉันราวกับเป็นเครื่องจักรที่มีปัญหา แถมยังบอกว่าต้องเรียนให้หนักขึ้นเป็นสองเท่าอีก!”
“ก็ไม่แปลกซะหน่อย”
“ฉันไม่ได้ชอบพี่เขาแค่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้นซะหน่อยค่ะ เวลาอยู่กับพี่ซังชูฉันรู้สึกสนุกและมีความสุข ฉันยังอยากเป็นเพื่อนกับพี่เขาไปเรื่อยๆ นะคะ”
“เพราะแบบนั้นพี่ถึงได้ไม่พอใจไงล่ะ”
แจยองกอดอกด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน
“เธอเป็นน้องสาวของหมอนั่นหรือไง สายเลือดเดียวกันก็ไม่ใช่ จะมาเรียกพ่งเรียกพี่อะไร แล้วเป็นใครมาจากไหนมาเรียกรุ่นที่อยู่สูงเสียดฟ้าด้วยชื่อผัก[3] ไม่มีมารยาท”
“ก็พี่ซังชูบอกว่าเรียกได้นี่คะ!”
“แต่พี่ไม่ชอบ ห้ามเรียก”
“แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะคะ”
“ไม่ต้องเรียก ถ้ามีเรื่องให้ต้องเรียกจริงๆ ก็เรียกว่าคุณชู ‘เฮ้ย คุณชู!’ แบบนี้”
จีฮเยได้แต่หัวเราะแห้งๆ พร้อมกับถอนหายใจในเวลาเดียวกัน ตัวแจยองเองก็หัวเราะออกมาราวกับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระเช่นกัน เห็นดังนั้นเธอจึงแยกไม่ออกว่ามันเป็นแค่มุกหรือว่าพูดจริงกันแน่
‘นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย’
ความรู้สึกหดหู่และยินดีผสมปนเปกันไปหมดจนจีฮเยสับสน
“เฮ้อ จริงๆ เลย… พี่ซังชู… ไม่สิ คุณช– รุ่นพี่ชูรู้หรือเปล่าคะว่าพี่เป็นคนแบบนี้”
“ไม่รู้สิ ช่วงนี้น่าจะเห็นพี่เป็นเทวดาผู้มีความสามารถด้านการออกแบบล่ะมั้ง”
“ฉันเสียดายรุ่นพี่ชูจริงๆ ค่ะ”
“ถ้าเธอรู้ว่าพี่ต้องลำบากแค่ไหน เธอคงไม่พูดแบบนี้หรอก”
แจยองพึมพำเช่นนั้นก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาดูเวลา จีฮเยทอดสายตามองคนตรงหน้าที่กำลังยืนขึ้น
“พี่ต้องไปแล้ว สนใจใครก็ติดต่อมาแล้วกัน”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
“แต่ไม่ต้องโทรมานะ เดี๋ยวซังอูจะเข้าใจผิดเอาได้”
“งั้นจะให้ทำยังไงล่ะคะ!”
จีฮเยเผลอขึ้นเสียงจนได้
“คิดว่าพี่พูดเล่นหรือไง เปล่าเลยจ้า”
แจยองพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วจากไป จีฮเยนั่งใจลอยมองเก้าอี้ที่อีกฝ่ายเพิ่งหุนหันจากไปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หัวเราะออกมาอย่างหมดแรง
‘กลายเป็นแบบนี้ไปซะแล้ว’
ดีแล้วล่ะที่ถอนตัวออกจากการแข่งขันที่ไม่มีทางชนะ เป็นทางเลือกที่ฉลาดมาก แม้จะปลอบใจตัวเองแบบนั้น แต่ก็ยังอดเสียดายไม่ได้
เธอนึกเสียดายความพยายามที่ผ่านมา คิดว่าตัวเองช่างดูน่าขัน คิดว่าทำไมตัวเองถึงไม่เด็ดขาดแบบนี้ นึกสงสัยว่าความรักอันร้อนแรงแบบในนิยายหรือในหนังเป็นความรู้สึกแบบไหน เธอได้แต่คิด คิด คิดวนไปวนมา แม้แต่ครั้งนี้สิ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนก็ยังคงเป็นสมอง ไม่ใช่หัวใจ
จีฮเยไม่ได้เกลียดตัวเองที่เป็นแบบนั้น นี่มันศตวรรษที่ 21 แล้ว ไม่ใช่ยุคที่โรมิโอกับจูเลียตจะฆ่าตัวตายตามกันอีกต่อไป
“สงสัยคงต้องมุ่งแต่เรียนอย่างเดียวล่ะมั้ง”
จีฮเยไหวไหล่เบาๆ แล้วลุกขึ้นยืน อย่างน้อยเธอก็อาจจะทำข้อสอบปลายภาคได้ดีกว่าชูซังอูที่มัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ก็เป็นได้ ถึงตอนกลางภาคจะได้คะแนนตามหลังอยู่แปดคะแนน แต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้ จีฮเยผลักประตูคาเฟ่ออกมาพบกับท้องฟ้าที่ดูสดใสเป็นพิเศษ
“อากาศดีจนน่ารำคาญเลยแฮะ!”
ความรักครั้งที่สี่ของรยูจีฮเยผู้ไร้ซึ่งความโรแมนติกจบลงตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
คุณสมบัติใหม่สำหรับคัดกรองคนรักในอนาคต – ‘ไม่คบหากับผู้ชายหน้าตาดีที่ทำตัวหน้าไหว้หลังหลอก’
[1] ชูเลียงกับมาดามเรนาล เป็นตัวละครในวรรณกรรมฝรั่งเศสเรื่อง The Red and the Black (Le Rouge et le Noir) หรือฉบับแปลไทยมีชื่อว่า ‘สีแดงกับสีดำ’
[2] กาซีโมโดกับแอสเมรัลดา เป็นตัวละครในวรรณกรรมฝรั่งเศสเรื่อง Notre-Dame de Paris คนค่อมแห่งน็อทร์-ดาม
[3] ชื่อผัก ในที่นี้หมายถึงชื่อ ‘ซังชู’ ที่เป็นชื่อเล่นของชูซังอู แปลว่าผักกาดหอม