Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 54 <1000> #1
– [รยูจีฮเย เอกฝรั่งเศส: รุ่นพี่คะ พอดีพรุ่งนี้ฉันมีธุระด่วนคงต้องยกเลิกนัดไปก่อนนะคะ ขอโทษด้วยค่ะ_22:37]
[โอเค_23:49]
ตอบข้อความเสร็จซังอูก็วางโทรศัพท์มือถือลง นัดตอนเย็นวันศุกร์ถูกยกเลิกแบบนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสองอย่าง อย่างแรกคือเขาจะสามารถไปถึงห้องทำงานได้ทันเวลา อีกอย่างก็คือ…
“ต้องจัดการกับเจ้านี่”
เขาทอดสายตามองตั๋วหนังสองใบบนโต๊ะ ตั๋วมูลค่าหมื่นวอนที่แจยองสอดผ่านช่องใต้ประตูมาให้เมื่อสองเดือนก่อนกำลังจะหมดเขตวันอาทิตย์นี้ แม้ซังอูจะทำเครื่องเล่นเกมคอนโซลหายไปแล้วเพราะเมา แต่คิดอย่างไรการเลี้ยงอุด้งแค่หนึ่งถ้วยตอบแทนของมูลค่าหนึ่งแสนสามหมื่นวอนก็ดูไม่ถูกต้องนัก เขาจึงคิดจะยกตั๋วหนังให้จีฮเย แต่ในเมื่อถูกยกเลิกนัดแบบนี้จึงพลาดไป
‘ถ้าอย่างนั้นคงต้องเอาไปขาย’
แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว คนที่เขาจะขายตั๋วให้ในวันศุกร์แบบนี้ได้มีแค่สองคนเท่านั้น คือ ชเวยูนากับจางแจยอง แต่แทนที่จะเอาตั๋วที่ได้มาจากแจยอง (ระหว่างที่ทะเลาะกันไปด้วย) ไปขายคืนให้เจ้าตัว เอาไปขายให้ยูนาน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ในตอนนั้นเองที่คำพูดของแจยองก็ผุดขึ้นมาเป็นแถวราวกับใช้คำว่า ‘หนัง’ เป็นคำค้นหาดาต้าเบสในสมองของซังอู
‘เลี้ยงหนังเอาไหม’
‘หืม? ไม่ได้จะชวนไปดูด้วยกันซะหน่อย แค่จะซื้อตั๋วให้นายไปดูคนเดียว’
‘ไปดูหนังกันเถอะ’
‘เฮ้ย ไอ้เด็กเวร มึงกลัวกูชวนไปดูหนังถึงขั้นต้องโดดเรียนเลยเหรอวะ’
‘มึงหลุดมาจากยุคหินเหรอ กูไปดูหนังกับเพื่อนผู้ชายออกจะบ่อย’
คำพูดเหล่านั้นเป็นความทรงจำในวันที่แจยองหิ้วโน้ตบุ๊กที่ไม่มีแม้แต่แรมมาหาที่ร้านอินเทอร์เน็ต วันที่เขามีอารมณ์กับอีกฝ่ายครั้งแรก และวันที่ฝ่ายนั้นยืนพ่นคำด่าอยู่หน้าประตูก่อนจะจากไป
“คงชอบดูหนังสินะ”
มาลองคิดๆ ดูแล้ว แจยองมักจะพูดเรื่องภาพยนตร์หรือไม่ก็ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ ในตอนนั้นเองเขาก็คิดวิธีจัดการกับตั๋วหนังโดยไม่ต้องขายต่อขึ้นมาได้ หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ซังอูก็ตัดสินใจใช้แผนสอง
พอถึงเวลาเที่ยงคืนตรง ซังอูก็เช็กอีเมลและเปิดไฟล์งานที่แจยองส่งมา เขาเขียนฟีดแบ็กสองสามข้อเกี่ยวกับจุดที่ไม่ถูกใจและส่งอีเมลตอบกลับไปก่อนจะปิดคอมพิวเตอร์ ปิดไฟ สอดตัวเข้าไปในผ้าห่ม และหลับไป
return 0;
“คนที่นั่งตรงนั้นไปไหนแล้วล่ะครับ”
พวกเขาทักทายกันผ่านทางสายตา จากนั้นแจยองก็หมุนเก้าอี้เป็นวงกลมเมื่อได้ยินคำถามนั้น เสื้อยืดลายรูปหกเหลี่ยมซ้อนในรูปหกเหลี่ยมและซ้อนในรูปหกเหลี่ยมอีกทีดูน่าสนใจ เมื่อไล่สายตาขึ้นไปก็พบกับใบหน้าไม่สบอารมณ์กับอะไรบางอย่าง
“ไม่คิดจะทักทายกันก่อนเลยหรือไง”
“ดูท่าทางรุ่นพี่กำลังยุ่งอยู่นี่ครับ”
“ถ้าเห็นคนอื่นกำลังยุ่งอยู่ก็ไม่ควรถามอะไรไร้สาระแบบนั้นไม่ใช่เหรอ”
“ขอโทษครับ เชิญรุ่นพี่ทำงานต่อเถอะครับ”
ซังอูตกใจเล็กน้อยที่จู่ๆ ก็ถูกต่อว่า แต่ที่อีกฝ่ายพูดมาก็เรียกได้ว่าสมเหตุสมผลจึงยอมล่าถอย พอเขาจัดแจงโน้ตบุ๊กและเมาส์เสร็จ แจยองถึงได้ถามขึ้น
“ถามหาชเวยูนาทำไม”
“มีธุระจะคุยด้วยน่ะครับ แต่ไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร”
“แล้วธุระที่ว่าคืออะไรล่ะ”
“มีของจะขายต่อครับ”
“ขายให้ฉันสิ”
ซังอูนิ่วหน้าพลางสบตากับอีกฝ่าย ในเวลาแบบนี้จางแจยองมักจะกัดไม่ปล่อยจนกว่าจะได้คำตอบที่ต้องการ ซังอูตัดสินใจว่าบอกออกไปตรงๆ น่าจะดีกว่ามามัวเสียเวลาต่อล้อต่อเถียง
“ตั๋วหนังที่รุ่นพี่เคยสอดผ่านช่องใต้ประตูทิ้งไว้ก่อนหน้านี้นั่นแหละครับ มันจะหมดเขตอาทิตย์นี้”
แจยองคลี่ยิ้มบิดเบี้ยว เพราะแบบนี้เขาถึงไม่อยากบอกอีกฝ่าย มีแต่จะทำให้อึดอัดใจกันทั้งคู่ ซังอูจึงชิงพูดต่อก่อนที่แจยองจะทันได้สบถด่า ต่อว่า หรือทำอะไรที่ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่อีก
“ไม่ซื้อใช่ไหมครับ”
“ที่พูดมานี่นายคิดว่ามันฟังดูเข้าท่าเหรอ”
“งั้น… ไปดูหนังกันไหมครับ”
แจยองมุ่นหัวคิ้ว ทำหน้าตาเหมือนไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด ซังอูพูดต่อว่า “ถ้าไม่อยากไปก็ไม่เป็นไรครับ” แล้วหันกายกลับมาหาโน้ตบุ๊ก จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงดัง ‘ครืดดด’ ของล้อเก้าอี้
“กับนายสองคน?”
ซังอูพยักหน้าเงียบๆ รู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาที่ใบหน้าด้านข้างจนเริ่มรู้สึกร้อนๆ บริเวณแก้ม แจยองจ้องอยู่อย่างนั้นสักพักก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ผู้ชายไปดูหนังกันสองคนไม่น่าขยะแขยงหรือไง”
ซังอูจ้องหน้าจอเขม็ง ในตอนนั้นเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนความคิด ทว่าไม่มีข้ออ้างให้พูดแบบนั้นอีกแล้ว
“มากกว่านั้นก็ทำมาแล้วนี่ครับ”
“พอได้ขี้ครั้งหนึ่งแล้วจะตดยังไงก็ได้งั้นเหรอ”
“เปรียบเทียบอะไรเนี่ย… ก็บอกแล้วไงครับว่าถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป เดี๋ยวผมจะเอาไปลงขายใน ‘อาณาจักรของมือสอง’ ครับ”
แจยองเงียบไป ระหว่างที่ซังอูล็อกอินเข้าสู่หน้าคาเฟ่ซื้อขายของมือสองและกำลังพิมพ์หัวข้อกระทู้อยู่นั้น อีกฝ่ายก็พูดขึ้น
“จองที่ที่จองรยูนดงไว้แล้วกัน พรุ่งนี้จะไปรับที่หน้าร้านอินเทอร์เน็ตตอนสี่ทุ่ม”
ซังอูหยุดมือที่กำลังกรอกราคา อีกฝ่ายเพียงบอกเวลากับสถานที่เท่านั้น แต่หัวใจกลับเต้นแรงเหมือนได้ยินอะไรที่น่าโมโห
‘ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไรซะหน่อย’
เขาแค่ยกตั๋วหนังให้จางแจยองตามแผนสองเพราะชเวยูนาไม่อยู่ที่ห้องปฏิบัติการก็เท่านั้น ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายทั้งวาดรูปที่แขนให้ ป้อนเกี๊ยวให้คำหนึ่งด้วย ทั้งหมดนั้นก็น่าจะสมกับตั๋วราคาหมื่นวอนนี้แล้ว
แถบหน้าต่างซื้อขายของมือสองถูกปิดลง ปรากฏเป็นหน้าหลักของเว็บไซต์โรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ในแถบใหม่ ซังอูคลิกเมาส์ไปเรื่อยๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำอะไรแบบนี้นับตั้งแต่ที่เคยมีแฟนตอนเดือนพฤศจิกายนเมื่อสี่ปีก่อน
“เลือกมาครับ 1 <ซูเปอร์แมนคืนชีพ> 2 <น้องสาวจารชน> 3 <ปิ๊วปิ๊วกับกิ๊วกิ๊ว> 4 <แผดเผาเร่าร้อน>”
“4 <แผดเผาเร่าร้อน>”
“ที่เลือกมานี่รู้เหรอครับว่ามันเป็นเรื่องยังไง”
ซังอูมองรูปโปสเตอร์หนังสีแดงนิ่งๆ ก่อนจะหันไปทางแจยองอย่างอนาถใจ อีกคนกลับไปยังที่ของตัวเองตอนไหนไม่รู้และยักไหล่ด้วยสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“ไม่รู้สิ น่าจะเป็นหนังอีโรติกนะ ชื่อเรื่องก็ดูน่าสนใจ”
“เอาเป็นซูเปอร์แมนคืนชีพแล้วกันนะครับ เรื่องนี้ติดอันดับ 1 เลย”
“ได้ขอรับ ต้องแล้วแต่นายท่านอยู่แล้วขอรับ ข้าน้อยจะไปรู้อะไรล่ะขอรับ”
เลือกเวลา เลือกจำนวนที่นั่ง เลือกตำแหน่งที่นั่ง จ่ายเงิน ซังอูจัดการทุกอย่างด้วยความรวดเร็วก่อนจะรายงานให้อีกคนรับรู้
“<ซูเปอร์แมนคืนชีพ> โรงภาพยนตร์นานาชาติจองรยูนดง รอบเวลาสี่ทุ่มสามสิบห้านาที โรง 5 ที่นั่ง L13 L14 ทำการจองเรียบร้อยครับ”
“ขอบใจที่บอกนะสิริ”
“…”
ด้วยเหตุนั้น นอกจากจะจูบแล้วซังอูยังได้ไปดูหนังกับผู้ชายอีกด้วย
return 0;
หลังเลิกงานพาร์ตไทม์ในวันเสาร์ ซังอูแจ้งกับเจ้าของร้านว่าเขาต้องการทำงานถึงแค่เดือนพฤษภาคมเพื่อพัฒนาเกมและเตรียมตัวสอบปลายภาค อีกฝ่ายรู้สึกเสียดายมากจึงซักไซ้ไล่เรียงเป็นการใหญ่ว่าทำไมถึงไม่ทำงานต่อจนทำให้เขาเลิกงานช้ากว่าปกติถึงสิบนาที หลังจากตกลงกันได้ว่าคราวหน้าจะขอเลิกงานเร็วกว่าปกติสิบนาที ซังอูถึงได้ก้าวขึ้นบันไดออกจากร้านมา
พอออกมาก็พบกับรถของแจยองจอดอยู่บนถนน เป็นรถแฮตช์แบ็ก[1]ที่ถูกออกแบบมาโดยเน้นความเป็นเส้นตรง ลักษณะเป็นทรงกล่องสีขาวดูเหมือนตู้เย็นไม่มีผิด หลังคาและกระจกเป็นสีแดง เจ้าของรถกำลังยืนพิงรถเล่นโทรศัพท์อยู่
แจยองสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสีเทาอ่อนที่ซังอูเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ไม่ได้สวมแว่นหรือต่างหู แขนเสื้อถูกพับขึ้นเผยให้เห็นนาฬิกากับกำไลสายหนังที่อยู่บนข้อมือ ทรงผมเองก็คล้ายจะมีจุดที่ต่างไปจากทรงปกติแม้จะบอกไม่ได้ว่าเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม ซังอูหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มก้าวเท้าเดินต่ออีกครั้ง
‘สภาพเราดูเป็นยังไงนะ’
เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่เขานึกกังวลเกี่ยวกับการแต่งกายของตัวเอง ซังอูก้มลงมองรองเท้าผ้าใบสีดำ กางเกงยีนส์เก่าๆ ไล่ขึ้นมาจนถึงเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีน้ำเงินเข้มของตัวเอง ฝีเท้าช้าลงเล็กน้อยก่อนจะเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้ง
‘แค่นัดเจอจางแจยอง ทำไมต้องสนใจเรื่องพวกนี้ด้วยล่ะ’
ซังอูเดินไปที่หน้ารถด้วยความไม่สบอารมณ์นัก แจยองเงยหน้าขึ้นมองซังอูแล้วยิ้มให้
“ไง”
“ขอโทษที่สายครับ”
“เดตแรกเลยนะเนี่ย ตื่นเต้นจัง”
“เลิกพูดอะไรแปลกๆ แล้วไปกันเถอะครับ”
แจยองไม่สนใจคำพูดของซังอู เขาเปิดประตูรถข้างคนขับแล้วผายมือเป็นสัญญาณให้ขึ้นรถ ซังอูลังเลเล็กน้อย นับตั้งแต่ ‘วันนั้น’ นี่เป็นครั้งแรกที่เขานั่งรถของอีกฝ่าย
“แว่นล่ะครับ”
“ไม่ได้ใส่มา”
“งั้นให้ผมขับไหมครับ”
“ไม่ต้องหรอก”
“ผมมีใบขับขี่ประเภท 1 อยู่นะ”
“ฉันขับเอง”
อีกฝ่ายเดินลิ่วไปยังฝั่งคนขับและเปิดประตูขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ซังอูมองตามฝ่ายนั้นแล้วดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือดิจิทัลซึ่งกำลังบอกเวลา 22:12 น. หนังฉายตอนนาทีที่ 35 กว่าจะไปถึงจองรยูนดงใช้เวลาสิบนาที ขืนยังมัวชักช้าจะสายเอาได้ ซังอูขึ้นไปนั่งข้างคนขับแล้วปิดประตูอย่างไม่มีทางเลือก
เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยแล้ว แจยองก็เอื้อมมือมาจับที่เบาะรองคอของซังอู และหันไปมองด้านหลังพลางหมุนพวงมาลัย อีกฝ่ายเพียงแค่ถอยรถเท่านั้น แต่สายตาของซังอูกลับเหลือบไปเห็นกระดูกไหปลาร้าของแจยองที่โผล่พ้นกระดุมสองเม็ดแรกที่ถูกปลดไว้ เส้นเอ็นนูนขึ้นมาเป็นทางยาวลากจากสันกรามจนถึงช่วงลำคอ ซังอูเผลอพินิจใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกวาบหวิว จากนั้นเขาก็ได้สบตากับแจยองอีกครั้งตอนเจ้าตัวหันมาเปลี่ยนเกียร์
“ลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้ก็ไม่รู้”
แจยองหันกลับไปมองด้านหน้าอีกครั้งพลางพึมพำคำพูดที่ฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ซังอูยังคงรู้สึกวุ่นวายใจ
“นายกำลังห่วงว่าฉันจะขับรถไม่ดีเพราะไม่ได้ใส่แว่นอยู่ล่ะสิ”
แจยองพูดราวกับอ่านใจได้ ซังอูพยักหน้า
“ค่าสายตาฉันเท่าไรนะ”
“สั้น 0.7 เอียงนิดหน่อย”
“แค่นี้มองป้ายบอกทางได้สบายมาก”
“ทำประกันแล้วใช่ไหมครับ”
“ต่อให้เกิดอุบัติเหตุฉันก็ไม่ให้นายออกค่าซ่อมหรอกน่า”
“ทำไมไม่ใส่แว่นล่ะครับ”
แจยองนิ่งเงียบไม่ตอบอยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งติดไฟแดงจึงหันมาสบตาระหว่างรอ
“คนเราต้องรู้จักอดทนกับความลำบากเล็กๆ น้อยๆ บ้าง เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า”
“มันเกี่ยวกันยังไงเหรอครับ”
แจยองตอบเพียงว่าไม่ต้องรู้หรอกก่อนจะหันไปขับรถต่อ แม้จะยังไม่สบายใจ แต่ซังอูก็ไม่ได้กวนอีกฝ่ายอีก
แทนที่จะจอดรถในลานจอดรถของโรงมัลติเพล็กซ์ แจยองกลับเลือกที่จะจอดรถในลานจอดรถแบบเสียเงินข้างนอก ซังอูตั้งคำถามกับการกระทำของอีกฝ่าย แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมตอบตรงๆ เมื่อเหลือเวลาอีกสิบเอ็ดนาทีก่อนหนังจะเริ่ม ทั้งคู่จึงกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังโรงหนัง พอมาถึงแล้วแจยองก็ยังมัวแต่อืดอาดอยู่กับการซื้อป็อปคอร์นจนทำให้ซังอูโมโห
แม้ไม่ได้คาดหวังว่าการมาดูหนังกับผู้ชายคนนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะวุ่นวายขนาดนี้ ซังอูพอจะเดาได้แล้วว่า ปกติแล้วจางแจยองใช้ชีวิตอย่างไร ทำไมถึงส่งงานไม่ทันกำหนด และเข้าประชุมสายอยู่ตลอด
“ซูเปอร์แมนคืนชีพ เชิญโรงห้าค่ะ”
พนักงานกล่าวหลังจากซังอูยื่นตั๋วหนังดิจิทัลที่เปิดค้างไว้ในโทรศัพท์ให้ดู แม้จะเลยเวลาเริ่มฉายมาแล้วสามนาที แต่แจยองก็ยังเอาแต่เดินทอดน่อง
“สายแล้วนะครับ รีบไปกันเถอะ”
“มีโฆษณาอีกตั้งสิบนาที”
“แต่มันเขียนไว้ว่าเริ่มฉายตอนสามสิบห้านาทีนะครับ นี่มันสามสิบแปดแล้ว”
แจยองยื่นถังป๊อปคอร์นใส่มือของซังอู แล้วหยิบป๊อปคอร์นหนึ่งกำมือยัดใส่ปากเขา ถึงจะไม่พอใจแต่ซังอูก็ทำได้เพียงเคี้ยวสิ่งที่อยู่ในปากแล้วกลืนลงไป พออ้าปากเตรียมจะพูดต่อก็ถูกแจยองอุดปากด้วยวิธีเดิม และเป็นเช่นนั้นจนกระทั่งมาถึงหน้าโรงฉาย
[1] รถแฮตช์แบ็ก (Hatchback) เป็นรถยนต์ที่มีลักษณะคล้ายรถซีดานหรือที่เรียกกันว่ารถเก๋ง แต่มีช่วงท้ายที่สั้น หรือที่เรียกกันว่าท้ายตัด มีทั้งรุ่น 3 ประตู และ 5 ประตู โดยนับจากประตูด้านข้างซ้าย-ขวา และนับฝากระโปรงหลังเป็นอีก 1 ประตู เช่น Toyota <Yaris> Honda <Jazz>