Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 55 <1000> #2
“L13 L14 ครับ”
“ที่ดีนะเนี่ย”[1]
แจยองเหลือบมองตั๋วหนังแล้วเดินเข้าไปในโรงฉายมืดๆ เพราะเป็นรอบสุดท้ายแถมยังดึกแล้วในโรงจึงไม่ค่อยมีคน นอกจากคู่รักสูงวัยที่นั่งอยู่สุดแถวในแถวเดียวกันกับพวกเขาแล้วก็ไม่มีใครอีก
บนจอยังคงฉายโฆษณาอย่างที่แจยองว่า เมื่อนั่งประจำที่แล้วซังอูก็หยิบโทรศัพท์ออกมาปิดเครื่องแล้วใส่กลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกงตามเดิม พอได้เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ซังอูก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น ซังอูกะพริบตาช้าๆ เพื่อขับไล่ความว้าวุ่นออกไป
เมื่อเริ่มรู้สึกว่าคอแห้ง แจยองก็ยื่นน้ำอัดลมมาให้ราวกับอ่านใจออก ไม่รู้ว่าเพราะตั้งใจจะดื่มคนเดียวหรืออย่างไรถึงได้มีหลอดแค่อันเดียว ซังอูที่กำลังจะอ้าปากบ่นกลับต้องปิดปากลงอีกครั้ง
‘จะไปคิดมากเรื่องนั้นทำไม จูบก็จูบแล้ว’
เพราะเขารู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบอะไรกลับมานั่นเอง
ซังอูดูดน้ำอัดลมเข้าไปเงียบๆ เมื่อยื่นแก้วให้แจยองอีกครั้ง ฝ่ายนั้นก็หันมาดูดต่อทันที เครื่องดื่มสีดำถูกดูดผ่านหลอดสีใสขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ซังอูนึกสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายต้องจ้องคนอื่นขนาดนั้นระหว่างที่ดูดน้ำด้วย
แสงวูบวาบภายในสถานที่ที่ปกคลุมด้วยความมืดทำให้ใบหน้าด้านหนึ่งของแจยองเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามแสงไฟที่เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง เงาของจมูกที่ตกกระทบบนแก้มยืดหดเข้าออก แม้เพิ่งดื่มน้ำอัดลมเข้าไปเมื่อครู่ แต่ซังอูกลับรู้สึกว่าภายในปากแห้งผาก ดวงตาที่ไม่ได้กะพริบเลยรู้สึกแสบขึ้นมา
ใครกันที่จะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันจ้องตาอันแสนยาวนานนี้ บางทีอาจจะเป็นแจยอง เพราะเมื่อแสงสว่างจากหน้าจอดับลง ซังอูก็หลับตาแล้วขยับเข้าไปแนบริมฝีปากกับริมฝีปากของอีกฝ่ายเสียแล้ว
แม้จะผละออกมาเพราะตกใจกับเสียงกรีดร้องว่า “ช่วยด้วย!” พร้อมกับที่รอบข้างสว่างขึ้นกะทันหัน แต่ซังอูก็ยังรู้สึกละอายใจ ครั้งแรกก็คิดว่าอีกฝ่ายหลับอยู่ ครั้งที่สองอ้างว่าทำไปเพราะเมา ส่วนครั้งอื่นๆ เกิดขึ้นภายใต้ความยินยอมพร้อมใจ แต่ครั้งนี้เขากลับทำลงไปทั้งๆ ที่อีกฝ่ายยังลืมตาโพลงและไม่ได้ขออนุญาตก่อน ระหว่างที่เอาแต่ปิดตาด้วยฝ่ามืออย่างละอาย เขาได้พลาดครึ่งแรกของหนังไปในที่สุด
‘จบสิ้นแล้ว’
ซังอูไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลย พอหันขวับไปมองตัวต้นเหตุที่ล่อลวงตนก็พบว่าฝ่ายนั้นเอาแต่จ้องหน้าจอด้วยสีหน้าเรียบเฉย มือที่วางอยู่บนที่วางแขนกระดิกนิ้วทั้งห้าอย่างเป็นธรรมชาติราวกับแมงมุม ซังอูบังคับร่างกายให้หันกลับมาแล้วมองไปข้างหน้า
โชคยังดีที่เนื้อหาของเรื่องเรียบง่ายพอที่จะทำความเข้าใจได้โดยไม่มีปัญหาแม้จะพลาดช่วงแรกไป ในเรื่องมีมนุษย์ต่างดาวที่บินได้ด้วยความเร็วแสง มีผิวหนังทนทานต่อความเสียหายทางกายภาพทุกชนิด และใช้แสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานปรากฏตัวขึ้น เนื้อเรื่องคร่าวๆ คือซูเปอร์มนุษย์ต่างดาวคนนั้นต้องยับยั้งแผนการร้ายของศัตรูที่คิดจะใช้จุดอ่อนของตนเป็นเครื่องมือ
ซังอูรู้สึกทรมานเป็นสองเท่า หนึ่งเพราะในหนังมีหลายจุดที่เขาไม่เข้าใจ สองเพราะแจยองเอาแต่ขยับมือตลอด ท่ามกลางความมืด มือที่สะท้อนกับแสงสีขาวนั้นไม่รู้จักอยู่นิ่งๆ เอาเสียเลย พอสะกิดด้วยการเคาะตรงที่วางแขน อีกฝ่ายก็กางนิ้วมือออกราวกับจะยืดเส้นยืดสาย บางทีก็พลิกฝ่ามือขึ้นมาให้ดู ซังอูจงใจไม่หันไปมองใบหน้าของแจยองตลอดระยะเวลาสองชั่วโมงครึ่งจึงไม่รู้ว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้านั้นขยับเหมือนกันด้วยหรือเปล่า แต่เห็นแค่มือนั่นเขาก็รู้สึกเหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว
หลังจากหนังจบ พวกเขาเดินออกจากโรงฉายเงียบๆ จากนั้นโดยสารลิฟต์ลงมาชั้นล่าง เมื่อออกมาข้างนอก แขนก็ได้สัมผัสกับอากาศอันอบอุ่น ท้องฟ้าตอนกลางคืนมืดสนิท ส่วนทางเดินนั้นเป็นสีเทา เวลาล่วงเลยมาถึงตีหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ถนนใหญ่แถวจองรยูนดงที่มักมีคนพลุกพล่านกลับว่างเปล่า
“หนังเป็นไง”
หลังจากเงียบใส่กันอยู่เก้านาทีแจยองก็เอ่ยขึ้น มือขวาล้วงกระเป๋าในท่าทางสบายๆ
“ซูเปอร์แมนควรจัดว่าเป็นสัตว์หรือเป็นพืชเหรอครับ”
“พูดอะไรของนายน่ะ”
“ก็เขาบอกว่าใช้อากาศกับแสงแดดเป็นแหล่งพลังงานนี่ครับ ถึงโครงสร้างร่ายกายจะซับซ้อนเหมือนกับมนุษย์ แต่ในเมื่อใช้ชีวิตด้วยการสังเคราะห์แสงก็น่าจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่พืชมากกว่าสัตว์หรือเปล่าครับ”
“เอ่อ… ไม่รู้สิ”
“แล้วในเรื่องก็มีฉากที่บอกว่าจะโกนหนวดด้วย เขาโกนหนวดยังไงเหรอครับ ขนาดอยู่ท่ามกลางการระเบิดของซูเปอร์โนวา ขนสักเส้นก็ยังไม่ไหม้ด้วยซ้ำนี่ครับ เครื่องโกนหนวดทั่วไปที่ทำมาจากเหล็กก็ไม่น่าจะใช้ได้ด้วย”
“อืม…”
“น่าสงสารนะครับที่เขาแพ้คริปโตไนต์”
นั่นเป็นเพียงฉากเดียวที่ซังอูดูแล้วรู้สึกอินไปกับหนัง เป็นฉากที่ซูเปอร์แมนผู้ไร้เทียมทานพ่ายแพ้ให้กับชิ้นส่วนอัญมณีจากดาวบ้านเกิด เพียงแค่นำอัญมณีสีเขียวนั้นมาใกล้ๆ ผิวหนังที่ไม่ระคายแม้แต่กัมมันตภาพรังสียูเรเนียมกลับอ่อนแอลงจนเหมือนมนุษย์ธรรมดา ซังอูรู้สึกร้อนรนราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง
“มันก็คือเดวส์เอกส์มาคีนาของซีรีส์ซูเปอร์แมนนั่นแหละ”
“คืออะไรครับ”
“พูดง่ายๆ ก็คือสูตรโกง ถ้าเก่งเกินไปก็ไม่สนุก เลยต้องมีคริปโตไนต์มาทำให้ซูเปอร์แมนเข้าตาจนบ้างไงล่ะ ถึงแม้สุดท้ายจะเอาชนะได้ง่ายๆ จนดูไร้ประโยชน์ก็เถอะ”
“อ๋อ…”
“หนังซูเปอร์ฮีโร่ส่วนใหญ่ก็แบบนี้แหละ พวกคนดูเองก็โฟกัสที่ฉากแอคชั่นมากกว่าการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่อยู่แล้ว ไม่มีใครมาสนใจเรื่องการสังเคราะห์แสงกับการโกนหนวดแบบนายหรอก สิ่งสำคัญคือซูเปอร์แมนโคตรหล่อ โคตรแกร่ง อยู่ฝ่ายมนุษยชาติ และใส่ชุดรัดติ้วต่างหากล่ะ”
แจยองว่าพลางวาดมือซ้ายเป็นรูปวงโคจรซับซ้อนในอากาศ พูดจบก็จับแถวๆ อกของเสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่แล้วสะบัดไปมาเพื่อระบายความร้อน ซังอูเหม่อมองใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายที่วันนี้ดูมีความรู้ขึ้นมาเป็นพิเศษ
“รุ่นพี่ก็ฉลาดเหมือนกันนะครับ ไม่รู้มาก่อนเลย”
“นี่นายเห็นฉันเป็นอะไรกันแน่”
มะเร็งมนุษย์ อันธพาล โรคจิต ซาดิสต์ ขยะ แต่ตอนนี้มีหลายอย่างเปลี่ยนไป เขาเองก็ชักไม่แน่ใจเหมือนกัน ซังอูละสายตาจากแจยองแล้วมองตรงไปข้างหน้า เห็นสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่
“ที่นี่ที่ไหนครับ”
“สวนสาธารณะจองรยูนไง”
“ทำไมมาทางนี้ล่ะครับ”
“ทางลัดน่ะ”
ซังอูนิ่วหน้า ถ้าบอกว่านี่เป็นทางลัด แล้วทำไมเมื่อกี้ไม่มาทางนี้ล่ะ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ไปถึงช้าแล้ว ระหว่างที่กำลังคิดเรื่องนั้นอยู่แจยองก็เอื้อมมือมาสะกิดที่ปีกหมวก พอหันไปมองก็สบตาเข้ากับอีกฝ่าย ดวงจันทร์ฉายแสงอยู่ด้านหลังผมสีน้ำตาลของคนตรงหน้าจนทำให้ตาพร่ามัว
“แล้วสรุปว่าสนุกหรือเปล่า”
“สนุกเหรอครับ”
“ใช่ ดูหนังเสร็จแล้วก็ต้องเกิดความรู้สึกอะไรบ้างสิ”
“อืม… ไม่รู้สิครับ เป็นหนังที่แปลก”
ซังอูนึกอยากรู้ความเห็นของอีกฝ่ายจึงถามกลับไปว่า “แล้วรุ่นพี่ล่ะครับ” ได้ยินดังนั้นแจยองที่เอาแต่เดินมองตรงไปข้างหน้าก็หันมาสบตาพลางตอบ
“ฉันว่าสนุกดีนะ”
“ฉากไหนเหรอครับ”
“ไม่รู้สิ”
“ไม่รู้ได้ยังไงครับ”
“เพราะมัวแต่มองหน้านายจนไม่ได้ดูหนังเลย”
ซังอูถึงกับพูดไม่ออก และหยุดฝีเท้าโดยไม่รู้สาเหตุ แจยองเดินนำไปก่อนแล้ว ในขณะที่ซังอูยังหยุดยืนอยู่ที่เดิมพลางจ้องมองแผ่นหลังที่อยู่เบื้องหน้า
ตึกตักตึกตักตึกตัก หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกแย่และรู้สึกดีไปพร้อมๆ กัน ระหว่างที่ซังอูกำลังสงบจิตสงบใจอยู่นั้น แผ่นหลังของอีกฝ่ายก็ค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งค้นพบความย้อนแย้งในคำพูดของฝ่ายนั้น ซังอูจึงขยับฝีเท้าอีกครั้งและเร่งให้เร็วขึ้นจนเดินเคียงข้างกัน
“ไม่สมเหตุสมผลเลยนะครับ บอกว่าไม่ได้ดูหนัง แต่บอกว่าสนุก แบบนี้หมายความมีอันใดอันหนึ่งเป็นเรื่องโกหกนี่ครับ”
“ก็จริงทั้งคู่นะ”
“ไม่ได้ดูหนังแล้วจะรู้สึกสนุกได้ยังไงครับ”
“ลองใช้จินตนาการดูสิครับ คุณลุง”
พอได้ยินคำตอบที่ฟังดูเอื่อยเฉื่อย เขาก็เข้าใจขึ้นมาทันที การโจมตีของซังอูเปล่าประโยชน์แถมยังถูกสวนกลับเสียเอง หลังจากนั้นเขาจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดิน
พ้นจากสวนสาธารณะมาก็พบกับกำแพงยาวเหยียดอันเป็นสถานที่เดตขึ้นชื่อของกรุงโซล ซังอูเองก็เคยมาที่นี่กับแฟนสาวตอนที่ยังคบกันอยู่ จำได้ว่าตอนนั้นคนเยอะมากจนเขาหงุดหงิด แต่วันนี้กลับเงียบเชียบ ไม่มีแม้แต่หนูสักตัว และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาตื่นเต้นจนอึดอัดก็เป็นได้
ทั้งคู่เดินไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้พูดอะไรกัน ถึงแม้จะเอาแต่มองทางข้างหน้าแต่ที่ปลายสายตากลับมองเห็นมือซ้ายของแจยองอยู่ตลอด ถึงแม้มือขวาจะเขี่ยเสื้อโค้ตบ้าง จับต้นคอบ้าง หรือสอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อบ้าง แต่มือซ้ายกลับถูกทิ้งไว้ข้างลำตัวอย่างนั้น และเอาแต่ขยับยุกยิกตั้งแต่ออกมาจากโรงหนังได้หนึ่งนาทีก็แล้ว สองนาทีก็แล้ว สามนาทีก็แล้ว จนซังอูรู้สึกขัดใจ ทันใดนั้นซังอูก็ก้มลงมองนาฬิกาและพบว่าตอนนี้ใกล้จะตีสองแล้ว
‘ไหนบอกว่าทางลัด’
แม้จะเลยเวลานอนมาแล้วถึงสองชั่วโมง แต่สติของเขายังคงแจ่มชัด แถมยังรู้สึกตื่นตัวกว่าปกติด้วยซ้ำ ซังอูเตรียมใจตั้งรับทุกการกระตุ้นจากคนที่อยู่ทางขวามือแล้ว เขาลอบสังเกตตั้งแต่เสียงถอนหายใจ การสะบัดมือ ความเร็วของฝีเท้า ไปจนถึงรอยยับย่นบนกางเกงของแจยอง
“รุ่นพี่แจยอง”
“ว่า?”
จะถามว่าขอจับมือได้ไหมก็น่าอายอยู่บ้าง ซังอูจึงไม่รู้จะพูดอะไร
“อีกไกลไหมครับกว่าจะถึงที่จอดรถ”
“ถึงแล้ว”
ราวกับมีคลื่นโหมกระหน่ำอยู่ในอก สัตว์ร้ายที่ถูกขังไว้กำลังกู่ร้องกระตุ้นให้รีบจับมือนั้น ไม่อย่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้ ซังอูหลับตาแน่นพลางยื่นมือไปข้างหน้าอย่างไม่มีทางเลือก
ปลายนิ้วเฉียดผ่านฝ่ามือของแจยองที่แกว่งไปแกว่งมาอย่างเป็นธรรมชาติ ทันใดนั้นมือทั้งสองก็ประสานกันโดยที่เขาไม่รู้ตัว ซังอูลอบถอนหายใจเบาๆ มือที่จับกันอยู่แกว่งไปแกว่งมาราวกับลูกตุ้ม ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย
“รุ่นพี่”
“ว่า?”
“ไม่มีอะไรครับ”
แต่มันยังไม่จบแค่นั้น แม้จะจับมือกับอีกฝ่ายแล้ว แต่สัตว์ร้ายในตัวซังอูกลับเหิมเกริมเรียกร้องสิ่งที่มากกว่านั้น แม้จะพยายามบอกว่าไม่ได้ ช่วยรักษาหน้ากันบ้าง แต่มันกลับไม่ฟัง
“รุ่นพี่”
“ว่า?”
“เรียกเฉยๆ ครับ ไม่มีอะไร”
เขาอดทนข่มใจที่ทรมานจนเดินมาถึงที่จอดรถในที่สุด ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ ถ้าหากเอาไปบิดเหมือนผ้าขี้ริ้วได้คงจะได้น้ำเป็นถัง ไม่รู้เลยว่าตัวเองใช้ชีวิตเหมือนคนปกติมาตลอดยี่สิบห้าปีได้อย่างไรทั้งที่มีความต้องการมากมายขนาดนี้ ซังอูไม่เข้าใจเลยจริงๆ
“นายนี่ตลกดีนะ ปกติอยากพูดอะไรก็พูดไม่ใช่เหรอ แล้ววันนี้เป็นอะไร”
ในตอนนั้นเองเขาเงยหน้ามองใบหน้าของแจยองที่พูดหยอกเย้า ครั้นได้เห็นใบหน้าที่พยายามหลบเลี่ยงระหว่างที่เดินมา ซังอูก็เวียนหัวขึ้นมา ความปรารถนาที่ทำให้มึนเมาอัดแน่นอยู่ในอก ซังอูรู้สึกว่ามือที่จับกันอยู่ส่งผลเสียต่อตนจึงปลดมือออกพลางตอบ
“วันนี้ผมรู้สึกแปลกๆ ครับ ที่โรงหนังรุ่นพี่ไม่ได้ใส่ยาปลุกอะไรทำนองนั้นลงในโคล่าใช่ไหมครับ
“ฉันเคยคิดว่านายเป็นคนไม่มีจินตนาการ แต่สงสัยต้องคิดใหม่แล้วล่ะ”
[1] “ที่ดีนะเนี่ย” โรงภาพยนตร์เกาหลีมีการเรียงแถวที่นั่งบนลงล่างจากตัวอักษร L ลงมาถึง A ดังนั้นแถว L จึงเป็นแถวที่ดีที่สุด