Semantic Error ลอจิกของคุณมีปัญหานะครับ - บทที่ 63 Yellow #5
“ว่าแต่นายกำลังจะไปเรียนต่อนี่นา แฟนไม่ว่าอะไรเหรอ”
ทันใดนั้นความหงุดหงิดก็ปะทุขึ้น เขายกโซจูขึ้นดื่มหมดแก้วก่อนจะวางลงอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง
“จะพอได้หรือยัง”
ฉับพลันบรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบ พอสบกับเหล่าสายตาที่ลอบสังเกตตน เขาก็คลายสีหน้าอย่างไม่เต็มใจ
“คุยเรื่องอื่นกันเถอะครับ”
“เออ เอาสิๆ จริงด้วย เอ่อ… นายสนิทกับยูนาใช่ไหม รู้หรือเปล่าว่าจบไปแล้วยัยนั่นจะทำอะไร ยังไม่มีแฟนเหรอ”
ดูเหมือนคนที่เขาไม่อยากจะเรียกว่าพี่กำลังสนใจคนที่ไม่มีหวังแม้แต่น้อยอยู่ แจยองตอบกลับไปว่าไม่รู้เหมือนกัน และหวังให้หัวข้อสนทนาเปลี่ยนไปเรื่องอื่น
“ฉันว่าหมู่นี้ชเวยูนาแปลกๆ ไปนะ เจอกันทีไรก็ทำตัวแข็งข้อใส่ฉันตลอดเลย”
“พี่มองโลกในแง่ดีเกินไปแล้วครับ ยัยนั่นมันนิสัยเสีย เวลาเกลียดใครก็ปิดไม่มิดหรอกครับ”
“ยัยนั่นไม่น่าจะเกลียดฉันนะ เหมือนจะแสดงความสนใจมากกว่า แบบพวกซึนเดเระไง”
“โอ๊ย เพ้ออะไรของพี่ครับ ยัยนั่นเกลียดคนแบบพี่ยิ่งกว่าอะไรดี”
สเปกของยูนากับแจยองคล้ายกัน คือต้องเป็นคนที่มีสไตล์ มีเซนส์ และมีความเป็นผู้ใหญ่ แจยองนึกถึงใครบางคนที่ไม่ได้เข้ากับคำอธิบายข้างต้นเลยสักนิด และตระหนักได้ว่า คำว่าสเปกมันช่างไร้ประโยชน์เสียเหลือเกิน
สไตล์ก็อึมครึม เซนส์ก็ไม่มี ถามว่ามีความเป็นผู้ใหญ่ไหม เรียกได้ว่าอยู่ในระดับเด็กทารกเพิ่งหัดเดินเลยก็ว่าได้ ทว่าการตกหลุมรักใครสักคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเหล่านั้น หลักฐานก็คือแจยองที่โดนหมัดของเจ้าไจแอนท์เบบี้ผู้ไม่มีเซนส์แถมยังดูมืดมนซัดเข้าจนน็อกหงายหลังตึงอยู่นั่นเอง
“ไม่จริงหรอก ปกติแล้วผู้หญิงห่ามๆ อย่างยูนามักจะมาติดกับผู้ชายนุ่มนวลแบบฉันนี่แหละ”
‘ก็บอกว่าไม่ใช่ไง ไอ้เหี้ยเอ๊ย เอาแต่พูดซ้ำซากอยู่ได้’
แจยองจินตนาการว่ายูนาจะทำสีหน้าอย่างไรเมื่อได้ยินคำพูดพวกนั้นพลางลุกขึ้น กะว่าจะออกไปสูบบุหรี่สักหน่อย เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอวงเหล้าที่น่าเบื่อขนาดนี้เป็นครั้งแรก ไม่สิ ก่อนหน้านี้เขาสามารถสนุกได้ทุกที่แท้ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรเปลี่ยนไป ทั้งเหล้า อาหาร ผู้คน ทุกอย่างดูน่าเบื่อหน่ายไปหมด
พอเดินมาถึงหน้าประตูก็ได้ยินเสียงเรียกเข้าคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง แม้นั่นจะเป็นเสียงโทรศัพท์ของตน แต่แจยองก็ยังผลักประตูออกไปโดยไม่นึกสงสัยว่าใครโทรมา
“โอ้โห หมั่นไส้ว่ะ ดูชื่อที่เมมไว้สิ”
“ว้าว… แฟนแน่เลย รับดูสิครับพี่ ลองถามดูว่าชื่ออะไร”
“โอ๊ะ ความคิดดี”
แจยองหันหลังขวับวิ่งกลับมาจนต้นขาชนเข้ากับมุมโต๊ะ แต่เขาไม่มีเวลาจะไปสนใจ
“ฮัลโหลครับ? เฮ้ย ผู้ชายที่ไหนไม่รู้รับอะ”
“คงเป็นคนอื่นแหละครับ รีบถามเร็วพี่”
“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าเจ้าของโทรศัพท์ชื่ออะไร…”
แจยองมาถึงที่โต๊ะอย่างหวุดหวิดและคว้าโทรศัพท์จากมือของอีกฝ่ายอย่างแรง พอรีบร้อนแนบโทรศัพท์เข้ากับหูก็ได้ยินน้ำเสียงเรียบนิ่งดังมาจากปลายสายทันที
[ถามชื่อผมทำไมเหรอครับ]
“...”
เสียงนั้นขจัดความเกลียดชังและความหงุดหงิดที่ปะทุขึ้นมาออกไปทันที แจยองยืนนิ่งถือโทรศัพท์แนบหูอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง
[รุ่นพี่แจยองยุ่งจนไม่ว่างรับโทรศัพท์เลยเหรอครับ]
“รอแป๊บนะ”
แจยองพึมพำตอบไปเช่นนั้น ก่อนจะเก็บกระเป๋าตังค์และข้าวของอื่นๆ ยัดใส่กระเป๋ากางเกง อาการมึนเมาทำให้เขาเวียนหัวเล็กน้อย พอสาวเท้าเนิบๆ เดินออกมาก็ได้ยินเสียงตะโกนถามไล่หลังมาว่าจะไปไหนจึงหันหลังกลับไปตอบ
“ผมไม่อยากดื่มแล้ว ขอตัวก่อนครับ”
“อ้าว อะไรอะ ทำไมจะไปแล้ววะ”
“ก็แล้วมารับโทรศัพท์ของคนอื่นเขาทำเหี้ยอะไรล่ะวะ เสียอารมณ์ชะมัด”
“ฮะ? นี่มึงพูดเหี้ยไรวะ เฮ้ย ไอ้เวรนั่นมันบ้าไปแล้วเหรอ”
ชายหนุ่มทุบโต๊ะเสียงดังจนขวดน้ำหกกระจาย แม้สีหน้าของฝ่ายนั้นจะดูโมโห แต่แจยองไม่ได้สนใจสักนิด เขารีบสาวเท้าไปที่ประตู
“เย็นไว้ครับพี่ เย็นไว้ หมอนั่นมันเมาน่ะครับ”
“เฮอะ แม่ง… หยอกเล่นนิดหน่อยทำเป็นโมโหไปได้…”
“เดิมทีมันก็นิสัยเสียอยู่แล้วครับ เราดื่มกันต่อดีกว่าครับ”
แจยองผลักประตูออกมาจากร้านแล้วเดินเข้าไปในอาคารพาณิชย์ข้างๆ เขาทิ้งตัวลงนั่งบนบันไดที่เงียบสงบ แล้วค่อยๆ ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู สายยังไม่ตัดไป
“ซังอูยา”
เขาเรียกชื่อของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวังราวกับเพิ่งเรียกเป็นครั้งแรก ทั้งที่เรียกมาแล้วเป็นร้อยครั้ง
[อยู่ร้านเหล้าเหรอครับ]
“เมื่อกี้อยู่ แต่ออกมาแล้วล่ะ”
[เมามากเหรอครับ]
“ไม่ได้เมาขนาดนั้น”
[มีเรื่องกันใช่ไหมครับ]
“เปล่าซะหน่อย”
[เหมือนได้ยินเสียงคนตะโกนเลย ไม่ใช่ว่าเล่นๆ กันอยู่แล้วเกิดหัวร้อนขึ้นมาเหรอครับ]
“เปล่า ว่าแต่โทรมาทำไมเหรอ”
เขายกโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อดูเวลา ตอนนี้ซังอูคงเลิกจากงานพาร์ตไทม์และกำลังเดินกลับบ้าน
[อ๋อ… ก็ วันนี้วันเสาร์ไงครับ]
“ก็ใช่”
[แล้วพรุ่งนี้ก็วันอาทิตย์ครับ]
“แล้ววันมะรืนก็วันจันทร์ไงล่ะ”
พอเหล้าเข้าปาก ความคิดก็ไม่ได้ซับซ้อน แจยองลุกขึ้นแล้วก้าวเท้าเดินไปตามทางก่อนจะหยุดยืนข้างทางพลางมองถนนที่มีรถแล่นไปแล่นมา
[วันมะเรื่องก็วันอัง… ไม่ใช่สิครับ โอ๊ย แม่ง…]
เขายกมือขึ้นโบก จากนั้นรถแท็กซี่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวมาจอดตรงหน้า แจยองเปิดประตูทิ้งตัวลงนั่งที่เบาะข้างคนขับ
[ผมโทรหาไม่ได้เหรอครับ]
“จะโทรหรือไม่ก็แล้วแต่นายสิ แต่มันก็ต้องมีธุระให้โทรไม่ใช่หรือไง”
แจยองเอามือปิดโทรศัพท์ไว้ก่อนจะบอกที่อยู่กับคนขับเบาๆ แล้วรีบยกโทรศัพท์กลับมาแนบใบหูอีกครั้ง
[ธุระเหรอครับ มีสิครับ]
“อะไรล่ะ”
[ถึงจะมี แต่อาจจะไม่อยากบอกก็ได้นี่ครับ]
“ตรรกะประหลาดจริงๆ ไม่บอกแล้วนายจะบรรลุจุดประสงค์ที่โทรมาได้ยังไง”
[เรื่องนั้น… บรรลุจุดประสงค์เรียบร้อยแล้วครับ ไม่เป็นไรหรอก]
แจยองชักไม่แน่ใจแล้วว่าชูซังอูเป็นคนซื่อบื้อหรือเป็นจิ้งจอกกันแน่
“งั้นก็วางสายได้แล้วใช่ไหม”
[ได้สิครับ]
“...”
[แต่ว่า… อย่าวางเลยครับ]
“ทำไมล่ะ”
[ผมอยากคุยโทรศัพท์กับรุ่นพี่แบบนี้จนกว่าจะถึงบ้านครับ]
คำพูดซื่อๆ ไม่กี่คำกลับหลอมละลายหัวใจจนเหลว ค่าพลังป้องกันเป็นศูนย์ แจยองมักจะตกอยู่ในสภาพไร้การป้องกันเสมอเมื่อเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย
“ถึงบ้านแล้วไงต่อ”
[อาบน้ำแล้วก็ว่าจะเทสต์เกมใหม่สักหน่อยครับ] (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
วิวนอกหน้าต่างเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ อยากให้มันเร็วกว่านี้ อยากไปให้ถึงเร็วๆ แจยองกระวนกระวาย เขากระชับฝ่ามือที่ถือโทรศัพท์แล้วเอ่ยปากถามซังอู
“เทสต์เกมอะไร”
[ผมลง LХТ กับ Еvil Sсrоll ไว้ครับ อ้อ เมื่อวานผมดูพรีวิวเกม RРG ที่ Месоn จะปล่อยในวันที่ 22 นี้แล้วด้วย ดูจะคล้ายกับเวเวนอยู่หน่อยๆ ก็เลย…]
แจยองฟังไปจนจบโดยไม่ได้พูดตัดบท ปลายสายวิเคราะห์จุดเหมือนและจุดต่างระหว่าง
“แค่บรรยากาศคล้ายกันเอง ถ้าแค่นั้นเรียกว่าเป็นคนละเกมเลยนี่ โชคดีที่แกนหลักของเกมไม่ซ้ำกัน”
[จะซ้ำได้ยังไงครับ ไอเดียของรุ่นพี่เลยนะ]
“อันนี้ชมใช่ไหม”
[เพราะรุ่นพี่มีวงจรความคิดที่ประหลาดจนคนอื่นคิดเหมือนกันไม่ได้ต่างหากครับ]
“คำพูดคำจานี่นะ”
ทันใดนั้นเขาก็เห็นเส้นทางที่ดูคุ้นเคย เป็นเส้นทางที่เคยเดินมาส่งซังอูช่วงวันเสาร์อาทิตย์อยู่สองสามครั้ง หัวใจเริ่มเต้นตึกตักเสียงดังราวกับถูกเปิดสวิตช์ แจยองสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหายใจออกช้าๆ ก่อนจะกระซิบเสียงต่ำ
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”
[เช็กเมลแล้วก็นอนสิครับ]
“ก่อนนอนจะเปิดโฟลเดอร์จางแจยองดูหรือเปล่า”
[...]
“ทำไมไม่ตอบล่ะ”
ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีดำกับกางเกงยีนส์คนหนึ่งกำลังเดินอยู่ ณ สุดปลายถนนที่ค่อนข้างมืด แม้จะอยู่ห่างออกไปไม่น้อยแต่แจยองกลับจำอีกฝ่ายได้แม่น เขาทำสัญญาณมือว่าขอลง แท็กซี่จึงค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท
[อย่าเอาเรื่องแบบนี้มาล้อกันสิครับ มันเป็นปรากฏการณ์ทางสรีรวิทยานะ]
“ไม่ได้ล้อซะหน่อย นี่ถามจริงจังนะ”
[ก็รู้อยู่แล้วยังจะถามอีกนี่ครับ]
เขาจ่ายค่าแท็กซี่ด้วยบัตรแล้วลงจากรถ เห็นซังอูกำลังเดินอยู่ข้างหน้าห่างออกไปประมาณร้อยเมตร
“นายอาจจะเปิดหรือไม่เปิดก็ได้นี่ ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ”
[เฮ้อ ให้ตายเถอะ]
อีกฝ่ายหยุดนิ่งอยู่กับที่แล้วผละโทรศัพท์ออกมามอง บางทีคงจะกำลังทำสีหน้าเหมือนอยากจะปาทิ้งอยู่ล่ะมั้ง แจยองหยุดฝีเท้ารอจนซังอูเริ่มเดินต่อจึงค่อยขยับตามไป
“เมื่อก่อนยังเห็นนายพูดเรื่องแข็งตัวเอยอะไรเอยได้หน้าตาเฉยอยู่เลย ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ซะแล้วล่ะ”
[ไม่รู้สิครับ ช่วงนี้มันอีรุงตุงนังไปหมดเลย]
“สรุปแล้วจะเปิดโฟลเดอร์จางแจยองหรือไม่เปิด”
[ตอนแรกก็ว่าจะไม่เปิด แต่ตอนนี้คงจะต้องเปิดแล้วล่ะครับ]
“ทำไมล่ะ ได้ยินเสียงฉันแล้วเลือดมันไปเลี้ยงที่กล้ามเนื้อฟองน้ำหรือไง”
[...]
ซังอูเลี้ยวหายเข้าไปในซอย พอเดินตามเข้าไปก็เห็นตึกของอะพาร์ตเมนต์ แจยองยังคงก้าวเดินอย่างรักษาระยะห่าง
“ซังอูยา ทำไมไม่ตอบล่ะ”
[น่าหงุดหงิดชะมัด]
“หงุดหงิดฉันเหรอ”
[ก็รุ่นพี่เอาแต่พูดเรื่องลามกใส่แล้วยังไม่ยอมรับผิดชอบอีก]
“แค่รับผิดชอบก็ได้แล้วนี่”
[พูดอะไรน่ะครับ แค่นี้นะครับ]
ซังอูหยุดยืนอยู่หน้าตึก ปากก็บอกว่าจะวางสายแล้ว แต่เจ้าตัวกลับยืนนิ่งถือโทรศัพท์แนบหูอยู่อย่างนั้น พอแจยองกดวาง ซังอูถึงได้ลดมือที่ถือโทรศัพท์ลง ฝ่ายนั้นจ้องหน้าจอแล้วตะโกนออกมา
“คนเฮงซวย!”
ปกติคงคิดแบบนั้นสินะ แจยองเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทีละนิด ทีละนิด แผ่นหลังของซังอูใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ขณะที่อีกฝ่ายผลักประตูกระจกเตรียมจะก้าวเข้าไป เขาก็คว้าแผ่นหลังตรงหน้ามาโอบกอดไว้
“ฉันเอง”
จากที่ตั้งใจจะสะบัดตัวออกด้วยการเคลื่อนไหวที่ว่องไว ซังอูกลับค่อยๆ ลดข้อศอกลง แจยองรับรู้ได้ถึงหัวใจที่กำลังเต้นแรง ขณะเดียวกันก็กระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้น แค่สวมกอด ความรู้สึกแปลบปลาบก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง เขาฝังปลายจมูกกับลำคอของคนในอ้อมกอดแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นอาการมึนเมาก็ผสมเข้ากับอาการสติพร่าเลือน
“ยังไงซะ 3D ก็ต้องดีกว่า 2D อยู่แล้ว ว่าไหม”
เขาใช้เวลาตั้งสติอยู่สักพักกว่าจะพูดออกไป ซังอูไม่ได้หัวเราะกับคำพูดหยอกล้ออันน่าตะลึงนั้น
จากที่แค่ซุกไซ้ลำคอของอีกฝ่ายช้าๆ ด้วยปลายจมูก เพียงไม่นานเขาก็ใจกล้ายิ่งขึ้น ริมฝีปากของแจยองพรมจูบลงบนผิวขาว และดูดดึงจนเกิดเสียงดัง จุ๊บ จุ๊บ ไปทุกจุดที่สัมผัส เป็นไปไม่ได้เลยที่ร่างกายซึ่งทำงานอยู่ในร้านเกมที่มีกลิ่นบุหรี่เป็นเวลาหลายชั่วโมงจะหอมหวานขนาดนี้ บางทีอาจเป็นเพราะอาการมึนเมา แจยองคิดว่าตนคงจะตั้งสติไม่ได้อีกแล้ว
เขาขบกัดผิวบางบริเวณท้ายทอย และใช้ปลายลิ้นลากไล้ขึ้นไปจนถึงหลังใบหู ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ว่าคนในอ้อมแขนสะดุ้งตกใจ แจยองกอดร่างกายที่สั่นเทานั้นให้แน่นขึ้นแล้วเล็มเลียไปตามความโค้งของใบหูให้รู้สึกจั๊กจี๊
“รุ่นพี่…”
มือที่ตอนแรกทำเพียงแค่โอบกอดซังอูไว้เคลื่อนไปที่หน้าอกราวกับกำลังแสดงให้เห็นถึงความต้องการของแจยอง เขาลูบไล้แผ่นอกแบนราบผ่านเสื้อแล้วเลื่อนไปที่เอว ซังอูจับมือนั้นไว้แน่นแล้วพึมพำเสียงเบา
“ขอเวลาผม…เตรียมตัวก่อนครับ”
แจยองจับคนในอ้อมแขนให้หันมาเผชิญหน้ากันแทนที่คำตอบ ใบหน้านั้นแดงก่ำด้วยแสงและเงาของไฟส่องถนน จากนั้นซังอูก็หลบตา แจยองใช้มือจับคางของอีกฝ่ายให้หันมาสบตากัน
‘ไม่’
พอเขาแนบริมฝีปากลงไป ฝ่ายนั้นก็ผลักออกทันที
“ใจเย็นลงหน่อยแล้วค่อยเจอกันนะครับ”
‘ไม่เอา’
เขากดจูบโดยไม่พูดอะไรอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้ถูกปฏิเสธในทันที เขาดูดดึงกลีบปากบนของซังอู แล้วใช้ปลายลิ้นปลุกเร้ากลีบปากล่างทีละนิด รอให้เจ้าตัวยอมเปิดรับมันเข้าไป แต่อีกฝ่ายกลับถอยหลังผละออกไป
“ผมทำงานมาทั้งวัน สกปรกไปหมดแล้วครับ ขอแค่หนึ่งชั่วโมง…”
‘บอกว่าไม่ไง’
พูดยังไม่ทันจบ แจยองก็ปิดปากนั้นเสีย สองมือโอบรอบลำคอของซังอูแล้วรั้งใบหน้าเข้าหาตัวเองอีกครั้ง จับให้เงยหน้าขึ้นเพื่อบดเบียดริมฝีปากอย่างแนบแน่นและสอดแทรกเรียวลิ้นเข้าไปในโพรงปาก หวังให้อีกฝ่ายไม่สามารถพูดอะไรได้ ไม่คิดอะไรไร้สาระ และโฟกัสที่เขาเท่านั้น
ครั้งนี้ซังอูไม่ได้ผลักไส เจ้าตัวออกแรงจับไหล่ของแจยองไว้ราวกับยอมแพ้ ดูเหมือนว่าแม้แต่ความยั้งคิดนั้นก็ถูกความดื้อรั้นของแจยองลดทอนลงไปด้วย ซังอูเขย่งปลายเท้าขึ้นกระซิบข้างหูในที่สุด
“รู้แล้วครับ รู้แล้ว”
เมื่อเห็นซังอูส่งริมฝีปากเข้ามาดูดดึงเรียวลิ้นทันที เขาก็นึกถึงวันแรกที่จูบกันขึ้นมา มันเป็นจูบที่ไม่มีชั้นเชิง รีบร้อน และไม่ปิดบังอะไรทั้งนั้น อีกฝ่ายเบียดร่างกายเข้าหาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ทำให้แจยองรู้สึกร้อนรุ่มยิ่งขึ้น
ซังอูใช้ฝ่ามือประคองแก้มของแจยองแล้วรั้งเข้าหาตัวเอง บดเบียดริมฝีปากเข้าหาด้วยความเร่งรีบจนฟันกระทบกัน เรียวลิ้นเกี่ยวกระหวัดลึกถึงโคนลิ้นจนแทบหายใจไม่ออก ปากที่อ้ากว้างทำให้น้ำลายเปรอะเปื้อนไปถึงปลายคาง
ปึง! รู้ตัวอีกทีท้ายทอยของแจยองก็กระแทกเข้ากับประตูกระจก ซังอูตื่นตัวจนกระทำรุนแรง แจยองใช้แผ่นหลังดันประตูและดึงอีกฝ่ายเข้ามาในตึกที่มืดสนิท เขาสอดมือเข้าไปใต้เสื้อลูบไล้ช่วงเอวร้อน วางปลายนิ้วไว้ที่ร่องกลางหลัง แล้วลูบไล้ขึ้นมาโอบรอบลำคอด้วยฝ่ามือ เมื่อถอนจูบแล้วลืมตาขึ้นครู่หนึ่ง เปลือกตาที่ปิดสนิทของซังอูเปิดขึ้น เผยให้เห็นคลื่นอารมณ์ที่โหมกระหน่ำอยู่ในนั้น
“ได้รสโซจูด้วยครับ”
อีกฝ่ายแลบลิ้นเลียริมฝีปาก
“แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางจึงอาจทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศชั่วคราวได้นะ”
“ขึ้นไปดูด้วยตัวเองสิว่าเป็นยังไง”
สวัสดีค่ะ
ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ให้การต้อนรับ Sеmаntiс Еrrоr กันอย่างอบอุ่นนะคะ ดีใจมากๆ ที่เห็นทุกคนมีความสุขกับนิยายเรื่องนี้
เนื่องจากทางทีมงานและนักแปลได้ปรึกษากันและเห็นตรงกันว่า อยากจะให้ทุกคนได้อ่านเนื้อหาในวันพรุ่งนี้ (Yеllоw #6) กันแบบจัดหนักจัดเต็ม ไม่มีค้าง จึงจะปรับเนื้อหาของวันพรุ่งนี้ให้มีความยาวกว่าตอนปกติ และปรับราคาขึ้นจาก 4 บาท เป็น 5 บาทนะคะ ส่วนเนื้อหาวันมรืนนี้ (Yеllоw #7) ก็จะปรับราคาลงเป็น 3 บาทเนื่องจากจำนวนคำสั้นกว่าปกติค่ะ ส่วนตอนอื่นๆ จะเป็นราคา 4 บาทเช่นเคยค่า
ขอบอกเลยว่าแซ่บที่สุด เผ็ชที่สุด เกียมทิชชู่ยาดมกันให้พร้อมเลยนะคะ 😳♨️
ส่วนเรื่องที่ทางนักอ่านอยากให้เพิ่มจำนวนตอนเป็นวันละ 2 ตอน ทางทีมงานรับทราบแล้วนะคะ แต่ในตอนนี้ยังไม่สามารถเพิ่มให้ได้จริงๆ เนื่องจากทางนักแปลได้เข้ารับการผ่าตัดและกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น ทำให้หากลงนิยายวันละ 2 ตอน จะกระทบกับคุณภาพงานในอนาคตได้ ทางทีมงานและนักแปลอยากให้นักอ่านทุกท่านได้อ่านนิยายเรื่องนี้ด้วยคุณภาพที่ดีที่สุด จึงจำเป็นจะต้องคงการอัปนิยายแบบนี้ไปก่อนจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง