กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 16.3 ที่นั่ง
หร่วนฉงยิ้มถาม “บรรพจารย์จ้าว เหล่าฉิน ท่านไม่โน้มน้าวหวง
เหมยเซียนอีกหน่อยให้นางกลับคืนมามีสถานะบนท าเนียบของส านัก
อีกครั้งจริงๆ หรือ?”
ปีนั้นหวงเหมยเซียนละทิ้งสถานะบนท าเนียบของศาลลมหิมะทิ้ง
ไป แต่ว่า
ตอนที่นางลงจากภูเขา ได้โขกหัวค านับทั้งที่ศาลบรรพจารย์
และที่หน้าประตูภูเขา
มีข่าวลือเลยเล็กๆ บอกว่าอีกเดียวหวงเหมยเซียนจะได้เลื่อนขั้น
เป็นแม่ทัพของจวี่โจวที่ราชส านักสร้างขึ้นใหม่
จ้าวจิ่งเจินส่ายหน้า “เคยพูดไปแล้ว หวงเหมยเซียนก็ปฏิเสธ
มาแล้ว”
จากนั้นกลุ่มของจ้าวจิ่งเจินก็หันไปพูดคุยทักทายกับเว่ยเสินจวิน
ตามมารยาท ครั้นจึงทะยานลมไปที่ยอดเขาจู่ไห่ ต้องแวะไปดูที่
ต าหนักห้าบุปผาก่อน แล้วถึงจะไปที่ยอดเขาโหยวอี๋
คนชอบโอ้อวดสองคนมาถึงที่ลานกว้างของต าหนักห้าบุปผา
ยอดเขาจู่ไห่ก่อนใคร
ชุยตงซานสะบัดชายแขนเสื้อ ปรบมือเอ่ยชมเชย “ต าหนักห้าบุป
ผา เป็นชื่อที่ดีนะ”
เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “แค่เคยได้ยินมาว่าลัทธิเต๋าฝึก ‘สามบุปผา
เบ่งบานเหนือกระหม่อม และห้าลมปราณหวนคืนสู่ต้นก าเนิด” แต่ไม่
เคยได้ยินค าเรียกว่า “ห้าบุปผา” มาก่อน เป็นข้าที่ความรู้คับแคบและ
ประสบการณ์น้อยหรือ?”
ชุยตงซานพยักหน้า “รองเจ้าขุนเขาโจวความรู้ตื้นเขินไปหน่อย
จริงๆ”
เจียงซ่างเจินถามอย่างประหลาดใจ “ไหนน้องชุยลองเล่าให้ฟัง
หน่อยสิ”
ชุยตงซานหัวเราะร่วน “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท าไมถึงต้องตั้ง
ชื่อว่าต าหนักห้าบุปผา”
ในความเป็นจริงแล้วสามบุปผาอย่างจืง ขี่และเสินก็คืออายุขัย
แห่งเต๋า สามบุปผาร่วงโรยก็คือเต๋าสูญสลาย สามบุปผาในเรือนยังไม่
ร่วง ความหมายก็คือเป็นปีแห่งการก าเนิดคือวันที่ยังไม่ตาย ยังมี
โอกาสได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง
บางทีโลกภายนอกอาจจะไม่รู้ว่าพิธีสมรสที่ส านักกระบี่หลง
เฉวียนในครั้งนี้ เป็นทั้งเจ้าส านักหลิวเสี้ยนหยางที่แต่งภรรยาเข้าบ้าน
และยิ่งเป็นหร่วนฉงบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาที่ “แต่งบุตรสาว” ออก
จากเรือน
ดังนั้นคนที่มาเป็นพยานในงานพิธีจึงส าคัญอย่างมาก
ต่อให้หร่วนฉงจะไม่พิถีพิถันในเรื่องพิธีการมากแค่ไหน ในเรื่อง
นี้ก็ต้องท าให้มีเกียรติให้อวี๋เชี่ยนเยว่แต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตา
หร่วนฉงคืออาจารย์หลอมกระบี่อันดับหนึ่งของแจกันสมบัติทวีป
อีกทั้งยังเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของราชส านักต้าหลี
ความสัมพันธ์ควันธูปบนภูเขา อันที่จริงก็ดีเยี่ยมมาโดยตลอด
เฉินหรงที่เชี่ยวชาญการวาดมังกรมาจากสกุลเฉินผู้รอบรู้ของ
ทักษินาตยทวีป เขากับหร่วนฉงคือสหายรักที่ถูกชะตากันซึ่งรู้จักกัน
มานานหลายปี ปีนั้นหร่วนฉงสามารถมารับต าแหน่งอริยะผู้เฝ้า
พิทักษ์เมืองเล็กแทนที่ฉีจิ้งชุนได้ก็เป็นเพราะสกุลเฉินผู้รอบรู้ช่วยเอ่ย
ถ้อยค าที่มีน ้าหนักอย่างมากกับสกุลซ่งต้าหลี อดีตฮ่องเต้ของสกุล
ซ่งต้าหลี หรือควรจะพูดให้ถูกก็คือราชครูชุยฉาน สุดท้ายได้
ตัดสินใจเลือกให้หร่วนฉงเข้าไปในอยู่ในถ ้าสวรรค์หลีจู
เจ้าประมุขคนปัจจุบันของสกุลเฉินผู้รอบรู้คือเฉินฉุนฮว่า เขาคือ
เสาหลักกลางกระแสน ้าสายของหย่าเซิ่งเช่นเดียวกับเฉินฉุนอันผู้เป็น
พี่ชาย เพียงแต่ว่าวันเวลาในการศึกษาเล่าเรียนอยู่ในห้องหนังสือของ
เฉินฉุนฮว่ายาวนานมาก แน่นอนว่าต้องถูกพี่ชายที่บนบ่าแบกตะวัน
จันทราบดบังชื่อเสียงและความมีหน้ามีตาไปหมด ทว่าความรู้ของ
“สองเฉิน” แห่งทักษินาตยทวีป ในสายตาของฝ่ายในลัทธิขงจื๊อ
ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางแล้ว ระยะห่างของสองฝ่ายไม่ได้กว้างเท่า
ขอบเขต และหากใช้ค าวิจารณ์ของตัวเฉินฉุนอันเอง ทั้งก าลังใจและ
ก าลังปัญญาของเขาเฉินฉุนอันล้วนทุ่มเทให้กับการตรวจสอบ
เอกสารโบราณและอธิบายความหมายคัมภีร์ตามหลักวิชาการแขนง
“เสี่ยวเสวี่ย” ส่วนเฉินฉุนฮว่าผู้เป็นน้องชายกลับลงแรงอยู่กับการ
“เข้าสู่กระแสธรรม” (ผู้แรกถึงกระแสธรรมหรือโสดาบัน) อยู่ที่การ
“เดินเข้าห้องหยิบอาวุธขึ้นสู้” (เปรียบเปรยว่าหยิบยกเหตุผลของอีก
ฝ่ายมาใช้โต้แย้งหักล้างอีกฝ่าย) นี่ก็น่าจะเป็นเรื่องในบ้านที่สกุลเฉิน
ผู้รอบรู้และสายของหย่าเซิ่งต้องปิดประตูพูดคุยกันเองแล้ว
อิงตามค ากล่าวของหลิวเสี้ยนหยาง อย่าเห็นว่าช่างหร่วนเป็น
ชายหยาบกระด้าง ไม่เชี่ยวชาญเรื่องบทกวีการขับร้อง แล้วก็ไม่มี
ความสนใจด้วย แต่ส าหรับคัมภีร์ของเมธีร้อยส านัก กลับให้ความ
สนใจอย่างมาก บนโต๊ะมักจะมีหนังสือสิบกว่าเล่มนั้นวางไว้ตลอดทั้งปี
ไม่ใช่ต าราลับหายากล ้าค่าบนภูเขาอะไร ฤดูกาลไหน ช่วงเวลาใด
อ่านหนังสือเล่มใด ความรู้ความเข้าใจบางอย่างที่ไม่รู้ว่าได้มาจาก
ต าราเล่มใด พูดถึงแค่ชั้นวางหนังสือที่วางแนบติดกับผนังชั้นหนึ่งก็
ล้วนมีแต่หนังสือที่ทางการจัดพิมพ์ซึ่งจ่ายเงินสองสามต าลึงไปจนถึง
หลายสิบต าลึงซื้อมาหลายชุด
แต่เฉินฉุนฮว่านั้นขึ้นชื่อว่าศึกษาวิชาความรู้อย่างเข้มงวดและ
เย็นชาเข้ากับคนอื่นได้ยาก หร่วนฉงเองก็ไม่มีความมั่นใจใดๆ ว่าจะ
สามารถเชิญอีกฝ่ายมาเป็นพยานในงานพิธีสมรสได้ สหายเก่าเฉิน
หรงก็ได้แต่พูดว่าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่ไม่กล้ารับรอง
อะไรเด็ดขาด
ในจดหมายเฉินหรงได้บอกแก่สหายรักอย่างเป็นนัย เฉินฉุนฮว่า
มีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับฉีถึงจี้แห่งส านักกระบี่หลงเฉวียน หลังจาก
นั้นหร่วนฉงก็ตอบจดหมายกลับมา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรในเรื่องนี้ บาง
ทีจดหมายในตะกร้าไม้ไผ่ที่ถูกทิ้งไว้ไม่เปิดอ่านพวกนั้นอาจพูดถึงอยู่
สักสองสามประโยค อาจจะเอ่ยอะไรไว้บ้าง แต่เฉินหรงกลับไม่เคยไป
สืบเสาะก็เท่านั้น
ถงเหวินช่างที่สวมชุดผ้าป่านเนื้อหยาบสวมรองเท้าสานลักษณะ
เหมือนชาวนา เสินจวินแห่งมหาบรรพตประจิมท่านนี้หดย่อพื้นที่ตรง
ดิ่งมาที่ท่าเรือภูเขาเสินซิ่ว ตรงเอวของผู้เฒ่าห้อยกระบอกยาสูบ กุม
หมัดยิ้มเอ่ยว่า “สหายหร่วน มาเองโดยไม่ได้รับเชิญ ขออย่าได้
รังเกียจ วางใจเถอะ ดื่มเหล้าหมักเซียนของพวกเจ้าได้แค่ไม่กี่กา
หรอก”
เมื่อก่อนเคยเข้าร่วมการประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษรของวัง
หลวงต้าหลีอยู่สองสามครั้ง หร่วนฉงจะพูดคุยกับถงเหวินช่างมาก
ที่สุด ระหว่างพวกเขาไม่มีข้อห้ามในการพูดคุย มักจะออกจากห้อง
ทรงพระอักษรมาด้วยกัน ไปหลบอยู่ตรงขั้นบันไดด้านนอก คนหนึ่ง
สูบยา คนหนึ่งดื่มเหล้าเงียบๆ
หร่วนฉงยิ้มเอ่ยอย่างยินดี “ถงซานจวินเกรงใจแล้ว”
ถงเหวินช่างมอบของขวัญร่วมแสดงความยินดีชิ้นหนึ่งที่เตรียม
ไว้นานแล้วไปให้ พูดหยอกล้อว่า “หร่วนอันดับหนึ่งควรจะเรียกว่าถง
เสินจวินได้แล้วนะ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น ข้าคงสะบัดหน้าเดินจากไป
แล้ว”
เห็นเพียงเด็กชายชุดเขียวคนหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากด้านหลัง
กลุ่มคน ก้าวเร็วๆ ราวกับบิน แย่งมาอยู่ตรงหน้าต่งกู่ ใช้สองมือรับ
ของขวัญของถงเสินจวินอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยถ้อยค าดีๆ ยาว
เป็นพรวนเหมือนเทถั่วออกจากกระบอกให้อีกฝ่ายฟังโดยไม่ต้อง
จ่ายเงิน ทั้งเสียงดัง ทั้งหน้าหนา ต่งกู่ที่ได้ยินจดจ าไว้ในใจเงียบๆ รู้สึก
นับถือยิ่งนัก นี่ก็คือความรู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก เรื่องของการรับรอง
ผู้คน เดิมทีก็เป็นจุดอ่อนที่ต่งกูรู้สึกใจฝ่อที่สุดอยู่แล้ว เพียงแต่ติดขัด
ที่ตัวเองมีสถานะเป็นลูกศิษย์คนแรก จ าต้องปรากฏตัว เขารู้สึกว่านี่
เป็นงานยากล าบากจริงๆ ตอนนี้ได้ยินค าพูดเหล่านี้ของสหายจิ่งชิง
แล้วก็เหมือนได้เพิ่มพูนความรู้ ในใจคิดว่าในเมื่อเป็นการไปมาหาสู่
บนภูเขา สามารถท าหน้าหนาขนาดนี้ได้ ถ้าอย่างนั้นเขาต่งกู่จะยัง
ต้องมีอะไรให้กลัดกลุ้มอีกเล่า?
ใครเล่าจะคิดได้ว่าการรู้แจ้งในชั่วพริบตาครั้งนี้จะสร้างคนที่
วางตัวเก่งในการเข้าสังคมซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งบนภูเขาของ
แจกันสมบัติทวีปให้กับส านักกระบี่หลงเฉวียนในอนาคต มีฉายาว่า
‘ต่งแปดทิศ
หร่วนฉงกับหลี่ถวนจิ่งที่เป็นเจ้าสวนลมฟ้าคนก่อนคือสหายรัก
กัน เพียงแต่ว่าหวงเหอเจ้าสวนคนปัจจุบันได้ไปเยือนสนามรบของ
เปลี่ยวร้าง ครั้งนี้คนที่มาร่วมแสดงความยินดีจึงมีแค่ผู้เฒ่าสองคนที่มี
ล าดับอาวุโสเป็นอาจารย์ลุงของเจ้าสวน
ทางฝั่งของภูเขาเจินอู่ เยว่ติ่งเจ้าขุนเขาที่มีฉายาว่า “เซวี่ย
หยวน” พาบุตรสาวซ่งจิงมาร่วมแสดงความยินดีด้วย
จ านวนผู้ฝึกกระบี่ของศาลบรรพจารย์ส านักการทหารสองแห่งมี
ค่อนข้างมาก ตัวเยว่ติ่งเองก็เป็นผู้ฝึกกระบี่เช่นกัน กระบี่บินแห่งชะตา
ชีวิตมีชื่อว่า “ซิ่นฮวาเฟิง
ซ่งจิงไม่ได้ใช้แช่ตามบิดา นางได้ครอบครองกระบี่บินอักษรเดียว
เล่มหนึ่ง อักษร ‘จิงของชื่อซ่งจิงก็เป็นเจียงไท่กงแห่งศาลบู๊ที่ตั้งให้
ด้วยตัวเอง
เดิมหร่วนฉงก็ไม่ได้ส่งเทียบเชิญงานมงคลไปให้ใคร ดังนั้นมาร
ออยู่ที่นี่ก็เพื่อรอเฉินหรงเท่านั้น
คิดไม่ถึงว่าจะมีแขกผู้สูงศักดิ์ที่อยู่เหนือการคาดคิดอีกคนหนึ่ง
มาเยือน เห็นเพียงว่ามีเรือของหลิวเสียทวีปล าหนึ่ง ขณะที่ขยับเข้า
ใกล้อาณาเขตของภูเขาบรรพบุรุษก็ถอนเวทอ าพรางตาออก บนหัว
เรือมีผู้เฒ่าที่กลิ่นอายแห่งมรรคาลึกล ้าคนหนึ่งยืนอยู่ จอดเรือไว้ที่
นอกภูเขา บอกกล่าวชื่อแซ่ตัวเองแล้วยังเอ่ยถ้อยค ามงคลหลาย
ประโยค คนผู้นี้เป็นถึงผู้น าบนภูเขาของหลิวเสียทวีป จึงเฮาบิน
ทะยานเฒ่าผู้มีฉายาว่าชิงกงไท่เป่า
หร่วนฉงประหลาดใจอย่างมาก ตนกับเจ้าแห่งทวีปที่มีชื่อเสียงมา
ยาวนานท่านนี้ไม่เคยมีการไปมาหาสู่กันมาก่อน เพียงแต่ว่าคนเขา
เดินทางมาไกล หร่วนฉงมีนิสัยดื้อรั้น แต่ไม่ได้โง่ เขารีบคลี่ยิ้มกุมมือ
คารวะกลับคืนทันใด เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายขึ้นเขามาดื่มสุรา ไม่ลืมเอ่ย
ขอบคุณไปหลายค า
เฉินหลิงจวินอึ้งตะลึง ขยี้ตาแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “พี่ใหญ่จิง…เทพ
เซียนผู้เฒ่าจิง?”
อย่างแรกคือค าเรียกตอนอยู่บนโต๊ะสุรา อย่างหลังกลับเป็นค า
เรียกหลังจากออกจากโต๊ะสุราสร่างเมาแล้ว ทุกครั้งที่ดื่มเหล้ามื้อเช้า
กันไป ต่างก็รู้สึกว่าไม่เหมาะ เพียงแต่ว่าทุกเช้าตรู่พอไปนั่งที่โต๊ะ มี
เหล้าเข้าสองสามชามลงท้อง เฉินหลิงจวินก็จะลืมไปอีก ดื่มเสร็จก็
เสียใจภายหลัง ดื่มจนอารมณ์ดีแล้วก็เรียกขานกันเป็นพี่น้องต่ออีก
ครั้ง ออกจากโต๊ะเหล้าแล้วค่อยเสียใจอีกที่ นั่งลงบนโต๊ะก็สามหาวได้
ใหม่….มื้อเช้าแต่ละมื้อก็ผ่านพ้นไปทั้งอย่างนี้แต่ก็ดื่มจนเกิดมิตรภาพ
ความรู้สึกที่แท้จริงมาได้เช่นกัน หลังจากที่จิงเฮาออกไปจากภูเขาลั่ว
พั่วก็ท าให้เด็กชายชุดเขียวรู้สึกคิดถึงเทพเซียนผู้เฒ่าจึงยิ่งนัก
จิงเฮาพลิ้วกายลงพื้น ร่ายวิชาอภินิหาร ม้วนชายแขนเสื้อเก็บ
เรือหลิวเสียล านั้นลงไปกุมหมัดให้กับเย่โหยวเสินจวินแห่งภูเขาพือวิ๋
นและพวกต่งกู่และเซี่ยหลิง “คารวะเว่ยเสินจวินสหายน้อยทุกท่าน”
พวกเว่ยป้อพากันคารวะกลับคืน เซี่ยหลิงมีท่าทางผ่อนคลาย
สบายๆ ไม่รู้สึกว่าการได้พบบินทะยานเฒ่าคนหนึ่งเป็นอย่างไร แต่กู้
หลินเฝินกลับตื่นเต้นสุดขีด
จิงเฮายิ้มบางๆ พูดกับเด็กชายชุดเขียว “สหายจิ่งชิง บังเอิญยิ่ง
นัก มีธุระส่วนตัวจะต้องไปเยือนอุตรกุรุทวีป ไปร าลึกความหลังกับ
เทียนจวินเซี่ยสือ ปรึกษากันเรื่องสร้างส านักเบื้องล่างไว้ที่หลิวเสีย
ทวีป บังเอิญได้รับกระบี่บินส่งข่าวจากเนี่ยชุ่ยเอ๋อผู้เป็นลูกศิษย์ รู้ว่า
สหายจิ่งชิงจะออกเดินทางไกล”
จิงเฮามอบของขวัญให้สองชิ้น “สหายหร่วน ช่วงนี้เซี่ยเทียนจ
วินลงมือเตรียมการเรื่องของการปิดด่าน ปลีกตัวมาไม่ได้จริงๆ ก็เลย
ไหว้วานให้ข้าน าของขวัญมามอบให้แทนและเอ่ยขออภัยแทนเขา
ด้วย”
หร่วนฉงยิ้มอย่างเข้าใจ “ไม่เป็นไร ขออวยพรล่วงหน้าให้เซี่ย
เทียนจวินปิดด่านราบรื่นก็ถือว่ามีเรื่องดีเป็นคู่มาเยือนถึงบ้านแล้ว”
และนี่ก็คือสาเหตุที่ว่าท าไมเชี่ยหลิงถึงขอความรู้เรื่อง
ขนบธรรมเนียมประเพณีของอุตรกุรุทวีปจากเฉินผิงอัน คนคิ้วยาว
จากสกุลเชี่ยตรอกเถาเย่ผู้นี้ อีกเดี๋ยวจะเดินทางไปทางทิศเหนือ ใน
นามคือเพื่อให้การคุ้มกันบรรพจารย์บ้านตนอย่างลับๆ เพียงแต่ว่า
เทียนจวินลัทธิเต๋าท่านหนึ่งที่พิสูจน์มรรคาบินทะยานแล้ว ต้องให้
ลูกหลานที่เป็นแค่ขอบเขตหยกดิบอย่างเขาคุ้มกันอะไร เฝ้าด่านอะไร
แท้จริงแล้วเป็นเพราะเซื่ยสืออยากจะให้เชี่ยหลิงได้เข้าท าเนียบของ
ลัทธิเต๋า เซี่ยสือเป็นคนท าอะไรเปิดเผย จึงบอกเรื่องนี้ไว้ในจดหมาย
อย่างชัดเจน หร่วนฉงไม่มีความเห็นต่าง ทั้งยังแนะน าเซี่ยหลิงว่าอย่า
ได้พลาดโอกาสบนมหามรรคาที่พันปียากจะพานพบครั้งนี้ กลับเป็น
เซี่ยหลิงเองที่ไม่อยากจะออกไปจากส านักกระบี่หลงเฉวียนนัก
หลังจากฝนตก พูดถึงแค่คนของลัทธิเต๋าก็มีเฉาหรงเทียนจวิ
นแห่งต าหนักหลิงเฟยแจกันสมบัติทวีปที่บินทะยานพร้อมแสง
เรืองรองเหนือมหาสมุทร เทียนจวินเซี่ยสือแห่งอุตรกุรุทวีปที่ขี่นกหล
วนบินทะยาน
ถ้าอย่างนั้นการปิดด่านของเซี่ยสือในครั้งนี้จึงมีความหมาย
ยิ่งใหญ่อย่างมากแล้ว
อุตรกุรุทวีปจะมีขอบเขตสิบสี่เพิ่มมาอีกคนหนึ่งแล้วหรือ?
ส่วนภูเขาชิงกงของจิงเฮากับพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเซี่ยสือ
ยังมีธวัลทวีปกั้นขวางอยู่ แล้วจะมีความสัมพันธ์ควันธูปได้อย่างไร
ทัศนียภาพบนยอดเขาจึงเหมือนมีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ตลอดเวลา
แต่จิงเฮากลับรู้ดีว่าตอนนั้นที่ปรากฏการณ์ความวุ่นวายของ
แจกันสมบัติทวีปยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจน เซี่ยสือก็คือนักพรตบน
ยอดเขาคนแรกที่ให้ความร่วมมือกับต้าหลีและซิ่วหู่อย่างเปิดเผย ปี
นั้นเรือข้ามทวีปล าหนึ่งร่วงหล่นย่อยยับลงในอาณาเขตของราชวงศ์
จูอิ๋งเก่า ก็เป็นเซี่ยสือที่เดินทางลงใต้ไปยังแจกันสมบัติทวีป ไปเฝ้า
พิทักษ์ภาคกลางของแจกันสมบัติทวีป
จิงเฮายิ้มเอ่ย “สหายจิ่งชิง กินอาหารในงานเลี้ยงไปแล้ว ถ้าอย่าง
นั้นหลังจากนี้ข้าที่อยู่ภูเขาชิงกงก็คงต้องรอฟังข่าวว่าเจ้าเข้ามาใน
อาณาเขตแล้ว”
เดิมทีเฉินหลิงจวินอยากจะโบกมือเป็นวงกว้าง หลุดประโยคว่า
อย่าได้พูดจาเหลวไหลออกมา แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่ใช่โต๊ะเหล้า
ของภูเขาลั่วพั่วจึงรีบพูดจากับเทพเซียนผู้เฒ่าจิงอย่างเกรงใจมี
มารยาททันที่
เว่ยป้อใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย “เห็นได้ชัดว่าจิงเฮามาเพราะเจ้า นี่จะ
ตกเป็นที่ต้องสงสัยว่าเป็นแขกที่แย่งชิงความเด่นของเจ้าบ้านหรือไม่”
เดิมทีเฉินหลิงจวินมัวแต่รู้สึกใจฝ่อ มีความรู้สึกละอายใจที่ว่า “พี่
ใหญ่จึงเห็นข้าเป็นพี่น้องเช่นนี้ แต่ข้ากลับลังเลว่าควรจะแสร้งท าเป็น
เดินทางผ่านหลิวเสียทวีปเพื่อไปพบเขาดีหรือไม่” “รวมเล่มคนผ่าน
ทางช่างท าให้ข้าเข้าใจผิดไปมากมาย” ได้ยินค าพูดของเว่ยป้อ จิต
แห่งมรรคาก็พลันสั่นสะเทือน ถามอย่างระมัดระวังว่า “คงไม่ถูกอริยะห
ร่วนอาฆาตแค้นหรอกกระมัง?”
เว่ยป้อกล่าว “ข้าจะไปรู้ความคิดของอริยะหร่วนได้อย่างไร ข้า
กับเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์กันอย่างผิวเผินที่เจอหน้าก็พยักหน้า
ทักทายกันด้วยซ ้า ไม่ได้สนิทกับเขาเหมือนเจ้า”
เฉินหลิงจวินพูดอึกอัก “อันที่จริงข้าก็ไม่เคยคุยเล่นกับอริยะห
ร่วนมาก่อน”
บนยอดเขาโหยวอี๋ เรือข้ามฟากล าหนึ่งที่คอยรับส่งที่ตัวเมืองฉู่
โจวโดยเฉพาะไปรับตัวพวกช่างเตาเผามังกรในอดีตทั้งหลายมาส่ง
ที่นี่แล้ว เสี่ยวโม่เห็นคุณชายของตนเรียกชื่อช่างทั้งหลายอย่างสนิท
สนม ลูบหัวลูกของพวกเขา พูดคุยเรื่องเก่าในวันวาน เอ่ยขอบคุณ
พวกเขาที่ในอดีตช่วยอะไรตน สอนงานฝีมือแบบใดให้ตน….เรื่องที่
พวกผู้เฒ่าหรือไม่ก็บุรุษวัยกลางคนเหล่านั้นอาจจะลืมไปแล้ว
ทางฝั่งของภูเขาบรรพบุรุษ เว่ยป้อพลันมองไปยังเมล็ดงาจุดหนึ่ง
ที่อยู่ในทะเลเมฆห่างไปไกลด้วยความตะลึงพรึงเพริด นั่นคือเรือข้าม
ฟากล าหนึ่งที่เดินทางมาจากทิศทางของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
บนเรือข้ามฟากที่ไม่สะดุดตาล านี้ไม่เพียงแต่มีเฉินหรงสหายเก่า
ของหร่วนฉงเท่านั้น เฉินหรงยังเชิญเฉินฉุนฮว่าผู้เป็นเจ้าประมุขมา
ด้วย
แต่นอกเหนือจากพวกเขาแล้วยังมีเจียงไท่กงที่รับควันธูปอยู่ใน
ศาลบู๊ของโลกมนุษย์มานานหลายปี! รวมไปถึงอาจารย์ต่งเจ้าลัทธิ
ศาลบุ๋นและรองเจ้าลัทธิหันด้วย!
อารมณ์ของหร่วนฉงซับซ้อนอย่างถึงที่สุด ทั้งดีใจ ยิ่งซาบซึ้งใจ
แต่กลับมีความอึดอัดแปลกๆ ที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ขบวนใหญ่โต
พวกนี้ มีได้ไม่ใช่เพราะตน
แต่ก็รู้ดีว่าเขาต้องหวังดีอย่างแน่นอน ดังนั้นหร่วนฉงจึงยิ่งไม่
สะดวกจะพูดอะไร กลับกันยังรู้สึกว่าตัวเองใจแคบเกินไป หลังจากที่
คิดไม่ตกอยู่เพียงชั่วขณะเล็กน้อย หร่วนฉงก็ก าจัดความรู้สึกนี้ไปได้
ด้วยตัวเอง ในใจยังคงรู้สึกดีใจแทนอวี๋เชี่ยนเยว่และหลิวเสี้ยนหยาง
จากใจจริงที่สามารถมีงานแต่งเช่นนี้ได้
รอกระทั่งความครึกครื้นผ่านพ้นไป ทุกคนก็พากันเข้าไปในห้อง
โถงนั่งลงดื่มเหล้ากินอาหาร
ฝ่ายของส านักกระบี่หลงเฉวียนเองมีโต๊ะใหญ่อยู่สองโต๊ะ ภู
เขาลั่วพั่วก็มีโต๊ะใหญ่อยู่หนึ่งตัว สหายเก่าที่ท างานเป็นช่างเตาเผา
ของหลิวเสี้ยนหยางนั่งด้วยกันโต๊ะหนึ่ง
และยังมีโต๊ะประธานอีกหนึ่งตัว หร่วนฉงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน
ต่อจากนี้ควรจะจัดที่นั่งกันอย่างไรถึงจะถือว่า “สมเหตุสมผล” ล้วน
เป็นความรู้ แขกที่มาล้วนอยู่เหนือความคาดหมาย หร่วนฉงไม่แน่ใจ
แล้วว่าควรจะจัดที่นั่งให้พวกเขาอย่างไร ต่อให้เป็นเทพเซียนผู้เฒ่า
เจี่ยก็ยังท าอะไรไม่ถูก ไม่อาจหาวิธีการที่ดีที่สุดออกมาได้ แค่เรื่อง
ที่ว่าเจ้าขุนเขาบ้านตนควรนั่งตรงไหน ควรนั่งอยู่ข้างอริยะหร่วน
หรือไม่? สรุปแล้วควรจะนับกันที่อายุ นับกันที่ล าดับอาวุโสในศาลบุ๋น
หรือว่านับกันที่ต าแหน่งที่มีในโลกมนุษย์? ควรจะแยกเป็นแต่ละด้าน
หรือควรจะคิดรวมกันดี? เจ้าขุนเขานั่งลงแล้ว ฮูหยินเจ้าขุนเขาล่ะ?
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยกลุ้มจริงๆ หลิวเสี้ยนหยางกลั้นข า ถองเซอเยว่
เบาๆ หนึ่งที่ ไหวลู่กลับไม่รับรู้ถึงคลื่นใต้น ้าในเวลานี้ นางยังตกตะลึง
กับขบวนผู้เข้าร่วมพิธีสมรสในวันนี้อยู่เลย ส่วนกู้หลิงเยี่ยนนั้นอยากรู้
อย่างมากว่าอิ่นกวานหนุ่มผู้นั้นจะท าอย่างไร? หร่วนฉงถอนหายใจ
เบาๆ คิดอยากจะดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งจากข้างโต๊ะออกมา เปิดปากพูดกับ
ใครสักสองสามประโยค นักพรตผู้เฒ่าเจี่ยรีบหันหน้าไปมองโต๊ะข้างๆ
แล้วก็ไม่กลุ้มอีกต่อไป
ทุกคนเห็นเพียงว่าเพื่อนเจ้าบ่าวคนนั้นเดินมาจากโต๊ะข้างๆ ตัว
หนึ่งที่เลือกที่นั่งไว้เรียบร้อยแล้ว คลี่ยิ้มอบอุ่น ค าพูดกระชับเรียบง่าย
ไม่ขาดมารยาท ต้อนรับขับสู้ได้อย่างคล่องแคล่ว เชื้อเชิญให้เหล่า
อาจารย์ผู้เฒ่าต่งนั่งลงทีละคน รอกระทั่งคนนั่งที่โต๊ะประธานเต็มแล้ว
เขาก็เดินไปอยู่ข้างกายกู้ช่าน รับกาเหล้าและจอกเหล้ามา เตรียมจะ
ดื่มสุราคารวะพวกเขาไปพร้อมเจ้าบ่าวเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าสาว
https://n0vel-lk.c0m/
บทพิเศษ ตอนที่ 17.1 ถามตอบ
ดื่มสุรากันไปสามรอบ ใบหน้าใบหูเริ่มแดง เด็กชายชุดเขียวกับ
เทพเซียนผู้เฒ่าจิ่งนั่ง อยู่ที่โต๊ะของพวกช่างเตาเผามังกร ถือว่าช่วย
รับรองแขกให้ เวลานี้เฉินหลิงจวินสนิทสนมกับ “ผู้อาวุโส” เหล่านั้น
แล้ว เริ่มโหวกเหวกเล่นทายหมัดเสียงดัง ต่างก็ใช้ภาษาถิ่นของเมือง
เล็กรวมกับท่ามือ ตะโกนถ้อยค าในการละเล่นว่าหกหกราบรื่น สีแดง
มงคลอบอวลทั่วทั้งห้องโถงเสียงดังขึ้นๆ ลงๆ เดิมทีแขกโต๊ะนี้ยังมีท่าที
ระมัดระวังส ารวมกันอยู่บ้าง แต่พอถูกเด็กชายชุดเขียวพาเล่นสนุก
เช่นนี้ บวกกับที่พวกหลิวเสี้ยนหยางแวะมาดื่มสุราคารวะ บอกว่าดื่ม
ให้เต็มที่ พวกเขาก็เลยดื่มกันอย่างเต็มที่จริงๆ
ก่อนหน้านี้จิ่งเฮาเห็นว่าขนาดเฉินผิงอันก็ยังไม่ได้นั่งโต๊ะประธาน
เขาก็เลยไม่ขยับไปใกล้เจ้าลัทธิศาลบุ๋นสองท่านและเจียงไท่กงแห่ง
ศาลบู๊อย่างรู้กาลเทศะ แล้วนับประสาอะไรกับที่เขาเองก็ไม่จ าเป็นต้อง
กระตือรือร้นกับศาลบุ๋นแผ่นดินกลางในเรื่องนี้ เมื่อมีอายุการฝึกตน
และขอบเขตอย่างจิงเฮา หากจะต้องให้ดูแลครอบคลุมรอบด้านอย่าง
ครบถ้วนก็ไม่ถูกต้องแล้ว
พ่อครัวเฒ่าถอดผ้ากันเปื้อนออก ถูกจงเชี่ยนบังคับลากออกจาก
ห้องครัวไปที่โต๊ะสุราด้วยกัน จูเหลี่ยนปฏิเสธลูกพี่ใหญ่สายอาหารมื้อ
ดึกผู้นี้ไม่ได้ก็เลยปัดชายแขนเสื้อ ยิ้มถามว่า “รสเค็มรสจืดพอดี
หรือไม่?”
จงเชี่ยนคาบไม้จิ้มฟัน “วันหน้ารอให้พวกเรากลับไปที่ภูเขาลั่ว
พั่วแล้ว อาหารมื้อดึกต้องท าตามมาตรฐานนี้นะ”
จูเหลี่ยนยกเท้าข้างหนึ่งขึ้น จงเชี่ยนเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “ก็ไม่รู้
ว่าท าไม พอลงจากภูเขาก็คิดถึงบนภูเขาทันที่ ขนาดตอนอยู่พื้นที่
มงคลรากบัวก็ยังไม่เป็นแบบนี้เลยนะ”
จูเหลี่ยนไม่ได้ถีบเขา ยิ้มเอ่ยว่า “ดี แต่ก็ไม่ดีด้วย แก่นแท้ของ
วีรบุรุษ ท้ายที่สุดแล้วต้องกลับคืนสู่รากเหง้า ไปสร้างบารมีแปดทิศอยู่
ข้างนอก พอกลับมาถึงบ้านเกิดก็ยังเป็นเพียงแค่ชาวบ้านคนหนึ่ง
สะพายย่ามที่ภายในไม่ใช่บทกวีก็เป็นเรื่องเล่าขาน”
จงเชี่ยนพยักหน้า คงเป็นเพราะตอนอยู่บนภูเขาลั่วพั่วก็อ่าน
หนังสือเหมือนกัน ทุกวันนี้ค าพูดค าจาจึงมีความพิถีพิถันมากขึ้นแล้ว
“จะว่าไปแล้ว คิ้วตาของคนงาม บทเพลงพื้นบ้านอันอ่อนหวาน
รสชาติอาหารบ้านนอก และความคิดถึงถิ่นฐานล้วนซึมซาบอยู่ใน
ท้องไส้และหัวใจ และยังมีรสมือของพ่อครัวเฒ่าที่รั้งใจคนไว้ได้ดี
ที่สุด”
จูเหลี่ยนยกเท้าขึ้นโดยตรง “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เอาต าราสิบหกเล่ม
ที่ขโมยไปไว้ในย่ามสะพายหลังคืนมาให้ข้าสิ มาพล่ามค าพูดเสียดหู
อยู่ตรงนี้ ข้าหมายถึงเจ้านั่นแหละ แสร้งท าเป็นฟังภาษาคนไม่เข้าใจ
ใช่ไหม?”
กู้ช่านวิ่งไปอาเจียนมาก่อนแล้ว พิงรั้วอาเจียนเอาของที่กินเข้า
ไปออกมา สภาพกระเซอะกระเซิงยิ่ง กู้หลิงเยี่ยนเดินนวยนาดตามมา
ตบหลังให้เขาเบาๆ บ่นเขาว่าดื่มเร็วเกินไปแล้ว ระวังหน่อย กู้ช่านบ
อกให้นางกลับไปก่อน กู้หลิงเยี่ยนตวัดตามองค้อนใส่เขา แต่ก็ยอม
กลับไป ได้ยินเสียงกู้ช่านอาเจียนแห้งๆ อยู่ตรงนั้นอีก เห็นเขายกแขน
ขึ้นข้างหนึ่งบอกนางว่าช่วยเอาน ้าสะอาดมาให้ข้าชามหนึ่ง นางก็ทั้ง
ขันทั้งฉุน เหลียวหลังมายิ้มให้อย่างเย้ายวน
หนิงเหยาที่ประทินโฉมบางๆ ดื่มจนเริ่มเมากรึ่มๆ มีเพียงเฉินผิง
อันที่ยิ่งดื่มดวงตาก็ยิ่งสว่างไสว ความคอแข็งของเขามีบารมีองอาจ
ราวกับว่าสามารถปัดกวาดศัตรูนับพันได้
หลิวเสี้ยนหยางกับเซอเยว่ที่เนื่องจากเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมี
ความสามารถในการช่วยดื่มแทนดีเกินไป ความสามารถในการดื่ม
สุราคารวะผู้อื่นก็ยิ่งช านาญเชี่ยวชาญ กลับกลายเป็นว่าพวกเขาสอง
คนรู้สึกดื่มได้ไม่สาแก่ใจมากพอ ดังนั้นฉวยโอกาส
ตอนที่เซอเยว่ไป
เปลี่ยนชุดพักผ่อน หน่วนซู่จึงรีบวิ่งไปที่ห้องครัว หิ้วเอากล่องอาหาร
ลงรักสีแดงใบหนึ่งที่เตรียมไว้ก่อนแล้วมา ด้านในบรรจุของกินแกล้ม
สุรา รสชาติละเมียดละไม มีทั้งขาหมูรมควันกึ๋นเป็ด กระเพาะหั่นเป็น
ชิ้นและปลาทะเลที่หั่นบางดุจปีกจักจั่น กินคู่กับน ้าจิ้มง่ายๆ สองสาม
อย่างเช่นเต้าหู้ยี้และน ้าจิ้มพริก ราวกับว่าก่อนจะขยับตะเกียบ แค่มอง
ก็อิ่มตาแล้ว
เซอเยว่กินอย่างเอร็ดอร่อยพลางนับ “เงินใส่ซอง’ ไปด้วย ซอง
แดงและของขวัญประเภทต่างๆ วางรวมกันไว้บนโต๊ะตัวหนึ่ง กองกัน
เป็นภูเขาลูกย่อม แต่ไหนแต่ไรมาเซอเยว่ก็ไม่ได้ให้ความส าคัญกับ
เรื่องทรัพย์สินเงินทองอยู่แล้ว บนเส้นทางการฝึกตนก็ไม่เคยขาด
วัตถุดิบวิเศษแห่งฟ้าดิน แต่ใครบ้างที่ไม่ชอบผลเก็บเกี่ยวอุดม
สมบูรณ์เป็นกอบเป็นก ากันเล่า
คันฉ่องประทินโฉมที่หลอมมาจากหินหน้าผาหลังวัวด าบานนั้น
ถือว่าเป็นของขวัญร่วมแสดงความยินดีของเฉินผิงอันกับหนิงเหยา
เซี่ยโก่วกับเสี่ยวโม่แน่นอนว่าก็มีเงินใส่ซองของตัวเองด้วย คือซาก
ปรักต าหนักก่วงหันบรรพกาลแห่งหนึ่งที่อยู่ในดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ ถูก
เสี่ยวโม่พากลับมาที่ภูเขาลั่วพั่ว แน่นอนว่าไม่ลืมให้สหายปี้เชียวร่าย
วิชาอภินิหารรวบจักรวาลให้เล็กเท่าเมล็ดงา นี่แสดงให้เห็นว่าเสี่ยวโม่
ไม่เกรงใจสหายปี้เซียวจริงๆ
หลิวเสี้ยนหยางพลันตบโต๊ะ “วันนี้ไม่ต้องก่อกวนห้องหอแล้ว ต่าง
คนต่างไปท าธุระของตัวเองเถอะ เฉินผิงอันขาดการประชุมช่วงเช้าไป
แล้ว ดื่มอีกนิดหน่อยก็รีบกลับไปที่จวนราชครูชะ กู้ช่านกับกู้หลิง
เยี่ยนก็สามารถกลับสู่เหยาทวีปได้แล้ว หมี่ลี่น้อยออกเดินทางต่อวัน
หน้าไปถึงทักษินาตยทวีปก็บอกชื่อของหลิวสัปหงกออกไป…”
กู้ช่านหัวเราะหึหึ “ต่างก็ไปท าธุระของตัวเอง? แล้วเจ้าล่ะท าธุระ
อะไร?”
เซอเยว่ถลึงตาใส่อย่างอับอายระคนขุ่นเคือง “เจ้าขี้มูกยึดน้อย
ท าไมเจ้าถึงท าตัวเป็นอันธพาลล่ะ”
โชคดีที่ไหวลู่มาแล้ว ไม่อย่างนั้นเครื่องประทินโฉมบนใบหน้า
ของเซอเยว่ก็จะเหมือนเปิดร้านขายชาดจริงๆ เวลานี้มองไปแล้วให้
ความหมายว่าจะแต่งเข้มหรือแต่งอ่อนก็ล้วนงดงามเหมาะสม เซี่ยโก่ว
บอกว่าอยากจะช่วยเติมเครื่องประทินโฉมให้ ยังบอกด้วยว่าอ่านเจอ
วิธีการท าผมมวยสูงจากบางยุคสมัย หากเพิ่มด้วยปิ่นระย้าสีทองอีก
สักสี่ห้าชิ้นเหมือนการปักบุปผาลงบนผ้าแพรก็จะงดงามอย่างถึงที่สุด
เซอเยว่ที่กินดื่มอิ่มหน าเช็ดมุมปากแล้วเวลานี้ก็ปล่อยให้เด็กสาวสวม
หมวกขนเตียวเอานางไปฝึกปรือฝีมือ
กู้ช่านมองเฉินผิงอัน เรื่องอย่างการก่อกวนห้องหอนี้ก็ไม่ใช่เจ้าที่
ฮึกเหิมเอาจริงเอาจังที่สุดหรอกหรือ?
คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าก็
เคยโน้มน้าวกู้ช่านแล้วแต่เขาไม่ฟัง ดึงดันจะก่อกวนให้ได้”
กู้หลิงเยี่ยนร้องโอ้โห ยกนิ้วเรียวยาวที่ทาด้วยน ้ามันทาเล็บสีแดง
สดขึ้นมา รู้สึกอยุติธรรมแทนคุณชายของตัวเอง
หมี่ลี่น้อยเอนหลังพิงเก้าอี้ กินอิ่มจนพุงกางแล้ว นางแกว่งเท้า
เล็กๆ ส่งเสียงเรอ ตอนนี้ไม่สะดวกจะพูดทวงความเป็นธรรมอะไรแทน
เจ้าขุนเขา
หลี่เซินหยวนมาเคาะประตูอย่างขลาดๆ กู้หลิงเยี่ยนลุกขึ้นไปเปิด
ประตู เอ่ยเสียงเบาว่า “ราชครูเฉิน อาจารย์บอกว่าพวกอาจารย์ต่งไป
ชมทัศนียภาพที่ศาลาบนภูเขา รบกวนให้ท่านไปช่วยรับรองหน่อย
ขอรับ”
เฉินผิงอันผงกศีรษะยิ้มรับ “เจ้าเองก็ช่วยน าทางให้ข้าหน่อย”
หลี่เซินหยวนบากหน้าตอบตกลง
มีศาลาหลังหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี การมองเห็นเปิด
กว้าง สามารถมองไกลๆ ไปเห็นแม่น ้าสายหนึ่งที่เลื้อยลดคดเคี้ยว
เจียงไท่กงแห่งศาลบู๊ยังดีหน่อย แต่อาจารย์ต่งและอาจารย์หัน
แห่งศาลบุ๋นต้องไม่ได้ดื่มเหล้าแบบนี้มานานแล้วอย่างแน่นอน
ลมพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ลอยโชยมาปะทะใบหน้า
มองโลกมนุษย์ด้วยสายตาของคนเมา ภูเขาสายน ้าทับซ้อนภูเขา
สายน ้า มองทั้งชีวิตก็ไม่รู้จักพอ
หากสายตาดีพอก็จะเห็นเหล่านางคณิกาและนักขับร้องนั่งรถ
ประดับประดางดงาม ไม่ก็เป็นเหล่าสาวงามในครอบครัวของขุนนางที่
แต่งกายวิจิตรออกม้าขี่ม้าเที่ยวเลียบล าน ้าเงาร่างอรชรของพวกนาง
ประหนึ่งสะท้อนอยู่ในกระจกใส
“ฤดูใบไม้ผลิอบอุ่น ฤดูใบไม้ร่วงหนาวเย็น คิมหันต์จากไปวสันต์
มาเยือน เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี”
เฉินฉุนฮว่าเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “ข้ามองโลกในแง่ร้าย เดิมทีก็
เตรียมใจไว้เรียบร้อยแล้ว หากโจวมี่ท าส าเร็จ เผ่าปีศาจจะต้องเป็น
ใหญ่อย่างแน่นอน ดังนั้นตลอดยี่สิบปีมานี้ข้าจึงรีบร้อนเขียนต ารา
ประวัติศาสตร์ฉบับหนึ่งให้กับลัทธิขงจื๊อ เพื่อที่จะให้เหล่ามนุษย์
ทั้งหลายในอีกร้อยปีพันปีข้างหน้าสามารถมองเห็นประวัติศาสตร์ของ
ไพศาลในอดีตได้อย่างเลือนราง ต่อให้จะมีแค่คนไม่กี่คนที่ได้เห็น ต่อ
ให้จะแค่เปิดหน้าหนังสือไม่กี่หน้า ต าราประวัติศาสตร์ที่เขียนด้วย
ลายมือหวัดๆ เล่มนี้ก็ยังมีความหมาย”
อาจารย์หันยิ้มเอ่ย “เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าประโยคสุดท้ายในต ารา
ประวัติศาสตร์เก่าเล่มท้ายสุด กลับเป็นประโยคแรกในต ารา
ประวัติศาสตร์ใหม่ของโลกมนุษย์ใหม่”
เฉินฉุนฮว่าหัวเราะอย่างมีความสุข “ต่อให้เป็นต้นฉบับที่ถูกละ
ทิ้ง สิ่งที่เขียนไปก็ไม่ได้เสียเปล่าอย่างแน่นอน บอกตามตรง หวน
กลับมาอ่านต าราเล่มนี้อีกครั้ง ส่วนที่ถูกนั้นมีน้อยส่วนที่ผิดมีเยอะ
โชคดีที่ไม่ได้น าไปจัดพิมพ์ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการสิ้นเปลืองไม้แกะ
ตัวพิมพ์โดยเปล่าประโยชน์”
เฉินผิงอันมาที่ศาลาหลังนี้ หลังจากโค้งตัวคารวะแล้วก็ยิ้มเอ่ย
“เป็นความเห็นส่วนตัวความหมายของความรู้เรื่องการ “ไหลสู่กระแส
ธรรม” ช่วยบุกเบิกเส้นทางสายหนึ่งที่สามารถเดินได้ให้ผู้ที่ศึกษารุ่น
หลัง แน่นอนว่ามีความหมายยิ่งใหญ่ แต่ถูกประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้
เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นเส้นทางการศึกษาหาความรู้ที่ผิด แต่ก็มี
ความหมายอย่างมากเช่นเดียวกัน จะเป็นต้นฉบับที่ถูกละทิ้งได้
อย่างไร ผู้เยาว์อยากจะขอคัดลอกมาสักฉบับ”
อาจารย์ต่งพยักหน้าเอ่ยชื่นชม “ได้สิ”
ผู้เฒ่าที่มีเทวรูปตั้งบูชาเป็นองค์ประธานอยู่ในศาลบู๊ซึ่งถูกเรียก
ขานว่าเจียงไท่กงก็ไม่อ้อมค้อม ถามว่า “อาจารย์เฉิน ไม่ทราบว่า
เจียงเซ่อมองศาลบู๊ในทุกวันนี้อย่างไร?”
เฉินผิงอันเอ่ย “เจียงเช่อตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ดูแลกิจธุระของ
ส านักการทหารอีกต่อไปก่อนจะลงจากภูเขา เขาได้เอ่ยความในใจ
มาประโยคหนึ่ง บอกว่าจะคิดเสียว่าตัวเองฝันหวานถึงวิถีทางโลกที่
สงบสุขหมื่นปี”
เจียงไท่กงเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “ดูท่าข้ายังดูแคลนความใจกว้าง
ของเจียงเซ่อมากเกินไป ไม่ว่าจะมองเจียงเซ่อสูงอย่างไรก็ไม่เกินกว่า
เหตุจริงเสียด้วย”
อาจารย์ต่งถาม “ทางฝั่งของป๋ายเจ๋อล่ะ?”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “แทบจะสามารถมั่นใจได้
แล้วว่าป๋ายเจ๋อจะต้องเป็นผู้ฝึกตนคนแรกที่เลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้า
แน่นอน”
อาจารย์ต่งถาม “คือความตั้งใจของเจิ้งจวีจงหรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า
เด็กหนุ่มที่ชื่อว่าหลี่เซินหยวนยืนอยู่นอกศาลา เหม่อมองบุคคล
ใน “ประวัติศาสตร์” ทีอยู่ใน “ภาพแขวน” อยู่ในต ารา ซึ่งเวลานี้อยู่ใน
ศาลาอย่างเหม่อลอย
ระหว่างที่เดินมาอาจารย์เฉินถามเขาว่ากล้าเข้าไปในศาลา
ด้วยกัน พูดคุยกันต่อหน้าสักสองสามประโยคหรือไม่ เด็กหนุ่มหน้า
แดงก ่าทันใด ส่ายหน้าแรงๆ บอกว่าไม่กล้า ไม่กล้าจริงๆ
พวกอาจารย์ต่งกลับไปที่งานเลี้ยงกันต่อ เด็กหนุ่มก็ตามไปด้วย
แล้วก็ถือโอกาสพูดคุยเรื่องการศึกษาหาความรู้ไปด้วย อายุและ
ล าดับอาวุโสอาจจะต่างกันมาก ทว่าความรู้ในและนอกต ารากลับ
เชื่อมโยงถึงกันได้
เฉินผิงอันอยู่ต่อในศาลา เยว่ติ่งก็ปลีกตัวมาหลบอยู่ที่นี่
เหมือนกัน เป็นเพราะเด็กชายชุดเขียวที่มีฉายาว่าจิ่งชิงผู้นั้นเป็นคน
น าพาคนครึ่งโต๊ะมาวนดื่มสุราคารวะ ถึงอย่างไรเยว่ติ่งก็เป็นคนใน
วงการขุนนางภูเขาสายน ้า กลัวว่าเมาแล้วจะเสียกิริยา พอดีกับที่เจ้า
ขุนเขาเฉินก็มาแอบอู้ในศาลาเหมือนกัน ทั้งสองฝ่ายจึงพูดคุยกันถึง
รายละเอียดหลังจากที่ภูเขาเจินอู่ลงนามเป็นพันธมิตรกับภูเขาลั่วพั่ว
หากกลับไปดื่มเหล้าต่อ เฉินผิงอันต้องสามารถกินได้ถึงอาหาร
จานร้อนจานสุดท้ายอย่างแน่นอน เพียงแต่หลิวเสี้ยนหยางบอกแล้ว
ว่าจะปล่อยให้พวกอาจารย์ต่งดื่มจนลงไปนอนกองกับพื้นจริงๆ ไม่ได้
เฉินผิงอันนอนอยู่บนม้านั่งยาวเพียงล าพังอย่างสะลึมสะลือ คิด
ว่าจะงีบหลับสักครู่ กระทั่ง
ตอนที่ตื่นขึ้นมาถึงได้สังเกตเห็นว่าตัวเอง
นอนหนุนอยู่บนตักของหนิงเหยา หนิงเหยาลูบหัวคิ้วของเขาอย่าง
อ่อนโยน เฉินผิงอันถามว่าเวลาอะไรแล้ว หนิงเหยาบอกว่าประมาณ
ต้นยามเซินแล้ว เฉินผิงอันลุกขึ้นนั่ง ยืดแขนบิดขี้เกียจ กดเสียงลงต ่า
เอ่ยว่า “เจ้างามกว่าเจ้าสาวเสียอีก”
ชุยตงซานกับเจียงซ่างเจินกลับไปที่เกาะกงหลิ่วอีกครั้ง บอกว่า
อีกไม่นานส านักกุยหยกจะมีคนมาตรวจบัญชีกับส านักเจินจิ้ง เสี่ยว
โม่ไปปิดด่านอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอย เซี่ยโก่วเองก็
ไปที่เนินสู่เหยา ทั้งเป็นการปกป้องมรรคาและเป็นการพิศมรรคา พวก
หมี่ลี่น้อยก็เริ่มออกเดินทางไกลอย่างเป็นทางการ แต่จงเชี่ยนกลับ
ต้องแบกเด็กชายชุดเขียวไปด้วย ฝ่ายหลังพูดจาตามประสาคนเมา
โหวกเหวกว่าพวกเราสองพี่น้องรักกัน
จูเหลี่ยนและเทพเซียนผู้เฒ่าเจียยังคงอยู่ในภูเขา
คนมีรักสุดท้ายได้ครองคู่กัน บุปผางดงามดวงจันทร์กลมโตคน
อายุยืนยาว เรียนหนังสือเรียนกระบี่เรียนมรรคา หาเงินสร้างชื่อเสียง
สร้างคุณงามความดี เชื่อว่าร้อยบุปผาในโลกมนุษย์จะต้องเบ่งบาน
อย่างแน่นอน
เฉินผิงอันไปส่งหนิงเหยาที่ม่านฟ้าของแจกันสมบัติทวีปก่อน
มองส่งนางกลับไปยังใต้หล้าห้าสี หลังจากนั้นก็พาพวกลูกศิษย์
ทั้งหลายไปที่จวนราชครู
เฉาฉิงหล่างยังถกวิชาความรู้อยู่กับหลินโส่วอี กวอจู๋จิ่วกับเผย
เฉียนไปเดินเล่นงานวัดในเมืองหลวงกันต่อ
เฉินผิงอันนั่งอยู่ข้างโต๊ะหนังสือ นวดคลึงหว่างคิ้ว ให้หรงอวี๋ช่วย
ยกชาร้อนถ้วยหนึ่งมาให้ แล้วเรียกสวินชวี่เลขาธิการฝ่ายบุ๋นคนใหม่
มาถามถึงความคืบหน้าเรื่องการสร้างล าน ้าร้อยบุปผาที่ร่วมมือกับ
พื้นที่มงคลร้อยบุปผา
เฉาเกิงซินมาระบายทุกข์ที่จวนราชครู ในมือถือจดหมายมาด้วย
ปีกใหญ่ บอกว่าสองวันนี้มีทั้งคนที่มาขอร้องแทน มาอธิบายเหตุผล
มาโอ้อวดคุณความดีความชอบและวางท่าอวดเบ่งกับเขา กลุ้มใจจะ
ตายอยู่แล้ว รองเจ้ากรมเฉานอนทิ้งตัวอยู่บนเก้าอี้ แกว่งน ้าเต้าบรรจุ
เหล้าเปลือกสีม่วง ท าหน้าหนาถามว่าจวนราชครูมีเหล้าไหม? หรงอวี๋
จึงได้แต่ไปหยิบเหล้าหมักฉางชุนกาหนึ่งมาให้ เฉาเกิงซินแกะผนึก
ดินออก เทเหล้าลงไปเต็มน ้าเต้า
เฉินผิงอันเอ่ย “เจ้ากรมขุนนางของเมืองหลวงส ารองได้ลาออก
จากการเป็นขุนนางแล้ว เจ้าอยากไปหลบอยู่ที่ลั่วจิงหรือไม่? การ
โยกย้ายครั้งนี้ถือว่าไปรับต าแหน่งที่เท่าเทียมกัน พวกโจวไห่จิ้งกับ
ถ่ายเยี่ยนอยากสร้างโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนแห่งที่สองไม่ใช่หรือ พอดี
กับที่สามารถเป็นผู้ติดตามลับของเจ้าได้ด้วย หากยังรังเกียจว่าไม่พอ
ข้าสามารถเพิ่มองค์รักษ์ออกหน้าออกตาให้เจ้าได้อีกคนหนึ่ง”
เฉาเกิงซินถาม “แล้วเหวยเลี่ยงจะท าอย่างไร? เขาเป็นรอง
เจ้ากรมฝ่ายซ้ายของกรมขุนนางมานานหลายปีแล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ย “เขา และยังมีเว่ยหลี่แห่งกรมพิธีการ หลิวสวิน
เหม่ยแห่งกรมกลาโหมคนประมาณยี่สิบกว่าคน ช่วงนี้ล้วนจะต้องถูก
โยกย้ายจากเมืองหลวงส ารองมายังเมืองหลวง”
เฉาเกิงซินครุ่นคิด “ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้ ต่อให้ระดับขั้น
เหมือนกัน ถึงอย่างไรถูกเรียกว่าใต้เท้าเจ้ากรมก็มีหน้ามีตายิ่งกว่า
รองเจ้ากรม ใช่แล้ว ราชครู ค าว่าองค์รักษ์ออกหน้าออกตา สรุปคือ
เทพเซียนจากที่ใดกันแน่? ต่อสู้เก่งไหม?”
บอกว่าคนมีความสามารถในวงการขุนนางของเมืองหลวงส ารอง
เบียดเสียดกันแออัดก็ไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย ประเด็นส าคัญคือทาง
ฝั่งของเมืองลั่วจิง ขุนนางที่เป็นคนในท้องถิ่นของต้าหลีกลับ
กลายเป็นว่ามีจ านวนน้อย
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ก็พอได้กระมัง คือผู้ฝึกยุทธเผ่าปีศาจคนหนึ่ง
ที่เพิ่งไปงมตัวออกมาจากในคุก มีชื่อว่าจ้าวหลวน เป็นคอขวด
ขอบเขตเดินทางไกล ได้บ ารุงดีๆ ไม่กี่วัน ไม่แน่ว่าพวกเจ้ายังไม่ทัน
เดินทางถึงลั่วจิง เขาก็เป็นขอบเขตยอดเขาแล้ว เอามาไว้ในจวน
ราชครูมีประโยชน์ไม่มาก อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ เพียงแต่ว่าเจ้าต้อง
ระวังหน่อย จ้าวหลวนมีกลอุบายลึกล ้า หัวสมองดี หลอกได้ไม่ง่าย”
เฉาเกิงซินเอ่ย “ไอ้หมอนี่จะเสียสติคลุ้มคลั่งลุกขึ้นมาฆ่าคน
กะทันหันหรือไม่?”
เฉินผิงอันกล่าว “ก็ไม่แน่ ดังนั้นเจ้าต้องพิจารณาตามความ
เหมาะสมของสถานการณ์จะพาเขาไปลั่วจิงด้วยหรือไม่ก็ตามใจเจ้า”