กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 18.3 ออกเดินทาง
เช่นเดียวกัน เจ้าคนที่ทั้งนามแฝงและฉายาด้านการฝึกตนล้วน
เป็นชื่อ “อวี้ผู’ ผู้นั้น
ตอนที่ลงจากภูเขา เขาถึงกับขโมยถุงสมบัติ
“ยันต์ภูเขายันต์ทะเล” ที่ปักอักขระโบราณสีทองซึ่งวางบูชาไว้ในศาล
บรรพจารย์ของต าหนักอวี้ฝูมาด้วย ของชิ้นนี้คือที่พึ่งในการเดินทาง
อยู่ในเปลี่ยวร้างของอดีตบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาต าหนักอวี้ฝู คือ
ของแทนตัวของเจ้าต าหนักทุกรุ่น อวี้ผูคิดจะขโมยก็ขโมยมาเลย
ภายหลังต าหนักอวี้ฝูก็ไม่ได้ซักไซ้เอาเรื่อง
อวี้ผูหลอมของชิ้นนี้ถึงได้เปลี่ยนจากแก่มาเป็นเด็ก เปลี่ยนจากผู้
เฒ่าชราภาพที่เรือนกายและจิตวิญญาณเสื่อมโทรมมาเป็นเด็กน้อย
ที่อยู่ในวัยมัดผมจุก
พวกเขาเคยได้สัมผัสกับโจวมี่มาไม่มากก็น้อย เคยได้รับค า
ชี้แนะในการฝึกตนจากจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ฝีมือเลิศล ้าค ้าฟ้าผู้นี้
เดิมทีเหตุผลสามารถอธิบายเช่นนี้ได้ มรรคกถาก็สามารถฝึก
เช่นนี้ได้ อยู่ร่วมกับมหาสมุทรความรู้แห่งเปลี่ยวร้าง เขาผู้นั้นสุภาพ
อ่อนโยน สุขุมเยือกเย็นถึงเพียงใด
โจวมีมี่เสน่ห์เฉพาะตัวอย่างที่ใครก็มิอาจทัดเทียมได้อย่างแท้จริง
จินตันพึมพ า “ทางฝั่งของใต้หล้าไพศาลมีกวีบทหนึ่ง กล่าวว่า
อะไรแล้วนะ?”
โจวชิงเกาได้ยินเสียงพิณก็รู้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ เพียงแต่ไม่
รู้ว่าเหตุใดถึงไม่ได้ท่องกวีบทนั้นออกมา
แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล ครั้นคราวจากลานั้นง่ายดาย แต่ครั้น
จะได้พบพานกลับยากเย็นดุจบุปผาร่วงโรยสายน ้าไหล ฤดูใบไม้ผลิ
ลาลับไปแล้ว ไม่ว่าบนสวรรค์หรือในโลกมนุษย์ก็ยากจักหวนคืน
เจิ้งจวีจงกลับคิดถึงคนบางส่วนของไพศาล อย่างเช่นป๋ายฉาง
แห่งอุตรกุรุทวีป หลิวโจ้วแห่งส านักหลงอวี่ สู่หนันยวนแห่งหลิวเสีย
ทวีป จ้าวฝูหยางแห่งภูเขาเหอฮวานแจกันสมบัติทวีป ตู้หันหลิงแห่ง
อารามจินติ่งใบถงทวีป และยังมีผู้ฝึกตนของไพศาลอีกหลายคนที่เมื่อ
เทียบเรื่องความฉลาดและวิธีการของพวกเขาแล้ว ทั้งสถานะและ
ชื่อเสียงก็ยังคงหม่นหมองไม่โดดเด่น แต่แท้จริงแล้วต่างก็เป็นวัตถุดิบ
ที่สร้างได้ซึ่งมีพลังแฝงอย่างมาก อายุการฝึกตนของพวกเขามีสั้นมี
ยาว ขอบเขตมีสูงมีต ่า สถานะและนิสัยใจคอล้วนแตกต่างกัน แต่พวก
เขามีข้อหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือมักจะขาดก าลังใจอันฮึกเหิม
ก็เหมือนประโยคนั้นที่เจิ้งจวีจงใช้วิจารณ์โซ่วเฉิน “น่าเสียดายที่
ฝีมือหมากของพวกเจ้าด้อยกว่าขั้นหนึ่งเสมอ
โลกภายนอกอาจจะไม่รู้ว่าสถานะลูกศิษย์คนแรกของโซ่วเฉิน
เป็นตัวเขาเองที่ไปขอโจวมี่ถึงได้มาครอง ไม่ได้เหมือนศิษย์น้องชาย
หญิงอย่างพวกหลิวป๋ายที่มหาสมุทรความรู้โจวมี่เลือกมาด้วยตัวเอง
โซ่วเฉินรู้หลักการเหตุผลที่ว่า ‘คนเราย่อมมีช่วงเวลาที่พละก าลัง
หมดลง” มาตั้งนานแล้ว หากไม่รู้จักอาศัยแรงส่งจากฟ้าดินให้เต็มที่
และไม่รู้จักยืมก าลังจากผู้อื่น เส้นทางขึ้นสู่ยอดเขายิ่งนานวันก็จะยิ่ง
แคบลง ต้องเดินบนสะพานไม้ท่อนเดียว ย่อมไม่ได้มีแค่เรื่องของการ
ผสานมรรคาอย่างเดียวเท่านั้น
ต่อให้เป็นเช่นนี้ เจิ้งจวีจงก็ยังคงมีค าประเมินที่ไม่สูงต่อเขา
โซ่วเฉินจึงชักถามว่าอะไรคือ “ฝีมือหมากด้อยกว่าขั้นหนึ่งเสมอ”
เจิ้งจวีจงบอกว่าคนอย่างพวกเจ้า “มีแต่ใช้ก าลัง ไม่ยอมใช้ใจ’
โซ่วเฉินถามอีกว่า “ใช้ใจคืออย่างไร” เจิ้งจวีจงตอบกลับไปว่า ผู้
ฝึกกระบี่สามารถฟันได้ทั้งผู้อื่นและตัวเองไม่มีผิดพลาด นักพรต
สามารถทั้งผสานมรรคาและสลายมรรคาได้ในขอบเขตเดียวกัน
ตอนนั้นหลิวป๋ายฟังด้วยความมึนงง แต่โซ่วเฉินกลับตระหนักรู้
ได้ทันที่ ตลอดทางมานี้ก็คอยใคร่ครวญถึงความหมายที่แท้จริงของ
การใช้ใจที่ว่านี้
เจิ้งจวีจงเอ่ย “ข้าไม่กลัวว่าพวกเจ้าทุกคนจะเปลี่ยนมาเป็น
แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม บนเส้นทางของการฝึกตนแต่ละคนต่างก็มีโชค
วาสนาเป็นของตัวเอง พัฒนารุดหน้าไปอย่างห้าวหาญ เดินขึ้นที่สูง
ได้อย่างรวดเร็ว”
โจวชิงเกากล่าว “อาจารย์เจิ้งกลัวก็แต่ว่ากวาดตามองไป โลก
มนุษย์กลับไม่มีศัตรูเหลืออยู่แล้ว”
เจิ้งจวีจงยิ้มรับ
โซ่วเฉินพลันยิ้มเอ่ย “พวกเขาใจตรงกันหรือว่าอย่างไร แต่ละคน
ถึงได้มาโดยไม่ได้รับเชิญ ถือว่าประหยัดแรงเท้าพวกเราไปได้มาก”
ที่แท้บนถนนก็มีเงาร่างของคนคุ้นเคยหลายคนเดินมาราวกับนัด
หมายกันไว้
คนที่เป็นผู้น าคือบุรุษร่างก าย าคนหนึ่ง บนศีรษะเขาสวมกวาน
เต๋าประหลาด ลวดลายเป็นสันนูนคล้ายพูแตง เนื้อเคลือบสีขาว
ละเอียด
ใบหน้าของบุรุษเป็นสีเหลืองทอง ตรงเอวของเขาพกขวานทอง
สัมฤทธิ์ขนาดเล็กกะทัดรัดคู่หนึ่ง ขวานรบท าจากหยกเหลือง
เขามีชื่อว่าหยวนอิง เดินอยู่ด้านหน้าสุดเพียงล าพัง มีมาดทรง
อานุภาพดุจหนึ่งคนยืนขวางหน้าด่าน หมื่นคนก็มิอาจฝ่าไปได้
ผู้ฝึกตนหญิงสองคนที่อยู่ด้านหลังคือพี่น้องคู่หนึ่ง
คนที่แบกล าไม้ไผ่ ด้านท้ายของไม้ไผ่ห้อยน ้าเต้าไว้ลูกหนึ่ง
ชื่ออวี้ซู การถ่ายทอดมรรคาของโจวมี่นั้นพิถีพิถันในเรื่องของการสั่ง
สอนให้เหมาะกับอุปนิสัยและศักยภาพของแต่ละคนมาโดยตลอด สิ่ง
ที่อวี้ซู่เรียนรู้มาจึงหลากหลาย เพราะเอาอย่างหลิ่วชีแห่งไพศาล
ข้างกายคือสตรีร่างผอมบาง มีชื่อว่าเหย่าเที่ยว นางสะพายคัน
ธนูยักษ์ที่ใหญ่จนเกินกว่าเหตุ เชี่ยวชาญการลอบโจมตีระยะไกล
อย่างมาก แต่ท่าไม้ตายที่แท้จริงของนางกลับเป็นกริชเล่มที่ซ่อนอยู่
ในชายแขนเสื้อ นางกับชิวอวิ๋นเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน นั่นคือเป็น
ทั้งผู้ฝึกตนและผู้ฝึกยุทธ
เด็กน้อยคนหนึ่งห้อยถุงผ้าไว้ตรงเอว เขามีชื่อว่าอวี้ผู
มีฐานะเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของต าหนักอวี้ฝู อาจารย์หล่อ
หลอมวิถีแห่งยันต์กับผู้ฝึกกระบี่คือสองฝ่ายที่รู้จักทะนุถนอมเห็นค่า
กันมากที่สุด เหตุผลก็เรียบง่าย ต่างก็ขาดเงิน ขาดเงินกันมากจริงๆ
น่าเสียดายที่บรรพจารย์ไม่เพียงแต่รังเกียจว่าเขานิสัยไม่ดี ยัง
กังวลด้วยว่าเพราะคุณสมบัติของเขาดีเกินไป ก็โทษไม่ได้ที่เขาจะ
ขโมยสมบัติลงจากภูเขามา
เขาคอยจับจ้องมองแผ่นหลังของสตรีที่อยู่เบื้องหน้าตลอด ทุก
ครั้งที่ชายแขนเสื้อของเหย่าเที่ยวขยับไหว เขาก็จะย้ายสายตาออกไป
จากเอวหรือไม่ก็สะโพกของนางอย่างรู้กาลเทศะ
คนที่เดินน าอยู่ด้านหน้าสุดของขบวนนี้ก็คือหัวใจส าคัญของ
แผนภูมิฟ้าแห่งเปลี่ยวร้าง ผู้ฝึกตนหญิงเลี่ยนเยี่ยน
ร่างของนางสูงจั้งกว่า สวมชุดชาววังแต่งหน้างดงาม
ชายกระโปรงลากระไปบนพื้น หากข้างกายนางมีสาวใช้เพิ่มมาสักสี่
ห้าคนก็จะมีมาดของมารดาแห่งแผ่นดินแล้วจริงๆ
ปีนั้นพวกเขารับค าสั่งให้ไปล้อมสังหารชิงมี่ ก็เพื่อเอาหัวของอีก
ฝ่าย
ต่อให้จะถูกเจียงซ่างเจินและเด็กรุ่นเยาว์ของไพศาลกลุ่มนั้น
ก่อกวนให้เรื่องดีๆ ต้องเสียเรื่อง และสองฝ่ายก็ต่อสู้กันโดยมีอันตราย
รายล้อมอยู่รอบด้าน สุดท้ายก็เป็นเพราะเฉาสือที่ท าให้ฝ่ายนั้น
เอาชนะมาได้อย่างหวุดหวิด แน่นอนว่าใบไหวใบนั้นของกู้ช่านก็มี
บทบาทที่ส าคัญอย่างยิ่ง
นี่แสดงให้เห็นว่าศักยภาพโดยรวมของแผนภูมิฟ้าเปลี่ยวร้างน่า
ทึ่งอย่างมาก
ต่อให้มีผู้ฝึกยุทธโจวไห่จิ้งมาเสริมในส่วนที่ขาด สายแผนภูมิดิน
ของต้าหลี ทุกวันนี้พลังพิฆาตที่แท้จริงก็ยังแค่ควบอยู่ระหว่างบิน
ทะยานแข็งแกร่งกับบินทะยานอ่อนด้อยเท่านั้น
นี่ก็คือความต่างระหว่างการตรวจสอบหนึ่งทวีปของชุยฉานกับ
การรวบรวมคนเก่งจากทั่วใต้หล้าของโจวมี่ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว
ต่างก็มีความจนใจเหมือนสตรีท าอาหารเก่งแต่ไร้วัตถุดิบให้ปรุง
อาหารอยู่บ้างจริงๆ
ชิวอวิ๋นยิ้มเอ่ย “พี่หญิงเลี่ยนเยี่ยนก็มาแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ขาดแค่
สหายชุนเชียวแล้วสินะ?”
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของจื่ออู่เพิ่งมีรูปลักษณ์เป็นพิณโบราณ
มีชื่อว่า “จิงกวาน”
ต่อให้อยู่ในกลุ่มแผนภูมิฟ้าของเปลี่ยวร้าง นางก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็น
คนที่ดุร้ายอย่างมาก
ตัวเลือกคู่บ าเพ็ญเพียรคนแรกสุดในใจของชิวอวิ๋น อันที่จริง
คือจื่ออู่เมิ่งที่มีฉายาว่าชุนเซียวผู้นี้ แต่การเลือกเช่นนี้ไม่ได้มีความ
เกี่ยวข้องกับความรักใดๆ
เหลือบมองไปทางนั้น โจวชิงเกาก็ไม่รู้สึกประหลาดใจ คีบ
ผักกาดดองหิมะที่ดองเองขึ้นมาหนึ่งค า เคี้ยวอย่างละเอียด เอ่ยว่า
“เกินครึ่งก็คงเป็นเพราะเลี่ยนเยี่ยนที่เชี่ยวชาญด้านการค านวณมีจิต
สัมผัสที่เฉียบไว สัมผัสได้ถึงปราณสังหารตั้งแต่แรกแล้ว จึงต้องใช้วิธี
เอาตัวรอดเช่นนี้ แทนที่จะปล่อยให้พวกเราไปฆ่านางถึงที่ก็ไม่สู้พาตัว
มาติดกับเอง หวังว่าจะมีโอกาสรอดชีวิตเสี้ยวหนึ่ง”
จินตันยิ้มเอ่ย “แต่ไหนแต่ไรมาพี่หญิงเลี่ยนเยี่ยนก็เลื่อมใส
ศรัทธาอาจารย์เจิ้งมาโดยตลอด มองเป็นวีรบุรุษที่ “สามพันปีจะพบ
เจอสักคน” เช่นเดียวกับมหาสมุทรความรู้โจวมี่เพียงแต่ว่าบุรุษกลัว
จะท าผิดอาชีพ สตรีกลัวจะแต่งงานกับคนผิด นางเองก็ไม่กล้าจะไป
สวามิภักดิ์ต่อนครจักรพรรดิขาวที่ไพศาล เพราะถึงอย่างไรสายตาที่
จะมารวมกันอยู่บนร่างของนางก็ต้องมากกว่าพวกเราเก้าคนรวมกัน
เสียอีก ทุกการกระท าของนางล้วนต้องรายงานกับเฝ่ยหราน ต้อง
ถูกกุ่ยเค่อคอยสอดส่องตรวจตราอยู่ตลอด”
มาถึงร้านเหล้าแห่งนี้แล้ว เลี่ยนเยี่ยนก็ยอบกายคารวะ “คารวะ
อาจารย์เจิ้ง”
เจิ้งจวีจงเอ่ย “เสนอเงื่อนไขมา”
เลี่ยนเยี่ยนเอ่ยอย่างไม่ลังเล “ข้าต้องการเปลี่ยนเงื่อนไขสองข้อ
ให้จินตันออกจากแผนภูมิฟ้า แล้วจึงสังหารอวี้ผูที่ไร้ประโยชน์มาก
ที่สุด รบกวนอาจารย์เจิ้งหาสองคนมาแทนที่ต าแหน่งว่างด้วย”
จินตันประหลาดใจอย่างมาก
อวี้ผูก็ยิ่งอึ้งค้างอยู่กับที่ รีบอธิบายว่า “ข้าก็แค่เชี่ยวชาญการเก็บ
ง า ไม่ใช่เศษสวะอะไร! หากว่ากันด้วยพลังในการสู้รบที่แท้จริง ข้า
ต้องติดห้าอันดับแรกอย่างแน่นอน!”
เลี่ยนเยี่ยนเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “ขนาดนี้แล้วยังไม่ใช่เศษสวะ
แล้วแบบไหนจะใช่?”
หลิวป๋ายถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที่ อยู่ในการคาดการณ์ของ
อาจารย์เจิ้งจริงเสียด้วย
สีหน้าจินตันสดใสมีชีวิตชีวา ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้าจะไม่ถอนตัว
ออกไปแล้ว พี่หญิงเลี่ยนเยี่ยน ข้ายินดีติดตามชิวอวิ๋น สู้รบเคียงบ่า
เคียงไหล่พวกเจ้า เดินขึ้นไปบนยอดสูงสุดของเปลี่ยวร้างด้วยกัน”
หลิวป๋ายก้มหน้าดื่มสุราหนึ่งค า เดาถูกอีกแล้ว
อวี้ผูได้แต่เอ่ยกับเจิ้งจวีจงว่า “เจ้านครเจิ้ง นิสัยการท าอะไรของ
ข้าก็ถือว่าเป็นคนบนวิถีมารได้อย่างแท้จริงนะ”
เจิ้งจวีจงยกชามเหล้าให้เขา ยิ้มเอ่ยว่า “ได้เลย”
โจวชิงเกายิ้มเอ่ย “อวี้ผู แม้กระทั่งหนทางที่ถูกต้องเจ้าก็ยังไม่
เข้าใจ เอาอะไรมาพูดว่าเป็นคนวิถีมาร หากว่าเจ้ามีความคิดเห็น
เฉพาะตัวอะไร ข้าก็สามารถช่วยเจ้าขอร้องอาจารย์เจิ้งได้”
อวี้ผูยังคงไม่ยอมถอดใจ ท าท่าจะอธิบายต่ออีกสักสองสาม
ประโยค แต่นั่นเป็นแค่ท่าทางหลอกล่อเบี่ยงเบนความสนใจ เพราะ
เรือนกายของเขาหายวับไปในเสี้ยววินาที่ คราวนี้ไม่กล้าเก็บง าอ า
พรางฝีมือไว้อีกจริงๆ ร่ายใช้วิชาหดย่อพื้นที่ ยื่นมือไปวักน ้าในแม่น ้า
แห่งกาลเวลา กลายร่างเป็นเรือที่เป็นภาพมายาล่องลอยล าหนึ่ง พา
เขาย้อนทวนกระแสน ้ามุ่งสู่เบื้องบนไปด้วยกัน…ขณะเดียวกันก็ยิ่งร่าย
วิชาอภินิหาร ตบถุงยันต์ตรงเอวก็เหมือนมีนกกระจอกสีเขียวสีเหลือง
นับพันนับหมื่นตัวพากันสยายปีกโบยบินขึ้นสู่ที่สูง มืดฟ้ามัวดิน
ถึงกับจะเชื่อมโยงฟ้าครามและดินเหลืองไว้ด้วยกัน กลายมาเป็นฟ้า
ดินแห่งหนึ่ง อาศัยสิ่งนี้มาปกปิดลมปราณ หมายจะหลบหนีเข้าไปใน
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เป็นดินแดนดอกท้อที่หลบซ่อนตัวห่างไกล
โลก
ต่อให้เขาจะมีวิธีการสารพัดแค่ไหนก็ยังถูกแสงกระบี่เฉียบคม
เส้นหนึ่งที่เหมือนเส้นลมปราณมังกรไหลคดเคี้ยวพุ่งมาหาแล้วฟันผ่า
ออกเป็นสองท่อน โดนแยกร่างคาที่ทันที่
ริมฝีปากเลี่ยนเยี่ยนขยับเบาๆ ค าพูดออกจากปากผลลัพธ์พลัน
บังเกิด ได้ตัดชื่อของอีกฝ่ายออกแล้ว
โซ่วเฉินสอดกระบี่เก็บใส่ฝัก แล้วจึงยื่นมือออกไปคว้า หยิบเอา
ถุงยันต์ใบนั้นมาจากน ้าวนแห่งกาลเวลา โยนให้กับโจวชิงเกาที่จะมา
แทนที่ต าแหน่งว่าง
โจวชิงเกายื่นนิ้วมาชี้ เอ่ยว่า “เลี่ยนเยี่ยน ก าจัดจื่ออู่เมิ่งผู้นั้นไป
พร้อมกันด้วย ให้สหายหลงป๋อท่านนี้ของพวกเรามาแทนที่ไปก่อน
ชั่วคราว”
นาทีนี้ทุกคนที่นั่งอยู่ถึงตระหนักได้ว่าตรงโต๊ะสุราของเซียวสวิ้น
มีผู้ฝึกตนคนหนึ่งถือชามเหล้าค้างไว้ไม่ยอมดื่ม เวลานี้เขานั่งยองอยู่
บนพื้น ก็คือคนที่มีฉายาว่าหลงป๋อน่ะหรือ?
โจวชิงเกาอธิบายว่า “แม้ว่าตอนนี้สหายหลงป่อยังเป็นแค่
ขอบเขตโอสถทอง แต่พลังตบะกลับไม่อ่อนด้อย มองเห็นได้ด้วยตา
เปล่าว่าอนาคตยาวไกลไร้ขีดจ ากัด วางใจเถอะ จะไม่มีทางมาเป็นตัว
ถ่วงของพวกเราเด็ดขาด”
ไอ้หมอนั่นที่นั่งถือชามเหล้าหันหลังให้ทุกคนท าคอย่น อยากเอ่ย
ประโยคหนึ่งว่า ข้าไม่คู่ควร เป็นไม่ได้
ใบหน้าเซียวสวิ้นเต็มไปด้วยแววเย้ยหยัน “สหายหลงป๋อ เจ้าขี้
ขลาดขนาดนี้ ขอบเขตก็
ต ่าขนาดนี้ ไฉนถึงมีหน้ามาติดตามอยู่ข้างกายอาจารย์เจิ้งได้?”
จิตแห่งมรรคาของไฉป๋อฝูถูกขัดเกลาจนแข็งแกร่งปานหินผามา
นานแล้ว เขาพึมพ าเสียงเบาว่า “อาศัยหนังหน้าที่หนาน่ะสิ ยังจะท า
อย่างไรได้อีก”
จะให้บอกว่าข้าชะตาชีวิตดีก็ไม่น่าจะใช่กระมัง
โจวชิงเกากลับไม่ได้จงใจจะเยาะเย้ยสหายหลงป๋อท่านนี้ เพียง
แค่เพราะขอบเขตโอสถทองของไฉป๋อยู่ในเวลานี้มั่นคงแน่นหนา
อย่างแท้จริง มีรากฐานที่ลึกล ้าอย่างมาก
แบ่งโต๊ะออกเป็นสามโต๊ะ พักผ่อนกันชั่วคราว ต่างคนต่างดื่ม
เหล้า แน่นอนว่ายังมีไฉป๋อฝูด้วย แต่เขาก็ยังไม่ยอมไปนั่งดื่มเหล้าที่
โต๊ะ
ชิวอวิ๋นยืดแขนบิดขี้เกียจ ยิ้มเอ่ย “หากจะให้ข้าพูดนะ ใต้เท้าอิ่
นกวานมีใจเห็นแก่ตัวมากไปหน่อย ไม่อาจท าผลงานให้ส าเร็จได้ถึง
ขั้นสูงสุด แค่สตรีขอบเขตยอดเขาที่มาเสริมสายแผนภูมิดินผู้นั้น
ไหนเลยจะเห็นผลทันตาเหมือนให้ลูกศิษย์คนแรกของเขามาเสริม
ช่องว่าง?”
เหย่าเที่ยวไม่ชอบใจที่ชิวอวิ๋นชอบหาเรื่องมาต าหนิเฉินผิงอัน
นางจึงขอยืมประโยคหนึ่งจากคนตายมาใช้ ยังคงเป็นค าพูดประโยค
เดิมที่ยกมาทั้งดุ้นไม่มีคลาดเคลื่อน “แน่จริงก็พูดแบบนี้ต่อหน้าอิ่นก
วานสิ”
ชิวอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น “เมื่อก่อนไม่กล้าก่อกวนต่อหน้า ตอนนี้ก็ยิ่ง
ไม่กล้าเข้าไปใหญ่เหอะ หากอิ่นกวานปรากฏตัวที่นี่ ข้าจะก้มหัว
กราบเขาเป็นอาจารย์เลย!”
ก็ไม่ใช่ว่าเขากินอิ่มว่างงานก็เลยหาเรื่องตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับอิ่
นกวานอะไร ต้องรู้ว่าศิษย์พี่ของเขาก็คือโหวขุยเหมินที่ตายด้วย
น ้ามือของอิ่นกวานหนุ่มบนสนามรบของก าแพงเมืองปราณกระบี่
เอาเถอะ เขาไม่ต้องคอยวางแผนปัดแข้งปัดขากับศิษย์พี่อีก
ต่อไปแล้ว ได้สมบัติหนักยุคบรรพกาลครบชุดที่มีชื่อว่า “เจี้ยนหลง”
มาครองเปล่าๆ โดยไม่ต้องเปลืองแรงสักกะผีกเสื้อเกราะสั่วจื่อสีแดง
สด ด้านในสลักคาถาชั้นสูงไว้สองร้อยบท กวานสีม่วงทองหนึ่งชิ้น
ขนหางยาวของไก่ฟ้าสองชิ้น ล้วนหลอมมาจากร่างจริงหรือไม่ก็เป็น
ของตกทอดของปีศาจใหญ่ยุคบรรพกาลทั้งสิ้น
เลี่ยนเยี่ยนกลับมองไปบนเส้นทางที่ว่างเปล่านั้น มีความคิดที่
แตกต่างออกไป
ไม่กล้าพบเจอเจิ้งบนเส้นทาง
แล้วก็กลัวว่าจะเจอโจวจื่อข้างทางด้วย
เพียงแต่ไม่รู้ว่าทุกวันนี้โจวจื่ออยู่ที่ใด?
ไฉป๋อฝูเป็นคนว่างงานไร้เรื่องให้คิดมากที่สุด เขาดื่มเหล้า เงย
หน้ามองธงที่แขวนไว้หน้าร้าน
ที่พวกเราดื่มคือสุราคารวะหรือสุราลงทัณฑ์? คือเหล้าจริงหรือ
เหล้าปลอม? คือเหล้าหมักหรือเหล้าพิษ?
เซียวสวิ้นนั่งขัดสมาธิอยู่บนม้านั่งยาว รู้สึกว่าสุรามื้อนี้ไม่ได้ดื่ม
ไปอย่างเสียเปล่า นางคิดชื่อดีๆ ที่เผด็จการอย่างมากได้หลายชื่อแล้ว
เจิ้งจวีจงพูดด้วยสีหน้าสงบเรียบเฉยว่า “คนก็ดี ปีศาจก็ช่าง
ปณิธานอยู่ที่ความเป็นอมตะก็ดี ปณิธานอยู่ที่สรรพชีวิตก็ช่าง มักจะ
เป็นผู้ที่ฝึกบ าเพ็ญตนเสมอ ขึ้นเขาแล้ว เซียนกับมนุษย์ธรรมดาก็มี
ความต่าง ในเมื่อเซียนกับมนุษย์ธรรมดามีความต่างราวฟ้ากับดิน ก็
ต้องมีความทะเยอทะยานที่ว่า “สักวันหนึ่งจะต้องสอนให้โลกใบนี้
หมุนรอบตัวข้า” อยู่”
“ทุกท่านที่นั่งกันอยู่ ระหว่างเส้นทางของการเดินขึ้นสู่ยอดสูง ไม่
ว่าจะมีการช่วงชิงบนมหามรรคากับใคร เมื่อได้เจอกับศัตรูที่เป็นคน
อย่างเจิ้งจวีจง จิตแห่งมรรคาจะแข็งแกร่งหนักแน่น ยิ้มเอ่ยต่อหน้าเขา
ว่า “เจ้าเจิ้งจวีจงนับเป็นตัวอะไรได้?” ได้หรือไม่ ทุกท่าน เมื่อวานไม่
กล้า วันพรุ่งนี้กล้าไหม?”
โซ่วเฉินได้ยินก็ยิ้มเอ่ยว่า “พรุ่งนี้มะรืนนี้บอกได้ยาก แต่เอาเป็น
ว่าตอนนี้เวลานี้ไม่กล้าก็แล้วกัน”
พวกเลี่ยนเยี่ยนเงียบกันไปครู่หนึ่งก็ส่งเสียงหัวเราะคืน แต่ละคน
ต่างก็ดื่มเหล้าหมดถ้วย
ลมพัดโชยมาแล้ว ธงส่งเสียงสะบัดพบพับท่ามกลางสายลม
ดอกไม้ป่าจ านวนนับไม่ถ้วนที่ผลิบานบนทุ่งกว้างรกร้างของใต้
หล้าเปลี่ยวร้าง
เจิ้งจวีจงวางชามเหล้าลง คว ่ามันลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นยืน ยิ้มบางๆ
เอ่ยว่า “ออกเดินทาง”