กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 42.3 อย่ารีบร้อน
หม่าอี้เซี่ยนถามด้วยสีหน้าจริงจัง “เป็นหัวหน้าผู้คุ้มกันให้กับขุน
นางใหญ่ของที่นั่นสอนวิชาหมัดเท้าฉูดฉาดให้กับพวกคุณชายเด็ก
หนุ่มทั้งหลายหรือ? หรือว่าเป็นองค์รักษ์ให้กับคนมีเงินของเมือง
หลวง?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “พวกเขาจ้างข้าไม่ไหวหรอก”
หม่าอี้เซี่ยนทนเห็นท่าทางคุยโวโดยไม่ต้องร่างคำพูดแบบนี้ของ
เฉาโม่ไม่ได้มากที่สุดจึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ทำไมเจ้าถึงไม่
บอกไปเลยล่ะว่าตัวเองเป็นผู้ถวายงานคอยติดตามฮ่องเต้น่ะ?”
เฉินผิงอันตบหัวเด็กหนุ่ม “ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ พูดกับ
ปรมาจารย์วิถีวรยุทธแบบนี้ได้อย่างไร”
หม่าอี้เซี่ยนได้พบเฉาโม่ในต่างบ้านต่างเมืองที่ไม่คุ้นเคยกับทั้ง
ผู้คนและสถานที่แห่งนี้ถึงอย่างไรเด็กหนุ่มก็รู้สึกมีความสุข
หงเจิ้งอวิ๋นอาจารย์ของเขาเป็นขอบเขตถ ้าสถิตที่อดทนผ่านมาปี
แล้วปีเล่า ไม่มีฉายาอะไร ลูกศิษย์รุ่นที่สองกลุ่มของหม่าอี้เซี่ยนล้วน
เป็นเด็กกำพร้า ในอดีตที่บอกว่าถูกอาจารย์พาขึ้นเขา แต่อันที่จริงก็
แค่พยายามหาทางรอดชีวิตท่ามกลางกลียุคเท่านั้น รอกระทั่งขึ้นเขา
มีสถานที่ให้ลงหลักปักฐานแล้ว หงเจิ้งอวิ๋นก็ตั้งใจถ่ายทอดวิชา คนที่
มีคุณสมบัติในการฝึกตนก็ได้หลอมลมปราณ แต่กลับคลำไม่เจอ
ธรณีประตูเสียที แล้วก็สอนวิชาหมัดเวทกระบี่บางอย่างให้กับพวก
เขา เป็นเหตุให้บอกว่าศิษย์พี่ทั้งหลายของหม่าอี้เซี่ยนคือยอดฝีมือใน
ยุทธภพที่สามารถไต่กำแพงบินอยู่บนหลังคา เหยียบลงบนหิมะได้
อย่างไร้ร่องรอย ก็ไม่ถือว่าเป็นคำคุยโว
เฉินผิงอันแสร้งทำเป็นมองไปรอบด้าน ยิ้มถามว่า “ศิษย์พี่หญิง
จ้าวของเจ้าทำไมถึงไม่มาด้วยล่ะ?”
หม่าอี้เซี่ยนระแวดระวังขึ้นมาทันที “ทำไม? ศิษย์พี่หญิงจ้าวมา
หรือไม่มาสำนักคุ้มภัยเกี่ยวผายลมอะไรกับเจ้าด้วย”
เด็กหนุ่มที่ท่าทางแข็งแรงมีชีวิตชีวาผู้นี้ไม่ได้รู้สึกรักใคร่อะไร
ศิษย์พี่หญิงจ้าวจริงๆ ก็แค่เอาอย่างศิษย์พี่ทั้งหลายที่ชื่นชอบศิษย์พี่
หญิงเท่านั้น หาไม่แล้วจะดูเป็นว่าตนตาไม่มีแวว ไม่เข้าพวก
พวกศิษย์พี่หญิงจ้าวหลียังคงฝึกตนอยู่ในภูเขากับผู้เฒ่า การที่
ลงมาคลุกคลีกับธุลีแดงล่างภูเขา ในโลกอันฟุ้งเฟ้อแพรวพราวก็มักมี
แต่การล่อลวงทั้งนั้น
มีเพียงลูกศิษย์คนเดียวที่มีหวังจะเลื่อนเป็นห้าขอบเขตกลาง ก็
คือศิษย์พี่หญิงจ้าวหลีพรรคเล็กๆ อย่างพวกเขา สามารถพบเจอต้น
กล้าที่ดีในการฝึกตนคนหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่โชคดีมากแล้ว
ก่อนจะจากลากัน หงเจิ้งอวิ๋นได้ตั้งใจเตือนเรื่องหนึ่ง บอกว่าเฉา
โม่ผู้นั้นอำพรางตนอย่างลึกล ้า อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ
ขอบเขตห้าอย่างแน่นอน ในอนาคตไม่ว่าพบเจอกับเขาในสถานที่ใด
ก็ล้วนต้องให้ความเคารพเขามากๆ การที่กำชับเรื่องนี้กับพวกลูก
ศิษย์ไม่ใช่ว่าต้องการให้เขาป้องกันเฉาโม่ แต่เป็นเพราะไม่อยากให้
พวกเขาพูดจาไร้ความยำเกรงเพียงเพราะสนิทสนมกัน
เพราะถึงอย่างไรไม่พูดถึงปรมจารย์วิถีวรยุทธขอบเขตสาม
หลอมพลังจิตอะไร ต่อให้เป็นแค่ขอบเขตหกก็คือปรมาจารย์ในยุทธ
ภพที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ในอาณาเขตของหลายแคว้นแล้ว ผู้นำใน
ยุทธภพที่อยู่ในสายธรรมะ จะขาดชื่อเสียงและเงินทองได้หรือ? คนที่
อยู่ในสายอธรรมก็ไม่ใช่ว่าต้องมีคำเรียกขานว่า ‘มาร’ หรอกหรือ?
แล้วก็เพราะอาจารย์คอยสั่งสอนอยู่เสมอ รวมไปถึงชาติกำเนิด
ของตัวพวกเขาเอง พวกหม่าอี้เซี่ยนจึงไม่รู้สึกว่า “เซียนซือบนภูเขา”
ครึ่งๆ กลางๆ อย่างพวกเขาจะต้องร้ายกาจสักเพียงใด เพื่อนบ้านที่อยู่
รอบสำนักคุ้มภัยได้นำของขวัญมามอบให้นานแล้ว โอภาปราศรัย
อย่างมีมารยาทและปรองดอง ถือเสียว่ามาให้เห็นหน้าค่าตากัน พวก
เขาลงจากภูเขามาครั้งนี้ก็แค่ต้องการหาเงินตามกฎระเบียบ หาเงิน
อย่างปรองดอง เพื่อที่จะได้เก็บสะสมเสบียงในการฝึกตนให้กับพวก
จ้าวหลีที่ฝึกตนอยู่ในภูเขาให้มากหน่อย
นอกจากนี้แล้วความปรารถนาที่ใหญ่ที่สุดก็คือเก็บสะสมเงินเทพ
เขียนสักสี่ห้าเหรียญ ในอนาคตจะได้ไปเพิ่มพูนความรู้ที่ท่าเรือกาวชู
ของต้าหลีที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งทวีป ดูว่าสมบัติอาคมตระกูล
เซียนที่แท้จริงมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่
เฉินผิงอันเอ่ย “ทุกเรื่องล้วนยากที่การเริ่มต้น หยัดยืนอยู่ในเมือง
หลวงให้มั่นคงก่อนวางแผนในระยะยาว เป็นดังน ้าเส้นเล็กที่ไหลยาว
สำนักคุ้มภัยของพวกเจ้าก็ย่อมหาเงินได้เอง”
หม่าอี้เซี่ยนพยักหน้า ยิ้มกว้างเอ่ย “ขอให้สมพรปากเจ้าแล้วกัน”
เฉินผิงอันคิดแล้วก็เอ่ยว่า “ถ ้าชิงเสวียนที่สะพานหยวนโหรวชาน
เมืองหลวง ตอนนี้ยังไม่มีเจ้าของ ก่อนหน้านี้ข้าได้บอกกับอาจารย์
ของพวกเจ้าไปแล้ว ดูจากท่าทีของพี่ใหญ่หงเหมือนจะหวั่นไหว
เพียงแต่เขารู้สึกว่าทางพรรคไม่มีเส้นสายอยู่ในเมืองหลวง เป็นเหตุให้
ความหวังในเรื่องนี้เลือนราง ดังนั้นช่วงที่ผ่านมานี้ข้าจึงคอยไปใช้เส้น
สายให้ในเมืองหลวง ก็ถือว่าพอจะเริ่มมีเค้าโครงบ้างแล้ว รอฟังข่าว
จากข้า หากว่าสำเร็จได้จริง พรรคของพวกเจ้าก็ควรมีตัวแทนที่คุม
สถานการณ์ได้คนหนึ่งที่คอยไปพบปะกับที่ว่าการในท้องถิ่น พูดคุย
กันได้ดีก็ถือว่าเจรจาเรื่องนี้สำเร็จแล้ว”
หม่าอี้เซี่ยนร้อนใจทันใด “เฉาโม่ สหายก็ส่วนสหาย แต่หากต้อง
ให้อาจารย์ก้มหัวยอมอ่อนข้อให้ผู้อื่น หรือว่า หรือว่าให้ศิษย์พี่หญิง
จ้าวขายความสาวเพื่อผูกมิตรกับพวกขุนนางที่มีอำนาจ…เจ้าก็หมิ่น
เกียรติพวกเราเกินไปแล้ว!”
ความคิดของเด็กหนุ่มเหมือนกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่ง
เฉินผิงอันลูบหัวของเด็กหนุ่ม ยิ้มอธิบายว่า “การประเมินขุน
นางในต้าหลีที่เต็มไปด้วยความประหลาดพิศดารทำให้ช่วงนี้เกิดคลื่น
มรสุมใหญ่มากมาย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สงบดีทุกคนทั้งในและนอก
วงการขุนนางต่างอกสั่นขวัญแขวน เอ่ยประโยคที่ไม่น่าฟังสักหน่อย
ต่อให้พวกเจ้ากล้ามอบเงินให้พวกเขาในช่วงเวลาสำคัญนี้ ไปเลี้ยง
เหล้าเคล้านารีอะไร พวกเขา.ก็ไม่กล้าพอที่จะตอบตกลงหรอกนะ ไม่
แน่ว่าอาจจะจับพวกเจ้าโยนออกมาจากประตูโดยตรง ไม่กล้ามีการ
ไปมาหาสู่กับคนบุ่มบ่ามไม่เข้าใจสถานการณ์ในวงการขุนนางอย่าง
พวกเจ้าอีก วางใจเถอะ ข้าช่วยด้วยความจริงใจ ไม่ได้มาหลอกพวก
เจ้า อีกอย่างข้าก็แค่ช่วยสานสะพานความสัมพันธ์ ช่วยเรื่องเล็กน้อย
เท่านั้น ส่วนจะเดินไปบนทางเส้นนี้หรือไม่ ถึงอย่างไรก็ต้องให้
อาจารย์ของเจ้าเป็นคนตัดสินใจ”
หม่าอี้เซี่ยนกึ่งเชื่อกิ่งกังขา “จริงหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “หลอกเจ้าจะมีประโยชน์กะผายลมอะไร เอา
มาแลกเงินได้สักกี่แดงกัน?”
หม่าอี้เซี่ยนเชื่อไปแล้วเกินครึ่ง “เฉาโม่ บอกไว้ก่อนนะว่า เจ้า
อย่าเป็นคนเจ้าชู้เสเพลวันๆ เอาแต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง ศิษย์พี่หญิง
จ้าวมีปณิธานอยู่ที่ความเป็นอมตะ ไม่มีทางชอบเจ้าหรอก คำพูดไม่
น่าฟังข้าจะพูดไว้ก่อน หากเจ้าช่วยพวกเราได้จริง ผลคือศิษย์พี่หญิง
จ้าวไม่สนใจเจ้า ถึงเวลานั้นเจ้าก็อย่าอับอายจนพานเป็นโกรธ คิดจะ
ชักสีหน้าก็ชักสีหน้าใส่ทันทีถ้าอย่างนั้นพวกเราก็…เป็นเพื่อนกันอีก
ไม่ได้แล้ว”
เฉินผิงอันทำหน้าอึ้งตะลึง “เพิ่งจะฝึกประสบการณ์ล่างภูเขาได้
แค่ไม่กี่วัน ฉลาดขึ้นขนาดนี้แล้วหรือ? เจ้ามาอยู่ในหมู่ชาวบ้านได้
ไม่กี่วันก็มีความคิดที่เฉียบไวขนาดนี้แล้ว เหมือนเด็กหนุ่มที่เพิ่งออก
ท่องยุทธภพเสียเมื่อไหร่ ถ้าถามข้านะ เจ้าหนู เจ้ามีมาดของคน
เก่าแก่ในยุทธภพอย่างมากแล้ว”
เด็กหนุ่มที่ใสซื่อบริสุทธิ์ไหนเลยจะทนรับคำชมของคนเก่าแก่ใน
ยุทธภพต่อหน้าได้
เมื่อครู่นี้เพิ่งจะเจ็บปวดเสียใจ ตอนนี้หม่าอี้เซี่ยนกลับยิ้มหน้า
บานแล้ว
ในใจคิดว่าหากศิษย์พี่หญิงจ้าวถูกอารมณ์ชั่ววูบครอบงำ เกิด
นึกรักชอบเฉาโม่ขึ้นมาเขาที่เป็นศิษย์น้องก็จะไม่ขัดขวางศิษย์พี่
หญิงก็แล้วกัน
วันหน้าก็จะได้มีเหตุผลชอบธรรมให้เฉาโม่พาตนออกไปท่อง
ยุทธภพด้วยกัน ใช้ชีวิตปล่อยใจตามอารมณ์ น่าจะได้รู้จักสาวงาม
คนรู้ใจสักสี่ห้าคน แล้วตนก็ค่อยฝึกปรือความสามารถในการดื่ม
เหล้าให้ดีๆ …
เหอะ ข้าฉลาดจะตายไป
หม่าอี้เซี่ยนยกสองแขนกอดอก “อาจารย์เคยบอกกับพวกเราว่า
ลงมาล่างภูเขาแล้วก็ต้องขัดเกลาจิตใจในการลงมือทำเรื่องต่างๆ ครั้ง
นี้เตรียมการก่อตั้งสำนักคุ้มภัย ข้าออกแรงไปไม่น้อย เรื่องของการ
คบหาผู้คนก็ได้เรียนรู้ไปมากมาย”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เด็กที่ฉลาดขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เหมาะฝึก
วิชาเซียนได้นะ”
มีเรื่องมากมายให้พูดไม่พูด ดันมาพูดเรื่องนี้ หม่าอี้เซี่ยนเอ่ย
อย่างมีโทสะ “เจ้าเองก็ไม่ใช่นักสู้ในยุทธภพที่ดีแต่ขัดเกลาเรือนกาย
เล่นหอกใช้กระบองหรอกหรือ ดีกว่าข้าแค่ไหนกันเชียว? เจ้าคือผู้
หลอมลมปราณหรือ? ขอบเขตหนึ่ง? ขอบเขตสอง?”
เฉินผิงอันสะอึกอึ้งพูดไม่ออก ยิ้มด่าขำๆ ว่า “เจ้าเด็กบ้านี่ ปาก
เสกคาถาได้หรือไร?”
หนึ่งคนโตหนึ่งเด็กหนุ่มไม่มีอะไรทำจึงไปนั่งยองอยู่ใกล้ชั้นวาง
อาวุธของลานประลองยุทธ เด็กหนุ่มใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก็ไม่รู้ว่า
คิดถึงบนภูเขากับอาจารย์หรือว่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้ว่าจะดีหรือร้ายกัน
แน่
เฉินผิงอันถาม “จอมยุทธน้อยหม่า คิดอะไรอยู่หรือ”
หม่าอี้เซี่ยนเบ้ปาก “ขนาดฝันก็ยังอยากจะให้มีผู้สูงศักดิ์หล่นลง
มาจากฟ้า มาช่วยหางานให้สำนักคุ้มภัยของพวกเราสักสี่ห้าคน หรือ
ไม่อย่างนั้นก็มอบอ่างเก็บสมบัติมาให้พวกเราโดยตรงก็ได้
เหมือนกัน”
เฉินผิงอันผงกปลายคางไปยังทิศไกล “ข้างหน้านี้ก็มีแล้วไม่ใช่
หรือ”
หม่าอี้เซี่ยนกดเสียงลงต ่า เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “ต่อให้เขาจะเป็น
มือหนึ่งของฝ่ายทะเบียนในที่ว่าการอำเภอ แต่จะถือเป็นขุนนางอะไร
ได้”
เฉินผิงอันจุ๊ปาก “เจ้าเคยเห็นที่ว่าการอำเภอสักกี่แห่งที่รองรับ
คนวุ่นวายจอแจเป็นพันคนได้? นายท่านเจ้าเมืองของที่บ้านเกิดเจ้า
คาดว่าน่าจะไม่มีบารมีได้อย่างเสมียนฝ่ายทะเบียนผู้นี้ด้วยซ ้า แล้ว
นับประสาอะไรกับที่ขุนนางห่างไกลไม่สู้ขุนนางใกล้ชิด ไม่เห็นหรือว่า
ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าพยายามตีสนิทกับเขามาตลอด จะให้เชื่อว่าพวก
เขาถูกชะตากันตั้งแต่แรกพบก็คงไม่ใช่กระมัง?”
หม่าอี้เซี่ยนถามอย่างสงสัย “เสมียนฝ่ายทะเบียนครัวเรือนร้าย
กาจขนาดนี้เลยหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”
หม่าอี้เซี่ยนยิ้มหน้าทะเล้น “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ข้าเข้าไปประจบ
สอพลอเขายังทันไหม?”
เฉินผิงอันเอ่ยเตือน “อย่าลืมพูดเรื่องถ ้าชิงเสวียนที่สะพานหยวน
โหรวกับศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าล่ะ”
หม่าอี้เซี่ยน “ลืมไม่ลงหรอก”
เด็กหนุ่มพลันเอ่ยอย่างสงสัย “ทำไมเจ้าไม่ไปพูดเองล่ะ?”
เฉินผิงอันหัวเราะร่วน “เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”
หม่าอี้เซี่ยนหัวเราะชอบใจ นั่นสิ ศิษย์พี่ใหญ่ชอบศิษย์พี่หญิงรอง
มากที่สุดแล้ว ทุกครั้งมักจะต้องมองเฉาโม่ราวกับป้องกันโจร อยู่กับ
ศิษย์น้องอย่างพวกเขาก็ไม่เคยพูดอะไรอย่างชัดเจน มักจะชอบพูด
อ้อมค้อมรังเกียจว่าเฉาโม่อายุมากไปหน่อย แล้วยังไม่ใช่บัณฑิตที่
เดินออกมาจากตระกูลปัญญาชนด้วย…หากเขากล้าพูดอย่างชัดเจน
ต่อหน้าศิษย์น้องหญิงจ้าวข้าก็จะยังนับถือว่าเขาเป็นลูกผู้ชาย แต่
หากแค่สบจังหวะพยายามหาทางใกล้ชิด ทำท่าขลาดกลัว นั่นก็ไม่
ถือเป็นวีรบุรุษเลย
มีคนสามคนมาจากที่ว่าการอำเภอหย่งไท่ สองคนมาจากฝ่าย
ทะเบียนครัวเรือน อีกคนหนึ่งมาจากหน่วยคุมขัง
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ติดตามเสมียนฝ่ายทะเบียนครัวเรือนมาที่นี่ก็
ไม่มีมาดของคนเป็นขุนนาง พอมีโอกาสก็จะต้องคอยช่วยเหลือ
สำนักคุ้มภัยเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอด
อำเภอหย่งไท่คือที่ว่าการอำเภอของเมืองหลวง เมื่อเทียบกับที่ว่า
การอำเภอในท้องถิ่นแล้วก็ถือเป็นเสมียนในสังกัดระบบราชการที่ขึ้น
ทะเบียนเป็นตำแหน่งทางการ จำนวนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณเกินสี่เท่า
เสียอีก นอกจากสามฝ่ายหกห้องที่เป็นรูปแบบเดิมที่มีอยู่ประจำแล้ว
ยังมีฝ่ายภาษีและฝ่ายกิจการลำน ้าเพิ่มเติมเข้าไป รวมแล้วมากถึงสิบ
หกห้อง ในบรรดานั้นฝ่ายอาญาและฝ่ายทะเบียนครัวเรือนซึ่งงาน
หนักหน่วงเป็นพิเศษนับเป็น ห้องใหญ่ สามารถทำงานอยู่ที่นี่ได้นาน
หลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมือยังกุมอำนาจที่แท้จริง มีใครบ้างที่ไม่
เจนจัด ใครบ้างที่ไม่รู้จักขุนนางผู้สูงศักดิ์คนสองคน ไม่สนิทสนมกับ
พ่อค้ารายใหญ่บ้างเลย? แต่เด็กหนุ่มกลับไม่รู้ถึงสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่
ภายใน พูดถึงแค่ชายหนุ่มที่สังกัดอยู่กับหน่วยคุมขัง คาดว่าเขาเองก็
น่าจะมีลูกน้องในการดูแลยี่สิบสามสิบคน เวลาปกติมีความสัมพันธ์ที่
เงยหน้าไม่เห็นก้มหน้าก็เห็นกันกับสำนักคุ้มภัยป๋ายอวิ๋น
มองออกว่าเสมียนฝ่ายทะเบียนที่อายุยังน้อยผู้นั้นคือคนสนิทของ
หัวหน้าเสมียน
แต่สิ่งที่เฉินผิงอันให้ความสนใจอย่างแท้จริงกลับยังเป็นร่ม
กระดาษน ้ามันที่คนผู้นี้วางไว้ใต้หลังคาชั่วคราว
กลับไปจะให้หรงอวี๋เบิกเอกสารของฝ่ายทะเบียนอำเภอหย่งไท่มา
อ่านเสียหน่อย
ชายฉกรรจ์ที่มาจากหน่วยคุมขังยืนเคียงไหล่อยู่กับเพื่อน
ร่วมงานของที่ว่าการ สายตามองตรงไปข้างหน้า เอ่ยเสียงเบาว่า “พี่
เปี้ยน ข้ามีเส้นทางอยู่เส้นหนึ่ง มีโอกาสที่จะได้ย้ายไปทำงานอยู่ใน
ที่ว่าการอำเภอหย่งหนิง เจ้าสนใจหรือไม่?”
ทุกวันนี้สถานการณ์ของที่ว่าการอำเภอหย่งไท่เป็นอย่างไร โลก
ภายนอกแค่พูดกันไปปากต่อปากเท่านั้น แต่พวกเขากลับมีความ
ลำบากที่ยากจะเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแท้จริงแค่สามคำเท่านั้น เกินจะ
ทน
เมื่อก่อนหวังหย่งจินผู้เป็นนายอำเภอฮึกเหิมห้าวหาญถึงเพียงใด
ทุกวันนี้พบเจอเขาในที่ว่าการก็ดูเหมือนว่าจะผ่ายผอมลงไปทุกวัน
ก่อนหน้านี้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปจัดการเรื่องที่ทะเลสาบเหล่า
อิง พวกเขาทำพลาดกันไปจริงๆ เรื่องใหญ่เกินไป ไม่ว่าใครก็
รับผิดชอบไม่ไหว
เสมียนหนุ่มแห่งฝ่ายทะเบียนกุมหมัดเบาๆ ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
ว่า “พี่ใหญ่หลู่ น ้าใจนี้ขอรับไว้แล้ว ใช่ว่าไม่เชื่อใจท่าน เพียงแต่ว่า
ผ่านมานานหลายปีขนาดนี้ หัวหน้าสวี่ดีต่อข้าไม่น้อย ให้การอบรม
สั่งสอนทุกเรื่อง หากเป็นเวลาปกติ ข้าต้องหวั่นไหวอย่างแน่นอน แต่
จากไปตอนนี้ ข้ากลับไม่อาจข้ามผ่านด่านในใจของตัวเองได้”
ชายฉกรรจ์แซ่หลู่ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกดเสียงลงต ่า “พี่เปี้ยน
บอกตามตรง ข้ามีพี่น้องเป็นขุนนางอยู่ในที่ว่าการเหนือแห่งนั้น แล้ว
ก็เป็นสถานที่ที่ดีที่น่าไปเยือน ไม่สู้ให้ข้าช่วยสานความสัมพันธ์ ไป
กินข้าวด้วยกันสักมื้อ? หากสำเร็จย่อมดีที่สุด แต่หากไม่สำเร็จ พี่
เปี้ยนก็คิดเสียว่าได้รู้จักสหายเพิ่มมา ไม่มีอะไรเสียหาย วางใจเถอะ
ข้ากับพวกเขาต่างก็เป็นพี่น้องที่ฝากชีวิตไว้ให้กันได้ ปีนั้นหลังถอน
ตัวออกมาจากกองทัพชายแดน ทุกวันนี้ก็มีแต่ข้านี่แหละที่มีชีวิตได้
ธรรมดาที่สุด ข้าเชื่อใจพวกเขา และพวกเขาก็เชื่อใจข้า สหายที่ข้า
แนะนำมีนิสัยใจคอและความสามารถเป็นอย่างไร พวกเขาต้องไม่มี
ทางกังขาแน่นอน”
หาไม่แล้วชายฉกรรจ์ก็คงไม่เรียกคนหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตนสิบปี
ว่าพี่เปี้ยนคำแล้วคำเล่า
ลูกชายของเปี้ยนขุนถัง ขอแค่ทุกครั้งที่มาถึงที่ว่าการอำเภอก็
มักจะต้องขี่คอตนไปเล่นกับม้าในคอก
เขารู้สึกมาโดยตลอดว่าวันหน้าอยู่ในวงการขุนนาง เปี้ยนชุนถัง
จะต้องมีอนาคตอย่างแน่นอน ไม่เพียงแต่เป็นคนดีมีคุณธรรม ยังทำ
อะไรละเอียดรอบคอบ แล้วก็มีความรับผิดชอบ
ก็แค่ขาดดวงไปสักหน่อย
เมื่อก่อนนี้ยังพูดง่าย ผ่านไปอีกสองสามปีก็จะได้รับตำแหน่งต่อ
จากหัวหน้าสวี่แล้ว ดูเหมือนว่าสำหรับเรื่องนี้นายอำเภอหวังหย่งจินก็
ให้การยอมรับโดยปริยายเช่นกัน
แต่ตอนนี้ขอแค่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแนวเส้นของ “กรมคลัง” ใน
วงการขุนนางต้าหลี ทุกคนก็ล้วนตกอยู่ในอันตรายกันหมด ใครบ้าง
ที่ไม่กังวลว่าจะมีฟ้าผ่าลงมา เบื้องล่างก็คือไก่ตกน ้านับไม่ถ้วน?
เสมียนหนุ่มแซ่เปี้ยนยังคงส่ายหน้า เอ่ยสัพยอกว่า “หากพี่ใหญ่
หลู่สามารถไปอยู่ที่ว่าการเหนือได้เหมือนกัน ข้าก็จะไปด้วย อยู่ใน
ที่ว่าการเหนือไม่มีคนสนิทคอยให้การดูแลข้ากลัวว่าวันนี้ไปพรุ่งนี้ก็
จะต้องม้วนเสื่อกลับแล้ว”
ชายฉกรรจ์หัวเราะชอบใจ เกาหัวเอ่ย “ไม่กล้าคุยโว หัวไชเท้า
หนึ่งหัวกับหลุมหนึ่งหลุม ไม่มีความสามารถพาเจ้าไปขอข้าวกินที่
ที่ว่าการเหนือด้วยกันจริงๆ ตอนนี้ที่นั่นคือสถานที่ที่ทุกคนอยากจะ
เข้าไปกันทั้งนั้น ได้ยินมาว่า…”
ที่ว่าการกองทหารม้าลาดตระเวนพระนคร ช่วงนี้มีหน้ามีตากัน
อย่างถึงที่สุด ว่ากันว่าไปดักขวางหน้าประตูจับคนของตรอกอี้ฉือและ
ถนนฉือเอ๋อร์
ชายกรรจ์ลดระดับน ้าเสียงลงอีกหลายส่วน “ได้ยินมาว่าหงจี้แห่ง
ที่ว่าการเหนือ เพิ่งจะตีสนิทกับใต้เท้าราชครูได้…”
เปี้ยนชุนถังตบแขนของชายฉกรรจ์ ฝ่ายหลังได้รับคำเตือนก็
เงียบเสียงลงอย่างว่องไว
เพราะเขามองเห็นว่าตรงชั้นวางอาวุธของลานประลองยุทธมีบุรุษ
ชุดเขียวคนหนึ่งนั่งยองอยู่ ดูเหมือนสายตาของอีกฝ่ายจะมองมาที่
พวกเขา